تسجيل الدخولในเมื่อท่านยอมสละชีวิตข้ากับลูกเพื่อนาง เช่นนั้นข้าก็จะทำให้พวกท่านสมหวัง ได้รักกันให้พอใจ เรื่องย่อ เพราะความฝันที่ราวกับเกิดขึ้นจริง ทำให้จางหยู่เยียนมิอาจลืมความรู้สึกเจ็บปวดที่รู้ว่าสามีวางยานางกับลูกในท้อง เพราะสตรีนางหนึ่ง ก้อนเนื้อในใจที่แหลกสลายนั้นแม้ตื่นขึ้นมาก็ยังมิอาจสลัดมันทิ้งไปได้ รู้เพียงว่านางจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นขึ้นอีก หากสาเหตุเป็นเพราะนางขวางวาสนาคู่รัก เช่นนั้นนางก็จะทำทุกทาง หนีห่างจากเขาไปให้ไกลที่สุด บุตรไร้บิดา ภรรยาไร้สามี ใช่ว่าจะอยู่ไม่ได้ ครานี้นางจะให้เขาสมหวัง ครองคู่กับคนรักตราบชั่วชีวิต แต่เหตุใดถึงได้ยากเย็นนัก! เว่ยเฉิงหยวน X จางหยู่เยียน “เหตุใดจึงปฏิเสธเจ้าคะ ท่านไม่อยากแต่งกับเกาซูเหวินหรือ” “ไม่” “จะไม่อยากแต่งได้อย่างไร หรือว่าเพราะกลัวนางจะเป็นรองข้า เรื่องนั้นท่านอย่าห่วงไป ข้ากับลูกจะเดินทางไปเมืองฟู่จวิ้นทันทีที่พวกท่านแต่งกัน” “...” “จะไม่กลับมาเมืองหลวงอีก ไม่นานผู้คนก็จะลืมว่าท่านมีข้าเป็นฮูหยินเอก” “เจ้าคิดจะแยกบิดากับบุตร มิใจร้ายไปหน่อยหรือ” “ท่านเองก็มิได้อยากให้เขาเกิดมา”
عرض المزيدหากรักใจย่อมเอนเอียง ผิดกล่าวเป็นถูก แม้ฉลาดหลักแหลมเพียงใดก็กลายเป็นคนโง่เขลาได้เพียงพริบตา
จางหยู่เยียน ฮูหยินเอกจวนองครักษ์เว่ยเฉิงหยวน ยืนนิ่งมองสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า เสียงร้องห่มร้องไห้ของสตรีอีกนางดังขึ้นปานจะขาดใจ ร่างเพรียวโอนอ่อนกอดซบเอกบุรุษผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของจางหยู่เยียน
“พี่เฉิงหยวน ฮึก ข้านึกว่าจะถูกย่ำยีศักดิ์ศรีเสียแล้ว ฮื่อ~” เกาซูเหวินกอดรัดร่างกำยำขององครักษ์หนุ่มไว้เต็มอ้อมกอด น้ำตาสีใสไหลอาบหน้า ไม่ว่าผู้ใดเห็นก็ต้องนึกสงสาร
ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ เกิดเพราะชายชั่วที่กำลังถูกจับกดอยู่กับพื้นเรือน บ่าวชายผู้นี้บุกเข้าเรือนรับรองของเกาซูเหวินในยามวิกาล หญิงสาวกล่าวอ้างว่าอีกฝ่ายหวังจะย่ำยีนาง ดีที่มีคนได้ยินเสียงหวีดร้องของนาง จึงช่วยไว้ได้ทัน
เหตุการณ์นี้ทำให้จวนสกุลเว่ยจุดโคมไฟสว่างไสว ผู้คนต่างก็ตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ ไม่เว้นแม้แต่คนท้องอย่างจางหยู่เยียน
“คนในเรือนข้าไม่มีผู้ใดกล้าทำเรื่องชั่วเช่นนี้ เจ้าคงอยากลองดีกับข้าใช่หรือไม่! พ่อบ้านถู จัดการโบยให้ครบห้าสิบไม้ แล้วนำมันไปทิ้งนอกจวน จะเป็นหรือตายก็ช่าง!” เสียงเกรี้ยวโกรธของหัวหน้าองครักษ์เว่ยเฉิงหยวน ทำเอาบ่าวรับใช้กลัวจนหัวหด กระนั้นก็สาสมกับที่บ่าวชายผู้นี้ทำ ชั่วช้าถึงขั้นคิดจะข่มเหงคนรักของนาย สงสารก็แต่คุณหนูเกาที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้
ทว่าสำหรับจางหยู่เยียนแล้ว นอกจากความสงสาร อีกความรู้สึกหนึ่งที่ผุดขึ้นมาไม่แพ้กันคือริษยา ริษยาที่สามีของนางเป็นห่วงเป็นใยเกาซูเหวิน น้อยใจผู้เป็นสามีที่ไม่คิดแบ่งปันสักเสี้ยวใจมาให้นางบ้าง
มือเรียวลูบท้องนูนใกล้คลอด ก้มหน้าซ่อนสายตาตัดพ้อไว้กับตนเอง นึกขอโทษลูกน้อยในครรภ์ที่มารดามิสามารถทำให้บิดาโอบกอดเจ้า เหมือนที่เขาโอบกอดคนรัก
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อระหว่างเขาและนางมีเพียงสมรสพระราชทานที่เหนี่ยวรั้งเอาไว้
“นะ นายท่านโปรดเมตตาด้วยขอรับ โปรดเมตตาบ่าวด้วย บ่าวมีความจำเป็นขอรับ” บ่าวชายได้ยินบทลงโทษตาก็เบิกโพลง ละลักละล่ำพูดออกมาจนทุกสายตาหันไปจดจ้องที่เขา
“ความจำเป็นที่ต้องทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้น่ะหรือ เจ้าเห็นข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร!”
“บ่าวจำเป็นจริงๆ ขอรับ ฮะ ฮูหยินสั่งให้บ่าวทำ แลกเงินค่ารักษาน้องสาวขอรับ” เสียงสั่นเครือพูดออกมา พลันก้มหน้าโขลกศีรษะลงกับพื้น หลบหนีสายตาตื่นตระหนกของจางหยู่เยียน
“เจ้าพูดอันใดของเจ้า ข้ามิเคยออกคำสั่งเช่นนั้น...ท่านพี่ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ” สตรีท้องโตหันไปหาสามีหวังยืนยันความบริสุทธิ์ เหตุการณ์นี้นางไม่รู้เรื่องสักนิด บ่าวชายผู้นี้นางยังจดจำใบหน้าแทบไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อหันไปสบตากับร่างสูง แววตาที่ชายหนุ่มมองกลับมา ทำเอาหยู่เยียนสะอึก สายตากล่าวโทษเช่นนั้น...เขาตัดสินนางไปแล้ว
“ฮึก ข้าเข้าใจดีว่าฮูหยินมิพอใจ ที่ข้ามาขออาศัยอยู่ในจวน ขอแค่ฮูหยินเอ่ยปาก ข้าก็พร้อมจะออกไป แต่เหตุใดต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้ ฮื่อ เราต่างก็เป็นสตรีมิใช่หรือ”
“ข้ามิได้ทำ เหตุใดเพียงแค่คำกล่าวอ้างไร้หลักฐาน คุณหนูเกาจึงปักใจเชื่อว่าเป็นข้า นี่หรือว่า...พวกเจ้าตั้งใจใส่ร้ายข้า! ท่านพี่ ท่านมองออกใช่หรือไม่ว่านางร่วมมือกับบ่าวผู้นี้จงใจใส่ร้ายข้า” จางหยู่เยียนหาใช่คนโง่ที่จะมองไม่ออก และนางก็เชื่อว่าหัวหน้าองครักษ์อย่างสามีนางย่อมมองเห็นทะลุปรุโปร่ง
“เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ มีสิ่งใดยืนยันว่าฮูหยินจ้างวานเจ้า” คำพูดของเว่ยเฉิงหยวนทำให้สตรีตั้งครรภ์ใจชื้นขึ้นมา ทว่ามันก็ถูกดับลงด้วยของในมือบ่าวชั่ว
“นะ นี่ขอรับ ฮูหยินให้ปิ่นหยกอันนี้กับบ่าวมาเป็นค่ารักษาน้องสาว” เพียงได้เห็นของล้ำค่าทั้งเว่ยเฉิงหยวนและบ่าวในเรือนต่างก็หันหน้ามามองจางหยู่เยียน ปิ่นหยกอันนั้นเป็นปิ่นที่ฮูหยินมักใส่อยู่เสมอ เพราะเป็นปิ่นที่นายท่านมอบให้ในวันแต่งงาน
หากบ่าวผู้นี้มีหลักฐานยืนยัน นั่นก็หมายความว่าฮูหยินทำเรื่องชั่วช้าจริงๆ
“ปิ่นนี้หายไปเมื่อหลายวันก่อน เจ้าขโมยมันไปหรือ” ยามนี้คำพูดของจางหยู่เยียนราวกับขนนกที่ไร้ซึ่งน้ำหนัก ไม่มีผู้ใดเชื่อแม้แต่สามีของนาง
“ข้าคิดมาตลอดแม้ไม่รักเจ้า แต่เจ้าก็เป็นสตรีที่ดีพร้อม คงเป็นมารดาที่ดีของบุตรข้าได้ ไม่คิดว่าจิตใจเจ้าจะริษยาถึงขั้นกล้าทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้”
“ขะ ข้าไม่ได้ทำนะเจ้าคะ ท่านพี่ให้คนสอบสวน หาความจริงอีกทีเถิด ฮึก ปิ่นนั้นมันหายไปจริงๆ ข้ามิได้โป้ปด-”
“พอสักที!” เสียงตะคอกทำเอาคนท้องสะดุ้งโหยง
“...”
“จากนี้หากข้าไม่สั่ง อย่าให้ฮูหยินก้าวออกจากเรือนของตนเองแม้แต่ก้าวเดียว กักบริเวณไว้จนกว่าจะคลอด หากคลอดแล้วข้าจะหาแม่นมมาเลี้ยงดูแทน บุตรของข้ามิควรอยู่กับสตรีเช่นเจ้า!” ดังสายฟ้าฟาดลงกลางอกผู้เป็นมารดา สองมือโอบประคองท้องของตน ลูกน้อยในครรภ์เป็นเลือดเนื้อของนาง แต่สามีกลับเอ่ยว่าจะให้ผู้อื่นเลี้ยงดู
“ท่านพี่ ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างระ-”
“พาฮูหยินกลับเรือน!”
“ฮูหยินเจ้าขา ทานอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“ฮึก ฮื่อ เหตุใดเขาไม่เชื่อข้าสักนิดลี่จู ในสายตาของเขาข้าเป็นคนใจร้ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ” จางหยู่เยียนปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่นึกอาย
จริงอยู่ว่าเขาและนางแต่งกันเพราะพระราชทานสมรส เขาไม่เคยรักนาง ลูกในท้องที่ได้มาก็เพราะเป็นนางที่วางยาปลุกกำหนัดเขา ร่วมหอกันในวันแต่งงาน แต่เขามองนางจิตใจหยาบช้าถึงขั้นจ้างคนไปข่มเหงสตรีด้วยกันเลยหรือไร
“โถ่ ฮูหยินของบ่าว” ลี่จูได้แต่นึกสงสาร ลูบเท้าปลอบนายเหนือหัวที่ร้องไห้ตั้งแต่เมื่อคืนจนหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ยังถามเรื่องเดิมซ้ำๆ ลี่จูเองก็จนใจ มืดมนหนทางจะช่วยเหลือนายเหนือหัวห่วงก็แต่คุณหนูน้อยในครรภ์ ที่ยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง สำรับที่นำมาก็ถูกวางทิ้งไว้จนเย็นชืด
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวนำสารจากนายท่านมาส่งเจ้าค่ะ” เสียงจากด้านนอกทำให้คนร้องห่มร้องไห้ชะเง้อมอง
“เจ้าไปเปิดประตูให้นางเข้ามาที”
“เจ้าค่ะ” ลี่จูหายออกไปนอกห้องนอนพักใหญ่ก็วิ่งหน้าตั้งกลับมา รีบพยุงนายออกไปห้องโถงของเรือน
“ฮูหยินเจ้าขา นายท่านให้คนนำสำรับมาให้เจ้าค่ะ”
“ทะ ท่านพี่ให้นำมาให้หรือ” ความขุ่นหมองมลายหายไปสิ้น ใบหน้าเศร้าเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มขึ้นมาในทันใด
“เจ้าค่ะฮูหยิน นายท่านยังฝากคำพูดมาว่า จะให้คนสืบเรื่องที่เกิดขึ้นอีกที อย่าได้ประชดประชันอดข้าวอดน้ำ ถือเสียว่ามื้อนี้เป็นบทลงโทษจากนายท่าน หากข้าวไม่หมดชามอย่าได้ลุกจากโต๊ะ” ม่านม่าน สาวใช้ในเรือนของสามีที่หยู่เยียนคุ้นหน้าคุ้นตา พูดข้อความจนครบ
“งั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ ยังกำชับบ่าวให้อยู่รอจนฮูหยินทานหมดเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าก็จัดสำรับเถิด ข้าจะทานมื้อเช้าแล้ว” อารมณ์คนท้องเปลี่ยนไปสิ้นเชิง จัดการลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างมือ เตรียมนั่งทานอาหาร
สำรับตรงหน้ามีอยู่สองสามอย่าง ล้วนเป็นของที่นางชื่นชอบทั้งนั้น จิตใจของจางหยู่เยียนราวกับถูกเติมเต็ม ริมฝีปากยิ้มกว้าง มือข้างหนึ่งก็ลูบท้องบอกลูกน้อยในครรภ์ว่าบิดามิได้โกรธเคืองมารดาแล้ว
“อืม จานนี้รสชาติดีนัก”
“นายท่านลงครัวเองเลยนะเจ้าคะ”
“หืม เจ้าแน่ใจหรือม่านม่าน”
“แน่ใจเจ้าค่ะ” ได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ่งเจริญอาหาร คีบเข้าปากไม่หยุด ทานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกระทั่งข้าวหมดชามตามที่สามีกำชับ
ทว่า...ใบหน้ายิ้มแย้มกลับบิดเบี้ยวลงในพริบตา
“อึก แคกๆ แคก” อยู่ๆ ทั่วร่างของหยู่เยียนก็ชาหนึบ ภายในลำคอของนางร้อนผ่าว ร่างกายต่อต้านพยายามสำรอกอาหารออกมา แต่สิ่งที่ออกมาแทนคือโลหิตสีแดงฉาน พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่กัดกินไปทั่วร่างเหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ กายอวบล้มตึงลงพื้นอย่างแรง
ตึง!!! กรี๊ด!!!!!!
“ฮูหยินเจ้าคะ! ตะ ตามหมอ บ่าวจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้” สาวใช้วิ่งโร่ไปทุบประตูหน้าเรือน เร่งให้คนที่เฝ้านำความไปรายงานนายท่าน
“ฮึก ข้าเจ็บ ลูกข้า ลูกข้า” ภายใต้ความเจ็บปวดสัญชาตญาณของมารดาก็ยังห่วงบุตร สองมือโอบกอดท้องนูนเอาไว้ ขณะที่สายตายังเห็นว่าลี่จูพยายามทุบประตูเรียกคนด้านนอกให้เปิด ทว่าทันทีที่เลื่อนสายตามายังม่านม่าน สาวใช้เรือนสามี นางกลับแสยะยิ้มออกมาอย่างสาแก่ใจ
“ลี่จู ระวัง!!!” เพียงพริบตา ยังไม่ทันที่หยู่เยียนจะพูดจบประโยค สาวใช้ม่านม่านก็ปักมีดลงกลางหลังลี่จูเสียแล้ว
“เฮ้อ เสร็จสิ้นเสียที”
“เหตุใดต้อง อึก ทำ ร้าย ข้า” ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยน้ำตาและโลหิต สิ้นไร้เรี่ยวแรงจนแทบขยับไม่ได้ อย่าได้พูดถึงความเจ็บปวดบนร่างกาย เพราะนางมิอาจสรรหาคำมาบรรยายได้
“...”
“ท่านพี่ มะ ไม่ปล่อยเจ้า อึก ไว้ แน่” เสียงกระท่อนกระแท่นเริ่มขาดห้วงไปทุกที
“หึ แล้วเขาอยู่ที่ใดเล่า บ่าวว่าฮูหยินเลิกโง่งมเสียเถิด เหตุการณ์เมื่อวานท่านคิดว่าหัวหน้าองครักษ์อย่างนายท่านจะมองไม่ออกหรือ ท่านก็เพียงแค่ปิดหูปิดตาก็เท่านั้น”
“...” นั่นสินะ คนฉลาดอย่างเว่ยเฉิงหยวนหรือจะมองไม่ออก ทั้งที่เขารู้ เขาก็ยังจงใจลงโทษนาง
“บ่าวจะถือเสียว่าตอบแทนที่ฮูหยินเคยเอ็นดูบ่าวนะเจ้าคะ”
“อึก ฮึก”
“ผิดที่ฮูหยินเข้ามาแทรกกลางระหว่างคู่รัก เลยต้องพบจุดจบเช่นนี้” สิ้นคำพูดนั้น ก็ราวกับมีค้อนมาทุบหัวของจางหยู่เยียน
ความเจ็บบนร่างกายยังไม่เท่าก้อนเนื้อในอกที่เหมือนมีหินมาทุบซ้ำๆ นางเข้าใจทันทีว่าผู้เป็นสามีต้องรู้เห็นในเรื่องนี้
น้ำสีใสไหลอาบใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ความจริงมันจุกอยู่กลางอกจนร้องไห้ไม่ออก มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบหน้า
มารดาผิดเอง ผิดที่ทำให้เจ้าต้องมาเจ็บปวดด้วย
มือสั่นๆ ลูบท้องโตด้วยเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด คนที่นางรัก เขาเกลียดนางถึงขั้นฆ่าแกงกันได้ ฆ่าได้แม้กระทั่งสายเลือดของเขา
นึกเสียใจที่มองอีกฝ่ายเป็นเอกบุรุษที่ดีพร้อม นึกเสียใจที่พยายามทำให้เขารัก และที่สุดคือเสียใจ...เสียใจที่นางมิอาจปกป้องสิ่งมีชีวิตน้อยๆ ให้ลืมตามาดูโลกได้
“หยู่เยียน!!!”
เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความตกใจ ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของเว่ยเฉิงหยวนเปิดประตูเข้ามา ทว่าในตอนนี้จางหยู่เยียนมิได้โง่เง่าคิดเข้าข้างตนเองอีกต่อไปแล้ว เขาก็คงมาดูในเห็นกับตาว่านางและลูกตายสมใจ มิมีผู้ใดอยู่เป็นเสี้ยนหนามคอยตำใจ หลังจากนี้เขาก็คงแต่งคนรักของเขาเข้ามาอย่างที่ใจอยากทำ
เช่นนั้นก็ขอให้พวกท่านรักกันให้พอใจ ให้สมกับที่เสียแรงวางแผนฆ่านางและลูก
“เฮือก!!!”
“ฮูหยิน ฝันร้ายหรือเจ้าคะ” สัมผัสอุ่นจากมือของลี่จู เรียกสติคนที่ผุดลุกนั่งหอบหายใจให้หันมามองต้นเสียง
“ละ ลี่จู ฮึก ลี่จู”
“บ่าวเองเจ้าค่ะ ฝันร้ายใช่หรือไม่เจ้าคะ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ” ลี่จูยับขึ้นไปนั่งโอบประคองกอดปลอบนายหญิง
“ฝัน!!? ขะ ข้าฝันหรือ”
“เจ้าค่ะ บ่าวเห็นฮูหยินละเมอร้องไห้ เรียกฮูหยินให้ตื่นอย่างไรก็ไม่ตื่น บ่าวจึงรีบให้คนไปเรียกนายท่านเจ้าค่ะ” ลี่จูนำผ้าชุบน้ำแตะลงบนผิวหน้าเนียนละเอียด
“ข้าเพียงแค่ฝันไปอย่างนั้นหรือ ข้ามิได้ถูกกักบริเวณ ไม่ได้ถูก-”
“หืม กักบริเวณอันใดกันเจ้าคะ วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากลับมาจากต่างเมือง ฮูหยินไปรอรับตั้งแต่เช้า พอเข้ากลางวันเลยบ่นว่าอ่อนเพลีย บ่าวก็เลยพามานอนเจ้าค่ะ”
“ท่านย่ากลับจากต่างเมือง...” นางจะฝันไปจริงๆ หรือ มือเรียวลูบหน้าท้องของตน ยังนูนเด่นออกมาไม่มาก ต่างกับในฝันที่นูนออกมาชัดเจน
เฮ้อ~ โล่งอกไปทีที่เป็นเพียงความฝัน ลูกน้อยยังอยู่กับนาง แต่เหตุใดมันเหมือนจริงเช่นนั้นเล่า เหมือนจริงจนน่ากลัว ความเจ็บปวดในอกของนางยังไม่จางหายไปเลยด้วยซ้ำ
“ฮูหยินเป็นอันใดไปเจ้าคะ”
“ข้าฝันลี่จู ข้าฝันว่าเว่ยเฉิงหยวนวางยาสังหารข้ากับลูก-” ยังไม่ทันที่จางหยู่เยียนจะได้เล่ารายละเอียดในความฝัน เสียงฝีเท้าวิ่งก็ดังตึงตังเหมือนเจ้าของมีเรื่องเร่งรีบหนักหนา
ดูจากสีหน้า ท่าทางที่ตกใจจนเหงื่อโชกของคนมาใหม่ ก็คงจะมีเรื่องรีบร้อนจริงๆ
“หยู่เยียน แข็งใจเอาไว้ ข้าให้คนตามหมอมาแล้ว”
“จริงสิ คุณหนูเกามีสิ่งใดจะพูดกับข้าหรือไม่ เห็นท่านเดินตามพวกเรามา”“เอ่อ คือ ข้ามีเรื่องอยากถามพี่เฉิงหยวนเจ้าค่ะ เราไปคุยกันสองคนดีหรือไม่”“พูดมาเถิด ข้ากับฮูหยินก็ถือเป็นคนเดียวกัน มิมีเรื่องที่พูดไม่ได้” เว่ยเฉิงหยวนไม่คิดจะฆ่าตนเองด้วยการไปพูดคุยกับสตรีอื่นสองต่อสองแน่“เช่นนั้นข้ามิเกรงใจนะเจ้าคะ...ฮูหยินเอ่ยว่าท่านขัดขวางแม่สื่อ มิให้มาทาบทามข้า จริงหรือเจ้าคะ เมื่อครู่ฮูหยินพูดเช่นนั้นต่อหน้าคนทั้งงานจนข้าอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี กระนั้นก็มิได้เชื่อคำของฮูหยินทั้งหมด รอฟังจากปากท่านจึงจะเชื่อ”“เชื่อเถิด”“จะ เจ้าคะ? หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ” สีหน้าที่แสร้งเบะปากร้องไห้ชะงักตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบที่ไม่รักษาน้ำใจเช่นนี้ ถึงช่วงนี้พี่เฉิงหยวนจะรักษาระยะห่างจากนางไปบ้าง แต่ซูเหวินก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหลุดมือของนางไปได้“หมายความว่า เป็นข้าเองที่ไม่อยากแต่ง ต้องขออภัยคุณหนูที่ต้องกล่าวตามตรง”“ตะ แต่ก่อนหน้านี้ ระหว่างเรา-” เกาซูเหวินมีสีหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้อีกฝ่ายดูสนใจนางจริงๆ“ข้ายอมรับว่าก่อนหน้ามองคุณหนูเป็นสตรีที่ดี เคยคิดแต่งท่านเข้าสกุลเว่ยจริง แต่เ
“ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูเกาเดินมาทางนี้เจ้าค่ะ” เสียงลี่จูเรียกสติของหยู่เยียนให้หันไปมองคนที่กำลังเดินเข้ามา“พี่หญิง อยู่ในงานมิได้ทักทายท่าน ต้องขออภัยด้วย”“มิเป็นไร แต่คุณหนูเกาเอ่ยเรียกข้าว่าฮูหยินเว่ยเถิด ข้ามีพี่น้องร่วมสายเลือดหลายคน ประเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่าคุณหนูเกาก็มีบิดาคนเดียวกันกับข้า” น้ำเสียงราบเรียบค่อนไปทางห่วงใย ทว่าความหมายนั้นมิได้เป็นไปในทางที่ดีนัก“อึก ฮูหยินเอ่ยหนักเกินไปกระมัง!”“ขออภัยด้วย คุณหนูมีจุดประสงค์ใดก็ว่ามาเถิด อย่าได้เสียเวลาเลย”“หากฮูหยินเอ่ยตามตรงเช่นนี้ ข้าจะขอสั่งสอนท่านตามตรง สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม ฮูหยินคงมิได้ลืมกระมัง การแต่งฮูหยินรองหรืออนุ ล้วนแล้วแต่เป็นความพึงใจของสามี ฮูหยินมิอาจก้าวล่วงได้” เกาซูเหวินยังคงเชื่อเช่นเดิม ว่าเหตุผลที่สกุลเว่ยไม่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางเสียที เป็นเพราะสตรีตรงหน้าและบุตรในครรภ์ของนาง“หึ เมื่อครู่คุณหนูมิได้ฟังที่ข้าพูดหรือ ว่าเป็นเพราะท่านพี่ขัดขวาง”“เจ้าจะให้ข้าเชื่อหรือ ก่อนหน้าพี่เฉิงหยวนมีท่าทีชอบพอกับข้าอยู่ก่อนแล้ว”“แต่นั้นมันก่อนที่จะแต่งข้าเข้าจวนมิใช่หรือ นานมาแล้วกระมัง ลูกข้าจะครบเจ็ดเดือนอยู่แล
งานเลี้ยงยังคงดำเนินไป เหล่าสตรีพูดคุยเรื่องงานชมบุปผาที่จัดขึ้นทุกปี เหล่าสนมต่างก็เสนอความเห็น อยากได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญ เผื่อได้อยู่ในพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาทบ้างจะมีก็แต่หวงกุ้ยเฟยอย่างเซียวจิ้นหราน ที่นั่งเงียบ สายตาจับจ้องไปองค์หญิงองค์ชายที่ต่างก็นั่งขนาบข้างเหล่าสนม จางหยู่เยียนเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสงสารไม่น้อยขนาดนางเคยสูญเสียบุตรแค่ในฝัน นางยังเจ็บปวดจนมิอาจบรรยายออกมาได้ แต่หวงกุ้ยเฟยผู้นี้สูญเสียโอรสที่เกิดมาด้วยความรักของบิดามารดา โอรสที่เติบโตมาเป็นอย่างดี พระนางคงเจ็บปวดมากเป็นแน่“...” หยู่เยียนรีบเปลี่ยนแววตาเวทนาเมื่อสบเข้ากับสายตาโศกเศร้าคู่นั้น พลางยิ้มบางเบาแล้วค้อมศีรษะให้ หวงกุ้ยเฟยก็ยิ้มรับเช่นกัน“ท่านน้าขอรับ ข้าเบื่อแล้วขอรับ” เสียงเล็กร้องเรียก ดึงความสนใจของหยู่เยียนให้หันกลับมาที่องค์รัชทายาท“เช่นนั้นออกไปเดินเล่นรับลงข้างนอกดีหรือไม่เพคะ”“ดีขอรับ” เมื่อเป็นเช่นนั้น จางหยู่เยียนจึงออกหน้าขออนุญาตฮองเฮา พาองค์รัชทายาทออกไปวิ่งเล่นด้านนอก กลายเป็นว่าเหล่าเด็กน้อย ทั้งองค์หญิงองค์ชาย คุณหนูคุณชาย ต่างก็ได้รับประทานอนุญาตให้ออกมาวิ่งเล่นเช่นเดียวกั
เสียงดนตรีบรรเลงคลอกับเสียงพูดคุยของเหล่าสตรี ที่ถูกเชื้อเชิญมาร่วมดื่มชากับเหล่าเชื้อพระวงศ์ฝ่ายหญิงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมานาน ในทุกๆ สองเดือน ฮองเฮาจะจัดงานเลี้ยงน้ำชานอกเขตพระราชฐาน เชื้อเชิญเหล่าฮูหยินของขุนนางมาพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ถือเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างเชื้อพระวงศ์กับขุนนางให้แน่นแฟ้นขึ้นครั้งนี้ก็เช่นกัน งานเลี้ยงน้ำชาจัดขึ้นที่อุทยานหลวงนอกเขตพระราชวัง ที่นี่เป็นราวกับสถานที่พักผ่อนของเหล่าราชวงศ์ มีเรือนพักรับรอง มีสระบัว สวนดอกไม้ที่จัดตกแต่งงดงามตามช่วงฤดูกาล“อาภรณ์ที่ฮูหยินเจียงใส่มาในวันนี้งามยิ่งนัก ตัดจากร้านใดหรือ” จางฮองเฮาตรัสถามหลังจากงานเลี้ยงเริ่มขึ้นสักพัก พระนางรู้สึกสะดุดตากับฝีปักเย็บที่ประณีตนั้นเหลือเกิน“เป็นช่างตัดเย็บจากต่างเมืองเพคะฮองเฮา นานครั้งนางจะเดินทางมาเมืองหลวง ดูเหมือนว่าครั้งนี้เป็นสกุลเกาที่ติดต่อนางไป ช่างผู้นั้นเข้ามาเมืองหลวงเพื่อตัดชุดแต่งงานให้คุณหนูเกาโดยเฉพาะ” เรื่องที่พูดคุยในงานเลี้ยงล้วนเป็นเรื่องของสตรี กระนั้นก็แฝงไปด้วยการเมืองขุนนางมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างไร ฮูหยินและคุณหนูสกุลเหล่านั้นย่อมแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช











