登入
เดือนพฤศจิกายนของทุกปีอากาศจะเริ่มเย็น ลมหนาวจะพัดพาอากาศที่แห้งแล้ง ฝนจะหยุดตก ฝุ่นละอองจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับภาคเรียนที่สองของปีการศึกษาที่เริ่มขึ้น
เสียงเตะบอลของนักเรียนชายกำลังโห่ร้องแสดงถึงความดีใจเมื่อมีใครคนหนึ่งเตะลูกบอลเข้าประตู
“พี่เหนืออีกแล้ว” เสียงหนึ่งดังเข้ามาในโสตประสาท ฉันขยับแว่นตาของตัวเองเล็กน้อยเพ่งมองไปยังกลางสนามฟุตบอลที่คนโดดเด่นแข่งกับแสงแดดในเวลาบ่ายของวันเช่นนี้ เวลานี้ฉันเชื่อว่าคงมีสายตาที่จับจ้องไปยังเขามากกว่าร้อยคู่
แน่นอนใครจะไม่รู้จักเขาประธานนักเรียนผู้โด่งดัง รูปหล่อ พ่อรวย เรียนดี กีฬาเด่น ผู้เป็นรักแรกของฉัน เด็กสาววัยสิบห้าที่เพิ่งจะได้ใช้คำนำหน้าว่านางสาว
“พี่เหนือนี่โคตรหล่อเลยเนอะ” คนข้าง ๆ ชวนฉันคุยซึ่งเพื่อนทั้งโรงเรียนของฉันยกให้พี่เหนือเป็นรักแรกกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ฉันและเพื่อนรักอย่างลิลิน
“อืมหล่อ” ฉันไม่ปฏิเสธ ใครจะกล้าปฏิเสธในเมื่อหลักฐานอยู่บนหน้าขนาดนั้น
“เสียดายอีกแค่สี่เดือนก็ไม่ได้เห็นหน้าพี่เขาแล้ว ทีนี้เราจะเอากำลังใจไหนมาเรียน” ลิลินฟุบหน้ากับม้าหินข้างสนามฟุตบอล ส่วนฉันยังเท้าแขนกับใบหน้ามองไปทางสนามฟุตบอล
“เป็นสิวสิ” ฉันแนะนำ
“อะไรเมลพูดอะไร ฉันงง” ลิลินโวยวายและแน่นอนว่าเธอคงไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันแนะนำ
“บ้านพี่เหนือทำคลินิกความงาม แกก็เป็นสิวสิเผื่อบางวันจะได้เจอพี่เขา” เหมือนอย่างที่ฉันได้เจอเขาในวันนั้น
“สวัสดีครับ เป็นสมาชิกหรือเปล่าครับ”
พนักงานต้อนรับของคลินิกในวันนั้น หล่อเหลาและคุ้นตา ฉันยังจำอาการของตัวเองได้ดีในเวลานั้น น้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างเห็นได้ชัด เขายิ้มมุมปากนิด ๆ ท่าทางขัดเขินของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเขาคงเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา
“เพิ่งเคยมาค่ะ”
“มารักษาสิวใช่ไหมครับ” คำถามเขาไม่ทำให้ฉันแปลกใจเลยสักนิดเพราะเวลานั้นหน้าฉันก็เป็นสิวฮอร์โมนหนักมากจริง ๆ
“ขอบัตรประชาชนด้วยครับ” จำได้ว่ามือฉันสั่นในจังหวะที่ยื่นบัตรประชาชนให้เขา
“ผู้ปกครองมาด้วยไหมครับ”
“มาค่ะ”
เพราะฉันเพิ่งอายุสิบสี่ในเวลานั้น เขาจึงถามหาผู้ปกครอง ใครจะคิดว่ารุ่นพี่คนดังในโรงเรียนจะมาอยู่คลินิกความงาม เมื่อฉันเข้าไปอ่านประวัติคลินิกถึงได้รู้ว่ารุ่นพี่หรือ เหนือ ศิรา โชติภิวรรธคือทายาทเจ้าของลักซ์คลินิก คลินิกเสริมความงามขนาดใหญ่
“อย่าบอกนะว่าแกก็ไปคลินิกพี่เหนือ” ลิลินถามฉันอย่างตื่นเต้นและแน่นอนว่าฉันฉีกยิ้มสวยให้เพื่อน แม้หน้าจะเคยเป็นสิวแต่ฟันของฉันเรียงตัวสวยตั้งแต่ฟันแท้ขึ้น
“แกมันร้ายอีเมล ร้ายมาก” ลิลินชี้หน้าผากฉันอย่างหมั่นไส้ เพราะฉันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง โอกาสเจอพี่เหนือในระยะต่ำกว่าสามเมตรเป็นไปได้ยากอยู่แล้วในโรงเรียน แต่ถ้าเป็นที่คลินิกฉันเคยแม้กระทั่งโดนเขาจับแก้ม
อย่าเพิ่งคิดไปไกลค่ะพี่เหนือเขาแค่ทำหน้าที่เช็ดเครื่องสำอางออกให้ในเวลาที่ทำทรีตเมนต์เท่านั้นเอง แต่เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับสาวน้อยอย่างฉัน ถ้ามากกว่านี้ฉันกลัวว่าหัวใจของฉันจะระเบิด
“เป็นยังไงแก อยู่ใกล้หล่อไหม” ลิลินที่ก่อนหน้านี้ยังด่าฉันอยู่เลย แต่เวลานี้กลับอยากรู้อยากเห็น
“หล่อมากแก ตัวก็หอม” ฉันอธิบายพลางยกมือขึ้นมาแนบแก้มด้วยความเขินอาย
“ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมเลยเหรอ” ลิลินจากที่นอนฟุบโต๊ะเวลานี้นั่งหลังตรงเป็นอาการที่บ่งบอกว่านางสนใจสิ่งที่ฉันเล่าเพียงใด
“แกไม่เคยไปคลินิกความงามเหรอ คนที่ทำหน้าให้เขาก็นั่งอยู่ตรงหัวเราไงส่วนเราก็นอนบนเตียง” ฉันอธิบายเพิ่มเติม
“พี่เหนือมุมเสยเป็นไงหล่อไหม รูจมูกบานไหมแก”
“โอย ใครจะเห็น”
“อ้าว ทำไมไม่เห็น”
“พี่เขาใส่แมส” ฉันก็อยากเห็นทุกอย่างที่เพื่อนถามนั่นแหละ แต่ที่ไม่ได้เห็นเพราะที่คลินิกเขาก็ใส่หน้ากากอนามัยกันหมด
“งือ เสียดาย คงมีแต่แฟนพี่เหนือแหละเนอะจะได้เห็นเขามุมนั้น ถ้ามุมนั้นยังหล่อก็แสดงว่าหล่อทุกมุม” คำพูดของลิลินทำฉันครุ่นคิด
“แต่ใส่แมส พี่เขาก็หล่อทะลุแมสเลยนะแก” เห็นแค่คิ้วกับตาก็หล่อจนใจเจ็บหล่ออย่างกับไม่ใช่คน เทวดาชัด ๆ
“เออ ก็คงจริง เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะไม่ล้างหน้าให้สิวขึ้นสักสี่ห้าเม็ดจะได้ไปรักษา ชื่อลักซ์คลินิกใช่ไหม” ลิลินถามย้ำ ฉันพยักหน้าหงึก ๆ เสียงกรี๊ดข้างสนามดังขึ้นอีกครั้ง ฉันกับลิลินหันไปมองเห็นพี่เหนือโดนเพื่อน ๆ วิ่งกรูเข้ามากอด คงจะยิงได้อีกละสิ
“แบบนี้สีแดงของเราชนะแน่” ฉันพยักหน้าเห็นด้วยกับลิลิน พี่เหนืออยู่สีแดงซึ่งแน่นอนว่าฉันเองก็อยู่สีแดงเช่นกัน กีฬาสีของโรงเรียนเราแบ่งออกเป็นห้าสีด้วยกัน แดง ชมพู เขียว ฟ้าและเหลือง
ฉันกับลิลินอยู่มอสามทับสิบแปด ส่วนพี่เหนืออยู่ห้องมอหกทับหนึ่ง ต้องขอบคุณตัวแทนของห้องที่จับได้สีแดง
“หมดเวลาแล้ว” ลิลินพูดขึ้น นักกีฬาเดินออกจากสนามมายังสแตนเชียร์ข้างสนามที่มีถังน้ำแข็งขนาดใหญ่พร้อมกับสตาฟอีกหลายคนยืนรออยู่
“ตอนนี้ก็กำลังจะหนาวแล้ว ขากลับไปกับเราสิ” พี่เหนือเอ่ยชวนเพื่อนของเขากลับเชียงใหม่พร้อมเรา“กีฟ นี่เมียเรา น้องเหมยลี่”“โอ้ยเขินแทนเมียเต็มปากเต็มคำ สวัสดีจ้าเหมยลี่” พี่กีฟยกมือรับไหว้ฉันอย่างเป็นกันเอง พี่กีฟจัดเป็นคนสวยมาก หน้าคม ตาหวาน รูปร่างดี สมส่วน“นี่เรียนจบแล้วใช่ไหม” พี่เหนือเอ่ยถามเพื่อนตัวเองในขณะที่เราทั้งสามเดินจากท่าเรือบนเกาะเพื่อไปที่พัก“จบแล้วสิ เราไม่ได้เรียนหมอเหมือนเหนือนะ” พี่กีฟหัวเราะชอบใจกับคำถามของเพื่อน“จบแล้วพี่กีฟจะทำอะไรต่อคะ” ฉันเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าคนสวย ๆ รวย ๆ เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร“คงช่วยที่บ้านทำงานแหละ” วิถีคนรวยที่แท้ทรู บริหารกิจการของครอบครัว แล้วฉันละจบไปทำอะไรดี เปิดเช่าพระเครื่อง ขายทอง รับหล่อทองหรืออะไรดีไว้ค่อยคิดแล้วกันอีกตั้งสามปี ช่วงนี้ก็เกาะพี่เหนือกินไปก่อนก็แล้วกัน“พักหลังนี้นะ หลังนี้เราไม่ได้เปิดให้แขกเข้าพัก ส่วนมากให้ญาติ ๆ กับคนสนิทเท่านั้นพัก” บ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่ที่มองเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจากพื้นห้อง น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสและสวยมากมัลดีฟเมืองไทยคงไม่เกินจริง ฉันเป็นคนเที่ยวในประเทศที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก อยู่
“นี่ไม่ใช่พ่อ คนนี้อาไธม์น้องชายฝาแฝดของพ่อ” ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อของพี่เหนือมีแฝด เป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแยกไม่ออก“สวัสดีค่ะ อาไธม์ อากล้วย” ฉันเรียกป้าไม่ได้จริงจึงเรียกอาแทน ยังงงกับสรรพนามที่พี่เหนือเรียก เรียกอาไธม์แต่เรียกอาสะใภ้ว่าป้ากล้วยอะไรของเขามีปัญหาเรื่องการลำดับญาติหรือไง“ไหนให้ป้ากอดหน่อย เลี้ยงมาตั้งแต่ในท้องแม่เรา โตเป็นหนุ่มจนมีเมียแล้วเหรอ” อากล้วยอ้าแขนให้พี่เหนือเข้าไปกอด ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก“โตจนมีเมียแล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” อาไธม์ผลักหน้าผากของพี่เหนือออกจากอ้อมกอดของอากล้วย“นี่คุณอย่าทำหลานฉัน” เสียงของอากล้วยโวยวายพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะกับคนเป็นสามี“ก็หลานผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”“ทะเลาะอะไรกัน” พ่อธาร์เดินลงมาจากชั้นบนและนั่งข้างแม่น้ำ ฉันซึ่งยังไม่คุ้นชิน“เป็นอย่างงี้แหละ เดี๋ยวเหมยลี่ก็ชิน” ที่พี่เหนือเคยบอกว่าครอบครัวเขาเป็นครอบครัวใหญ่ญาติเยอะ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าเยอะจริง ๆ“ไธม์แวะไปหาพ่อกับแม่มาหรือยัง” ใช่นอกจากพ่อแม่พี่เหนือปู่กับย่าพี่เหนือก็ยังอยู่แม้จะอายุเข้าเลขแปดแล้วแต่พวกท่านก็ยังแข็งแรง“อืม เดี๋ยวแวะไป อยากเห็นหน้าไอ้เด็กแก่แดดมีเมียตั้ง
จังหวะนี้ผมเห็นคนตรงหน้าส่งสายตาเขียวปัดมาให้ผม จึงต้องรีบพูดต่อก่อนจะได้กินตีนก่อนจะได้พูดต่อ“แต่เฮียเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหน ผมจะยอมน้อง แม้น้องจะผิดผมก็จะยอม”“มึงรักน้องกูจริงเหรอวะ”“ผมรักน้องเฮียตั้งแต่ผมสิบแปด ตอนนี้ผมยี่สิบสอง ไม่มีวันไหนที่ไม่รักน้อง ไม่สิ ผมรักน้องตั้งแต่สามชาติที่แล้ว เฮียคิดว่ามันน้อยไปเหรอ”เสียงถอนหายใจของเฮียมังกรดังขึ้น“มึงเชื่อเรื่องที่น้องกูบอกเหรอ”“เชื่อสิ ทำไมเฮียไม่เชื่อเหรอ”“เชื่อ” นั่นไงเขาเองก็เชื่อแล้วจะถามทำไม“ทำไมมึงเชื่อวะเหนือ มึงมองไม่เห็น มึงแค่ฟังจากที่น้องกูเล่า หลักฐานที่น้องกูยกมาอ้างอาจแค่เรื่องแต่งขึ้นก็ได้ มึงไม่คิดบ้างเหรอ มึงเป็นหมอนะ มึงจะเชื่อเรื่องผีเหรอวะ”ผมยิ้มกับคำพูดของเฮียมังกรแล้วตอบอย่างที่ตัวเองคิดไป“เพราะรัก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาผม แต่น้องบอกว่าเห็นผมพร้อมจะเชื่อน้องมากกว่าตาตัวเองครับ”“ไอ้เชี่ย! แม่งขนลุกฉิบหาย”“ความรักมักทำให้คนตาบอดเฮีย”“สัดขนลุกกว่าเดิมอีก”“เฮียไม่เคยมีความรักไม่รู้หรอก”“พอ ๆ ไอ้เหนือกูจะไปนอนแล้ว” ว่าแล้วเฮียมังกรก็อุ้มแมวในตักแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ทำราวกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโ
ตอนพิเศษ 1 พี่เมียวันนี้น้องให้ผมพากลับบ้าน ใบหน้าน้องฉายให้เห็นความยุ่งยากใจ“ไม่ต้องคิดมากหรอกน้อง”“เฮียมังกรงี่เง่าจะตายพี่เหนือไม่รู้หรอก”“ไม่มั้งคนเราโต ๆ กันแล้ว” เฮียมังกรอายุมากกว่าผมอีกก็น่าจะเข้าใจอะไรไม่ยาก“ไม่เข้าใจ!” ผมขอถอนคำพูดที่พูดกับน้องในรถได้ไหม หลังจากเราสองคนมาถึงบ้านของน้อง ทั้งป๊าม้าและน้องพยายามอธิบายเหตุผลของการแต่งงานแต่คำตอบที่ได้รับก็คือ“ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หย่ากัน ในเมื่อเรื่องมันก็จบแล้ว เหมยลี่เพิ่งยี่สิบนะป๊าม้า ใช่เวลามีครอบครัวไหม” เฮียมังกรใช้ทั้งน้ำเสียงและเหตุผลกดดันป๊าม้าและน้อง“แต่หนูรักพี่เหนือ”“แต่เรายังเด็ก”“หนูยี่สิบแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายก็ให้มีผัวได้โดยไม่ต้องถามความคิดเห็นจากใคร” ผมอยากยืนขึ้นและตบมือให้น้องแต่สิ่งที่ทำคือก้มหน้าราวกับว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้เฮียมังกรไม่พอใจ“ไอ้ลี่ นี่เฮียเป็นพี่แกนะ”“ก็เป็นพี่นะสิ หนูโตแล้ว มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เฮียไม่ต้องยุ่ง”“ป๊าม้าผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมให้มันแต่งงาน ทำไมไม่ปรึกษากัน” เมื่อเห็นว่าเถียงสู้น้องสาวไม่ได้เฮียมังกรก็เปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้เป็นพ่อแม่ทันที“เรื่องมันด่วน อี
“ไปเรือนหลังเล็กกันค่ะพี่เหนือ วันนี้เปิดรับลูกค้าไหมคะ” ฉันจับมือพี่เหนือไว้แน่นสาวเท้าเร็วไปยังเรือนหลังเล็กที่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นั่น“ไม่ได้รับลูกค้าก็วันนี้จะเลี้ยงวันเกิดให้น้องไง” ใช่วันนี้ตอนเย็นเราสองบ้านจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ฉันท้องฟ้ารอบบริเวณเรือนหลังเล็กขมุกขมัวราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ระหว่างความจริงกับความฝันคล้ายไม่มีอยู่จริงแต่ก็จับต้องได้และเมื่อฉันกับพี่เหนือเดินขึ้นบันไดถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งเหมือนความฝันกึ่งความจริง ม่านหมอกปกคลุมแยกแทบไม่ออกว่าเวลานี้กลางวันหรือกลางคืนเงาจาง ๆ ของชายหญิงที่ก้มหมอบอยู่หน้าห้อง คือเหล่าข้าทาสบริวารของคุณลุงอัครเดช ประตูห้องเปิดไว้ดั่งเช่นที่เคยเห็น เสียงเก้ากี้โยกดังกระทบกับไม้เพียงเบา ๆฉันเดินตรงไปยังห้องนั้น ห้องที่เคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน รอบห้องยังคงเหมือนเดิม มีภาพถ่ายดั่งเช่นเดิม หากแต่มีม่านหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแต่สิ่งที่เด่นชัดในห้องนั้นคือชายสูงวัยผมสีขาว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างนั้นก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกมีเพียงแสงสีขาวปนเทาเท่านั้น“คุณลุง!” ฉันเอ่ยเรียกและยอบกายนั
ฉันมองหาพี่เหนือโดยรอบแต่กลับไม่มี เจอแต่ผู้คนที่ต่างมามุงดูอุบัติเหตุครั้งนี้“เจ้าของรถเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่แล้วน่าเสียดายเนอะ” เสียงคุณป้าคนหนึ่งคุยกับคนที่ยืนข้างกัน“น่าสงสารนะขับมาดี ๆ เจอพวกเมาแล้วขับ ไอ้นั่นมันรอดนะ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ส่วนคนดีต้องตาย สวรรค์ทำไมไม่ยุติธรรมเลย”ใช่ ทำไมสวรรค์ไม่ยุติธรรม ฉันกับพี่เหนือทำอะไรผิดทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม เราสองคนทำอะไรผิด ทำไมต้องให้เราตายด้วย กี่ชาติก็เป็นแบบนี้ ทำไม” ฉันทรุดกายลงกับพื้นนั่งลงบนพื้นหญ้าริมทาง ร้องไห้กับโชคชะตา ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ฉันกับพี่เหนือก็ไม่ได้สมหวังในรักชาตินี้ก็เช่นกันแม้ว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ครองคู่กัน อยากถามพระเจ้าหรือเทวดาบนฟ้า ชีวิตมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สองชีวิตอย่างฉันกับพี่เหนือ ไม่มีโอกาสเลยหรือที่จะได้อยู่มีชีวิต ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเราสองคนทำผิดอะไรหนักหนา“พี่เหนือ พี่เหนือ” น้ำตาของฉันยังไหลไม่หยุด ร้องเรียกหาพี่เหนือ ที่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาไปอยู่ที่แห่งหนไหน จะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค่ไหนหรือจริงแล้ว ทางรอดเดียวของเราคือควรเลิกกัน อย่างน้อยเราสองคนก็อาจมีชีวิ







