登入“พี่ฟ้านี่แก คนนี้ไหมที่เขาว่าเป็นแฟนพี่เหนือ” คำพูดของเพื่อนไม่ได้ทำให้คนแอบรักอย่างพวกเราสลดลงแม้แต่น้อย เรามีหน้าที่แอบรักไม่ได้ต้องการไปแย่งพื้นที่ตัวจริง
คนทั้งโรงเรียนต่างรู้ดีว่าพี่ฟ้าคือแฟนของพี่เหนือทั้งสองคบหากันตั้งแต่ตอนอยู่มอสี่
“ไม่รู้ว่าพี่เหนือจะเรียนต่ออะไรเนอะ” ลิลินเปิดบทสนทนา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ฉันรู้
“เรียนหมอสิ พ่อพี่เหนือเป็นหมอ”
“อะ ทำไมแกรู้” คนไม่รู้อย่างลิลินทำหน้าตื่นเต้น
“อ้าว บ้านเขามีคลินิก อย่างไรเสียเขาก็ต้องสืบทอดกิจการไหมแก ฉันเคยเจอพ่อแม่เขาด้วยยังวัยรุ่นอยู่เลยแก” ฉันนึกถึงใบหน้างามของคุณหมอเจ้าของคลินิกอย่างหมอธาร์ กับภรรยาที่ชื่อสายน้ำ ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าพี่เหนือหน้าตาดีเหมือนใครก็คงเหมือนทั้งพ่อกับแม่ผสมกันอยู่นั่นแหละ บางมุมก็เหมือนพ่อแต่บางมุมก็เหมือนแม่
“ฉันจะให้ของขวัญอะไรดีตอนพี่เหนือจบ” ลิลินเท้าคางอย่างครุ่นคิด แต่ฉันคิดไว้แล้วว่าจะให้อะไรกับเขา ของที่จะคอยปกป้องเขา ให้พี่เหนือของฉันแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง
“แกจะให้อะไรพี่เหนือเหรอเมล”
“ไม่บอก เดี๋ยวแกลอกฉัน”
“ฉันไม่ลอกแกหรอก แค่เป็นห่วงเดี๋ยวแกให้อะไรประหลาด ๆ พี่เหนือ ฉันอายเขา” ยายเพื่อนชั่ว นิสัยไม่ดีว่าเพื่อนได้ยังไง ฉันส่งค้อนให้เพื่อน ฉันก็เป็นคนปกติทั่วไป
คนปกติทั่วไปที่...มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
“น้องที่ไม่มีหน้าที่อะไรต้องมาซ้อมเชียร์ทุกเย็นวัน อังคาร พุธ พฤหัสฯ นะ” พี่ประธานเชียร์สีแดงอย่างพี่ฟ้าเน้นย้ำกับรุ่นน้องที่ไม่มีหน้าที่อย่างเช่นฉันกับลิลิน
ถ้าจะว่าฉันกับพี่เหนืออยู่กันคนละโลกก็คงไม่แปลก เขาโดดเด่นในทุกเรื่องหากแต่ฉันกลับไม่เด่นแม้แต่เรื่องเดียว ฉันกับลิลินเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นคนธรรมดาที่ประชากรน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโรงเรียนจะรู้จัก
ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งกองเชียร์ที่รุ่นพี่กำลังพูดหมายถึงพวกเราสองคนที่อยู่ในนั้น
“เข้าใจไหมคะ” พี่ฟ้าตะโกนถามพวกฉันที่ยังนิ่งเงียบก่อนหน้านี้ซึ่งพอได้ยินคำถามครั้งที่สองพวกเราทั้งหมดก็รีบตอบทันที
“เข้าใจค่ะ/ครับ” เสียงดังฟังชัด
“เข้าใจก็ดีค่ะ นี่ QR code ของเนื้อเพลง ใครยังร้องไม่ได้ต้องไปฝึกด้วยนะคะ” พี่ฟ้าเน้นย้ำกับพวกฉันอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องรอให้พี่ประธานเชียร์ถามซ้ำพวกเราต่างตะโกนรับอย่างกระตือรือร้น
“แบบนี้เราก็อดไปดูพี่เหนือซ้อมบอลน่ะสิ” เพราะเวลาซ้อมฟุตบอลคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ฉันซ้อมเชียร์
“หวังว่าวันจันทร์กับศุกร์สีเราจะซ้อมบอลนะ” ฉันบอกกับลิลินซึ่งเราทั้งคู่ต่างให้กำลังใจกันและกัน ถ้าเรื่องเรียนตั้งใจกันเช่นนี้เกรดสี่คงไม่ไกลเกินเอื้อม แต่เพราะเรื่องเรียนไม่ได้ตั้งใจแม้แต่ครึ่งของเรื่องพี่เหนือทำให้เกรดของฉันกับลิลินจึงเกาะกลุ่มโซนล่าง มักจะได้เกรดกลาง ๆ อย่างเกรดสองเป็นประจำ
“พี่คะ เราซ้อมเชียร์ที่ไหนคะ” มีรุ่นพี่มอปลายคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม
“ที่สแตนข้างสนามฟุตบอล” คำตอบของพี่ประธานเชียร์สีแดงทำให้ทุกคนฮือฮา
“ดีจังแกทีนี้ก็ได้เห็นพี่เหนือแล้ว” ลิลินกระซิบบอกกับฉัน ซึ่งไม่ใช่แค่ลิลินเท่านั้นที่ดีใจ ดูแล้วพวกเราต่างก็ดีใจกันทั้งนั้น มีกำลังใจในการซ้อมขึ้นเป็นกอง
บ่ายของวันพุธ
บ่ายสามโมงเย็นหากเป็นในช่วงฤดูร้อนอากาศคงยังร้อนอบอ้าว หากแต่บ่ายสามโมงของเดือนพฤศจิกายนเช่นนี้กำลังเย็นสบาย เพราะร่มเงาจากตึกที่ช่วยบังแสงของดวงอาทิตย์นอกจากนี้ลมเย็นสบายของฤดูหนาวทำให้พวกเราที่นั่งตบมืออยู่บนแสตนไม่มีปัญหาเรื่องอากาศแม้แต่น้อย
แต่ปัญหาของฉันคือการตบมือ จังหวะแค่ 12 123 12 12 1 ใครจะคิดว่ามีคนที่ตบไม่ได้ ฉันผู้ซึ่งฟังเพลงมาแล้วทุกเชื้อชาติและแนวเพลง หากแต่กลับร้องและตบมือเข้าจังหวะแบบนี้ไม่ได้เลย
เมื่อมีคนผิด รุ่นพี่ก็ไม่ยอมปล่อย ให้พวกเราพยายามตบมือให้ได้ตามจังหวะ ฉันผู้ซึ่งชีวิตไม่เคยเป็นตามจังหวะจำเป็นต้องแอบดำน้ำทั้งการร้องและการตบมือ
“น้องคะ น้องคนนั้นชื่ออะไร” เสียงพี่ฟ้าดังแข่งกับจังหวะตบมือ ก่อนที่เธอจะทำสัญญาณว่าให้ทุกคนหยุดและนิ้วเรียวก็ชี้มาที่ฉัน
“น้องนั่นแหละค่ะ ชื่ออะไรคะ”
“เมลค่ะ เมลดา” ฉันตอบพร้อมทั้งก้มหน้างุดสำนึกในความผิดของตัวเอง
“กองสวัสดิการขาดคนน้องไปช่วยเขาหน่อยก็แล้วกัน” พี่ฟ้าชี้ไปยังพี่ที่ยืนเท้าสะเอวอยู่ข้างสนามฟุตบอล แน่นอนว่าฉันรู้จักรุ่นพี่ LQBTQ คนนั้น พี่เขาชื่อพี่ชาลอตหนึ่งในกลุ่มของพี่เหนือ เมื่อเห็นว่าพี่เขาโบกมือเร่งทำให้ฉันต้องรีบวิ่ง
“ระวังน้อง...ว้าย” เสียงร้องของพี่ชาลอตดังขึ้น จากนั้นร่างของฉันก็เซถลา
ตุ๊บ! เสียงใบหน้าฉันกระทบกับหญ้าข้างสนามฟุตบอล เสียงกรีดร้องที่ดังก้องทำให้ฉันไม่อยากเงยหน้าขึ้นมาจากสนามเลย อายเป็นบ้า
“ตอนนี้ก็กำลังจะหนาวแล้ว ขากลับไปกับเราสิ” พี่เหนือเอ่ยชวนเพื่อนของเขากลับเชียงใหม่พร้อมเรา“กีฟ นี่เมียเรา น้องเหมยลี่”“โอ้ยเขินแทนเมียเต็มปากเต็มคำ สวัสดีจ้าเหมยลี่” พี่กีฟยกมือรับไหว้ฉันอย่างเป็นกันเอง พี่กีฟจัดเป็นคนสวยมาก หน้าคม ตาหวาน รูปร่างดี สมส่วน“นี่เรียนจบแล้วใช่ไหม” พี่เหนือเอ่ยถามเพื่อนตัวเองในขณะที่เราทั้งสามเดินจากท่าเรือบนเกาะเพื่อไปที่พัก“จบแล้วสิ เราไม่ได้เรียนหมอเหมือนเหนือนะ” พี่กีฟหัวเราะชอบใจกับคำถามของเพื่อน“จบแล้วพี่กีฟจะทำอะไรต่อคะ” ฉันเอ่ยถามเพราะอยากรู้ว่าคนสวย ๆ รวย ๆ เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร“คงช่วยที่บ้านทำงานแหละ” วิถีคนรวยที่แท้ทรู บริหารกิจการของครอบครัว แล้วฉันละจบไปทำอะไรดี เปิดเช่าพระเครื่อง ขายทอง รับหล่อทองหรืออะไรดีไว้ค่อยคิดแล้วกันอีกตั้งสามปี ช่วงนี้ก็เกาะพี่เหนือกินไปก่อนก็แล้วกัน“พักหลังนี้นะ หลังนี้เราไม่ได้เปิดให้แขกเข้าพัก ส่วนมากให้ญาติ ๆ กับคนสนิทเท่านั้นพัก” บ้านพักตากอากาศขนาดใหญ่ที่มองเห็นน้ำทะเลใสแจ๋วจากพื้นห้อง น้ำทะเลสีฟ้าอมเขียวใสและสวยมากมัลดีฟเมืองไทยคงไม่เกินจริง ฉันเป็นคนเที่ยวในประเทศที่สุดเพราะเป็นคนกินยาก อยู่
“นี่ไม่ใช่พ่อ คนนี้อาไธม์น้องชายฝาแฝดของพ่อ” ฉันเพิ่งรู้ว่าพ่อของพี่เหนือมีแฝด เป็นแฝดที่เหมือนกันมาก มากจนแยกไม่ออก“สวัสดีค่ะ อาไธม์ อากล้วย” ฉันเรียกป้าไม่ได้จริงจึงเรียกอาแทน ยังงงกับสรรพนามที่พี่เหนือเรียก เรียกอาไธม์แต่เรียกอาสะใภ้ว่าป้ากล้วยอะไรของเขามีปัญหาเรื่องการลำดับญาติหรือไง“ไหนให้ป้ากอดหน่อย เลี้ยงมาตั้งแต่ในท้องแม่เรา โตเป็นหนุ่มจนมีเมียแล้วเหรอ” อากล้วยอ้าแขนให้พี่เหนือเข้าไปกอด ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก“โตจนมีเมียแล้วยังอ้อนเป็นเด็ก” อาไธม์ผลักหน้าผากของพี่เหนือออกจากอ้อมกอดของอากล้วย“นี่คุณอย่าทำหลานฉัน” เสียงของอากล้วยโวยวายพร้อมทำเสียงจิ๊จ๊ะกับคนเป็นสามี“ก็หลานผมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ”“ทะเลาะอะไรกัน” พ่อธาร์เดินลงมาจากชั้นบนและนั่งข้างแม่น้ำ ฉันซึ่งยังไม่คุ้นชิน“เป็นอย่างงี้แหละ เดี๋ยวเหมยลี่ก็ชิน” ที่พี่เหนือเคยบอกว่าครอบครัวเขาเป็นครอบครัวใหญ่ญาติเยอะ ตอนนี้ฉันแน่ใจแล้วว่าเยอะจริง ๆ“ไธม์แวะไปหาพ่อกับแม่มาหรือยัง” ใช่นอกจากพ่อแม่พี่เหนือปู่กับย่าพี่เหนือก็ยังอยู่แม้จะอายุเข้าเลขแปดแล้วแต่พวกท่านก็ยังแข็งแรง“อืม เดี๋ยวแวะไป อยากเห็นหน้าไอ้เด็กแก่แดดมีเมียตั้ง
จังหวะนี้ผมเห็นคนตรงหน้าส่งสายตาเขียวปัดมาให้ผม จึงต้องรีบพูดต่อก่อนจะได้กินตีนก่อนจะได้พูดต่อ“แต่เฮียเชื่อเถอะว่าไม่ว่าจะทะเลาะกันแค่ไหน ผมจะยอมน้อง แม้น้องจะผิดผมก็จะยอม”“มึงรักน้องกูจริงเหรอวะ”“ผมรักน้องเฮียตั้งแต่ผมสิบแปด ตอนนี้ผมยี่สิบสอง ไม่มีวันไหนที่ไม่รักน้อง ไม่สิ ผมรักน้องตั้งแต่สามชาติที่แล้ว เฮียคิดว่ามันน้อยไปเหรอ”เสียงถอนหายใจของเฮียมังกรดังขึ้น“มึงเชื่อเรื่องที่น้องกูบอกเหรอ”“เชื่อสิ ทำไมเฮียไม่เชื่อเหรอ”“เชื่อ” นั่นไงเขาเองก็เชื่อแล้วจะถามทำไม“ทำไมมึงเชื่อวะเหนือ มึงมองไม่เห็น มึงแค่ฟังจากที่น้องกูเล่า หลักฐานที่น้องกูยกมาอ้างอาจแค่เรื่องแต่งขึ้นก็ได้ มึงไม่คิดบ้างเหรอ มึงเป็นหมอนะ มึงจะเชื่อเรื่องผีเหรอวะ”ผมยิ้มกับคำพูดของเฮียมังกรแล้วตอบอย่างที่ตัวเองคิดไป“เพราะรัก แม้จะมองไม่เห็นด้วยตาผม แต่น้องบอกว่าเห็นผมพร้อมจะเชื่อน้องมากกว่าตาตัวเองครับ”“ไอ้เชี่ย! แม่งขนลุกฉิบหาย”“ความรักมักทำให้คนตาบอดเฮีย”“สัดขนลุกกว่าเดิมอีก”“เฮียไม่เคยมีความรักไม่รู้หรอก”“พอ ๆ ไอ้เหนือกูจะไปนอนแล้ว” ว่าแล้วเฮียมังกรก็อุ้มแมวในตักแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ทำราวกับว่าผมเป็นตัวเชื้อโ
ตอนพิเศษ 1 พี่เมียวันนี้น้องให้ผมพากลับบ้าน ใบหน้าน้องฉายให้เห็นความยุ่งยากใจ“ไม่ต้องคิดมากหรอกน้อง”“เฮียมังกรงี่เง่าจะตายพี่เหนือไม่รู้หรอก”“ไม่มั้งคนเราโต ๆ กันแล้ว” เฮียมังกรอายุมากกว่าผมอีกก็น่าจะเข้าใจอะไรไม่ยาก“ไม่เข้าใจ!” ผมขอถอนคำพูดที่พูดกับน้องในรถได้ไหม หลังจากเราสองคนมาถึงบ้านของน้อง ทั้งป๊าม้าและน้องพยายามอธิบายเหตุผลของการแต่งงานแต่คำตอบที่ได้รับก็คือ“ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่หย่ากัน ในเมื่อเรื่องมันก็จบแล้ว เหมยลี่เพิ่งยี่สิบนะป๊าม้า ใช่เวลามีครอบครัวไหม” เฮียมังกรใช้ทั้งน้ำเสียงและเหตุผลกดดันป๊าม้าและน้อง“แต่หนูรักพี่เหนือ”“แต่เรายังเด็ก”“หนูยี่สิบแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว กฎหมายก็ให้มีผัวได้โดยไม่ต้องถามความคิดเห็นจากใคร” ผมอยากยืนขึ้นและตบมือให้น้องแต่สิ่งที่ทำคือก้มหน้าราวกับว่ารู้สึกเสียใจที่ทำให้เฮียมังกรไม่พอใจ“ไอ้ลี่ นี่เฮียเป็นพี่แกนะ”“ก็เป็นพี่นะสิ หนูโตแล้ว มีสิทธิ์ตัดสินใจเอง เฮียไม่ต้องยุ่ง”“ป๊าม้าผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมให้มันแต่งงาน ทำไมไม่ปรึกษากัน” เมื่อเห็นว่าเถียงสู้น้องสาวไม่ได้เฮียมังกรก็เปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้เป็นพ่อแม่ทันที“เรื่องมันด่วน อี
“ไปเรือนหลังเล็กกันค่ะพี่เหนือ วันนี้เปิดรับลูกค้าไหมคะ” ฉันจับมือพี่เหนือไว้แน่นสาวเท้าเร็วไปยังเรือนหลังเล็กที่ฉันคิดว่าพวกเขาน่าจะอยู่ที่นั่น“ไม่ได้รับลูกค้าก็วันนี้จะเลี้ยงวันเกิดให้น้องไง” ใช่วันนี้ตอนเย็นเราสองบ้านจะเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ฉันท้องฟ้ารอบบริเวณเรือนหลังเล็กขมุกขมัวราวกับว่าบ้านหลังนี้อยู่ระหว่างความจริงกับความฝันคล้ายไม่มีอยู่จริงแต่ก็จับต้องได้และเมื่อฉันกับพี่เหนือเดินขึ้นบันไดถึงชั้นสอง ภาพตรงหน้าก็ยิ่งเหมือนความฝันกึ่งความจริง ม่านหมอกปกคลุมแยกแทบไม่ออกว่าเวลานี้กลางวันหรือกลางคืนเงาจาง ๆ ของชายหญิงที่ก้มหมอบอยู่หน้าห้อง คือเหล่าข้าทาสบริวารของคุณลุงอัครเดช ประตูห้องเปิดไว้ดั่งเช่นที่เคยเห็น เสียงเก้ากี้โยกดังกระทบกับไม้เพียงเบา ๆฉันเดินตรงไปยังห้องนั้น ห้องที่เคยมาเมื่อไม่กี่วันก่อน รอบห้องยังคงเหมือนเดิม มีภาพถ่ายดั่งเช่นเดิม หากแต่มีม่านหมอกปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นแต่สิ่งที่เด่นชัดในห้องนั้นคือชายสูงวัยผมสีขาว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกมองออกไปนอกหน้าต่าง นอกหน้าต่างนั้นก็เช่นกัน ปกคลุมด้วยเมฆหมอกมีเพียงแสงสีขาวปนเทาเท่านั้น“คุณลุง!” ฉันเอ่ยเรียกและยอบกายนั
ฉันมองหาพี่เหนือโดยรอบแต่กลับไม่มี เจอแต่ผู้คนที่ต่างมามุงดูอุบัติเหตุครั้งนี้“เจ้าของรถเป็นนักศึกษาแพทย์ปีสี่แล้วน่าเสียดายเนอะ” เสียงคุณป้าคนหนึ่งคุยกับคนที่ยืนข้างกัน“น่าสงสารนะขับมาดี ๆ เจอพวกเมาแล้วขับ ไอ้นั่นมันรอดนะ ไม่ได้เป็นอะไรเลย ส่วนคนดีต้องตาย สวรรค์ทำไมไม่ยุติธรรมเลย”ใช่ ทำไมสวรรค์ไม่ยุติธรรม ฉันกับพี่เหนือทำอะไรผิดทำไมถึงต้องมาตายแบบนี้“ฮือ ฮือ ทำไม ทำไม เราสองคนทำอะไรผิด ทำไมต้องให้เราตายด้วย กี่ชาติก็เป็นแบบนี้ ทำไม” ฉันทรุดกายลงกับพื้นนั่งลงบนพื้นหญ้าริมทาง ร้องไห้กับโชคชะตา ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ ฉันกับพี่เหนือก็ไม่ได้สมหวังในรักชาตินี้ก็เช่นกันแม้ว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อยู่ครองคู่กัน อยากถามพระเจ้าหรือเทวดาบนฟ้า ชีวิตมนุษย์ตัวเล็ก ๆ สองชีวิตอย่างฉันกับพี่เหนือ ไม่มีโอกาสเลยหรือที่จะได้อยู่มีชีวิต ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าเราสองคนทำผิดอะไรหนักหนา“พี่เหนือ พี่เหนือ” น้ำตาของฉันยังไหลไม่หยุด ร้องเรียกหาพี่เหนือ ที่ไม่รู้ว่าเวลานี้เขาไปอยู่ที่แห่งหนไหน จะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแค่ไหนหรือจริงแล้ว ทางรอดเดียวของเราคือควรเลิกกัน อย่างน้อยเราสองคนก็อาจมีชีวิ







