LOGIN“เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งกาจจนสามารถออกไปจากที่นี่ด้วยตัวเองหรือ ถึงจะเป็นเจ้าที่มีฉายานางมารประจิมก็ใช่ว่าจะออกไปได้ หรือแม้แต่เขาก็ใช่ว่าจะสำเร็จ นอกเสียจากเจ้ามีปีกบินออกไป”ได้ยินเช่นนั้นจูเสวี่ยหลินก็สำลักชาที่เพิ่งจะยกขึ้นจิบส่วนเจี่ยนอิงเพียงแค่นเสียงในลำคออย่างดูแคลนท่าทางเช่นนั้นของทั้งสองคน ยิ่งทำให้เฉิงเค่อฉวนเดือดดาลขึ้นมานิดๆ คล้ายกำลังโดยคนทั้งสองดูถูก เพราะเขามั่นใจและมีความภาคภูมิใจในการคุ้มกันที่ตนเป็นคนจัดวางคนเองแทบจะทุกตำแหน่ง ดังนั้นแน่นอนว่าเขาจึงไม่ใคร่จะพอใจท่าทีของเจี่ยนอิงและจูเสวี่ยหลินนัก แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยอะไร ก็มองเห็นร่างของผู้เป็นน้องสาวที่กำลังเดินใกล้เข้ามา“คืนนี้ข้าจะพาเขาไปหาเจ้า” จูเสวี่ยหลินเอ่ยยิ้มด้วยท่าทีมั่นใจ ทำเอาเฉิงเค่อฉวนต้องรีบหันไปมองเจี่ยนอิงที่เพียงแต่เลิกคิ้วมองหญิงสาวเขาไม่ค่อยมั่นใจนักว่าเจี่ยนอิงจะยอมช่วย แต่เมื่อไม่ได้ยินอีกฝ่ายปฏิเสธเขาจึงได้เบาใจขึ้นมาตกดึกของค่ำคืนนั้นจูเสวี่ยหลินที่ทำทีคล้ายเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำก็เคลื่อนไหว หญิงสาวรู้อยู่แล้วว่าเจี่ยนอิงยังคงร่ำสุราอยู่กับจ้าวเคหาสน์ ดังนั้นนางจึงขึ้นไปนั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตีย
“จอมยุทธ์เจี่ยน” จูเสวี่ยหลินสะกิดคนข้างๆ เพียงแต่วิธีสะกิดของนาง คือการเหยียบลงไปบนหลังเท้าของเฉิงเค่อฉวน ทำเอาอีกฝ่ายที่ไม่ได้ตั้งตัว สะดุ้งจนรีบคารวะแทบไม่ทันที่จริงแล้วเฉิงเค่อฉวนที่โดนหญิงสาวเหยียบเท้านั้นไม่ได้เจ็บอะไรมาก เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะให้ความสนิทสนมกับเขาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แม้ว่าเขาจะเริ่มมองนางอย่างสหายผู้หนึ่ง แต่เขาคาดไม่ถึงว่านางจะทำราวกับเขาและนางเป็นสหายที่เติบโตมาด้วยกันไม่ผิดสตรีเช่นนี้เฉิงเค่อฉวนไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลยจริงๆ สตรีที่ทำให้เขามองนางเช่นเดียวกันกับมองเซี่ยเจ๋ออี้ ซึ่งเป็นสหายเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจ ทั้งยังเป็นคนผู้เดียวที่เขาเรียกว่าสหาย เพราะทั้งสองเติบโตและผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน“ถังเอ๋อร์ ไหนๆ เจ้าก็มาถึงลานฝึกแล้ว ไม่ได้พบเจ้าหลายวันพี่รองอยากดื่มชาดอกกุ้ยที่เจ้าชงเสียหน่อย ถือโอกาสนี้ให้แขกทั้งสองท่านได้ลิ้มรสชารสเลิศของเจ้าด้วย เจ้าจะว่าอย่างไร”จูเสวี่ยหลินแทบปรบมือให้กับการแสดงของเฉิงเค่อฉวนนางคิดว่าตัวเองร้ายกาจแล้ว แต่นับเป็นตัวอะไรได้เมื่อเทียบกับอีกฝ่าย เพราะยังไม่ทันได้ส่งสัญญาณ เฉิงเค่อฉวนกลับหาวิธีให้น้องสาวของตัวเอง
พวกเขาทำเพียงแค่ฝนให้ด้านบนราบเรียบ จนเป็นโต๊ะและเก้าอี้ เพียงพอสำหรับคนสองคน ก่อนจะสร้างศาลาครอบด้านบน ทำให้ดูกลมกลืนกับบรรยากาศโดยรอบอย่างแท้จริง“เคยรู้สึกรำคาญพี่ชายจนอยากจะซัดเขาให้หมอบสักครั้งหรือไม่” จูเสวี่ยหลินเปรยออกมาอย่างไม่รักษากิริยา แต่เฉิงเค่อฉวนกลับหัวเราะออกมาเบาๆ เนื่องจากเขาพอจะรับรู้นิสัยของอีกฝ่ายมาแล้วบ้าง“เจ้าเล่า”“ข้าอยากเห็นเจ้าซัดเขาให้หมอบมากกว่า ถ้าถึงวันนั้นเจ้าอย่าลืมเขียนจดหมายไปเล่าให้ข้าฟังด้วยว่ารู้สึกอย่างไร”หญิงสาวนั่งลงบนเก้าอี้โดยไม่รอให้เขาเชื้อเชิญ ก่อนจะพลิกจอกชาขึ้นแล้วรินชาที่ยังคงอุ่น ลงมือปรนนิบัติเจ้าบ้านอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ“เขียนจดหมาย? เจ้าจะไม่ตอบรับตระกูลเฉิงหรอกหรือ” เฉิงเค่อฉวนชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าคิดว่าข้าควรตอบรับหรือ” จูเสวี่ยหลินเพียงแค่นยิ้มก่อนจะจิบชาด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ราวกับเรื่องที่กำลังสนทนากันนี้เป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ทั้งที่เฉิงเค่อฉวนเองก็เป็นทายาทตระกูลเฉิง และเขาก็น่าจะให้ความสำคัญกับคำตอบของนางเช่นกัน“นั่นสินะ”ผิดคาดเฉิงเค่อฉวนกลับเห็นด้วยกับความคิดของนาง ทั้งยังเอ่ยออกมาตรงๆ ทำเอาจูเสวี่ยหลินต้องเป
“ใช่แล้ว คนที่เคหาสน์เรียกนางว่าถังเอ๋อร์ร์เพราะวันที่นางเกิดนั้น ดอกไห่ถังสีแดงทั่วทั้งเกาะต่างก็บานสะพรั่ง ท่านพ่อชอบดอกไห่ถังมาก จึงตั้งชื่อให้นางตามชื่อของดอกไม้ประจำเกาะ ส่วนเรื่องหน้าตาของนาง...นางได้รับฉายาบุปผาตระกูลเฉิงมาตั้งแต่นางอายุได้เพียงสิบสอง กระทั่งปีที่แล้วในงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของท่านพ่อ ท่านได้ส่งเทียบเชิญไปยังยอดยุทธ์ทั้งสี่ท่านให้มาร่วมงาน”“ยอดยุทธ์ทั้งสี่? หรือว่าเสวียนหมิงจ้าววังเมฆาอัคคีเองก็มาเยือนที่นี่?” จูเสวี่ยหลินเอ่ยเสียงสูงอย่างตื่นเต้น“แน่นอนว่างานวันเกิดของเฉิงอวี้ฉือแห่งทักษิณ แม้แต่เสวียนหมิงแห่งอุดร เส้าเจียงเฉียงแห่งบูรพา และไป๋ซูแห่งประจิมก็ไม่มีทางปฏิเสธ อ้อ ข้าขออภัยตอนนี้ต้องบอกว่าไป๋ซูเป็นอดีตจอมดาบประจิมไปแล้ว ในเมื่อท่านเพิ่งจะโค่นเขา”จูเสวี่ยหลินไม่ได้ตั้งใจฟังลิ้นสองแฉกของเฉิงเค่อโหยวนัก เพราะนางกำลังคิดถึงเสวียนหมิงที่หากนับรวมดูแล้ว เขาก็เป็นญาติห่างๆ ของนาง ความเป็นไปของเขานางจึงได้ยินจากสือเจี้ยนหาวผู้เป็นพี่เขยมาบ้าง ดังนั้นนางจึงมั่นใจว่าความเป็นไปได้ที่เขามาจะที่เมืองหนานซวินนั้น...ไม่มี!!!“แต่...ไม่ใช่ว่าสองปีก่อนเสวียนหมิง
ทว่าในยามที่กำลังเดินผ่านเก๋งหลังงามที่ยื่นลงไปในแม่น้ำหญิงสาวก็ชะงักแผ่นหลังอันคุ้นเคยของบุรุษซึ่งยืนหันหลังอยู่บนเก๋งหลังนั้น ทำให้หัวใจของจูเสวี่ยหลินเต้นรัว ความคิดและแผนการมากมายในหัวพลันหายไปจนหมดสิ้น นางก้าวฉับๆ ตรงไปโดยไม่ฟังคำทัดทานของเฉิงเค่อโหยวเขามาแล้ว...อาอิงของนางมาแล้ว“แม่นางเสวี่ย? อาโหยว?”เสียงของเฉิงอวี้ฉือทำให้จูเสวี่ยหลินชะงักการก้าวเดิน หญิงสาวละสายตามาด้านหลัง และพบว่าตอนนี้เฉิงอวี้ฉือเองก็กำลังเดินมาตามทางเดินเช่นกันเฉิงเค่อโหยวมีสีหน้ากังวลและหวาดหวั่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ทำให้จูเสวี่ยหลินเองต้องรีบหันไปสังเกตสีหน้าของเฉิงอวี้ฉือทันทีและเป็นอย่างที่คิดเพราะดวงตาของเขาวาววับด้วยความไม่พอใจ “อาโหยวข้าสั่งแล้วที่เรือนมัจฉามีแขก ไยจึงยังเดินผ่านมาทางนี้” เฉิงอวี้ฉือขมวดคิ้วแล้วหันมาหาจูเสวี่ยหลินทันที “แม่นางเสวี่ยต้องขออภัยท่านจริงๆ เคหาสน์ของเรานั้นมีกฎชายหญิงเคร่งครัด ยิ่งเป็นเรื่องของที่พักก็ยิ่งต้องระมัดระวัง เมื่อคืนข้าบังเอิญมีสหายผู้หนึ่งมาเยือน จึงยังไม่ได้บอกกล่าวท่าน”“อ้อ สหายท่านนั้น...เอ๋ หายไปไหนแล้ว” จูเสวี่ยหลินมองไปโดยรอบ ทว่ากลับไปพบแม้แต่เ
การพยายามทำตัวเป็นมิตรไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวเลยจริงๆ เพราะกว่ามหากาพย์แห่งการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการจะจบลง ก็เล่นเอาจูเสวี่ยเมื่อยไปทั้งหน้า เนื่องจากนางกำลังปั้นหน้าเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างเต็มที่อีกเพียงครู่เดียวที่นางจะทนไม่ไหว เฉิงเค่อฉวนก็เอ่ยเตือนผู้เป็นบิดาออกมา “ท่านพ่อเสวี่ยเพิ่งจะมาถึง ลูกว่าให้นางไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”แม้ว่าเฉิงอวี้ฉือจะตวัดสายตาไม่พอใจไปยังบุตรชาย กระนั้นเขาก็ไม่อาจไม่เห็นด้วย ดังนั้นจูเสวี่ยหลินจึงถูกปล่อยไปพักในที่สุด‘อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นที่นางจะทน’หญิงสาวบอกกับตัวเองเช่นนั้น เพราะความอดทนของนางกำลังจะหมดลง หลังจากการแนะนำตัวยาวเหยียดของคนในตระกูลเฉิงนี่หากว่ามีการยกชาประกอบไปด้วย นางคงอดคิดไม่ได้ว่านี่คือการต้อนรับสะใภ้คนใหม่เข้าตระกูลเป็นแน่“แม่นางเสวี่ยข้าจะพาท่านไปยังห้องพัก” บุรุษในชุดรัดกุมน้ำเงินซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนางอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเย็บหรือเนื้อผ้า รวมไปถึงแถบสีของชุดก็เป็นสีเดียวกัน ทำให้หญิงสาวอดที่จะมองพิจารณาอีกฝ่ายนานกว่าผู้อื่นไม่ได้“ท่านคือ...”“นามของข้าคือเฉิงเค่อโหยว ท่านจะเรียกข้าว่าอาโหยวก็ได้”“







