LOGINสองตระกูลประกาศตัดญาติขาดมิตร... ราชโองการสีทองกลับฉีกกระชากทุกความแค้นลง เมื่อความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างตระกูลต้องพังทลายลงเพราะความขัดแย้งในอดีต ไป๋เสวี่ยลี่ สตรีร้ายกาจจึงถูกตราหน้าว่าจงใจจับยอดบุรุษผ่าน 'สมรสพระราชทาน' ที่มิอาจหลีกเลี่ยง สามีของนางคือ ซ่งจิ้นชิน น้องชายตัวน้อยที่นางเคยดูแลและเอ็นดูมาแต่เยาว์วัย บัดนี้เขาเติบโตเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและดุดัน ผู้ซึ่งลั่นวาจาสัตย์ต่อหน้าว่าจะไม่มีวันร่วมหอกับสตรีตระกูลไป๋ให้เสนียดต้องผิว! **คำเตือน** -นิยายนามปากกา ศศิชา เป็นนิยาย PWP สำนวนอีโรติก -ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี -เรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีตัวละครอยู่จริงและแสดงถึงความกระหายด้านมืดของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
View More**คำเตือน**
-นิยายนามปากกา ศศิชา เป็นนิยาย PWP สำนวนอีโรติก
-ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี
-เรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีตัวละครอยู่จริงและแสดงถึงความกระหายด้านมืดของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
-----------
สิบปีก่อน ณ สวนท้อตระกูลไป๋
สายลมวสันต์พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกท้อลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ เด็กหญิงตัวน้อยสวมชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนแย้มยิ้มจนตาหยี นางบรรจงหยิบขนมโก๋ปลาตัวเล็กที่ยังอุ่นอยู่ส่งไปที่ริมฝีปากของเด็กชายร่างป้อมที่นั่งอยู่เบื้องหน้า
"อาจิ้น... ลองชิมดูสิ พี่เพิ่งหัดทำเมื่อเช้า อร่อยไหม?" ไป๋เสวี่ยลี่ เอ่ยถามพลางลุ้นจนตัวโก่ง
ซ่งจิ้นชิน อ้าปากรับขนมเข้าไปเคี้ยวจนแก้มตุ่ย ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนตาปิดเป็นสระอิ "อร่อยที่สุดเลยขอรับ! ขนมของพี่เสวี่ยลี่อร่อยที่สุดในใต้หล้า ข้าชอบทุกอย่างที่พี่ทำเลย!"
เสียงหัวใจน้อย ๆ ของเด็กหญิงเต้นรัวด้วยความเอ็นดู นางยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าเด็กชาย "ถ้าชอบขนาดนั้น พี่สัญญา... ต่อไปนี้จะทำขนมให้เจ้ากินทุกวันเลยดีไหม?"
"สัญญาแล้วนะ!" นิ้วก้อยเล็ก ๆ สองนิ้วเกี่ยวประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายความสุขที่ดูเหมือนจะยั่งยืนชั่วกาลนาน
แต่ชีวิตจริงแล้วนั้นไม่ได้สวยงามดั่งใจฝัน ด้วยกาลเวลาและความขัดแย้งทางการเมือง เด็กน้อยในวันวานคู่นั้นจึงเป็นเพียงแค่ความทรงจำเลือนราง
แสงเทียนสีแดงมงคลที่จุดทิ้งไว้รอบห้องหอไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นแม้แต่น้อย สมรสพระราชทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงถูกจัดขึ้นท่ามกลางเสียงสรรเสริญว่าบ่าวสาวคู่ขวัญนั้นเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทว่าเบื้องหลังกำแพงสูงกลับคุกรุ่นไปด้วยความเกลียดชังระหว่างตระกูลไป๋และตระกูลซ่ง
ไป๋เสวี่ยลี่นั่งตัวตรงอยู่บนเตียงกว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงสดบดบังใบหน้าของนางไว้ ท่ามกลางเสียงซุบซิบว่านางคือสตรีไร้ยางอายที่ใช้บารมีของบิดาบีบบังคับฮ่องเต้ให้ประทานสมรสนี้ เพื่อผูกมัดแม่ทัพหนุ่มที่นางหลงรัก
เฮ้อ...
ผลัวะ!
เสียงประตูถูกผลักเปิดออกด้วยความรุนแรง แม่ทัพซ่งจิ้นชินก้าวเข้ามาในห้องด้วยชุดเจ้าบ่าวที่ถูกแถบสีแดงมงคลออกอย่างไม่ใส่ใจ ใบหน้าของเขาเย็นชาดุจน้ำแข็ง
เขาดูสุขุมจัง อยากสนิทด้วยอีกครั้งจัง
ร่างบอบบางคิด กำลังจะเอ่ยทักทายน้องชายที่ห่างเหินกันไปเป็นสิบปี
ทว่าเขาก้าวเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง แทนที่จะใช้มือประคองเปิดผ้าคลุมหน้าตามประเพณี ซ่งจิ้นชินกลับชักกระบี่คู่กายออกมา ก่อนจะใช้ปลายแหลมคมของมันเกี่ยวผ้าคลุมหน้าสีแดงสะบัดทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย
"ไป๋เสวี่ยลี่..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและแข็งกร้าว "ยินดีด้วย เจ้าได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพ... แต่จำใส่หัวเจ้าไว้ ความเมตตาของฝ่าบาทมอบให้เพียงฐานะเท่านั้น"
เขาลดกระบี่ลง แต่สายตาที่เคยมองนางด้วยความรักในวัยเยาว์ บัดนี้เหลือเพียงความเหยียดหยาม "ตราบใดที่ข้ายังหายใจ ข้าจะไม่มีวันแตะต้องร่างกายของเจ้าให้เสนียดมือ ข้าจะไม่ทำลายวาจาสัตย์ที่ข้ามีต่ออุดมการณ์ของตระกูลเพื่อสตรีเช่นเจ้า!"
ไป๋เสวี่ยลี่นิ่งเงียบ ดวงตากลมโตที่เคยสดใสคลอไปด้วยหยาดน้ำตา นางไม่ได้โกรธเคืองที่เขาใช้กระบี่เปิดหน้าหรือต่อว่าด่าทอ แต่นางกลับรู้สึกเจ็บปวดที่ "อาจิ้น" ของนางเปลี่ยนไปเพียงนี้ หยาดน้ำใสไหลร่วงเผาะลงบนตัก นางก้มหน้าลงต่ำแล้วเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ
"ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบากใจและอึดอัดถึงเพียงนี้... อย่าโกรธข้าเลยนะอาจิ้น"
คำเรียก "อาจิ้น" และท่าทางยอมจำนนอย่างอ่อนโยนของนางทำให้หัวใจของแม่ทัพซ่งจิ้นชินกระตุกวูบ ความหวั่นไหวแล่นพล่านขึ้นมาในอกจนเขาแทบจะรักษามาดเกรงขามไว้ไม่ได้ กลิ่นหอมกรุ่นที่คุ้นเคยจากตัวนางลอยมาแตะจมูก ปลุกเร้าความทรงจำเก่าๆ ให้ตื่นขึ้น
อาจิ้นยืนหลังตรงเลยเชียว หน้าแดงแจ๊ดเลย ถึงจะไม่ได้เจอกันหลายปี แต่ก็ยังไม่ชอบเห็นพี่สาวร้องไห้สินะ
ไป๋เสวี่ยลี่เช็ดน้ำตา ไม่อยากทำให้เขาอึดอัดใจไปมากกว่านี้
“หากอาจิ้นต้องการหย่า ข้าก็เข้าใจจ้ะ”
“ข้าแค่...”
ซ่งจิ้นชินยื่นมือมา แต่ทิฐิที่แบกไว้บนบ่านั้นหนักอึ้งเกินไป เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วเดินออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็ว เสียงกระแทกประตูดังปัง! ทิ้งให้เจ้าสาวที่แสนดีนั่งกอดความเหงาอยู่บนเตียงกว้างเพียงลำพังในคืนวิวาห์
คำว่า "หลาน" เปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดลงบนกองไฟ ทั้งไป๋เฉิงและประมุขซ่งชะงักกึก ท่าทางขึงขังหายวับไปทันที พวกเขาหันมามองหน้ากันอย่างเลิ่กลั่ก ก่อนจะยอมสารภาพความจริงที่ทำเอาคนฟังแทบอยากจะเอาหัวโขกเสา"ก็... เรื่องมันเริ่มจากสุราพันปีหมื่นบุปผา ที่รู้หรือไม่ว่ามันหายากยิ่งนัก เพราะกรรมวิธีผลิตหายสาปสูญไปแล้ว" ประมุขซ่งอ้อมแอ้มตอบ "ตอนนั้นมีเหลืออยู่ไม่ถึงสิบไห แต่พ่อของเจ้าจะขอส่วนแบ่งเจ็ดไห เหลือให้ข้าแค่สามไห ข้าที่ร่วมลงแรงไปไม่น้อยจะยอมได้อย่างไร!""เจ้าพูดไม่หมดนี่! ข้าเป็นคนออกทุนค่าเดินทางทั้งหมดนะ!" ไป๋เฉิงเถียงสอดขึ้นมาสรุปว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเป็นสิบปี จนถึงขั้นจะพังงานแต่งลูกหลานและวางแผนใส่ร้ายกัน ล้วนมีสาเหตุมาจากแบ่งเหล้าไม่ลงตัวเพียงไม่กี่ไหเท่านั้น!ซ่งจิ้นชินถึงกับยกมือกุมขมับ "เรื่องแค่นี้... ถึงกับทำให้พวกท่านปีนเกลียวกันมาเป็นสิบปีเชียวหรือขอรับ?"ไป๋เสวี่ยลี่ส่ายหน้าพลางยิ้มอ่อนใจ "เอาละเจ้าค่ะ ในเมื่อเรื่องมันเป็นเช่นนี้ ข้าขอเสนอทางออก... ข้าจะจัดงานประชันสุราประจำปีขึ้นที่จวนสกุลซ่งแห่งนี้ โดยจะเชิญท่านพ่อมาเป็นแขกผู้มีเกียรติ ข้าจะเตรียมสุราเลิศรสทั่ว
"หลานพ่อ พ่อเลี้ยงเองได้ เสวี่ยลี่เจ้าต้องหย่าแล้วกลับไปกับพ่อ! อยู่ที่นี่พวกสกุลซ่งพวกนี้จะดูแลเจ้าได้ดีเท่าคนในตระกูลไป๋ได้อย่างไร!" ไป๋เฉิงแผดเสียงตะคอกกลางโถงรับรองไป๋เสวี่ยลี่มีท่าทีลำบากใจ แต่นางยังไม่ทันได้อ้าปาก ซ่งจิ้นชินก็ก้าวออกมาขวางเบื้องหน้านางไว้ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างกำยำนั้นรุนแรงจนบ่าวไพร่ต้องก้มหน้าหลบตา"ท่านพ่อตา..." ซ่งจิ้นชินเอ่ยเสียงเรียบต่ำทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก "ข้าให้เกียรติท่านในฐานะบิดาของภรรยาข้ามาโดยตลอด แต่วันนี้ท่านล้ำเส้นเกินไปแล้ว"เขาก้าวเข้าไปหาไป๋เฉิงช้าๆ มือหนาจับเข้าที่ด้ามดาบข้างเอว "ข้ารู้เรื่องขวดยาพิษที่ท่านมอบให้เสวี่ยลี่ และข้ารู้ว่าท่านคิดจะทำอะไร... หากวันนี้ท่านยังไม่หยุด ความเป็นพ่อลูกของท่านกับนางจะจบลงที่นี่ และข้าจะกวาดล้างตระกูลไป๋ให้สิ้นชื่อภายในคืนเดียว!"แววตาของจิ้นชินในยามนี้คือพยัคฆ์หนุ่มแห่งสมรภูมิที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกคนที่มาแตะต้องครอบครัวของเขาไป๋เฉิงถึงกับหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ เมื่อเห็นด้านโหดของลูกเขยที่เขาเคยดูแคลน พลังอำนาจและจิตสังหารของซ่งจิ้นชินนั้นของจริงจนเขารับรู้ได้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้ขู่"คะ... คุยกั
แสงจันทร์นวลตาฉาบไล้ผ่านหน้าต่างห้องนอนที่เงียบสงบ หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับงานใหญ่มาทั้งวัน ซ่งจิ้นชินกลับไม่รู้สึกอ่อนเพลียแม้แต่น้อย เขานั่งลงบนขอบเตียงเฝ้ามองภรรยาโฉมสะคราญที่กำลังถอดเครื่องประดับผมออกช้าๆ หน้ากระจกเงาเขาเดินเข้าไปหาแผงหลังนวลเนียน สวมกอดนางจากด้านหลังพลางฝังจมูกลงกับซอกคอหอมกรุ่นของภรรยา"วันนี้พี่สาวของข้าเก่งเหลือเกิน..." เขาพึมพำเสียงพร่า "ท่านพ่อไม่เคยเอ่ยปากชมใครต่อหน้าผู้อาวุโสมากมายขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ข้าภูมิใจในตัวท่านมาก"ไป๋เสวี่ยลี่อมยิ้มบางๆ พิงศีรษะลงกับไหล่กว้างของสามี "เพราะมีอาจิ้นคอยส่งเสริมพี่ต่างหากล่ะเจ้าคะ หากอาจิ้นไม่กล่าววาจายกย่องพี่ต่อหน้าทุกคน พ่อสามีหรือจะเอ็นดูพี่ถึงเพียงนี้"ซ่งจิ้นชินหมุนร่างบางให้หันมาเผชิญหน้า เขาจับมือนุ่มที่แดงระเรื่อจากการหยิบจับงานหนักมาทั้งวันขึ้นมาจูบซับปลายนิ้วทีละนิ้วอย่างทะนุถนอม "มือคู่นี้... ทั้งขัดหลังให้ข้า ทำอาหารให้ข้า แถมยังดึงปลิงที่มาเกาะกินตระกูลเราอีก ข้าจะปล่อยให้ใครมารังแกเจ้าของมือคู่นี้ได้อย่างไร"เขาสบตานางด้วยแววตาลึกซึ้งและจริงจังกว่าครั้งไหนๆ "พี่เสวี่ยลี่... ข้าขอบคุณจริงๆ ที่ท่านยอมแต่งเข
บทส่งท้ายเทศกาลเซ่นไหว้บรรพบุรุษปีนี้ จวนสกุลซ่งดูเคร่งขรึมและสง่างามผิดจากปีก่อนๆ ที่เคยวุ่นวายสับสน ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบตามธรรมเนียมตระกูลทหารไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือการจัดการของไป๋เสวี่ยลี่ ในฐานะสะใภ้ใหญ่ที่ก้าวเข้ามาดูแลแทนที่ป้าซ่งอี้เหนียงอย่างเต็มตัวนางสวมอาภรณ์สีเรียบสุภาพ ท่วงท่าการเดินนุ่มนวลประดุจสายน้ำไหล ทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาดในการสั่งการบ่าวไพร่ จนไม่มีใครกล้าอู้งานหรือทำพลาดแม้แต่น้อย"ดูเอาเถอะ... เพิ่งจะแต่งเข้ามาได้ไม่นาน ก็ทำวางท่าเป็นนายหญิงใหญ่เสียแล้ว" ญาติคนหนึ่งค่อนแคะในกลุ่มวงสนทนา "ก็แค่ชูคอโอ้อวดว่าเป็นนายหญิง คอยดูเถอะ เดี๋ยวคงได้ขายหน้า"ไป๋เสวี่ยลี่ได้ยินวาจาเหล่านั้นชัดเจน แต่นางเพียงแต่ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ พลางก้าวเข้าไปหาญาติผู้นั้นพร้อมถ้วยน้ำชาชั้นเลิศ "ท่านป้าดื่มชาดับร้อนก่อนนะเจ้าคะ ขาดตกบกพร่องสิ่งใดบอกหลานได้ทันที โปรดอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ งานใหญ่เช่นนี้หลานยึดถือเกียรติของบรรพบุรุษสกุลซ่งเป็นสำคัญ ไม่กล้าทำตัวเหลวไหลให้เสื่อมเสีย แต่หากท่านยังไม่สำรวมคำพูดเช่นนี้ เกรงว่าครั้งต่อไปข้าคงต้องทำให้ท่านลำบากใจแ











