LOGINซินเยว่เล่อกงจู่ องค์หญิงผู้อาภัพแห่งราชวงศ์ซินเยว่ แคว้นเฉิงอัน ผู้มั่งคั่ง และอุดมสมบูรณ์ ดรุณีน้อยผู้เป็นที่รักของบิดา แต่ถูกทำร้ายด้วยคำทำนายอันน่ากลัว ดวงชะตากงจู่น้อย นั้นเกี่ยวพันถึงชีวิตคนในแผ่นดิน ทำให้บิดาต้องจำใจส่งนางออกมาอยู่ตำหนักนอกวัง บนหุบเขาอันห่างไกล ในระหว่างเดินทางเด็กน้อยเกิดป่วยหนักเพราะถูกวางยาพิษ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมา นิสัยของนางก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป... ซินเยว่เล่อ คือชื่อของข้า ตำหนักแสงจันทร์นี้คือบ้านของข้า แค่อยู่ที่นี่ คนเหล่านั้นก็พอใจแล้วใช่หรือไม่? เช่นนั้น ข้าก็จะอยู่ที่นี่ ตลอดไป...
View Moreในสมัยรัชศก ซินเยว่ที่สาม ฮองเฮามู่หรงอันหรง พระมารดาขององค์ไท่จื่อซินเยว่เฟยหลงและองค์หญิงซินเยว่เล่อ ถูกวางยาพิษจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ในครั้งนั้นองค์รัชทายาทชันษาเพียงสามขวบปี และขนิษฐาที่มีชันษาได้เพียงขวบปี ทั้งสองพระองค์ต้องมาสูญเสียพระมารดาอย่างไม่อาจฟื้นคืนตลอดกาล
สิบสองปีต่อมาในแคว้นเฉิงอันประสบภัยพิบัติ ข้าวยากหมากแพง ทั้งเกิดภัยแล้งรุนแรงที่สุด มีนักพรตผู้หนึ่งได้ให้คำทำนายอันน่ากลัวไว้ว่า ในราชวงศ์มีสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่งมีดวงชะตาต้องสาป หญิงสาวจะนำมาซึ่งความโชคร้ายมาสู่แคว้น ทั้งยังมีดวงชะตาที่เป็นภัยต่อยอดบุรุษแห่งแคว้นทุกคน เรียกได้ว่าสตรีผู้นั้นคือดาวหายนะอย่างแท้จริง จำเป็นต้องให้หญิงสาวออกไปอยู่นอกวังเป็นการแก้คำสาปให้แก่แว่นแคว้น โดยสตรีผู้นั้นมีดวงเกิดตรงกับองค์หญิง หรือ ซินเยว่เล่อกงจู่ องค์หญิงผู้เป็นที่รักขององค์ฮ่องเต้ เมื่อฝ่าบาทได้ยินคำทำนายนั้นถึงกับกริ้วอย่างหนัก ก่อนจะสั่งให้ตามหาผู้ที่ทำนายเรื่องเหลวไหลเช่นนั้นมาลงโทษให้ได้
คำทำนายนั้นแพร่สะพัดไปทั่วทุกหนทุกแห่งของแคว้นอย่างไม่อาจห้ามได้ ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านและขับไล่ ดรุณีน้อยวัยเพียงสิบสาม ถูกคนทั้งแคว้นตราหน้าว่าเป็นสตรีต้องคำสาป ซินเยว่เล่อได้ยินข่าวลือของตนนางทำได้เพียงแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เด็กน้อยที่ถูกกล่าวหาในเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ถึงกับล้มป่วยลงในทันที
บรรดาเหล่าขุนนางทั้งหลายได้ทำการถวายฎีกาแก่ฝ่าบาท เพื่อให้ฮ่องเต้ทรงพิจารณาส่งองค์หญิงน้อยไปอยู่ ณ ตำหนักนอกวังอันห่างไกล
ท่ามกลางกระแสเสียงที่ถกเถียงกันไม่เลิกอยู่นั้น ร่างเล็กของดรุณีน้อยวัยสิบสามปี ที่มีรูปหน้างดงามราวกับเทพเซียน แม้ชันษาเพียงสิบสาม แต่ก็ส่องแสงประกายความงามล่มเมือง มิต้องบอกก็พอรู้ว่าหากองค์หญิงน้อยเติบโตขึ้นนั้นความงามจะเลื่องชื่อเพียงใด เช่นนี้ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความวุ่นวายเสียแล้ว มีที่ใดบ้างเล่าที่มีสตรีงามล่มเมืองแล้วจะมิเกิดหายนะ เพราะความงามและดวงชะตาเป็นเหตุโดยแท้ ช่างน่าเห็นใจองค์หญิงน้อยยิ่งนัก
เหล่าขุนนางที่สนับสนุนฝ่ายองค์ไท่จื่อซินเยว่เฟยหลง นั่นคือตระกูลมู่หรงอันยิ่งใหญ่ มีท่านตาขององค์หญิงน้อยที่เป็นถึงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ได้แต่มองหลานสาวผู้มีใบหน้าที่เหมือนกับบุตรสาวของเขาถึงแปดส่วน ต้องระหกระเหินเร่ร่อนออกไปอยู่ ณ ตำหนักนอกวัง เช่นนี้ ผู้เป็นตาอย่างเขาจะทนได้อย่างไร
"ฝ่าบาท ได้โปรดเมตตาองค์หญิงน้อยยังทรงเล็กนัก" มู่หรงซือเจี้ยนคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้
"ท่านตารีบลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ"
"องค์หญิง" ซินเยว่เล่อส่งยิ้มให้กับชายชราผู้มีศักดิ์เป็นท่านตาของตน ก่อนจะหันมาทำความเคารพเสด็จพ่ออย่างอ่อนหวาน ตามที่ถูกฝึกฝนอบรมมาอย่างดี
"ซินเยว่เล่อ ถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ ขอจงทรงอายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี"
"อาเล่อ เจ้าลุกขึ้นเถิด" ซินเยว่เล่อไม่ยอมทำตามคำของบิดา เด็กสาวยังคงก้มหน้าก่อนจะกล่าวถึงเจตนาของนางในวันนี้ต่อหน้าธารกำนัลทั้งหลาย
"ทูลเสด็จพ่อ ลูกยินดีย้ายออกไปอยู่ตำหนักนอกวัง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายเพคะ"
"ไร้สาระ! บิดาเช่นข้าจะทำเช่นนั้นกับบุตรของตนได้อย่างไร เจ้าเป็นสตรี ให้ออกไปอยู่นอกวังเช่นนั้น มิเท่ากับว่าเนรเทศเจ้าโดยไร้ความผิดหรอกหรือ"
"ขอเสด็จพ่อโปรดเมตตา ดวงชะตาของลูกที่เกิดเป็นคนในราชวงศ์ ชีวิตย่อมต้องทำเพื่อประชาชน สิ่งใดที่เป็นการแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อได้ ตัวลูกล้วนยินดี ขอเสด็จพ่อได้โปรดพิจารณาด้วยเพคะ"
"ขอฝ่าบาททรงพิจารณาด้วย พ่ะย่ะค่ะ"
ทันใดนั้นกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนให้เด็กสาวออกไปอยู่นอกวังต่างก็พากันคุกเข่าร้องขอต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้ทันที เกือบครึ่งของท้องพระโรงคือฝ่ายสนับสนุนเรื่องเช่นนี้ ท่ามกลางสายตาของคนอีกครึ่งที่เป็นฝ่ายสนับสนุนของท่านตา ต่างพากันมิเห็นด้วยกับคำทำนายอันเลื่อนลอยเช่นนั้น
"อาเล่อ! เจ้า!"
"เสด็จพ่อ ลูกเป็นลูกที่อกตัญญูยิ่งนัก ลูกไม่อาจให้ผู้ใดว่ากล่าวหรือครหาราชวงศ์ของเราว่าเห็นแก่ส่วนตัวได้เพคะ และไม่อาจให้ผู้ใดกล่าวหาเสด็จพ่อของลูกได้เช่นกัน"
ฮ่องเต้ซินเยว่เฟย ได้แต่หลับตากล้ำกลืนความอัปยศนี้ลงคออย่างฝืดเคือง พระธิดาผู้เป็นยอดดวงใจของเขาและภรรยา ในตอนนี้นอกจากจะถูกรังแกแล้ว เขาผู้เป็นถึงฮ่องเต้ก็ยังไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยบุตรสาวของตนได้ ทำได้เพียงก้มลงมองใบหน้างดงามราวกับพระจันทร์ยามค่ำคืนของเด็กสาวตรงหน้า
ซินเยว่เล่อรับรู้ว่าเสด็จพ่อของนางทนฟังเสียงฎีกาที่ยื่นขึ้นมาถวายอยู่นานนับเดือน พระองค์ทรงพยายามปกป้องนางอย่างดีที่สุด แต่นางที่เป็นลูกจะไม่ทำสิ่งใดเพื่อพระองค์เลยหรือ ทั้งยังมีเสด็จพี่ของนางที่มีตำแหน่งเป็นถึงองค์ไท่จื่อ หากยามนี้นางเสียสละตัวเองเพื่อคนทั้งคู่ นางย่อมยินดีและเสด็จแม่ย่อมต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่นางกระทำอย่างแน่นอน
ราชโองการประกาศให้ซินเยว่เล่อกงจู่ เสด็จออกไปพัก ณ ตำหนักนอกวัง บนหุบเขาซือหลุน ตำหนักอันห่างไกลจากเมืองหลวงเฉิงอันนับพันลี้ โดยมีกำหนดการเสด็จออกเดินทางภายในเจ็ดวัน
ราชโองการถูกประกาศออกมาท่ามกลางกระแสเสียงที่โหมกระหน่ำ ของประชาชน ทุกฝ่ายต่างเชิดชูองค์ฮ่องเต้ที่ยอมเสียสละพระธิดาอันเป็นที่รักเพื่อความสงบสุขของชาวประชา แต่ท่ามกลางเสียงสรรเสริญนั้น ใครเลยจะล่วงรู้ถึงความเจ็บปวดภายในใจของผู้เป็นบิดา
ข้าวของถูกจัดเตรียมจนเพียบพร้อมภายในเจ็ดวัน ขบวนวันออกเดินทางไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะเด็กสาวต้องการความเรียบง่าย จึงมีเพียงนางกำนัลคนสนิททั้งสี่คน หมัวมัวและกงกงทั้งสอง ทุกคนล้วนเป็นคนสนิทของพระมารดาทั้งสิ้น ไท่จื่อซินเยว่เฟยหลงควบม้าออกมาส่งขบวนรถม้าของน้องสาวอันเป็นที่รัก มือหนากำจนแน่นใต้ชายเสื้อ ชายหนุ่มสาบานกับตนเองว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อนำน้องน้อยกลับมาเมืองหลวง ก่อนจะส่งองครักษ์ฝีมือล้ำเลิศให้น้องน้อยถึงห้าสิบนาย นอกจากนั้นมู่หรงซือเจี้ยนผู้เป็นตา ยังขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปส่งหลานสาวด้วยตัวเอง แต่เพราะร่างกายที่แก่ชรา มู่หรงเจียหนิง ญาติผู้พี่ขององค์หญิง ที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพจึงขออาสา นำขบวนรักษาความปลอดภัยให้องค์หญิงด้วยตนเอง
ฮ่องเต้ซินเยว่เฟยได้ส่งมอบองครักษ์เกราะทองส่วนพระองค์ให้กับพระธิดาถึงห้าสิบนาย เพื่อดูแลและอารักขาหญิงสาวให้ปลอดภัยจนกว่าเขาจะหาวิธีนำลูกน้อยกลับเมืองหลวงได้ในสักวัน
ซินเยว่เล่อมองเห็นความห่วงใยของทุกคนก็ได้แต่ส่งยิ้ม ให้กำลังใจ ก่อนจะหันกลับมาในรถม้าตามเดิม การเดินทางใช้เวลาร่วมสองเดือน โดยที่หุบเขาซือหลุนนั้น อยู่ในเขตหนานจิง ห่างจากชายแดนแคว้นเฉียนเหลียงราวสองร้อยลี้ อากาศที่ไม่หนาวและไม่ร้อนมากจนเกินไป นับว่าดีต่อร่างกาย ทั้งเขาซือหลุนคือหุบเขาที่มีพื้นที่สูงที่สุด และตำหนักนี้ก็อยู่บนยอดเขาสูงสุด ทำให้นอกจากจะมองเห็นทัศนียภาพทั่วทั้งแคว้นแล้วยังสามารถมองเห็นพระจันทร์ได้ดวงโตที่สุดในแผ่นดินเฉิงอันอีกด้วย
ตลอดการเดินทางกว่าสองเดือน ซินเยว่เล่อมีอาการเจ็บป่วยออดแอดไม่สู้ดีนัก ทั้งหมอหลวงที่ร่วมเดินทางมาด้วยนั้นก็ทำได้เพียงพยุงอาการให้ดีขึ้นได้เพียงเล็กน้อย ก่อนจะลงความเห็นว่าร่างกายขององค์หญิงทรงบอบบาง แต่กลับต้องมาเดินทางระหกระเหิน นอนกลางดินกินกลางทรายเช่นนี้เป็นธรรมดาที่ต้องบาดเจ็บล้มป่วยได้ง่าย
หลังจากที่ใช้เวลาร่วมสองเดือนขบวนขององค์หญิงก็เดินทางมาถึงตำหนักบนหุบเขาซือหลุนเสียที หากแต่เจ้าของตำหนักกลับล้มป่วยหนักจนกระทั่งร่างเล็กของนางมิอาจฝืนตัวให้ลุกขึ้นมาได้อีก หลังจากมาถึงตำหนักแห่งนี้ ก็ล่วงเลยเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เด็กสาวล้มป่วยถึงกับนอนนิ่งบนเตียง เหล่านางกำนัลคนสนิทและหมัวมัวที่รักและเอ็นดูองค์หญิงยิ่งกว่าสิ่งใด ได้แต่ซับน้ำตาให้กับความอาภัพอับโชคของดรุณีน้อย ที่ต้องถูกขับไล่ออกจากวังเช่นนี้
ทางด้านฮ่องเต้ ซินเยว่เฟยที่ได้รับข่าวว่า พระธิดาอันเป็นที่รักล้มป่วยด้วยความลำบากที่ดรุณีน้อยไม่เคยได้รับ เพราะตั้งแต่เด็กองค์หญิงก็ถูกดูแลประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ทำให้หัวใจของผู้เป็นบิดาแทบแตกสลาย ได้แต่สั่งการให้หมอหลวงเร่งเดินทางมายังหุบเขาซือหลุนเพื่อรักษาอาการขององค์หญิงน้อย โดยมีคำสั่งเด็ดขาดว่า หากรักษาองค์หญิงไม่หายก็ไม่ต้องโผล่หัวกลับมาให้เห็นหน้าเด็ดขาด!
ตำหนัก ณ หุบเขาซือหลุน
"องค์หญิงของบ่าว ได้โปรดรับสั่งอันใดกับบ่าวบ้างเถิดเพคะ ฮือๆ" ลี่หมัวมัวหรือแม่นมลี่ของซินเยว่เล่อ ได้แต่พร่ำเรียกชื่อหญิงสาวในทุกๆ ชั่วยาม ก่อนหน้านี้ดรุณีน้อยตอบสนองต่อการกระทำของนางได้มาก แต่พอนานวันเข้าก็ทำได้เพียงกะพริบตาเท่านั้น ทุกคนต่างรับรู้ดีว่าสิ่งนี้หาใช่อาการเจ็บป่วยธรรมดาไม่ ย่อมเป็นการวางยาพิษไม่ผิดแน่ เพราะอาการเช่นนี้เคยเกิดขึ้นกับองค์ฮองเฮามาแล้วครั้งหนึ่ง เหล่าข้าหลวงได้แต่ปาดน้ำตา ด้วยความจนใจ
ทางด้านมู่หรงเจียหนิงหลังจากที่พาญาติผู้น้องที่มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงมาส่งยังหุบเขาซือหลุนแล้วดรุณีน้อยก็ล้มป่วย เขาจึงคาดการณ์ว่านางจะต้องถูกวางยาพิษ เพียงแต่หมอหลวงยังไม่สามารถตรวจหาสาเหตุได้ ทำให้ไม่สามารถรักษาอาการได้อย่างถูกต้อง ในยามที่เขาอยู่ในกองทัพเขาเองเคยได้ยินชื่อเสียงของหมอเทวดาฮุ่ยหลาน แต่ชายชรานั้นทำตัวประหลาดมักเร้นกายตามหุบเขา หากมีวาสนาจึงจักพานพบ เขาจึงได้แต่พึ่งโชคชะตาเสียแล้ว ก่อนจะออกเดินทางตามหาหมอเทวดาผู้นั้นให้พบก่อนที่จะสายเกินแก้
องค์หญิงทรงเข้มแข็งไว้ก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ...
"ท่านพี่... อ๊ะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อ่า..." แท่งทวนถูกดันเข้าไปในส่วนที่อ่อนนุ่มจนกระทั่งสุดลำก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะประสานกับเสียงครางหวานของคนทั้งสอง ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดสองกายแนบชิดสุดสวาท ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งช่องว่างเพื่อให้อากาศลอยผ่าน ดวงหน้าที่เย้ายวนชวนเคลิ้มฝันของผู้เป็นภรรยาทำเอาชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเร่งแรงขยับโยกกายเข้าออกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะส่งหญิงสาวมุ่งสู่ปลายฝัน แล้วพลิกร่างบางนอนคว่ำจากนั้นสอดใส่ความแข็งขืนจากด้านหลังเยว่เล่อที่เพิ่งมุ่งสู่ปลายฝันได้ไม่นานกลับถูกกะทำซ้ำที่จุดเดิม ทำให้หญิงเสียวซ่านจนร่างกายแทบอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงที่จะขัดขืน เสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะ ชายหนุ่มกระทำอยู่ในท่วงท่าหมอบคลานได้ไม่นาน ร่างของหญิงสาวก็จิกเกร็งล่องลอยสู่ปลายฝันอีกครั้ง จึงถูกชายหนุ่มจับพลิกกายหันหน้าเข้าหาเขาในท่วงท่านั่ง ใบหน้าคมคายกดซบลงที่หน้าอกอวบใหญ่ก่อนจะดูดเล็มที่ปลายยอดถันหนักเบาสลับกัน แขนเรียวเสลาคล้องที่ลำคอของสามีปลายเล็บของนางจิกทึ้งที่หลังของเขาจนเกิดรอยเพื่อต้อง
เมื่อบุตรชายบุตรสาวอายุได้ราวหนึ่งขวบ ซินเยว่เล่อก็เดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยือนบิดามารดา แต่เพราะเจ้าน้องสาวตัวแสบไม่คิดกลับมาที่เมืองหลวงอีก ได้แต่ฝากคำมากับนาง หญิงสาวเบื่อหน่ายกับกฎเกณฑ์ของวังหลวง อยากจะเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับท่านหมอเทวดาฝูเจียวซิน ซินเยว่เล่อเห็นว่าหญิงสาวนั้นดูแลตัวเองได้ดีทั้งยังมีลี่จินลี่จูติดตามไปด้วย นางจึงได้มอบองครักษ์มือดีที่สุดให้ไปอีกหนึ่งคน นั่นก็คือท่านหานสุ่ยเจียงโดยในตอนนี้ลี่หมัวมัวและลู่กงกงได้ย้ายกลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมแล้ว ขบวนการเดินทางในแต่ละครั้งของนางจึงยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะไปทางใดก็ล้วนขนย้ายไปพร้อมกันหมดแม้คนจะเยอะไปเสียหน่อยแต่อบอุ่นเหลือเกินการเดินทางกลับมาในครั้งนี้ใช้รถม้าถึงแปดคันหญิงสาวและสามีนั่งรถม้าคันแรก ส่วนคันที่สองเป็นของลี่หมัวมัวและลู่กงกงที่ต้องคอยดูแลเจ้าสองก้อนแป้งคันที่สามเป็นของนางกำนัลคนสนิททั้งสองและจางซีคันที่สี่และห้าเป็นของสาวใช้ทั่วไปและองครักษ์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ขนข้าวของ เพราะซินเยว่เล่อนั้นไม่นิยมชมชอบให้ผู้ติดตามต้องลำบากฉะนั้นในขบวนเดินทางของนางจะไม่ม
"ใครใช้ให้ข้าหลงรักท่านเช่นนี้เล่า" หญิงสาวได้แต่เบือนหน้าหลบหนีด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางได้แต่เงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อมิให้น้ำตาไหล ก่อนจะหวนคิดว่าเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่นางยินยอมอยู่เช่นนี้ ได้เพียงมองจากที่ไกล ๆจากด้านหลังของเขาเพียงเท่านั้น แม้รู้ว่าต้องเจ็บแต่นางก็ไม่สามารถจากไปที่ใดได้เลย ไม่ใช่ว่ารักเพียงเขาแต่เพราะรักบุตรชายหญิงของเขาราวกับเป็นบุตรแท้ๆของตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเผลอไผลหลงลืมตัวไปเสียแล้วว่านางมิได้เป็นมารดาแท้ๆของเด็กน้อยเหล่านั้น วันเวลาช่างหมุนผ่านไปเร็วยิ่งนักซินเยว่เล่อมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก หญิงสาวสามารถออกมาเดินเล่นด้านนอกได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางฤดูวสันต์ที่กำลังมาเยือน ลมเย็นอ่อนๆค่อยๆโชยมาในยามเย็น หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลากับน้องสาวฝาแฝดพร้อมกับเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสอง ก่อนจะพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระพร้อมกับระลึกความหลังครั้งก่อนกันอย่างมีความสุข หลังจากที่นางหายดีฝูเจียวซินก็ต้องขอตัวลากลับแคว้นซีฉิน เพราะต้องกลับไปดูแลโรงหมอของท่านอาจารย์ ปลายปีนี้จะมีการสอบคัดเลือกบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก ที่แคว้นซีฉิน ทำให้ซินเยว่เ
หลังคลอดบุตรซินเยว่เล่อต้องทำการพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่ร่างกายจะดีขึ้น โดยมีท่านหมอเทวดาฝูเจียวซินอยู่ให้การดูแลเหล่าคณะหมอหลวงได้เดินทางกลับไปตั้งแต่หญิงสาวคลอดได้สามวันพร้อมกับมู๋หรงหวงกุ้ยเฟย ด้วยราชโองการของฝ่าบาททำให้นางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถขัดราชโองการดังกล่าวได้ ก่อนจะจำใจขึ้นรถม้าแล้วบอกลาหลานๆที่น่ารักของตน ส่วนซินเยว่เหมยนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านางสนิทและคุ้นเคยกับท่านหมอฝูอยู่มาก จากการรักษาใบหน้าเมื่อครั้งก่อนและหญิงสาวกมีความสามารถและทักษะการแพทย์เล็กน้อยจึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ชายหนุ่มเห็นว่าตนอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของอีกฝ่ายจึงได้ปฏิเสธไป ทำเอาองค์หญิงน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอาแต่ตามติดชายหนุ่มตลอดทั้งวัน ในยามที่เขาต้องการผู้ช่วยก็เป็นนางที่รีบเสนอตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีปริปากบ่นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย "องค์หญิงอย่าได้พยายามไปมากกว่านี้เลย พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรกระหม่อมก็มิอาจรับท่านเป็นศิษย์ของกระหม่อมได้""เพราะเหตุใดเจ้าคะ""ท่านเป็นถึงองค์หญิง เหตุใดจึงต้องหาเรื่องลำบากให้ตนเองด
หลังจากที่ซ่งเทียนเหิงหายไปราวสองชั่วยาม เวลาต่อมาก็มีรถม้าเคลื่อนมาจอดยังบริเวณด้านหน้าจวน พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ยืนรอภรรยาอยู่ด
ซินเยว่เล่อกลับมาถึงจวนด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก มีเพียงซินเยว่เหมยที่เห็นถึงความผิดปกตินี้ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง"พี่หญิง ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่"ซินเยว่เล่อเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวของตนก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกด้วยความอยากรู้เ
ในช่วงเวลาเช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า คนร้ายทั้งห้าคนก็ถูกจับมัดแขนมัดขา ก่อนจะโยนมาไว้ยังบริเวณด้านหน้าเรือนที่ซินเยว่เล่อพักอยู่ เสียงด่าทอดังขึ้นเป็นระยะ โดยไม่มีเสียงตอบโต้จากอีกฝ่ายซินเยว่เล่อที่เมื่อคืนกินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจ งัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของคนเหล่านั้น&nb
สามวันผ่านไปซินเยว่เล่อได้สั่งให้มีการแบ่งกลุ่มของทหารองครักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลจวนออกเป็นห้ากลุ่ม ก่อนจะแบ่งพื้นที่ให้ทุกๆ คนถางพื้นที่เอาต้นหญ้าออกให้หมดตามจุดที่หญิงสาววางเอาไว้ เพื่อเตรียมปลูกสมุนไพรและส่วนที่อยู่ใกล้พื้นที่ตำหนักที่สุดก็ปลูกผัก ทุกคนจะได้มีพืชผักไว้กินกันโดยไม่ต้องอดอย


















reviews