LOGINเสิ่นเฟยฟางกำลังวิ่งวุ่นภายในร้านขนมหวานด้วยความเหน็ดเหนื่อย อยู่ ๆ เจ้าของร้านก็ยื่นคำสั่งซื้อขนมจำนวนหนึ่งให้พนักงาน เสิ่นเฟยฟางในฐานะผู้จัดการร้านต้องลงมาช่วยงานลูกน้องเพราะคนไม่พอ! ระหว่างส่งขนมให้ลูกค้า จู่ ๆ เกิดอาการหน้ามืด ได้ยินเพียงเรียกคนสนิทแต่ฝืนดวงตาอันหนักอึ้งไม่ไหว จึงหลับไปในที่สุด ใครจะไปรู้ว่าตื่นขึ้นมาอีกทีเธอคือเสิ่นเฟยฟางลูกสาวคนเล็กของบ้านในสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1960 ไม่ใช่เสิ่นเฟยฟางผู้จัดการร้านขนมหวานชื่อดังอีกต่อ ที่สำคัญชีวิตใหม่ของเธอเป็นเพียงเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ฐานะครอบครัวยากจนแถมยังบาดเจ็บอีกต่างหาก! เสิ่นเฟยฟางกำลังมึนงงกับความทรงจำเด็กผู้หญิงที่มีร่างกายผอมโซ เจ้าตัวเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านกำลังถูกผู้เป็นย่าใหญ่ทุบตีด้วยข้อหาขโมยอาหาร ที่บ้านต้องยากจนเพียงใดถึงต้องทุบตีให้ถึงตาย!
View More‘นังสารเลว!มา
เสียงหญิงวัยกลางคนตวาดลั่นลานบ้านตระกูลเสิ่น ในมือของแม่เฒ่าใหญ่มีร่างเด็กผู้หญิงผอมโซถูกหิ้วคอเอาไว้ นางลากถูพลางก่นด่า “ตระกูลเสิ่นของฉันเลี้ยงดูพวกแกไม่ดีหรืออย่างไร ถึงได้มาขโมยอาหารบ้านคนอื่น!” “ป้าสะใภ้อย่าตีฟางเอ๋อร์เลยค่ะ ฮือ ๆ” โจวเหม่ยฮุ่ยวิ่งออกจากบ้านด้วยเท้าเปล่า กอดร่างลูกสาวที่ถูกตีพลางสะอื้นไปด้วย เสียงก่นด่า เสียงร้องไห้ ภายในลานบ้านตระกูลเสิ่นไม่นานปรากฏสมาชิกตระกูลเสิ่น บางคนมีใบหน้าไม่สบอารมณ์ บางคนเบื่อหน่ายถึงขั้นไม่อยากออกมา แม่เฒ่าใหญ่มีท่าทางโมโห โยนหลานสาวไปไกลแล้วถุยน้ำลายลงพื้น “เมื่อครู่ฉันวางเนื้อเอาไว้บนโต๊ะ ออกไปตักน้ำเพียงครู่เดียวนังเด็กสารเลวนี่ก็เข้ามาขโมยเนื้อไปแล้ว!” “พี่สะใภ้ท่านแน่ใจหรือว่าหลานสาวฉันเป็นคนขโมยไป” แม่เฒ่าสามมองลูกสะใภ้กับหลานสาวอย่างกังวลแล้วบอก “ถึงแม้จะขโมยจริง แต่ทำไมหลานสาวถึงเข้าไปในบ้านของพี่สะใภ้ได้” ตระกูลเสิ่นในอำเภอถุนชางเป็นครอบครัวใหญ่มีฐานะไม่ค่อยดี ถึงแม้ตอนนี้จะมีด้วยกันถึงสี่รุ่นแล้วแต่ยังไม่แยกบ้าน เพราะพ่อแม่สามีของพวกเขายังอยู่ ทำให้ภายในตระกูลมีความขัดแย้งกันค่อนข้างสูง หยางหย่าชิงลูกสะใภ้แม่เฒ่าใหญ่เสิ่นโผล่หน้าออกมามองสองแม่ลูกอย่างรังเกียจ “บ้านนี้อีกแล้ว! เดือนก่อนเข้ามาขโมยไข่ไก่บ้านเราออกไป ครั้งนี้ยังมาขโมยเนื้ออีก” “พวกเราไม่ได้ขโมยไข่ไก่จริง ๆ นะ” โจวเหม่ยฮุ่ยยกมืดเช็ดน้ำตาแล้วเล่าต่อ “แม่เฒ่าหลันเห็นว่าฟางเอ๋อร์ช่วยเก็บผักเลยนำไข่ไก่มาให้” เหตุการณ์เมื่อเดือนก่อนแม่เฒ่าหลันเพื่อนบ้านอาศัยอยู่กับลูกชายคนเดียว บ้านนี้ไม่ขัดสนเงินทองเพราะลูกชายเป็นทหาร เวลามีของกินดี ๆ ก็จะเอาให้เสิ่นเฟยฟางลูกสาวของหล่อนเสมอ แต่วันนั้นไข่ไก่ที่บ้านใหญ่ต้มกลับหายไปฟองหนึ่ง ทำให้ทุกคนมองว่าบ้านของหล่อนขโมยไข่ไก่ แม่เฒ่ารองรีบพูด “พี่สะใภ้ใหญ่พวกเราจะให้บ้านสามอาศัยกับพวกเราไปตลอดไม่ได้หรอกนะ! คราวหน้าคงมาขโมยของอีก” “นั่นสิ” ภายในตระกูลเสิ่นประกอบไปด้วยสามสาย สายหลัก สายรองมีมารดาคนเดียวกัน หลังแม่เฒ่าเสิ่นคนก่อนเสียชีวิตไม่นานแม่สามีของแม่เฒ่าสามก็แต่งเข้าตระกูล ให้กำเนิดลูกชายคนที่สามและตอนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ บ้านสายหลัก บ้านสายรอง ถือว่ามีบรรพบุรุษคนเดียวกันจึงเข้ากัน ส่วนบ้านสายสามนั่นได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สะใภ้รองบ้านสามมีสีหน้าอึ้มครึ้มหลังสังเกตเห็นอะไร เจ้าตัวมองสลับน้องสะใภ้กับของสิ่งนั้นแล้วชี้ให้ทุกคนได้ดู “แล้วสะใภ้สี่บ้านใหญ่ถืออะไรกัน!” “เอ๋ นั่นเนื้อไม่ใช่เหรอ” สมาชิกบ้านสามหันไปมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ละคนสวมเสื้อผ้าขาดริ้ว มีรอยประชุนบนเสื้อทุกจุด และที่สำคัญมีแต่คนผอม ๆ ไร้เรี่ยวแรง “อ้า นั่นเนื้อของฉัน!” แม่เฒ่าใหญ่เห็นเนื้อหมูแล้วก็เดินถือเข้าไปในบ้าน ไม่ได้สนใจสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้ “แยกย้าย ๆ” เสิ่นกวงผิงผู้เป็นพ่อได้แต่มองภรรยากับลูกสาวบนพื้น หลังแยกย้ายกันไปถึงได้เข้าไปอุ้มลูกสาวคนเล็กกลับบ้านสามที่อยู่ทางด้านหลัง ระหว่างทางเดินคนที่ถูกอุ้มกำลังมึนงงกับความทรงจำของเด็กผู้หญิงที่ร่างกายผอมโซ เจ้าตัวเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านก่อนหน้านี้ถูกผู้เป็นย่าใหญ่ทุบตีเพราะขโมยอาหาร ที่บ้านต้องยากจนเพียงใดถึงต้องทุบตีให้ถึงตาย! ก่อนหน้านี้เสิ่นเฟยฟางกำลังวิ่งวุ่นภายในร้านอาหารขนมหวานด้วยความเหน็ดเหนื่อย อยู่ ๆ เจ้าของร้านก็ยื่นคำสั่งซื้อขนมจำนวนหนึ่งให้พนักงาน เสิ่นเฟยฟางในฐานะผู้จัดการร้านต้องลงมาช่วยลูกน้องเพราะคนไม่เพียงพอ ระหว่างส่งขนมให้ลูกค้า จู่ ๆ เกิดอาหารหน้ามืด ได้ยินเพียงเสียงเรียกคนสนิทแต่ฝืนดวงตาอันหนักอึ้งไม่ไหวจึงหลับไปในที่สุด ใครจะไปรู้ว่าตื่นขึ้นมาอีกทีเธอจะเป็นเสิ่นเฟยฟางลูกสาวคนเล็กของบ้านที่มีฐานะทางบ้านยากจน ในสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1960 ไม่ใช่เสิ่นเฟยฟางผู้จัดการร้านขนมหวานชื่อดังอีกต่อไป ที่สำคัญชีวิตใหม่ของเธอยังเป็นเพียงเด็กอายุ 5 ขวบ! หลี่โจวหว่านมองสมาชิกบ้านสามทุกคนที่แออัดกันภายในบ้านเล็ก ๆ หลังนี้อย่างอดสู่ บ้านใหญ่ของตระกูลกลับถูกอีกสองบ้านแย่งไป ต่อให้เหลือพื้นที่พวกนั้นก็ไม่ให้บ้านสามเข้าไปเหยียบ “ฉันว่าต่อไปบ้านสามอย่าเข้าไปในลานบ้านอีกเลย ดูจากวันนี้ก็รู้ว่าสะใภ้สี่จงใจให้ฟางเอ๋อร์ถูกตี” “เฮ้อ จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่เอาอาหารไปให้ย่าพวกเธอก็คงไม่มีอะไรกิน” แม่เฒ่าสามถอนหายใจ ย่าที่หมายถึงคือแม่สามีของแม่เฒ่าสาม พ่อสามีไม่น่าห่วงเนื่องจากลูกชายทั้งสองกตัญญูอยู่บ้างแต่ย่านั่นลูกแท้ ๆ มีเพียงสามีของแม่เฒ่าสาม เสิ่นกวงหยางลูกชายคนรองของบ้านบอก “หรือพวกเราจะไปพาย่ามาอยู่กับพวกเราดีครับ สถานการณ์ทีนี่ย่ำแย่บ้านใหญ่คงงดอาหารย่าแน่” หลายปีมานี้เศรษฐกิจและพืชผักไม่ดี ผลผลิตที่ได้สวนทางกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนประคับประคองมาได้จนถึงครั้งนี้ที่รุนแรงที่สุด ปีนี้ผลผลิตที่ลงทุนไปไม่ได้เก็บเกี่ยวแม้กระทั้งเมล็ดพันธุ์เดียว! ฝนไม่ตก หลายคนล้มตาย “พี่รองผมว่าทำแบบนั้นป้าสะใภ้ใหญ่คงไม่ยอม ส่วนแบ่งของย่ายังพอมีอยู่ พวกเขาไม่ยอมให้ย่าออกมาแน่นอน” ลูกชายคนที่สาม เสิ่นกวงเหยียนหนักใจไม่ต่างกัน พ่อเฒ่าสามผู้เป็นหัวหน้าบ้านกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วออกปากไล่ “ไป แยกย้ายไปหาทำงานบ้านเถอะ เรื่องนี้อย่าพูดอะไรออกมาอีก” “ครับ” “ค่ะ” “สะใภ้สี่ต้มไข่ให้ฟางเอ๋อร์สักฟอง” แม่เฒ่าสามบอกก่อนลูกสะใภ้จะเดินออกจากห้องไป ผู้ชายในบ้านออกไปช่วยกันหาบน้ำที่เหลืออีกไม่มากในแม่น้ำ ผู้หญิงช่วยกันทำงานบ้าน ส่วนเด็ก ๆ ออกไปเก็บผักป่ามากินเพราะที่บ้านไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว หลังลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานออกจากบ้านไปสองสามีภรรยาเดินเข้าห้องแล้วพูดคุยกัน “ตาเฒ่า เรื่องกวงลี่ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง สามีของหล่อนไม่ได้เสียชีวิตจริง ๆ ใช่ไหม” ก่อนหน้านี้แม่เฒ่าสามบังเอิญเจอคนของหมู่บ้านสามีลูกสาวใหญ่จึงได้รู้ว่าพวกเขามาส่งข่าวว่าลูกเขยเสียชีวิตแล้ว แต่แม่เฒ่าสามไม่เชื่อและไม่อยากให้บ้านอื่นรู้จึงให้สามีไปดู พ่อเฒ่าสามส่ายหน้า “เรื่องจริง!” ก่อนกล่าวต่อด้วยความหนักใจ “ลูกเขยตายแล้วจริง ๆ ตอนเข้าป่าไปล่าสัตว์กับคนอื่น พวกเขาบอกว่าลูกเขยขัดคำสั่งตอนล่าสัตว์ทำให้ถูกสัตว์ทำร้าย แต่ลูกสาวบอกไม่ใช่เรื่องจริง” “หมายความว่าอย่างไรหรือ” แม่เฒ่าสามชะงัก พ่อเฒ่าสามเปิดหน้าต่าง เปิดประตูเพื่อดูว่ามีคนอยู่ใกล้ไหมแล้วรีบปิดก่อนกระซิบ “หมู่บ้านเย่ถางขาดแคลนอาหารอย่างหนัก บ้านไหนไม่มีผู้ชายพวกเขาเข้าไปแย่งชิงอาหาร!” แม่เฒ่าสามเบิกตากว้าง หมายความว่าการตายของลูกเขยมีเงื่อนงำ! “ตาเฒ่า รีบพาเจ้ารอง เจ้าสาม เจ้าสี่ ไปรับลูกสาวกับหลานสาวของฉันมาเร็วเข้า!” “แต่บ้านเราไม่มีอาหารเหลือแล้ว” พ่อเฒ่าสามเป็นห่วงลูกสาวแต่ไม่ลืมว่าตอนนี้ที่บ้านมีสถานการณ์เป็นอย่างไร ตระกูลเสิ่นไม่ได้แยกบ้านกันเพราฉะนั้นรายได้จึงอยู่กับแม่เฒ่าใหญ่หมด แต่ละบ้านจะได้ส่วนแบ่งทุกเดือนแต่ว่าได้น้อยมาก เดือนละห้าหยวนกับธัญพืชที่ได้น้อย โชคดีว่าลูกชายของบ้านล่าสัตว์ได้ จึงไม่ได้อดตายกัน แม่เฒ่าสามมีสีหน้าบิดเบี้ยว “ตอนนี้พวกเราเหลือเงินเพียง 50 หยวน เดือนนี้บ้านใหญ่ไม่ยอมแบ่งธัญพืชให้อีกไม่นานพวกเราคงอดตาย ลูกสาวใหญ่เป็นลูกสาวคนเดียวของเรา ก่อนหน้านี้มีอะไรดีหล่อนก็นำมาให้” “อืม” กลางดึกสี่พ่อลูกพากันเดินเท้าออกจากบ้านไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อรับลูกสาวที่เพิ่งเป็นหม้ายกับหลานสาวกลับไปอยู่บ้าน กว่าจะมาถึงก็ตอนที่บ้านของลูกสาวใหญ่ถูกปล้นไปแล้ว! ข้าวของในบ้านถูกค้นไม่เว้นแม้แต่น้ำในถังยังถูกขโมยไป พ่อเฒ่าสามเป็นห่วงลูกสาวรีบเดินหาภายในบ้าน ไม่ต่างจากลูกชายทั้งสามคน เสิ่นกวงผิงมาหาพี่สาวบ่อยเขาย่ำเท้าไปยังห้องใต้ดินและเคาะลงที่ประตู “พี่สาวใหญ่! พวกเรามารับพี่กับหลานสาวกลับบ้านแล้ว” “น้องสี่!”ตั้งแต่งานแต่งของพี่ชายคนโต พี่สาวคนรอง และพี่ชายพี่สาวคนอื่น เสิ่นเฟยฟางจะตื่นเต้นเสมอ ทุกครั้งที่มีงานแต่งเธอจะเป็นคนแรกที่ต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของงาน ทุกคนในบ้านเสิ่นรับรู้เรื่องนี้ดี และยังช่วยตรวจสอบด้วย แต่ว่ารอบนี้มันแตกต่างจากรอบอื่น งานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟาง เป็นงานแต่งงานที่จัดขึ้นใหญ่กว่างานแต่งงานของพี่คนอื่น อาจเป็นเพราะว่าเสิ่นเฟยฟางคือน้องสาวคนเล็กของบ้านที่ถูกให้ความสำคัญ และคนสำคัญของฝั่งเจ้าบ่าวก็มาร่วมงานเยอะมากแม้แต่คนงานของบ้านเสิ่นยังไม่เพียงพอจนต้องจ้างคนนอกมาช่วยงานอีกหลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ดูแลงานแต่งงานหลัก ๆ ก็คือสี่หญิงแก่งของบ้านเสิ่น เสิ่นกวงลี่ ผูซีหลิน หลี่โจวหว่าน และโจวเหม่ยฮุ่ยเสิ่นเฟยฟางถาม “แม่คะ คุณตาคุณยาย พวกคุณลุงมากันแล้วใช่ไหม?”แม้จะไม่ค่อยได้เจอกันเพราะทุกคนยุ่งกับงานที่ได้รับมอบมาย แต่งานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟางเป็นงานใหญ่ เธออยากให้คนสำคัญมาร่วมงานแต่งงานด้วย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้าเอาไว้ตั้งแต่ได้ฤกษ์แต่งงาน“มาแล้ว”“พ่อยังวุ่นวายข้างนอกเหรอ”เสิ่นเฟยเย่บอก “ฉันให้พี่สาวของเธอไปตามพ่อมาแล้ว”ระหว่างรอเจ้าบ่าวช่วงนี้
การสร้างตลาดเป็นการวางแผนระยะยาว แม้ทยอยแต่งงานและยังไม่ได้แต่งงานอีกหลายคน แต่เรื่องนี้ถูกนำเสนอหลังอาหารมื้อเย็นแทบทุกวัน และเป็นวันที่เหล่าสะใภ้ เหล่าลูกเขย ทั้งที่จะแต่งงานและยังรอแต่งงานเข้ามาฟังด้วยเสิ่นเฟยฟางอยากเปิดเป็นตลาดใหญ่ให้มันจบ มีอาคารพาณิชย์ให้เช่า เป็นตลาดที่ลูกค้าต้องเข้ามาซื้อของตลอดทั้งวัน เหมือนตลาดในตัวอำเภอที่ไปซื้อของบ่อย ๆ อีกทั้งเสิ่นเฟยฟางอยากเปิดร้านขายเครื่องปรุงด้วย ทำให้ต้องวางแผนเอาไว้นานมาก ๆอย่างน้อยมันต้องใช้เวลาสร้าง 3 ปี ทำให้ทุกคนเริ่มลงมือกันทีละนิด และจะจริงจังอีกทีคือหลังงานแต่งงานของเสิ่นเฟยฟาง“ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ฉันจำได้ว่าแต่ก่อนตรงนี้เป็นป่รกร้าง หลังจากนี้มันจะกลายเป็นตลาดของตระกูลเสิ่นแล้ว” เสิ่นเฟยฟางมองที่ดินจำนวนร้อยหมู่ที่ต้องการสร้างเป็นตลาด ตลาดตรงนี้ห่างจากจวนตระกูลเสิ่นพอสมควร ถ้าเดินใช้เวลาเป็นชั่วโมง แต่ถ้าขับรถยนต์ก็ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นโม่ตงจวินมองดูแล้วอดทึ่งไม่ได้ “ตอนบ้านเสิ่นมาที่นี่แรก ๆ ดูลำบากมาก ตอนนี้ร่ำรวยกว่าตระกูลโม่แล้ว”“ฉันก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน แค่อยากมีเงินเอาไว้เลี้ยงครอบครัวเ
ปี 1983 พี่น้องบ้านเสิ่นมีแพลนแต่งงานในปีนี้อีกสี่คู่ และอีกสามคู่จะแต่งงานในปี 1984 เสิ่นเฟยฟางกับโม่ตงจวินอยู่ในกลุ่มหลัง ปีนี้การแต่งงานเริ่มต้นที่เสิ่นเฟยเจิน หลานสาวคนที่สี่ของบ้านเสิ่นและเป็นพี่สาวคนโตในบ้านสี่ของเสิ่นเฟยฟางโม่ตงจวินยืนข้างเสิ่นเฟยฟาง ทั้งคู่กำลังช่วยกันดูแลความเรียบร้อยในงานแต่ง เสิ่นเฟยฟางไม่อยากให้งานผิดพลาด อีกอย่างผู้ใหญ่ฝั่งเจิ้งหยูเชาก็มีแต่ทหารยศใหญ่ พ่อของเขาตอนนี้มียศเป็นนายพลเทียบเท่ากับพ่อของฮวาเจียเฉิง“ไม่ต้องดูแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรผิดพลาด ฟางฟางหยุดกังวลได้แล้ว วุ่นวายตั้งแต่เช้าได้กินข้าวเช้าหรือยัง?”ช่วงนี้บ้านเสิ่นจัดงานแต่งงานต่อ ๆ กัน เว้นช่วงไม่นาน ทำให้คุ้นชินกับการจัดงานแต่ง และนี่เพิ่งผ่านมาไม่ถึงสองเดือนด้วยซ้ำเสิ่นเฟยฟางดื่มน้ำอึกใหญ่บอก “ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”ให้พูดกันตามตรงพี่น้องบ้านเสิ่นที่คบหากับคนรักนานสุดย่อมเป็นสาว ๆ บ้านสี่ เสิ่นเฟยฟางไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด“ทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาแน่”งานแต่งที่ผ่านมารัดกุมเป็นอย่างมาก ตอนงานแต่งของเสิ่นจิ้งรุ่ยมีผิดพลาดบ้าง แต่แก
เมื่อวานพี่น้องบ้านเสิ่นยังคงอยู่ในหมู่บ้านต่ออีกราว ๆ ครึ่งชั่วโมง และสอบถามถึงคนอื่นในหมู่บ้าน ทำให้เสิ่นเฟยฟางได้รู้ว่าปีนั้นคนในหมู่บ้านเสียชีวิตไปเกือบหมด ส่วนใหญ่ที่เหลือล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรง คนที่ออกจากหมู่บ้านไปเอาชีวิตรอด ช่วงนี้พวกเขาทยอยกลับมาที่หมู่บ้าน บ้านในอำเภอที่เช่าเอาไว้พวกเขาแบ่งกันนอนเป็นชายและหญิง สำหรับสาว ๆ บ้านแค่เช่าเอาไว้บังหน้า เพราะพากันเข้าไปนอนในมิติทั้งหมด แถมเมื่อคืนพี่สาวของเสิ่นเฟยฟางยังพากันบ่นอีกด้วย อุตส่าห์รีบกลับมาเพื่อหวังว่าพ่อเฒ่าเสิ่นจะยังมีชีวิตอยู่ เสิ่นเฟยฟางอยากให้เขาเห็นว่าลูกหลานที่เขาเลือกทอดทิ้งในปีนั้นตอนนี้รุ่งเรืองแค่ไหน สุดท้ายก็ทำได้เพียงจัดการปัญหาเรื่องขายบ้าน เพราะชายชราชิงเสียชีวิตไปก่อน หลังจากรับประทานอาหารมื้อเช้าแล้ว ทุกคนพร้อมเจ้าหน้าที่ซื้อบ้านเดินทางไปยังหมู่บ้าน พวกเขาจัดการฝังพ่อเฒ่าเสิ่นเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ยอมย้ายออกจากบ้านเหมือนที่เสิ่นเฟยฟางได้แจ้งล่วงหน้า พ่อเฒ่าใหญ่ไม่ยอม “ฉันอายุเยอะแล้วถ้าออกจากบ้านหลังนี้ไปจะไปอยู่ที่ไหน? พวกคุณทำแบบนี้ไม่สงสารคนแก่หน่อยเหรอ”
ขนมหมกจำนวน 20 ห่อ ถูกนำออกจากซึ้งนึ่งและแกะใส่จานโดยฝีมือของสะใภ้ทั้งสามของบ้าน เพราะว่ามันยังร้อนอยู่เด็ก ๆ ไม่สามารถจับได้เสิ่นเฟยฟางใช้ตะเกียบจิ้มบริเวณข้างบนขนมแล้วแผ่ออก ด้านในปรากฏไส้จำนวนมาก มากกว่าที่เธอบอกให้พี่สาวทำใส่ซะอีก “ตอนร้อน ๆ มันจะหอมมาก แต่รอให้เย็นก่อนค่อยกินดีกว่าจะไม่ลวกปาก
การมีเนื้อสัตว์กลับมาย่อมสร้างความตกใจให้แก่คนในบ้าน แต่เสิ่นเฟยฟางให้พ่อของเธอบอกคนอื่นว่าเขาเป็นคนจับได้พอดี ทำให้ตอนกลางคืนทุกคนย่างกระต่ายกิน และยังมีน้ำแกงไข่ซดให้โล่งคออีกด้วยอันที่จริงการกินเนื้อกระต่ายไม่แบ่งคนที่อยู่ด้านนอกนับว่าพวกเขาตัดสินใจดีแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้ออกจากป่าไปตอนไหนเนื้อกระ
ทันทีที่รู้ว่าลูกชายต้องการเผาถ่านขายแน่นอนว่าสองผู้เฒ่าของบ้านปฏิเสธทันที ลำพังหากพวกเขาถูกจับก็แค่ถูกทุบตีจนตาย แต่เด็กรุ่นสี่ยังเด็กอยู่มาก พวกเขาไม่อยู่หลาน ๆ ก็ต้องตาย แต่พอรู้ว่าเป็นความคิดของใครกลับยอมตกลงอย่างง่ายดายแม่เฒ่าสามคุยกับสามีว่าหลานสาวคนเล็กของบ้านต้องเป็นดาวนำโชคอย่างแน่นอน พวก
เหลือเวลาอีกสองเดือนที่ฤดูหนาวจะมาถึง บ้านเสิ่นเลยต้องวางแผนกันใหม่ ในบ้านเหลือเงินห้าสิบหยวนรวมกับเงินของป้าสะใภ้ใหญ่ก็รวมเป็นสองร้อยหยวนแม่เฒ่าสามให้ลูกชายช่วยกันซ่อมแซมห้องนอนภายในบ้านตระกูลเสิ่น ก่อนหน้านี้มันทรุดโทรมอยู่แล้วไหนจะโจรเข้ามาปล้นภายในบ้านอีก พอซ่อมแซมเสร็จค่อบนำฟืนเข้ามาเก็บไว้ใน


















reviews