Masukเสิ่นเฟยฟางกำลังวิ่งวุ่นภายในร้านขนมหวานด้วยความเหน็ดเหนื่อย อยู่ ๆ เจ้าของร้านก็ยื่นคำสั่งซื้อขนมจำนวนหนึ่งให้พนักงาน เสิ่นเฟยฟางในฐานะผู้จัดการร้านต้องลงมาช่วยงานลูกน้องเพราะคนไม่พอ! ระหว่างส่งขนมให้ลูกค้า จู่ ๆ เกิดอาการหน้ามืด ได้ยินเพียงเรียกคนสนิทแต่ฝืนดวงตาอันหนักอึ้งไม่ไหว จึงหลับไปในที่สุด ใครจะไปรู้ว่าตื่นขึ้นมาอีกทีเธอคือเสิ่นเฟยฟางลูกสาวคนเล็กของบ้านในสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1960 ไม่ใช่เสิ่นเฟยฟางผู้จัดการร้านขนมหวานชื่อดังอีกต่อ ที่สำคัญชีวิตใหม่ของเธอเป็นเพียงเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ฐานะครอบครัวยากจนแถมยังบาดเจ็บอีกต่างหาก! เสิ่นเฟยฟางกำลังมึนงงกับความทรงจำเด็กผู้หญิงที่มีร่างกายผอมโซ เจ้าตัวเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านกำลังถูกผู้เป็นย่าใหญ่ทุบตีด้วยข้อหาขโมยอาหาร ที่บ้านต้องยากจนเพียงใดถึงต้องทุบตีให้ถึงตาย!
Lihat lebih banyak‘นังสารเลว!มา
เสียงหญิงวัยกลางคนตวาดลั่นลานบ้านตระกูลเสิ่น ในมือของแม่เฒ่าใหญ่มีร่างเด็กผู้หญิงผอมโซถูกหิ้วคอเอาไว้ นางลากถูพลางก่นด่า “ตระกูลเสิ่นของฉันเลี้ยงดูพวกแกไม่ดีหรืออย่างไร ถึงได้มาขโมยอาหารบ้านคนอื่น!” “ป้าสะใภ้อย่าตีฟางเอ๋อร์เลยค่ะ ฮือ ๆ” โจวเหม่ยฮุ่ยวิ่งออกจากบ้านด้วยเท้าเปล่า กอดร่างลูกสาวที่ถูกตีพลางสะอื้นไปด้วย เสียงก่นด่า เสียงร้องไห้ ภายในลานบ้านตระกูลเสิ่นไม่นานปรากฏสมาชิกตระกูลเสิ่น บางคนมีใบหน้าไม่สบอารมณ์ บางคนเบื่อหน่ายถึงขั้นไม่อยากออกมา แม่เฒ่าใหญ่มีท่าทางโมโห โยนหลานสาวไปไกลแล้วถุยน้ำลายลงพื้น “เมื่อครู่ฉันวางเนื้อเอาไว้บนโต๊ะ ออกไปตักน้ำเพียงครู่เดียวนังเด็กสารเลวนี่ก็เข้ามาขโมยเนื้อไปแล้ว!” “พี่สะใภ้ท่านแน่ใจหรือว่าหลานสาวฉันเป็นคนขโมยไป” แม่เฒ่าสามมองลูกสะใภ้กับหลานสาวอย่างกังวลแล้วบอก “ถึงแม้จะขโมยจริง แต่ทำไมหลานสาวถึงเข้าไปในบ้านของพี่สะใภ้ได้” ตระกูลเสิ่นในอำเภอถุนชางเป็นครอบครัวใหญ่มีฐานะไม่ค่อยดี ถึงแม้ตอนนี้จะมีด้วยกันถึงสี่รุ่นแล้วแต่ยังไม่แยกบ้าน เพราะพ่อแม่สามีของพวกเขายังอยู่ ทำให้ภายในตระกูลมีความขัดแย้งกันค่อนข้างสูง หยางหย่าชิงลูกสะใภ้แม่เฒ่าใหญ่เสิ่นโผล่หน้าออกมามองสองแม่ลูกอย่างรังเกียจ “บ้านนี้อีกแล้ว! เดือนก่อนเข้ามาขโมยไข่ไก่บ้านเราออกไป ครั้งนี้ยังมาขโมยเนื้ออีก” “พวกเราไม่ได้ขโมยไข่ไก่จริง ๆ นะ” โจวเหม่ยฮุ่ยยกมืดเช็ดน้ำตาแล้วเล่าต่อ “แม่เฒ่าหลันเห็นว่าฟางเอ๋อร์ช่วยเก็บผักเลยนำไข่ไก่มาให้” เหตุการณ์เมื่อเดือนก่อนแม่เฒ่าหลันเพื่อนบ้านอาศัยอยู่กับลูกชายคนเดียว บ้านนี้ไม่ขัดสนเงินทองเพราะลูกชายเป็นทหาร เวลามีของกินดี ๆ ก็จะเอาให้เสิ่นเฟยฟางลูกสาวของหล่อนเสมอ แต่วันนั้นไข่ไก่ที่บ้านใหญ่ต้มกลับหายไปฟองหนึ่ง ทำให้ทุกคนมองว่าบ้านของหล่อนขโมยไข่ไก่ แม่เฒ่ารองรีบพูด “พี่สะใภ้ใหญ่พวกเราจะให้บ้านสามอาศัยกับพวกเราไปตลอดไม่ได้หรอกนะ! คราวหน้าคงมาขโมยของอีก” “นั่นสิ” ภายในตระกูลเสิ่นประกอบไปด้วยสามสาย สายหลัก สายรองมีมารดาคนเดียวกัน หลังแม่เฒ่าเสิ่นคนก่อนเสียชีวิตไม่นานแม่สามีของแม่เฒ่าสามก็แต่งเข้าตระกูล ให้กำเนิดลูกชายคนที่สามและตอนนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ บ้านสายหลัก บ้านสายรอง ถือว่ามีบรรพบุรุษคนเดียวกันจึงเข้ากัน ส่วนบ้านสายสามนั่นได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม สะใภ้รองบ้านสามมีสีหน้าอึ้มครึ้มหลังสังเกตเห็นอะไร เจ้าตัวมองสลับน้องสะใภ้กับของสิ่งนั้นแล้วชี้ให้ทุกคนได้ดู “แล้วสะใภ้สี่บ้านใหญ่ถืออะไรกัน!” “เอ๋ นั่นเนื้อไม่ใช่เหรอ” สมาชิกบ้านสามหันไปมองด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ละคนสวมเสื้อผ้าขาดริ้ว มีรอยประชุนบนเสื้อทุกจุด และที่สำคัญมีแต่คนผอม ๆ ไร้เรี่ยวแรง “อ้า นั่นเนื้อของฉัน!” แม่เฒ่าใหญ่เห็นเนื้อหมูแล้วก็เดินถือเข้าไปในบ้าน ไม่ได้สนใจสิ่งที่ทำไปก่อนหน้านี้ “แยกย้าย ๆ” เสิ่นกวงผิงผู้เป็นพ่อได้แต่มองภรรยากับลูกสาวบนพื้น หลังแยกย้ายกันไปถึงได้เข้าไปอุ้มลูกสาวคนเล็กกลับบ้านสามที่อยู่ทางด้านหลัง ระหว่างทางเดินคนที่ถูกอุ้มกำลังมึนงงกับความทรงจำของเด็กผู้หญิงที่ร่างกายผอมโซ เจ้าตัวเป็นลูกสาวคนเล็กของบ้านก่อนหน้านี้ถูกผู้เป็นย่าใหญ่ทุบตีเพราะขโมยอาหาร ที่บ้านต้องยากจนเพียงใดถึงต้องทุบตีให้ถึงตาย! ก่อนหน้านี้เสิ่นเฟยฟางกำลังวิ่งวุ่นภายในร้านอาหารขนมหวานด้วยความเหน็ดเหนื่อย อยู่ ๆ เจ้าของร้านก็ยื่นคำสั่งซื้อขนมจำนวนหนึ่งให้พนักงาน เสิ่นเฟยฟางในฐานะผู้จัดการร้านต้องลงมาช่วยลูกน้องเพราะคนไม่เพียงพอ ระหว่างส่งขนมให้ลูกค้า จู่ ๆ เกิดอาหารหน้ามืด ได้ยินเพียงเสียงเรียกคนสนิทแต่ฝืนดวงตาอันหนักอึ้งไม่ไหวจึงหลับไปในที่สุด ใครจะไปรู้ว่าตื่นขึ้นมาอีกทีเธอจะเป็นเสิ่นเฟยฟางลูกสาวคนเล็กของบ้านที่มีฐานะทางบ้านยากจน ในสาธารณรัฐประชาชนจีนปี 1960 ไม่ใช่เสิ่นเฟยฟางผู้จัดการร้านขนมหวานชื่อดังอีกต่อไป ที่สำคัญชีวิตใหม่ของเธอยังเป็นเพียงเด็กอายุ 5 ขวบ! หลี่โจวหว่านมองสมาชิกบ้านสามทุกคนที่แออัดกันภายในบ้านเล็ก ๆ หลังนี้อย่างอดสู่ บ้านใหญ่ของตระกูลกลับถูกอีกสองบ้านแย่งไป ต่อให้เหลือพื้นที่พวกนั้นก็ไม่ให้บ้านสามเข้าไปเหยียบ “ฉันว่าต่อไปบ้านสามอย่าเข้าไปในลานบ้านอีกเลย ดูจากวันนี้ก็รู้ว่าสะใภ้สี่จงใจให้ฟางเอ๋อร์ถูกตี” “เฮ้อ จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ ถ้าไม่เอาอาหารไปให้ย่าพวกเธอก็คงไม่มีอะไรกิน” แม่เฒ่าสามถอนหายใจ ย่าที่หมายถึงคือแม่สามีของแม่เฒ่าสาม พ่อสามีไม่น่าห่วงเนื่องจากลูกชายทั้งสองกตัญญูอยู่บ้างแต่ย่านั่นลูกแท้ ๆ มีเพียงสามีของแม่เฒ่าสาม เสิ่นกวงหยางลูกชายคนรองของบ้านบอก “หรือพวกเราจะไปพาย่ามาอยู่กับพวกเราดีครับ สถานการณ์ทีนี่ย่ำแย่บ้านใหญ่คงงดอาหารย่าแน่” หลายปีมานี้เศรษฐกิจและพืชผักไม่ดี ผลผลิตที่ได้สวนทางกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกคนประคับประคองมาได้จนถึงครั้งนี้ที่รุนแรงที่สุด ปีนี้ผลผลิตที่ลงทุนไปไม่ได้เก็บเกี่ยวแม้กระทั้งเมล็ดพันธุ์เดียว! ฝนไม่ตก หลายคนล้มตาย “พี่รองผมว่าทำแบบนั้นป้าสะใภ้ใหญ่คงไม่ยอม ส่วนแบ่งของย่ายังพอมีอยู่ พวกเขาไม่ยอมให้ย่าออกมาแน่นอน” ลูกชายคนที่สาม เสิ่นกวงเหยียนหนักใจไม่ต่างกัน พ่อเฒ่าสามผู้เป็นหัวหน้าบ้านกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้วออกปากไล่ “ไป แยกย้ายไปหาทำงานบ้านเถอะ เรื่องนี้อย่าพูดอะไรออกมาอีก” “ครับ” “ค่ะ” “สะใภ้สี่ต้มไข่ให้ฟางเอ๋อร์สักฟอง” แม่เฒ่าสามบอกก่อนลูกสะใภ้จะเดินออกจากห้องไป ผู้ชายในบ้านออกไปช่วยกันหาบน้ำที่เหลืออีกไม่มากในแม่น้ำ ผู้หญิงช่วยกันทำงานบ้าน ส่วนเด็ก ๆ ออกไปเก็บผักป่ามากินเพราะที่บ้านไม่เหลืออะไรให้กินแล้ว หลังลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานออกจากบ้านไปสองสามีภรรยาเดินเข้าห้องแล้วพูดคุยกัน “ตาเฒ่า เรื่องกวงลี่ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง สามีของหล่อนไม่ได้เสียชีวิตจริง ๆ ใช่ไหม” ก่อนหน้านี้แม่เฒ่าสามบังเอิญเจอคนของหมู่บ้านสามีลูกสาวใหญ่จึงได้รู้ว่าพวกเขามาส่งข่าวว่าลูกเขยเสียชีวิตแล้ว แต่แม่เฒ่าสามไม่เชื่อและไม่อยากให้บ้านอื่นรู้จึงให้สามีไปดู พ่อเฒ่าสามส่ายหน้า “เรื่องจริง!” ก่อนกล่าวต่อด้วยความหนักใจ “ลูกเขยตายแล้วจริง ๆ ตอนเข้าป่าไปล่าสัตว์กับคนอื่น พวกเขาบอกว่าลูกเขยขัดคำสั่งตอนล่าสัตว์ทำให้ถูกสัตว์ทำร้าย แต่ลูกสาวบอกไม่ใช่เรื่องจริง” “หมายความว่าอย่างไรหรือ” แม่เฒ่าสามชะงัก พ่อเฒ่าสามเปิดหน้าต่าง เปิดประตูเพื่อดูว่ามีคนอยู่ใกล้ไหมแล้วรีบปิดก่อนกระซิบ “หมู่บ้านเย่ถางขาดแคลนอาหารอย่างหนัก บ้านไหนไม่มีผู้ชายพวกเขาเข้าไปแย่งชิงอาหาร!” แม่เฒ่าสามเบิกตากว้าง หมายความว่าการตายของลูกเขยมีเงื่อนงำ! “ตาเฒ่า รีบพาเจ้ารอง เจ้าสาม เจ้าสี่ ไปรับลูกสาวกับหลานสาวของฉันมาเร็วเข้า!” “แต่บ้านเราไม่มีอาหารเหลือแล้ว” พ่อเฒ่าสามเป็นห่วงลูกสาวแต่ไม่ลืมว่าตอนนี้ที่บ้านมีสถานการณ์เป็นอย่างไร ตระกูลเสิ่นไม่ได้แยกบ้านกันเพราฉะนั้นรายได้จึงอยู่กับแม่เฒ่าใหญ่หมด แต่ละบ้านจะได้ส่วนแบ่งทุกเดือนแต่ว่าได้น้อยมาก เดือนละห้าหยวนกับธัญพืชที่ได้น้อย โชคดีว่าลูกชายของบ้านล่าสัตว์ได้ จึงไม่ได้อดตายกัน แม่เฒ่าสามมีสีหน้าบิดเบี้ยว “ตอนนี้พวกเราเหลือเงินเพียง 50 หยวน เดือนนี้บ้านใหญ่ไม่ยอมแบ่งธัญพืชให้อีกไม่นานพวกเราคงอดตาย ลูกสาวใหญ่เป็นลูกสาวคนเดียวของเรา ก่อนหน้านี้มีอะไรดีหล่อนก็นำมาให้” “อืม” กลางดึกสี่พ่อลูกพากันเดินเท้าออกจากบ้านไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อรับลูกสาวที่เพิ่งเป็นหม้ายกับหลานสาวกลับไปอยู่บ้าน กว่าจะมาถึงก็ตอนที่บ้านของลูกสาวใหญ่ถูกปล้นไปแล้ว! ข้าวของในบ้านถูกค้นไม่เว้นแม้แต่น้ำในถังยังถูกขโมยไป พ่อเฒ่าสามเป็นห่วงลูกสาวรีบเดินหาภายในบ้าน ไม่ต่างจากลูกชายทั้งสามคน เสิ่นกวงผิงมาหาพี่สาวบ่อยเขาย่ำเท้าไปยังห้องใต้ดินและเคาะลงที่ประตู “พี่สาวใหญ่! พวกเรามารับพี่กับหลานสาวกลับบ้านแล้ว” “น้องสี่!”บริเวณแคร่ไม้หน้าบ้านตระกูลสวี พ่อเฒ่สวีกอดน้องชายแน่นไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา แม่เฒ่าใหญ่ แม่เฒ่ารองหน้าซีดเผือก ส่งสัญญาณมือให้ลูกชายไปตามสามีกับพ่อสามีมาการที่สองสามีภรรยามาปรากฏตัวที่นี่ไม่อยู่ในความคิดของพวกเขา แล้วไหนจะลูกหลานคนอื่นที่ไม่ได้ตามมาอีก“พวกเขาบอกว่าบ้านสามดื้อดึงไม่ยอมตามมาเหรอครับ?” เสิ่นกวงผิงเอ่ยถามเสียงนิ่ง เขายังจำได้ดีวันที่อีกสองบ้านตัดสินใจแยกบ้านและพาคนอื่นๆ ออกจากหมู่บ้าน สวีจงเห็นว่าพ่อกอดอาอยู่จึงพยักหน้า “ใช่ พอฉันติดต่อทางหัวหน้าหมู่บ้านของพวกนายไป เขาบอกว่าบ้านสามตายแล้ว ในหมู่บ้านมีศพมากมาย จึงไม่มีเวลาพูดคุยกันมากนัก”“ฮึ” เสิ่นเฟยฟางแค่นเสียงหัวเราะ“ก็บ้านสามไม่ตามมาเอง พวกเราถามแล้ว ตอนนั้นทุกคนต่างต้องเอาตัวรอด” แม่เฒ่าใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คนมากมายทอดทิ้งลูกกับหลานสาว แต่บ้านสามกลับเต็มใจรับมาดูแล แบบนั้นฉันจะให้บ้านของฉันตายไปด้วยไม่ได้หรอกนะ”พ่อเฒ่าสามตั้งสติได้หันไปต่อว่าทันที “ตอนที่พวกเราบอกว่าจะเอาบ้านที่นั่น เป็นพี่สะใภ้ที่ไม่ยอมแบ่งเงินหรือธัญพืชให้ พวกเราเกือบตายเพราะหาอาหารไม่ได้ กว่าจะมาถึงที่นี่ก็เหนื่อยล้ากันมาก”
คำพูดของเสิ่นเฟยฟางที่บอกกับโม่ตงจวินไปถึงท่านนายพลโม่ โม่ตงจวินกล่าวว่าเรื่องนี้ยังต้องปรึกษาอีกหลาย ๆ ด้าน ซึ่งเธอคิดเอาไว้แล้ว ทำให้ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีกชีวิตประจำวันของเสิ่นเฟยฟางถ้าไม่ใช่อยู่ในโรงเรียนก็คือช่วยทุกคนทำขนม พาคนเข้าไปในมิติเพื่อเตรียมของขาย จากนั้นค่อยพาทำขนมใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ทำยากเพื่อดึงดูดลูกค้าช่วงวันหยุดหรือปิดภาคเรียนฤดูร้อน จนวนมาปิดภาคเรียนฤดูหนาว ชีวิตเด็กบ้านเสิ่นแทบไม่มีใครอยู่นิ่งเลย ตอนนี้เริ่มทำขนมเป็นกันแล้วด้วยปลายปี 1962 ช่วงวันหยุดของเสิ่นกวงผิงที่ลาพักร้อน พ่อเฒ่าสาม แม่เฒ่าสามตัดสินใจพาทุกคนปิดร้านระยะหนึ่ง เนื่องจากอากาศเย็นเกินไป ก่อนตัดสินใจเดินทางไปซินเจียงครั้งนี้เสิ่นเฟยฟางตามมาด้วย กลายเป็นว่าพ่อเฒ่าสาม แม่เฒ่าสาม เสิ่นกวงผิงและลูกสาวเดินทางฝ่าความหนาวไปยังซินเจียงอย่างลำบากและใช้เวลาเดินทางหลายวันเริ่มต้นเดินทางด้วยการนั่งเรือข้ามฝากจากไห่หนานไปแผ่นดินใหญ่ใช้เวลาเกือบสองวัน จากนั้นเดินทางด้วยรถไฟสายลานซินจากลานโจว ฝ่าดานเจียยู่กวน ทะเลทรายเข้าสู่อรุมชีนอกจากพวกเขาทั้งสี่คนแล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้คนเดินทางกลับบ้านเกิด
พอได้ทำงานด้วยกันครั้งแรก ครูประจำชั้นต้องการให้เด็กสามัคคีกัน จึงเลือกนักเรียนทำงานกลุ่มเดิม ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนก็สนิทกันมากขึ้น เวลาไปไหนมาไหนกลายเป็นกลุ่มเจ็ดคนกวนเสี่ยวถงกับซือหยาที่เริ่มคุ้นชินกับกลุ่มของโม่ตงจวินก็มีความหยอกล้อกันมากขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องชายหญิงมาก แต่ต่อหน้าผู้ใหญ่ก็ระวังอยู่บ้าง“วันนี้ทหารในกองทัพจะมาที่โรงเรียนเหรอ? ทำไมถึงไม่มีครูบอกนักเรียนล่วงหน้าล่ะ แบบนี้ถ้าใครไม่มาโรงเรียนก็แย่น่ะสิ” กวนเสี่ยวถงบ่นเด็กวัยนี้ไม่ว่าจะในชนบทหรือลูกหลานคนมีฐานะ ล้วนถูกบังคับให้โตกันทั้งนั้น ในชนบทอาจเพราะถูกเรียกช่วยงานบ้าน งานที่พอทำได้แต่ในฐานะลูกหลานของทหาร ก็เหมือนกับกลุ่มของโม่ตงจวิน เพื่อครอบครัวพวกเขาต้องเอาใจโม่ตงจวิน แต่ดู ๆ แล้ว เด็กทั้งสามคนมีความฉลาด ไม่ได้เอาใจเขาแค่เป็นเพื่อนในกลุ่มเสิ่นเฟยฟางมองตามหลังครูประจำชั้นที่พอแจ้งข่าวแล้วเดินออกจากห้องเรียนไปทันที วันนี้ตอนเช้าไม่มีเรียน และให้เด็ก ๆ นั่งอยู่ในห้อง เป็นไปได้คืออย่าออกไปนอกห้องเรียน“พ่อจะมาด้วยไหมนะ”“นี่แหละนะ พ่อตำแหน่งทางทหารไม่มีจึงไม่รู้ก่อน ดูอย่างคุณหนูเซียวสิ พ่อข
“ขอบคุณนะที่พาฉันมาท่าเรือน่ะ ไม่ได้มานานแล้วคิดว่าต้องรออีกสักสองวันถึงจะมา พอคุณชายน้อยโม่มาส่งฉันก็ได้มาเลย”เสิ่นเฟยฟางฉีกยิ้มให้โม่ตงจวินที่พามาท่าเรือ วันนี้โรงเรียนมีเหตุฉุกเฉินต้องกลับบ้านก่อนปกติ พี่ชาย พี่สาวคนอื่นถูกส่งกลับบ้านแล้ว แต่เสิ่นเฟยฟางกับกลุ่มเพื่อนในห้องกลับพากันตรงมาท่าเรือ“แม่ของฉันบอกว่าขนมหวานบ้านเสิ่นน่ะอร่อยสุด ๆ ไปเลย แต่ไม่มีเวลาไปซื้อหน้าร้าน มีทางไหนบ้านที่ฉันจะได้ขนมกลับบ้านไปด้วย” ซือหยาหันมาถาม แม่ของหล่อนทำงานในโรงงานที่สั่งขนมจากบ้านเสิ่นไปนอกจากวันนี้จะหยุดฉุกเฉินแล้ว งานที่ส่งครูไปได้รับการชื่นชมจากครูประจำชั้น ทำให้พวกเขาคิดว่าจะเลี้ยงฉลองกัน ไหน ๆ ก็จะมาท่าเรือแล้วเลยมาด้วยกันทั้งหมดเลย“ตั้งแต่ส่งขนมให้โรงงานลูกค้าหน้าร้านก็เพิ่มขึ้นมาก จากที่ต้องขายทั้งวันกลายเป็นว่าลดเวลาลงตั้งสามชั่วโมง จะให้ไปรับหน้าร้านก็ไม่ได้ เอาแบบนี้สิ สั่งซื้อขนมล่วงหน้าและนัดรับหน้าโรงเรียนตอนเช้า”“ฉันก็อยากได้นะฟางฟาง” โม่ตงจวินรีบบอก “แม่ของฉันชอบขนมหวานบ้านเสิ่นสุด ๆ กว่าคนไปซื้อจะกลับมาก็สายแล้ว ที่บ้านมีคนมาหาเลยต้องซื้อมาไว้รับแขก”“ถ้าคุณชายน้
ในรั้วโรงเรียนสำหรับเสิ่นเฟยฟางตอนนี้ยังไม่มีอะไรให้น่าปวดหัว เพียงแค่เด็กกลั่นแกล้งกันเล็กน้อย เช่น ตอนที่เสิ่นเฟยฟางกำลังทำงานส่งครู กระดาษขาดบ้าง ปากกาหายบ้างแต่พอโม่ตงจวินรู้เข้า เขาเอ่ยแค่ว่า “ใครทำ” ทุกคนก็หยุดแกล้งนอกจากหน้าที่ในโรงเรียนแล้ว เสิ่นเฟยฟางยังมีหน้าที่ในบ้านให้ทำอีก ด้วยความที
เสิ่นเฟยฟางถูกเรียกชื่อให้ไปแนะนำตัวในฐานะเด็กใหม่หน้าห้องเรียน พอครูประจำชั้นเรียนรู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้พิเศษสำหรับคุณชายน้อยโม่ก็ให้ความสำคัญกับเธอทันที “คุณชายน้อยโม่ ขอบคุณนะที่ชวนไปนั่งข้าง ๆ แต่วันหลังไม่ต้องแล้ว” เมื่อถึงช่วงพักกลางวันเสิ่นเฟยฟางบอกความต้องการของตัวเองทันที นอกจาก
เสิ่นเฟยฟางลุกขึ้นแต่งตัวตั้งแต่เช้าพร้อมกับพ่อของเธอที่ต้องเข้ากองทัพเพราะมีเรื่องให้คุณชายน้อยโม่ช่วย ต้องไม่ลืมว่าคนที่เข้าไปขายในท่าเรือได้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าถ้าเธอเป็นคนเข้าไปจัดการเองจะโดนอะไรบ้าง ไหน ๆ ก็มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันแล้ว เธอก็ขอใช้สิทธิ์นี้ก็แล้วกันวันนี้เป็
ผ่านมาหนึ่งเดือนการค้าขายของบ้านเสิ่นถือว่าดีมาก ๆ จากวันแรกที่ได้สิบสามหยวน วันที่สองยี่สิบเจ็ดหยวน สู่ครบรอบหนึ่งเดือนและเมื่อวานบ้านเสิ่นขายขนมไปได้ถึง 70 หยวนแน่นอนว่า 70 หยวน ที่กล่าวมามันคือยอดต่อวัน ทุก ๆ วัน คนทำบัญชีจะเป็นโจวเหม่ยฮุ่ยที่รู้ตัวหนังสือและพอคำนวณเงินได้ ส่วนผู้ชายในบ้านหลังเ

















