ตอนที่ 3 ขายเท่าไหร่
“ผู้หญิงบ้าอะไรวะ หรือหูหนวก?”
ซันสบถถามตัวเองเป็นรอบที่สิบได้แล้วตั้งแต่เดินกลับเข้ามาในโรงแรม ผ่านล็อบบี้ที่มีพนักงานต้อนรับคอยให้บริการ ยิ้มทักทายเป็นมารยาทกลบใบหน้าหัวเสีย ก่อนจะกลับมาทำหน้าตึงหลังผ่านช่วงบริเวณนั้นมาแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเดินออกไปส่งแม่ที่แวะเข้ามาหา ออดอ้อนพอเป็นพิธี หยอกล้อพอกระชุ่มกระชวยแต่พอส่งท่านขึ้นรถเรียบร้อยจังหวะจะหันหลังกลับเข้ามาด้านในก็ต้องหยุดสายตาไว้กับผู้หญิงแปลกหน้าที่เอาแต่ยืนจ้องหน้าแล้วทำหน้าคิ้วขมวด
ถามว่าเขารู้จักเจ้าหล่อนไหม ก็คุ้นหน่อยๆ แต่ก็คงจะเป็นคนหน้าโหลนั่นแหละ อาจเดินผ่านกันก่อนหน้านี้เลยคุ้นนิดหน่อย แต่ที่ทำให้ต้องเดินเข้าไปหาและถามว่ามีปัญหาอะไรกับตัวเองหรือเปล่านั้นเพราะสายตาเจ้าหล่อนที่เอาแต่จ้องไม่เลิก
พูดแล้วยังหัวเสียไม่หาย แต่งตัวก็ดีคล้ายคนมีการศึกษา หน้าตาก็สวยพอไปวัดไปวาได้แต่ดันมาบ้าสติไม่ดี ไม่ก็หูหนวกเป็นใบ้ซะได้ หรือจะเป็นต่างด้าวฟังที่เขาถามไม่ออกเลยเอาแต่เก็บปากเงียบกันวะ?
“แล้วจะมานั่งคิดถึงทำไมเนี่ย” ส่ายหน้าเล็กน้อยไล่ความคิดฟุ้งซ่านที่เอาแต่นึกผู้หญิงแปลกหน้า เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ประตูลิฟต์เปิดออกชั้นสูงสุดซึ่งเป็นชั้นผู้บริหารพอดี
ซันเพิ่งย้ายห้องทำงานของตัวเองจากชั้นถัดลงไปขึ้นมาอยู่ชั้นบนสุดเมื่อต้นเดือนนี้เอง ซึ่งพ่อเขาที่เป็นอดีตผู้บริหารสูงสุดของโรงแรมเพิ่งเกษียณตัวเองเมื่อเดือนที่แล้ว เขาที่ดำรงตำแหน่งรองประธาน ศึกษางานมาตลอดสี่ปีเลยต้องโยกย้ายตัวเองขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากท่าน
ครืด~
แรงสั่นจากเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงยีนทำให้ซันต้องชะลอการเดิน สอดมือล้วงเครื่องสี่เหลี่ยมออกมาดูชื่อเจ้าของสายเรียกเข้า และมันก็เป็นอย่างที่คาดเดาเอาไว้ในใจ
ครินต์ เจ้าของสายเรียกเข้าและเจ้าตัวปัญหาที่ชอบเอาเรื่องปวดหัวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะเรื่องไม่กินเส้นในสายการงานของมันที่นับวันแทบเหมือนพวกนักเลงมากกว่าพวกสายธุรกิจบันเทิงเข้าไปทุกที
“เออ”
‘อยู่ไหนแล้ววะ แม่งออกมายังมึง’
“เร่งกูเหมือนเป็นเมียกูเลยนะสัส” เสียงทุ้มว่าให้ไม่จริงจัง ส่ายหัวน้อยๆ แล้วเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานประจำของเลขา
‘กูต้องการหัวสายลงทุนอย่างมึงนี่หว่า ถนัดแต่ออกกำลังร่างกายไม่ถนัดออกกำลังสมองว่ะ’
“เฮ้อ...” บางครั้งก็ยังงงว่าธุรกิจมันไปรอดได้ไง แถมยังทำกำไรเป็นกอบเป็นกำทั้งที่หัวสมองก็ไม่ค่อยได้ใช้ ที่ว่าถนัดแต่ใช้กำลังไม่เกินจริงเลย
ซันผละความสนใจจากเพื่อนมายังเอกสารบนโต๊ะของเลขาที่ตอนนี้เจ้าของได้กลับบ้านกลับช่องไปแล้ว แต่เอกสารยังเหลือกองพะเนินเต็มโต๊ะรอเจ้านายอย่างเขาที่จะเข้ามาตรวจเซ็น และเพราะมีโครงการหนึ่งที่เร่งด่วนเข้ามาตอนนี้เขาเลยจำเป็นต้องไลน์ถามหาจากเลขาก่อนหน้านี้แล้วเข้ามาเอาเอง
“อีกชั่วโมงน่าจะถึง ถ้ารถไม่ติด”
‘เออๆ ไอ้อาจารย์มันมาแล้วตอนนี้เหลือมึงเนี่ยแหละ รีบมา’
“เออ” กระแทกเสียงตอบไม่จริงจัง ก่อนจะเป็นคนกดตัดสายเอง
ซันค้นหาเอกสารอยู่ครู่หนึ่งก็เจอ ร่างสูงหมุนเดินกลับเข้าห้องทำงานนั่งตรวจเช็กอะไรอีกนิดหน่อยเสร็จแล้วค่อยเดินทางเข้าไปหาเพื่อนที่บาร์
รถคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งในซองจอดสำหรับวีไอพี ซึ่งเป็นที่จอดประจำเขาเองแหละ จะเรียกเขาว่าเป็นหุ้นส่วนของบาร์แห่งนี้ก็คงได้ เพราะเขาก็มีหุ้นในบาร์นี้เกือบสิบเปอร์เซ็นต์เลย
ตอนแรกไม่ได้สนใจจะลงหุ้นหรืออะไรหรอก แต่เพราะรำคาญเสียงที่มันวิ้งๆ ข้างหูกรอกทุกวันของเพื่อนไม่ไหว เลยย้ายเงินจากในบัญชีตัวเองให้มันไปจะได้จบๆ แต่แม่งใครจะคิด คนหัวการศึกษาไม่เอาไหน ถนัดแต่หาเรื่องคนไปวันๆ อย่างเพื่อนเขามันจะทำกำไรได้ตั้งแต่เดือนแรกที่เปิดบาร์
บาร์นี้เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากกับพวกผู้หญิงรวยแล้วไม่รู้จะเอาเงินไปใช้อะไร เหลือจากซื้อของแบรนด์เนมก็เลยมาลงที่นี่หมด อีกคนกลุ่มหนึ่งที่ชอบมากคือพวกชายไม่แท้ จะเรียกเพศทางเลือกก็ว่าได้เพราะเห็นมากันทุกคืน หน้าเดิมบ้างเปลี่ยนบ้างแล้วแต่ว่าช่วงเวลานั้นมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน และเงินในกระเป๋าหนาพอหรือเปล่า
“หวัดดีครับเฮียซัน”
ซันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพเยิดหน้าทักทายเด็กของเพื่อน บาร์แห่งนี้เป็นบาร์โฮสที่เปิดถูกต้องตามกฎหมาย ทำทุกอย่างถูกที่ถูกทาง และที่สำคัญคือ ลูกค้าแน่นทุกคืน
เสียงเพลงกระหึ่มดังผสานกับแสงสีของไฟหลากหลายดวง ก็ไม่ได้ต่างจากผับบาร์ทั่วไปแค่เน้นคุณภาพเกรดและการบริการที่เหนือชั้นกว่า และที่สำคัญมากๆ เลยคือ เพื่อนเขามันเปิดห้องสองชั้นบนสุดเอาใจลูกค้าสาวๆ ของมันด้วยนี่สิ
เด็กบางคนถ้าอยากได้พิเศษนอกเหนือจากทิปที่ทำงานเอาใจลูกค้าในบาร์ก็สามารถไปต่อกับลูกค้าได้ แต่ถ้าไม่คิดขายนอกจากนั่งเท่านั้น ก็แล้วแต่บุคคลไปไม่ได้บังคับ ส่วนเจ้าของมันน่ะเหรอ หึ ก็ได้ค่าห้องมันไปไง
“ช้าว่ะ!”
สิ่งแรกที่เข้าหูหลังจากก้าวเข้ามาในห้องวีไอพีคือเสียงของเจ้าของบาร์
ครินต์ดันลิ้นกับมุมปากแสยะยิ้มให้ใบหน้าเต่งตึงเพราะอารมณ์ไม่ปกติของเพื่อน เลื่อนแก้วเหล้าราคาแพงที่อุตส่าห์ยกมาจากตู้โปรดเพื่อบริการเพื่อนรักโดยเฉพาะ เพราะวันนี้ ต้องใช้แรงงานมันอีกเยอะ
“ไหนคู่ค้ามึง?” มือหนาเอื้อมคว้าแก้วเหล้ายกจิบระหว่างตั้งคำถามเพราะไม่เห็นคู่ค้าที่เพื่อนให้มาคุยด้วย
“ใจเย็นดิวะ เดี๋ยวก็ได้เจอ”
“แล้วมึงจะเร่งกูเพื่ออะไรครับ เร่งเหมือนจะให้กูไปถวายดอกไม้จันทน์ให้หน้ารูปมึงงั้นแหละ”
“สัส! ปากเสียว่ะมึง กูยังไม่ตายเว้ย แต่ถ้าจะตายคงตายเพราะมึงไม่มาเนี่ยแหละ” คู่ค้าคนนี้เป็นงานยากเลย จะเอากำลังเข้าใช้ก็ไม่ได้ อ้อนแอ้นซะขนาดนั้นเลยต้องล่อด้วยวิชาการหน่อย
ครินต์หันมองเพื่อนอีกคนที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้นพูดไม่ได้ตั้งแต่มาถึงข้างๆ ไอ้อาจารย์นี่ก็ใช้ไม่ได้ หัวมีแต่กฎหมาย วันๆ ทำเป็นแต่หน้านิ่งเป็นรูปปั้นทนายความดีเด่นหน้าศาลโลกอยู่ได้
ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มหันหน้าออก เอนหลังลงกับพนักพิงกลอกตามองเพื่อนรักที่กำลังยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วขมวดคิ้วทำหน้าย่นเหมือนหมาพิบูลอึไม่ออก
แกรก~
เสียงบานประตูเลื่อนเปิดดึงความสนใจของสามหนุ่มให้เงยหน้าหันมองตาม และก็ต้องชะงักไปตามๆ กัน พร้อมกับรอยยิ้มของคนมาใหม่ที่ฉีกแย้มกว้างแทบถึงหู ส่วนคนในห้องแทบผวาตามกันเป็นแถว
“คู้ค้ามึง?” ซันป้องปากหันทำปากมุบมิบถลึงตาถามเพื่อนรัก
“โทษทีว่ะเพื่อนที่ไม่ได้บอกก่อนว่าใคร” และก็ได้รับคำตอบเป็นการกระซิบกลับเสียงเบา ก่อนยิ้มเจ้าเล่ห์ของมันจะตามมาทำให้รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไอ้เวรนี่!
“เจอกันอีกแล้วนะคะคุณซัน บังเอิญจังเลยนะคะ แบบนี้จะเรียกพรหมลิขิตได้หรือเปล่านะ”
ซันยืดตัวนั่งหลังตรงถอนหายใจออกมาเฮือกยาวขานรับเสียงหวานหยดย้อยด้วยคำสั้นๆ ว่าครับเท่านั้น หลังจากนั้นก็หันกลับมาขึงตาแข็งคาดโทษใส่เพื่อนรักที่สร้างเรื่องให้อีกแล้ว แถมยังเป็นเรื่องที่เขาเคยบอกว่าหนักสุดๆ อีกด้วย
ผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของซันนอกจากแม่ที่เคยป้อนไม้เรียวให้กินตอนเด็กๆ เวลาดื้อแล้วก็เห็นจะมีคนตรงหน้านี่แหละที่น่ากลัวที่สุด ผู้หญิงที่ชื่อ จิรา เลี่ยงได้เป็นดีที่สุด
.
.
“เวรเอ๊ย! หลอกกูมาเชือดได้เลือดเย็นมากนะมึง อย่าให้ถึงทีกูบ้างล่ะ”
การคุยธุรกิจที่ครินต์กำลังจะเปิดทำในอนาคตอันใกล้นี้เสร็จสิ้นลงด้วยดีหลังจากต้องทนนั่งอึดอัดกับสายตาโลมเลียเชิญชวนอย่างเปิดเผยของจิราอยู่เกือบสองชั่วโมง พอทุกอย่างเสร็จสิ้นสิ่งแรกที่ซันทำคือการถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
และอย่างที่สองคือการเดินออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยไอเย็นยะเยือกจนขนน้อยๆ ตามร่างกายแทบจะลุกยืนไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำไป
ดวงตาคมกวาดมองลูกค้าที่ดูหนาตามากกว่าสองชั่วโมงที่แล้วมากเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองทางที่สองเท้ากำลังจะนำพาร่างกายไป ก้าวเท้ายาวๆ ฝ่าฝูงชนแต่ก็ต้องสะดุดลงเพราะแรงกระชากแขนจากทางด้านหลัง
“อะไรอีกวะ!” ซันสบถออกมาอย่างหงุดหงิด คิดว่าเป็นเพื่อนที่ตามมารั้งไม่ให้เขากลับ หรือไม่ก็เด็กสักคนในบาร์ แต่ก็ต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมเพราะไม่ใช่ใครที่คิดเอาไว้เลย แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
“นาย... ขายเท่าไหร่”
“ห๊ะ!?” ไม่ใช่เพราะเสียงเพลงที่ดังเกินไปเลยทำให้เขาต้องตะโกนถามย้ำคำถามของหญิงสาวอีกครั้ง แต่เพราะคำถามตั้งราคาของเธอต่างหากที่ทำให้หัวที่มันค่อนข้างร้อนจัดอยู่แล้วเหมือนถูกไฟนรกสุ่มหัวเข้าใส่เต็มเปา
“ฉันถามว่านาย ขายเท่าไหร่ จะเอาเท่าไหร่ถ้าคืนนี้ฉันจะซื้อนายไปนอนด้วย”
บ้าหรือเปล่าวะ! หน้าตาเขาเหมือนผู้ชายที่ทำอาชีพแบบนั้นมากหรือไง
ซันดันลิ้นกับกระพุ้งแก้มระบายอารมณ์ร้อนในร่างกาย หลุบมองมือน้อยที่ยังคงกำรอบท่อนแขนแกร่งกำยำแน่น ลากสายตากลับขึ้นมายังใบหน้าสวยใต้แสงไฟสลัวสีแดงสลับกับน้ำเงิน
มองไปมองมาก็พอจะคุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว ผู้หญิงบ้าที่ยืนจ้องหน้าเขาหน้าโรงแรมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน หรือที่จ้องหน้าสำรวจร่างกายเขาเพราะคิดว่าเขาทำอาชีพแบบนั้น?
.
.
.