LOGINทะลุมิติมาเป็นนางร้ายทั้งที ดันได้สามีหล่อ รวย แถมน่ากลัวระดับวายร้ายโรคจิตว่ากันว่า คนเราก่อนจะตาย จิตสุดท้ายหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใหน วิญญาณก็จะไปยังสิ่งนั้น เหมือนกับเอมเอม วัย24ปี สิ้นใจด้วยการช่วยตัวเองจนตายคานิยาย สายดาร์กที่เธออ่าน ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ 'มินตรา' ผู้หญิงแพศยาในนิยายอีโรติกสุดดาร์กเรื่องโปรดสามีของเธอคือ 'หมอเท็น' คุณหมอสาย S ที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะจับได้ว่าภรรยามีชู้ เขาลากเธอลงเตียงในห้องลับชั้นใต้ดิน หวังจะใช้เครื่องมือแพทย์และของเล่นสารพัดชิ้นลงทัณฑ์เธอให้สาสมแต่ศัลยแพทย์หนุ่มคงคาดไม่ถึง ว่าภรรยาที่เคยขยะแขยงสัมผัสของเขา จะเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
View More"อ๊ะ อ๊ะ วีระ เสียวอ่ะ มินรักคุณ มินจะหย่ากับไอ้หมอหน้าโง่นั่น!"
"หน้าโง่อย่างนั้นหรือ" หมอเท็นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ พลางใช้นิ้วชี้กดหยุดวิดีโออื้อฉาวบนหน้าจอแท็บเล็ต "คุณเลือกผู้ชายสวะคนนี้ แล้วมาด่าคนที่เทิดทูนคุณ รักคุณว่าโง่" เขาโยนแท็บเล็ตลงบนโต๊ะข้างเตียง เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานในห้องใต้ดินบุผนังเก็บเสียง "กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่นี่คงไม่ค่อยถูกจริตคุณสินะ มินตรา" เขาพูดเสียงเรียบ สายตาจ้องมองร่างอ้อนแอ้นที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงสแตนเลสกลางห้อง "คุณช็อกสลบไปตั้งแต่ผมลากคุณลงมาที่นี่เลยหรือไง แค่ผมโยนเครื่องมือแพทย์ลงถาดเหล็กทีละชิ้น แค่คุณเห็นประกายของมีดผ่าตัด ผู้หญิงปากดีอย่างคุณก็ตาเหลือกแล้วสลบไปดื้อๆ แบบนี้เลยหรือ" "ไอ้หมอหน้าโง่งั้นเหรอครับ มิน" เขาเอ่ยย้ำประโยคเดิม รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับแข็งกร้าว "ปกติผมแต่งตัวแบบนี้ เตรียมตัวแบบนี้ เพื่อเข้าห้องผ่าตัดไปช่วยชีวิตคน" เขาขยับแว่นตาให้เข้าที่ พับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นอย่างเป็นระเบียบ "แต่คืนนี้ ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อช่วยชีวิตใคร" หมอเท็นเดินไปที่อ่างล้างมือ เหยียบแป้นจ่ายสบู่เหลวฆ่าเชื้อ บรรจงถูมือตามหลักการแพทย์ทุกขั้นตอน "ผมให้ได้คุณทุกอย่าง เงิน รถ บ้าน ชีวิตที่สุขสบายเหมือนราชินี" เขาพูดกับเงาสะท้อนในกระจก ขณะล้างฟองสบู่ออกด้วยน้ำสะอาด "ผมทะนุถนอมคุณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไม่เคยบังคับ ไม่เคยแตะต้องรุนแรง เพราะผมคิดว่าคุณเป็นผู้หญิงบอบบาง" เขาหันกลับมามองร่างบนเตียง "แต่คุณกลับชอบความหยาบโลนของไอ้แมงดานั่น ชอบให้มันเย็ดแล้วด่าผมว่าโง่ ทั้งที่ลีลาแม่งห่วยแตก แต่คุณยังเลือกนอนกับมัน" เขาดึงกระดาษซับมือจนแห้งสนิท สวมถุงมือยางสีฟ้าอ่อนทีละข้าง เสียงยางกระทบผิวหนังดัง สวบสาบ "มาดูกันว่าคืนนี้เราจะใช้อะไรดี" เขาเดินกลับมาที่ถาดเครื่องมือแพทย์ หยิบมีดผ่าตัดเบอร์สิบเอ็ดขึ้นมา "ด้ามจับสแตนเลสแบบนี้ คุ้นมือผมที่สุด ปลายมีดมันแหลมคมพอที่จะสะท้อนแสงไฟตรงงหัวนี่ได้เลยนะ คุณว่าไหม" เขาเดินเข้าไปชิดเตียง สายรัดหนังเส้นหนาล็อกข้อมือและข้อเท้าของมินตราไว้อย่างแน่นหนา "ตื่นสิครับ มินตรา ตื่นมารับรู้ความรู้สึกนี้สิ" มินตรายังคงนิ่งสนิท มีเพียงเปลือกตาที่กระตุกเบาๆ คล้ายคนกำลังจะรู้สึกตัว "คุณช็อกเหรอครับ แค่เห็นผมถือมีด คุณก็กลัวจนสลบไปเลยเหรอ ทีตอนที่คุณอยู่บนเตียงกับมัน คุณยังกล้าหัวเราะเยาะผมอยู่เลยนี่" เขาลากปลายมีดผ่าตัดไปตามกรอบหน้าของมินตราอย่างแผ่วเบา ลากผ่านพวงแก้ม ลงมาที่ลำคอระหง และหยุดนิ่งอยู่ที่ตำแหน่งของเส้นเลือดใหญ่ "ผมเรียนหมอมาหลายปี ผ่าตัดคนไข้มานับไม่ถ้วน" เขากดเสียงต่ำ "ผมรู้ดีว่าต้องกรีดตรงไหนถึงจะเจ็บปวดที่สุด รู้ว่าต้องตัดเส้นประสาทเส้นไหนเพื่อไม่ให้คุณขยับตัวได้ แต่ยังคงรับรู้ความเจ็บปวดได้ทุกวินาที" หมอเท็นเลื่อนมีดลงต่ำ ลากผ่านกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เธอสวมอยู่ ปลายมีดสะกิดเพียงนิดเดียว กระดุมก็หลุดร่วงลงพื้นทีละเม็ด จนเผยให้เห็นเนินอกขาวที่กระเพื่อมขึ้นลง "ผู้หญิงแพศยา" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน ความโกรธแค้นอัดแน่นในอก "สันดานแบบคุณ มันสมควรโดนแบบนี้" เขากดปลายมีดลงบนผิวเนื้อขาวจัดบริเวณเนินอก เลือดสีสดซึมขึ้นมาเป็นหยดเล็กๆ "ผมเคยคิดนะถ้าผมควักหัวใจของคุณออกมาดู มันจะยังมีสีแดงเหมือนคนปกติไหม หรือมันจะเน่าเฟะ ดำมืด เหมือนสันดานของคุณ" เขาปล่อยมือจากมีดผ่าตัด เปลี่ยนไปหยิบคีมหนีบขึ้นมาเคาะกับถาดสแตนเลส เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วห้อง "ผมเตรียมน้ำเกลือ ยาชา ยาห้ามเลือด ไว้พร้อมหมดแล้ว" เขาพูดพลางฉีกรอยยิ้มกว้าง "ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะตายเร็วนะครับมินตรา" "ผมจะค่อยๆ ชำแหละคุณทีละชิ้น" เขาชี้ปลายคีมไปที่ร่างของเธอ "เริ่มจากผิวหนังที่ไอ้สวะนั่นมันเคยสัมผัส ผมจะลอกมันออกให้หมด แล้วเรามาดูกันว่า ถ้าคุณเหลือแต่เนื้อแดงๆ ก้อนเลือด และเสียงกรีดร้อง ไอ้สมองกลวงๆ ของคุณมันยังจะคิดถึงไอ้วีระอยู่อีกไหม" เขาโน้มใบหน้าลงไปจนจมูกแทบจะชนกับจมูกของเธอ กลิ่นน้ำหอมลอยมาเตะจมูก "ฉีดน้ำหอมราคาแพงไปมั่วกับชู้ กลิ่นมันติดคอจนผมสะอิดสะเอียน" เขาพูดเสียงลอดไรฟัน "อยากจะบีบคอคุณให้แหลกคามือเสียเดี๋ยวนี้ แต่การฆ่าให้ตายในครั้งเดียวมันปรานีคนอย่างคุณเกินไป" นิ้วที่สวมถุงมือยางบีบปลายคางของมินตราอย่างแรง "ลืมตาขึ้นมาสิครับ ลืมตาขึ้นมาดูความฉิบหายของตัวเอง ลืมตามาดูว่าไอ้หมอหน้าโง่คนนี้ จะเปลี่ยนคลินิกให้กลายเป็นนรกสำหรับคุณยังไง" ผู้หญิงบนเตียงเริ่มมีปฏิกิริยา คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ลมหายใจติดขัด อาการบาดเจ็บที่หน้าอกและความเย็นของเหล็กปลุกให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา หมอเท็นถอยหลังออกมาครึ่งก้าว ยืนกอดอกจ้องมอง "ผมกำลังรอฟังเสียงกรีดร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากคุณอยู่ รอดูน้ำตาแห่งความหวาดกลัวของคุณ" เขาเอ่ยขึ้นขณะดวงตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหว "ฟื้นแล้วสินะครับ ภรรยาที่รัก" หมอเท็นเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล มือขวากำมีดผ่าตัดไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปนแสงไฟสลัวจากหัวเตียงกับแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ส่องเข้าตาฉัน น้ำตาอุ่นๆ ไหลทะลักลงมาเปียกชื้นบนหมอน ฉันนอนตะแคง สะอึกสะอื้นจนตัวโยน มือที่ถือโทรศัพท์สั่นระริก อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาที่หน้าอกซ้ายซึ่งเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ แต่มันไม่เจ็บเท่ากับสิ่งที่ฉันเพิ่งอ่านจบในบรรทัดสุดท้ายของนิยายดาร์กโรมานซ์เรื่องนี้หรอกพี่หมอเท็น กลายเป็นฆาตกรโรคจิตไปได้ยังไงฉันอ่านทวนซ้ำๆ เขาชำแหละ ถลกหนังภรรยาตัวเอง หลอกผู้หญิงที่มีพฤติกรรมสำส่อนมาฆ่าทิ้งทีละคน จนสุดท้ายหมวดก้องที่เป็นเพื่อนรักต้องนำกำลังเข้าจับกุม ภาพหมวดก้องร้องไห้โฮตอนส่งเพื่อนเข้าคุกมันติดตาฉัน"ฮือ ทำไมต้องเป็นแบบนี้" ฉันปล่อยโฮออกมาเสียงดัง "ทำไมใจร้ายกับพี่หมอแบบนี้"ฉันเพิ่งสูญเสียโลกความฝันอันแสนหวานไป ฉันเพิ่งฟื้นขึ้นมา ตื่นจากโลกที่มีลูกแฝด มีเจ้าคุกกี้ มีพี่หมอเท็นเป็นสามีที่รักฉัน พอตื่นมาอ่านนิยายหวังจะเยียวยาจิตใจ ผัวรักในจินตนาการก็ดันมากลายเป็นฆาตกรโรคจิตไปเสียอีกแต่ทำไม... ฉันถึงยังรักเขาล่ะฉันกลืนก้อนสะอื้นลงคอ รู้ตัวดีว่าความรู้สึกตัวเองมันบิดเบี้ยวไปหมด ต่อให้พี่หมอจะจิตวิปริตกว่านี้ ต่อให้เขาจะจับฉันไปชำแหละ ฉันก็คงยอ
เขาปลดหน้ากากอนามัยออก ฉันเห็นเลยว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปื้อนไปด้วยน้ำตา ศัลยแพทย์ที่เคยเลือดเย็นและเหี้ยมเกรียมในห้องใต้ดิน ตอนนี้กำลังร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร เขาโน้มหน้าลงมาจูบหน้าผากฉันที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่ออย่างเนิ่นนาน "พี่รักมินนะ รักลูกของเราด้วย ขอบคุณที่ทนเจ็บเพื่อพี่ ขอบคุณที่มอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนี้ให้พี่ พี่จะดูแลมินกับลูกด้วยชีวิตของพี่เลย" ฉันยิ้มทั้งน้ำตา ยกมือที่สั่นเทาขึ้นไปลูบสันกรามของเขาเบาๆ พยาบาลอุ้มทารกแฝดชายหญิงที่ห่อผ้าขนหนูสีขาวสะอาดมาวางแนบลงบนอกฉัน สัมผัสอุ่นๆ จากสายเลือดตัวเองบวกกับอ้อมกอดของเขาที่ตระกองกอดฉันอยู่ มันทำเอาหัวใจฉันพองโตจนแทบจะระเบิด "มินก็รักพี่หมอค่ะ รักที่สุดในชีวิตเลย" ฉันหลับตาพริ้ม ซึมซับความอบอุ่นและความสุขที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต ไม่มีน้ำตาของความทรมานอีกแล้ว มีแต่ความงดงามของการได้เกิดมาเพื่อรักผู้ชายคนนี้... แต่ทว่า... ในตอนที่ฉันกำลังจมดิ่งลงไปในความสุขอันแสนหวาน เสียงร้องไห้จ้าของลูกแฝดกับเสียงกระซิบคำว่ารักของพี่หมอก็เริ่มสะดุด มันก้องกังวานและบิดเบี้ยวแปลกๆ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง "อุแว้ อุ แว้ รักมิน พี่รัก"
"โอ๊ย" ฉันยกมือขึ้นกุมหน้าท้องที่ตอนนี้ปูดนูนและแข็งเกร็งไปหมด พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด เจ็บ มันปวดบีบขึ้นมาอีกแล้ว เป็นระลอกที่สามของชั่วโมงนี้แล้วสินะ "เจ็บถี่ขึ้นแล้วใช่ไหมมิน" เสียงทุ้มร้องถาม พี่หมอในชุดลำลองรีบเดินเข้ามาประคองตัวฉัน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยนิ่งขรึมตอนนี้ดูตื่นตระหนกจนเก็บอาการไม่อยู่ "ปากมดลูกน่าจะเปิดเยอะแล้ว ไปโรงพยาบาลกันเถอะ พี่เตรียมกระเป๋าไว้หมดแล้ว" "เดี๋ยวก่อนค่ะพี่หมอ มินขอล่ำลาลูกชายคนโตก่อน จะไม่ได้เจอกันตั้งสามสี่วัน มินคงคิดถึงแย่เลย" ฉันค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งบนโซฟาอีกรอบ อ้าแขนรับร่างสีน้ำตาลทองของเจ้าคุกกี้ที่วิ่งหางลู่เข้ามาหา มันคงรู้แหละว่าฉันกำลังจะไม่อยู่บ้าน คุกกี้เอาคางมาเกยหน้าตัก วางแหมะลงบนพุงกลมๆ ของฉันแล้วส่งเสียงครางหงิงๆ "แม่ไปคลอดน้องก่อนนะคุกกี้" ฉันก้มลงหอมหัวมันฟอดใหญ่ กอดรัดคอหนาๆ ฟูๆ ของมันด้วยความรัก "อยู่บ้านเป็นเด็กดีล่ะ อย่าดื้อกับป้าสายรู้ไหม เดี๋ยวแม่กับพ่อจะพาน้องแฝดกลับมาเล่นด้วยนะลูก" คุกกี้แลบลิ้นเลียแก้มฉันเหมือนจะอวยพร ก่อนจะยอมถอยออกไปนั่งมองตาปริบๆ ตอนที่พี่หมอเข้ามาประคองฉันให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง "ไ
เวลาเจ็ดเดือนมันผ่านไปไวเหมือนโกหก ฉันก้มมองหน้าท้องที่ขยายใหญ่จนนูนป่องออกมาด้านหน้าอย่างเต็มที่ จากที่เคยแค่อวบอิ่มมีน้ำมีนวล ตอนนี้ฉันกลายเป็นคนท้องอุ้ยอ้ายไปซะแล้วสิ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแทบจะทุกสัปดาห์ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันลำบากกว่าเดิมเยอะเลย โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวที่คอยตามติดเป็นเงาตามตัวตลอดเวลาฉันขยับตัวไปมาด้วยความอึดอัดบนเตียง ชุดเดรสคลุมท้องเนื้อนิ่มที่ใส่มันรั้งนิดหน่อยจนต้องจัดระเบียบใหม่ ฉันทอดสายตามองพี่หมอเท็นที่เพิ่งเดินเช็ดผมออกมาจากห้องน้ำ"พี่หมอขา เมื่อยขา นวดหน่อยสิค้าา" ฉันส่งเสียงออดอ้อน ขยับปลายเท้าที่เริ่มมีอาการบวมน้ำเล็กน้อยชี้ไปทางเขาพี่หมอโยนผ้าขนหนูพาดไว้บนพนักเก้าอี้ เขาเดินตรงเข้ามาหาแล้วทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงฝั่งปลายเท้าฉันอย่างรู้งาน ฝ่ามือหนาที่ฉันรู้ดีว่าเคยใช้จับมีดผ่าตัดและสารพัดอุปกรณ์ทรมานในห้องใต้ดิน ตอนนี้กลับกำลังบีบนวดลงบนน่องขาฉันอย่างเบามือและทะนุถนอมที่สุด น้ำหนักมือของเขาที่กดคลึงลงมามันพอดีซะจนฉันต้องหลับตาพริ้ม ระบายลมหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย"เท้าเธอบวมขึ้นเยอะเลยนะมินตรา เดินมากไปหรือเปล่าวันนี้" เสียงทุ้มต่ำท
reviews