LOGIN“จะไปไหนแก้ว”
“เดี๋ยวมา แก้วขอเข้าห้องน้ำแป้บนึง”
แล้วดึงมือออกจนหลุดตรงเข้าห้องน้ำอย่างไว
บอกตัวเองว่าเธอไม่ได้หนี แค่ขอมาตั้งหลักก่อน เธอยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้ากับราชสีห์ตอนนี้
แก้วตารออยู่เกือบสิบนาที จึงตัดสินใจออกมา แอบหวังอยู่ลึกๆว่าเขาจะไปแล้ว แต่แล้วสิ่งที่เธอหวังก็เป็นหมันเพราะราชสีห์ยืนกอดอกรอที่หน้าห้องน้ำด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก
“เวรเอ๊ย! นึกว่ามุดโถชักโครกหนีไปแล้ว”
แก้วตาหน้าเจื่อนลงทันที อึกๆอักๆบอกเขา “แก้ว…เอ่อ”
ราชสีห์ถามเสียงดังก้อง “พร้อมจะกลับแล้วหรือยัง”
“...คือ...แก้วยังไม่ได้เก็บ…”
“เก็บแล้วใส่รถขนไปเมื่อตอนเที่ยง มีอะไรอีกไหมที่ทำให้เธอยังไปไม่ได้”
“มะ...ไม่มีค่ะ” แก้วตาตอบเสียงอ่อย
“ไปขึ้นรถ” เขาบอกเสียงเหี้ยมราวกับผู้คุมบอกกับผู้ต้องหา
“คุณโตขับรถไปจอดตรงแถวตึกคณะวิทย์ เอ่อ ตึกสีเทาๆตรงนู้นได้ไหมคะ" แก้วตาชี้มือบอกทิศทางเขา
ทันทีที่เธอพูดจบก็ราวกับมีรัศมีสีแดงๆแผ่ออกมาจากตัวของราชสีห์ ร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ตวัดเสียงถามอย่างไม่พอใจนัก
“อะไรนะ!”
“คือ…” จะบอกยังไงดีล่ะ ว่าตรงนี้คนเยอะ และเธอก็ไม่อยากเป็นเป้าสายตาใครที่ต้องเดินตามเขาไปขึ้นรถสปอร์ตหรูคันนั้น “คือ…”
“ฉันไม่ใช่คนขับรถของเธอนะแก้วตา จะได้ให้ไปรอตรงนู้น ตรงนี้ ไปได้แล้ว!”
แก้วตาถอนหายใจเฮือกแล้วก้มหน้าเดินตามเขาไปจนถึงรถในที่สุด ราชสีห์เปิดประตูขึ้นไปนั่งที่ฝั่งของเขาโดยไม่ได้สนใจเธอสักนิดเดียว
พอเธอขึ้นและปิดประตูลงเท่านั้นรถสมรรถสูงคันหรูก็ออกตัวพุ่งทะยานไปข้างในทันที แล้วมุ่งหน้าสู่ไร่ราชสีห์ในเวลาต่อมา
แก้วตาลอบมองเสี้ยวหน้าของราชสีห์ด้วยความรู้สึกประหม่า กลิ่นอายดุดันดื้อดึงแผ่รังสีออกมา จนแก้วตาใจสั่นเมื่อต้องนั่งรถร่วมทางไปกับเขา แต่พยายามรักษาท่าทีของตนเองให้สงบนิ่งเอาไว้
ชายหนุ่มเจ้าของไร่เป็นคนหนุ่มหน้าตาดีทีเดียว เสียแต่ชอบทำหน้าดุ เพราะขนาดว่ามีหนวดเคราขึ้นรอบปากและคางก็ยังปกปิดความหล่อเหลาของเขาไม่มิด ซ้ำยังทำให้ดูเข้มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ต่างจากเธอลิบลับ
แก้วตาไม่ใช่คนหน้าตาสวยจัดจ้าน เธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ดูจะเป็นผู้หญิงอยู่บ้าง นั่นก็คือทรวงอกอวบที่พุ่งดันเสื้อผ้าออกมามากกว่าใครๆที่หุ่นใกล้เคียงกัน จนต้องเลือกเอาเสื้อคลุมแขนยาวมาสวมทับปกปิดทุกทีไป
แม้กระทั่งชุดนักศึกษาที่สวมใส่อยู่ในตอนนี้ก็เช่นกัน
แล้วลอบมองภายในรถคันหรูหราด้วยความรู้สึกทึ่งๆ มันต่างจากรถแท็กซี่ที่เคยขึ้นไม่กี่ครั้งราวฟ้ากับดิน ด้านนอกรถดูราวกับจะจุคนได้เพียงคนเดียว แต่ภายในกลับดูโอ่อ่าโอ่โถง แถมเบาะนั่งก็ยังนุ่มลื่นจนน่าไถลเล่นอีกด้วย
แก้วตากลับไปนึกถึงเจ้าของไร่ราชสีห์อีกครั้ง จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าราชสีห์อายุมากกว่าเธอเกือบยี่สิบปี หย่อนไปเพียงสองหรือสามปีเท่านั้น ตอนเด็กๆนั่นเธอเห็นเขาไม่บ่อยนัก เพราะราชสีห์ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาที่ไร่ ส่วนบุพการีของเขานั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังอยู่เมืองไทย ราชสีห์เติบโตขึ้นมาด้วยการเลี้ยงดูจากผู้เป็นย่า ที่ชื่อ ชมนาด
ส่วนเธอนั้นเป็นเด็กกำพร้าที่นายปุยและนางมะลิรับมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ ไม่เคยรับรู้เลยว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอนั้นเป็นใคร
แก้วตาได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้ไร่จนจบมัธยมศึกษาตอนปลายและสอบติดในมหาวิทยาลัยรัฐบาลในกรุงเทพ เธอได้รับอนุญาตจากลุงและป้าให้มาเรียนได้
และจะได้กลับบ้านเฉพาะช่วงที่ได้หยุดติดกันหลายวันหรือปิดเทอมเพียงเท่านั้น ตั้งแต่ขึ้นชั้นปีสุดท้ายมานี่เธอก็ไม่ค่อยได้กลับเลย เพราะต้องไปฝึกงานก่อนจบสลับกันอยู่สามที่ ทั้งยังต้องทำรีเสิร์ชโปรเจ็คก่อนจบจึงไม่ค่อยได้ติดต่อกับลุงและป้า จนมารู้ข่าวของพวกท่านอีกที ก็กลายเป็นเรื่องไม่ดีไปเสียแล้ว
ราชสีห์ขับรถค่อนข้างเร็วแต่ก็ระมัดระวัง พอรถจอดติดไฟแดงก่อนออกสู่ชานเมืองเขาถามขึ้นโดยไม่หันมามอง
“จะเข้าห้องน้ำไหม”
“ไม่ค่ะ”
เท่านั้นเองราชสีห์ก็ขับรถตรงสู่จุดหมายต่อทันที
แก้วตาเบนจุดโฟกัสกลับมาที่ถนนเบื้องหน้า แล้วตะแคงตัวหันข้างมาที่ฝั่งของตนเองไม่กี่นาทีจากนั้นความง่วงงุนก็เริ่มจู่โจมเธอ จนหลับไปในที่สุด
มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รถจอดสนิทแล้ว ภาพบ้านตรงด้านหน้ากระจกรถคือบ้านของนายใหญ่ที่เป็นเจ้าของไร่ราชสีห์ สิ่งก่อสร้างสีเปลือกไข่สร้างบนพื้นที่เกือบสามไร่ ดูโอ่อ่าสมฐานะเจ้าของสวนผลไม้มีชื่อแห่งภาคตะวันออก
จู่ๆประตูรถฝั่งของเธอก็ถูกเปิดออกโดยไว แก้วตาเหลียวมองตามทันทีเห็นว่าเป็นราชสีห์เองที่ยืนจังก้าอยู่ตรงนั้น
“ลงมาเก็บข้าวของของเธอ”
“แต่ว่าบ้านของลุง…”
“ฉันยังไม่ได้บอกใช่ไหม ว่าต้องนอนที่บ้านนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าหนีไป แล้วหนี้ล่ะ ใครจะรับผิดชอบ”
“แก้วไม่หนีหรอกค่ะ”
“คนเป็นหนี้ก็พูดแบบนี้ทุกคน”
“แก้วขอไปนอนที่บ้านเถอะนะคะ”
“เอาของไปเก็บ!”
แก้วตานิ่งเป็นการรับคำตามที่เขากล่าวมาทั้งหมด แล้วแบกกระเป๋าเข้าห้องเล็กๆภายในบ้านหลังใหญ่ของราชสีห์ที่เขาจัดแจงเตรียมไว้แล้ว ดีที่เธอไม่มีสมบัติอะไรมากมายนัก มีเสื้อผ้าไม่เยอะแบบเพื่อนๆ ที่หนักหน่อยก็เห็นจะเป็นหนังสือนิยายนั่นละ
จัดการเก็บของเท่าที่จำเป็นจนเรียบร้อยแล้วจึงตรงไปที่ห้องครัว ตั้งใจจะไปสวัสดีป้าหนอม ค่าที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน พอเดินลัดเลาะมาถึงยื่นมือแตะลูกบิดประตูห้องครัว เสียงคุยไม่เบานักด้านในก็ดังขึ้นมามันมีผลให้มือน้อยๆนั่นหยุดเคลื่อนไหวในทันที
“คงมานอนแหกแข้งแหกขาให้นายใช้หนี้แทนลุงมันนั่นแหละ”
“แต่นายจะเอามันเหรอ เมียนายก็ออกแยะ”
“อีแก้วนะมึง...ไปอยู่กรุงเทพตั้งนานสองนาน นายยังว่าเลยว่าที่มันไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะมันมีผัวแล้วแน่ๆ เด็กใจแตกได้ผัวแล้ว ที่กลับมานี่ก็คงใช้ตรงนั้นมันหาเงิน เพราะมันง่ายดี”
น่าเจ็บใจนักกับวาจาส่อเสียด เธอจำเสียงนั้นได้ดี ว่าเป็นของนุ่น
นุ่นนั้นมีใบหน้าน่ารักมากกว่าเธอนัก ผิวพรรณสีน้ำผึ้งแต่นวลเนียนเพราะบำรุงด้วยครีมตามท้องตลาด ผมเหยียดตรงนั่นทำสีตามยุคสมัยอยู่ตลอด
แก้วตาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เธอนึกอยู่ในใจว่าทำไมถึงต้องเอามาพูดลับหลังกันได้ขนาดนี้ จึงเปิดประตูผลัวะเข้าไปด้านในทันที วงสนทนาที่กำลังคุยกันเมื่อครู่เงียบเสียงลงราวกับมีใครตัดไฟฟ้า
“แล้วยังไงต่อ นอกจากมีผัว มีลูกแล้วยังไงอีก”
แก้วตาเค้นเสียงถาม ใบหน้าจริงจังจนคนที่ยืนคุยกันอยู่เงียบไปตามๆกัน
“…”
“ถ้าใครปากดีนินทาแก้วอีกนะ จะแจ้งตำรวจจับมันให้หมดนั่นเลย ใครไม่เชื่อ ก็ลองดู!”
คนที่เหลือเงียบปากกันไปในทันที มีแต่นุ่นที่มองเธอด้วยสีหน้าเยาะๆ แก้วตาฉุนจัดเธอเดินปลีกตัวออกมาจากตรงนั้นแล้วตามหาอีกคน คนปากมากที่เอาเธอไปพูดเสียๆหายๆ ว่าได้ผัวแล้ว จนเจอเขาในที่สุด
ราชสีห์ยืนคุยสายที่ห้องรับแขก เธอยืนมองเขาตาเขม็ง พอดีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเพราะคุยสายเสร็จเลยถามขึ้น
“มีอะไร”
“แก้วอยากรู้ค่ะ ว่าใครหน้าไหนเอาไปพูดเรื่องที่ว่าแก้วมีผัวแล้ว”
ราชสีห์ยักไหล่ตอบอย่างไม่สนใจ “ฉันจะรู้เรื่องไหม”
“แต่แก้วได้ยินคนในครัวบอกว่าคุณเอาไปพูดให้ฟัง”
“แล้วไง ถ้าเป็นฉันแล้วเธอจะทำไม”
ราชสีห์ไม่ใช่คนปากมาก แต่เขาสนุกกับการพูดยั่วยุคน โดยเฉพาะคนตรงหน้านี่ หารู้ไม่ว่าคำพูดยั่วยุของเขาเป็นเหมือนน้ำมันที่ราดรดบนกองไฟ แก้วตาโกรธจนรู้สึกร้อนที่หูทั้งสองข้าง กรุ่นๆว่ามีควันออกมาจากหัวของเธอ เสียงพูดเบาๆของเธอตะแบงออกมาอย่างคนไม่เคยตะคอกใคร
“คุณไม่มีสิทธิเอาเรื่องของแก้วไปพูดเสียๆหายๆแบบนั้นนะคะ”
“ไม่ได้ทำจะร้อนตัวทำไมล่ะ” ราชสีห์ยั่วยุอีกไม่ยอมเลิกรา “หรือว่าที่ร้อนตัวนี่เพราะทำจริง เอาไหมเล่า ฉันจะสงเคราะห์ให้ถือว่าเอาบุญ อย่างเธอถ้าทำให้ฉันติดใจได้สักเดือนเดียว หนี้ก็เป็นอันหายกัน”
“พี่โตมีแขกไหมแก้ว” “คุณโตออกไปข้างนอกเมื่อครู่นี้เองค่ะคุณเล็ก” “เอ...เอาไงดี” “มีอะไรหรือคะ” “เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลที่จะเอามาตรวจสุขภาพคนงานน่ะสิ จะถามว่าขอให้พี่ธานมาช่วยได้ไหม เพราะชุดที่จัดไว้รถคว่ำเมื่อคืนหมอที่เป็นหลักแขนร้าวมาไม่ได้ พยาบาลสามสี่คนก็ฟกช้ำกันไป พี่ลองโทรหาพี่ธานดูแกว่าไม่มีปัญหาอะไร มาได้ แต่ฝั่งเรานี่สิจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”แม้พี่ชายจะไม่ถูกกันกับคุณหมอหนุ่มอย่างภิธาน แต่คนน้องอย่างคเชนทร์กลับไม่ได้เป็นไปอย่างพี่ชาย เขาคุยกันถูกคอเสียอีกกับอีกฝ่ายแก้วตารับฟังแต่ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ คเชนทร์ที่พูดเองเออเองคนเดียวสรุปในตอนท้าย “ไม่เป็นไรหรอกมัง คงได้ เดี๋ยวพี่จัดการเองดีกว่า”บอกจบคเชนทร์หันหลังเตรียมจากไปแต่แล้วก็เหมือนอะไรขึ้นได้ “อ้อ แก้ว อาทิตย์หน้าคุณย่าจะมาที่ไร่แล้วนะ” “ค่ะ” แก้วตายิ้มรับ คเชนทร์เสียอีกกลับมองเธอด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย เขาพูดขึ้นราวกับจะปลอบเธอ “ไม่มีอะไรหรอก แค่นั้นแหละ พี่ไปนะ” แก้วตายิ้มส่งให้ก่อนที่คเชนทร์จะหันหลังจากไป พลันความทรงจำวัยเด็กยังคงเหลืออยู่จากที่ฟังหลายๆคนเล่าต่อๆกัน
“ตื่นมากินอะไรก่อน อยากจะนอนค่อยนอน” แก้วตายังคงนิ่ง กลับกลายเป็นราชสีห์เองที่ร้อนรนเขากลัวขึ้นมาในนาทีนั้นอย่างบอกไม่ถูกเขากลัวว่าแก้วตาจะป่วยอาการหนักลงไปอีก ท่าทางก็ไม่ได้ดูอ่อนแอ เหตุใดจึงล้มหมอนนอนเสื่อได้ง่ายดายนัก จึงเก้ๆกังๆเข้าไปแตะหลังมือกับหน้าผากของเธอ จนคนป่วยเองนึกแปลกใจลืมตาขึ้นมองว่าเขาต้องการสิ่งใดกันแน่ “ไหวไหม หรือ จะให้ตามหมอ”ราชสีห์ถามเสียงแค่พอให้ได้ยินกันสองคนทั้งยังมาพร้อมแววตาเอื้ออาทรโดยไม่รู้ตัว แก้วตาตอบเสียงเบาปฏิเสธอย่างสุภาพ “แก้วอยากนอนพักค่ะ” “ไล่ฉันใช่ไหม ก็ได้ แต่ต้องลุกมากินอะไรก่อน” ไม่วายที่ราชสีห์จะเอาแต่ใจอย่างเคย คนป่วยบอกเสียงเบาหวิว “แก้วง่วงค่ะ” “ก็รีบลุกขึ้นมากินสิ กินแล้วจะได้นอน” เขาเซ้าซี้อีกครั้ง แก้วตาถอนหายใจเฮือกจนปัญญาที่จะต่อปากกับคนอย่างราชสีห์ จึงพยายามทรงตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อกินอาหารที่ราชสีห์ถึงกับจัดแจงเตรียมใส่ชามมาวางรอบนโต๊ะวางอาหารสำหรับผู้ป่วย เมื่อจัดทุกอย่างจนเรียบร้อยแล้วราชสีห์ยืนกอดอกมองคนที่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่สนใจจะคุยกับเขาสักคำด้วยใบหน้ายิ้มๆก่อนจะแกล้งเย้าขึ้นว่า “ไม่ได้ทำงานตั้งสองวัน โดนหักเงินด้วยน
ชายหนุ่มละมือจากอกอิ่มขึ้นมาประคองใบหน้าให้เอียงรับจุมพิตดุดันจากเขา มืออีกข้างเคลื่อนลงหาที่กึ่งกลางกาย กางเกงผ้าฝ้ายที่เธอใส่ไม่ได้ช่วยให้เขาถอนกำลังออกง่ายๆ มือใหญ่ล้วงเข้าไปภายในจนสัมผัสกับเนื้อแท้ๆของเธอ แก้วตาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ หนีบขาเข้าหากันทันทีเพื่อป้องกันส่วนสงวนไม่ให้เขาเข้ามารุกรานได้อย่างใจหมายข้าศึกที่มีทั้งกำลังและอำนาจไม่ลามือ ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดดูดดึง ด้านล่างมือออกแรงดันขาเรียวงามให้ออกจนพ้นทาง แล้วจึงแตะเข้าที่เนื้ออ่อนได้ในที่สุดแก้วตาเย็นวาบจากปลายเท้าเมื่อถูกสัมผัสอุกอาจจากราชสีห์ เธอหมดหนทางเอาตัวรอด ได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจราชสีห์ยอมผละริมฝีปากออก เขาจับพลิกร่างน้อยบนตักให้หันหน้ามาเผชิญกันกับเขา เมื่อสำเร็จแล้วเขาจุมพิตปลุกเร้าเธออีกครั้ง ยกลำตัวเธอลอยลิ่วแล้วดึงกางเกงออกจนพ้นสะโพกที่เริ่มผายของเธอได้ในที่สุด มือแข็งแรงยกขาของเธอข้างหนึ่งขึ้นเพื่อเปิดทาง ก่อนจะปลดตะขอและซิปของเขาออกเพียงเสี้ยววินาที ส่วนที่ขึงขันผงาดพร้อมจะเข้ามาในช่องทางอันแสนคุ้นเคยไม่รอช้า ราชสีห์จับขาของเธอกางกว้างออกแล้วจดจ่อส่วนปลายถูไถเมื่อพบว่าหนทางชื้นลื่นถึงพามันเข้า
แก้วตารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะมีไข้ในตอนตื่นนอน ตั้งใจไว้ว่าจัดการงานในบ้านแล้วจะหายากิน ก็พอดีกับที่พลอยไพลินแวะมาในช่วงสายๆ พอดีหญิงสาวหอบของสดมาเตรียมรอล่วงหน้า ขณะเดินนำไป ใบหน้าสวยหวานนั้นก็หันมาบอกไปด้วยว่า“เย็นนี้หนุ่มๆเขาจะปาร์ตี้กันจ้ะ แก้วช่วยทีนะ” พลอยไพลินเตรียมของกินเล่นสำหรับพวกผู้ช่วย และมื้อเย็นอีกไม่กี่อย่าง โดยมีแก้วตาคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา จนลืมไปเลยว่าจะหายาลดไข้กิน บวกกับได้หยิบจับทำงานเหงื่อซึม อาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็คล้ายจะคลายลงชายสามคนที่ลงมาจากรถ เดินนำมาก่อนนั่นคือคเชนทร์ ส่วนราชสีห์กับเพชรแท้ ตามมาไม่ห่าง พูดคุยกันหลายเรื่องจวบจนเข้ามาในตัวบ้านแล้วจึงหยุดเรื่องที่สนทนาคั่งค้างไว้เพียงเท่านั้น“พี่โตกลับมาแล้ว”พลอยไพลินทักผู้เป็นใหญ่แห่งไร่ราชสีห์ก่อนคนแรก แล้วตรงเข้าไปรับของกับมือของเขา เรียกสายตาคนที่เหลือให้มองตามด้วยความรู้สึกแตกต่างกันออกไปแน่นอนว่าคนพี่อย่างเพชรแท้พึงใจนัก หากว่าน้องสาวของตนจะทำให้ราชสีห์สนใจได้ สนใจในที่นี้ต้องมากกว่าพี่ชายเอ็นดูน้องสาว และควรเปลี่ยนไปในทางชายหนุ่มมองหญิงสาวแทน นั่นคือสิ่งที่พลอยไพลินต้องทำให้ได
แต่ราชสีห์ตีมึน ทำเฉยไปเสีย ไม่ดื้อแพ่งปฏิเสธหัวชนฝาให้ผู้ใหญ่ระอาใจ เขายังคงทำงานได้เรียกว่าดีกว่าที่คาด สร้างเนื้อสร้างตัว ขยับขยายไร่ใหญ่โตเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว และไม่ตอบตกลงถึงเรื่องนี้เช่นกันว่าจะแต่งงานกับพลอยไพลินเมื่อใด เขาบอกกับตัวเองว่าสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึงพิงใครแบบที่บรรพบุรุษเคยๆทำในอดีตสองพี่น้องเจ้าของแหล่งเงินทุนที่คอยสนับสนุนไร่ราชสีห์มาตั้งแต่รุ่นปู่กลับกันไปแล้ว ราชสีห์จึงสั่งการเด็กรับใช้คนหนึ่งที่กำลังเก็บของขึ้นว่า “ไปเรียกแก้วมาเก็บของ”“ค่ะ”ไม่นานจากนั้น แก้วตาก็เดินขึ้นมาทำหน้าที่ของเธอ โดยมีราชสีห์มองตามทุกอิริยาบถจนเธอชักอึดอัดในใจ“เก็บของเสร็จขึ้นไปรอบนห้องเลย”เขาสั่งเสียงเฉียบ แก้วตาที่กำลังเช็ดโต๊ะชะงักกึกไม่พูดอะไรแล้วจึงจำยอมขึ้นไปรอเขาตามคำสั่งนั้น นานราวชั่วโมงกว่าที่ราชสีห์จะตามขึ้นมา เขาเปิดประตูแล้วพูดเรียบๆเรื่อยๆว่า“อีกสักพักคุณย่าจะมาที่ไร่”“ค่ะ”แก้วตาก้มหน้ารับคำเขา ในใจนึกถึงสิ่งที่กำลังจะตามมา หากคุณย่าที่ราชสีห์กล่าวถึงมาที่ไร่ เธอก็คงได้อยู่ห่างจากราชสีห์บ้าง นับว่าเป็นเรื่องดีทีเดียวขณะที่เหม่ออยู่นั้น แรงรัดจากทางด้านหลังดึ
“ไปได้แล้ว ฉันจะไม่เอาผิดอะไรทั้งสองคน” ราชสีห์ยอมปล่อยนายปุยและนางมะลิไป ไม่ได้เอาผิดอย่างที่แกล้งพูดขู่แก้วตาไว้ เขาคิดแล้วคิดอีกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วตอนนี้ ในเมื่อแก้วตาชดใช้หนี้แล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้มีทีท่าอะไรไปมากกว่าคนงานที่ติดพนันจึงขโมยเงินไปเพื่อถลุงในบ่อนก็เท่านั้น ไม่น่ามีพิษสงอะไรนักหนา นายปุยสะบัดมือออกจากการถูกรวบแขนไขว้ด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ทันทีที่ถูกปล่อยก็เบือนหน้าหนีไป พื้นเพนิสัยนายปุยเป็นคนโมโหร้าย ใครทำให้เจ็บใจจะผูกใจเจ็บเก็บความแค้นเอาไว้ในใจลึกๆ เพราะเติบโตมาอย่างเก็บกด ทั้งยังชอบเล่นการพนันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะติดหนักขนาดนี้ สมัยรุ่นๆมักจะตีไก่ เล่นหวยใต้ดินหรือพวกไฮโลตามประสาไป งานการก็ไม่ได้เสียหาย จึงไม่มีใครว่ากล่าวแก แต่เมื่อมีเพื่อนในวงไก่ชนชวนเข้าบ่อน จำนวนเงินที่ได้มากขึ้น ความโลภก็เข้าตา จากไม่เคยลักขโมยก็ตัดสินใจทำได้โดยง่าย ส่วนนางมะลินั้นเป็นคนหัวอ่อน สามีคนนี้นางไม่ได้เลือกเอง ผู้ใหญ่บอกให้แต่ง นางก็แต่ง พอไม่มีลูก ทางญาติแนะนำให้เอาเด็กกำพร้ามาเลี้ยงสักคน นางก็ไ







