LOGIN“มายังไงล่ะเรา” คเชนทร์ถามขึ้นก่อนจะเปิดประตูรถตนเอง
แก้วตาชะงักหันมาตอบเก้อๆ “มากับพี่เด่นค่ะคุณเล็ก”
“ถึงว่าหน้ามุ่ยเชียว” คเชนทร์งึมงำว่าขึ้น กลั้นหัวเราะจนหน้าแดง แล้วชวน “ขึ้นรถสิ พี่จะไปขอข้าวป้าหนอมกินด้วย”
“เอ่อ…” ไม่รู้ทำไม เธอถึงต้องลอบมองไปทางราชสีห์ และก็เห็นว่าอีกฝ่ายมองมาอยู่ก่อนแล้ว แก้วตาครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้ขึ้นมาทันทีที่สบสายตากับเจ้าของไร่
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ แก้วเดินไปดีกว่า”
“ไปเถอะน่า สามกิโลเลยนะ ไหวเหรอ ไม่มีใครกล้าว่าหรอก มาเถอะ”
คเชนทร์ถึงกับเดินอ้อมรถไปเปิดประตูรอ แก้วตาลอบถอนหายใจอย่างอึดอัด ตอนนี้เธอไม่กล้าหันไปมองทางราชสีห์อีกแล้ว ได้แต่เดินก้มหน้างุดๆตรงไปยังที่นั่งข้างคนขับที่คเชนทร์เปิดรอไว้ทันที
ชายหนุ่มออกรถโดยขับผ่านกลุ่มของราชสีห์ที่ยังยืนคุยกันอยู่ ไม่วายเปิดกระจกฝั่งที่เธอนั่งแล้วโบกมือลา พอปิดกระจกได้ คเชนทร์ถึงกับหัวเราะตัวคลอนเลยทีเดียว จนพักหนึ่งคเชนทร์ถามขึ้น
“ป้ากับลุงโทรหาเราไหมแก้ว”
“คะ? อ้อ มะ ไม่ค่ะ ไม่ได้โทรเลย”
คเชนทร์เงียบไปแล้วบอกเสียงขรึม “พี่ไม่อยากเชื่อหรอกนะว่าแกจะทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่น่าหายไปกันแบบนี้ น่าจะมาคุยกันก่อน หรือแก้วว่าไง”
“ค่ะ” แก้วตาไม่มีความเห็นใดๆ ได้แต่ตอบรับอย่างเดียว
“ถ้าพี่จะขอร้องอะไรแก้ว แก้วจะช่วยพี่ไหม” คเชนทร์ถามขึ้นท่าทีจริงจังไม่น้อย
“ค่ะ” แก้วตารับคำแล้วเงียบรอฟังคเชนทร์ จนเขาจอดรถแล้ว ถึงหันมาสบตาเธอ
“ถ้าลุงกับป้าของแก้วติดต่อกลับมา แก้วต้องบอกพี่นะ ไม่ก็บอกพี่โตก็ได้ เข้าใจไหม”
แก้วตาอึ้งอยู่เกือบสิบวินาที แล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รับปากคเชนทร์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “ค่ะ”
พอลงรถมาได้ แก้วตาขอเอาของเข้าไปเก็บในห้องแล้วเข้าครัวไปช่วยป้าหนอมทำอาหาร
แท้จริงแล้วแก้วตาไม่ได้แค่ทำหน้าที่เลขาฯ ของราชสีห์เพียงเท่านั้น แต่ทำไปถึงเก็บกวาดถูห้องส่วนตัวของเขา เก็บผ้าไปซัก รีด เตรียมอาหาร เครื่องดื่ม และดูแลความเรียบร้อยโดยทั่วๆไป แล้วแต่ราชสีห์จะบัญชา
เก็บของเสร็จ เดินเข้ามาในห้องครัว ป้าหนอมที่ยืนปรุงอาหารที่หน้าเตาก็ถามเธอขึ้น
“เป็นยังไงบ้างแก้ว ทำงานเหนื่อยไหมลูก”
“ไม่จ้ะป้าหนอม”
“โอ๊ย งานจะหนักอะไรกันนักกันหนาเชียวป้า”
เสียงนุ่นแหวขึ้นมาอย่างหมั่นไส้ ตั้งแต่วันงานเลี้ยงของไร่วันนั้น ราชสีห์ก็สั่งห้ามนุ่นไม่ให้ขึ้นไปรับใช้บนบ้านอีก ห้ามแม้กระทั่งมาเสนอหน้าให้เห็น ไม่อย่างนั้นจะไล่ออกไปอยู่ที่อื่น ที่ยังให้กิน ให้ที่อยู่อาศัยนี่ก็เพราะป้าหนอมแกขอเอาไว้เท่านั้น
ป้าหนอมหันมาถามด้วยสีหน้าสงสัย “ทำไมอีนุ่น”
“อ้าว แค่นอนเกร็งขาอ้าแหกไว้ให้นาย…”
“หยุดปากมึงเดี๋ยวนี้นะ อีนี่เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ไปแก้วไป ทยอยยกของตั้งโต๊ะไปลูกไป”
แก้วตาเม้มปากแน่น สายตาที่มองนุ่นเย็นเฉียบ แต่นุ่นทำเฉย หันไปคุยกับคนอื่นในครัวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพยายามสงบอารมณ์หันมาทางป้าหนอม บอกแกไป
“ป้าหนอมจ๊ะ มื้อนี้คุณเล็กแกก็มากินข้าวด้วยนะ”
“ตายแล้ว! ไม่บอกแต่เนิ่นๆ แกะหอมสิอีนุ่น นั่นจะไปไหน” ป้าหนอมเรียกหลานแกที่ทำท่าจะเดินจากครัวไป นุ่นเบ้หน้าก่อนจะหันมาบอก
“ฉันก็จะยกกับข้าวไปตั้งโต๊ะไงป้า”
“นายบอกไว้ว่ายังไง ขืนมึงเสนอหน้าขึ้นไปบนบ้านนายอีก นายเล่นมึงตายแน่ๆ มานี่มาช่วยกูนี่” ป้าหนอมนั้นมักใช้วาจามึงมาพาโวยกับนุ่นเสมอ ต่างจากเธอที่จะพูดดีหน่อย แล้วหันมาบอกเธอเสียงอ่อนลง
“แก้วรินเบียร์เย็นๆแล้วเอาแหนมในตู้ไปเสิร์ฟให้คุณเล็กก่อนไปลูกไป”
แก้วตาทำตามอย่างว่าง่าย ได้ของจนครบจึงยกไปให้คเชนทร์ที่ยืนคุยสายที่ห้องรับแขกของบ้าน อีกฝ่ายรับมาดื่มพร้อมกับนั่งดูทีวีรอพี่ชายไม่นานจากนั้น ราชสีห์ก็กลับเข้ามา
“เบียร์หน่อยไหมครับ” คเชนทร์ยกแก้วขึ้นถาม
“อยากได้อะไรแรงๆกว่าเบียร์” เจ้าของบ้านว่าเสร็จเดินไปที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มรินเหล้าชั้นดีสาดใส่คอทันที
“เป็นไร เครียดอะไรครับพี่ชาย”
ราชสีห์กระแทกแก้วก้นหนากับโต๊ะเสียงดังลั่น จนคนที่เพิ่งยกกับแกล้มมาบริการเพิ่มสะดุ้ง เขายกมือชี้หน้าคนเป็นน้อง แต่ไม่พูดจาใดๆ คนถูกชี้หน้าแทนที่จะกลัว กลับหัวเราะงอก่องอขิง จนแก้วตาเริ่มจะงงกับพี่น้องสองคนนี้ คเชนทร์บอกขึ้น
“แก้วตั้งโต๊ะเลยนะ”
“ค่ะคุณเล็ก”
ลับร่างเล็กของแก้วตา คเชนทร์แกล้งกระเซ้าถามขึ้น “นี่ผมจริงจังนะพี่...เรื่องแก้วน่ะ”
“…”
“เงียบ? งั้นผมจีบนะ”
“ฉันบอกแกแล้วนะเรื่องนี้ อย่าไปยุ่งกับเด็กในปกครอง มันจะ…”
“มันจะเสียการควบคุม โอเค ผมเข้าใจแล้ว”
“อีกอย่าง แก้วตาต้องทำงานใช้หนี้ให้ไอ้สองคนนั่นที่เชิดเงินหนี ไป แกเข้าใจหรือยัง”
“อ๋อ เข้าใจแล้วครับ แล้วถ้าผมเบิกเงินส่วนตัวมาใช้แทนแก้ว และให้แก้วออกจากงาน มาเป็นแม่บ้านผม พี่จะว่ายังไงครับ”
“พอ พอ ฉันขี้เกียจฟังแกโม้แล้ว ตั้งโต๊ะหรือยัง”
ราชสีห์หน้าขรึมเดินไปยังห้องอาหารที่อยู่ติดกัน นั่งแปะลง คเชนทร์จึงเดินตามเข้ามา ใบหน้ายังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น ราวกับมีเรื่องสนุกๆอะไรสักอย่าง
แก้วตาวางชามซุปถ้วยสุดท้ายลงบนโต๊ะก็รีบไปที่โถข้าว ยกมาตักให้ผู้เป็นนายทั้งสองคน นึกดีใจที่วันนี้มีคเชนทร์มาร่วมโต๊ะ ราชสีห์ตักซุปเข้าปากได้ก็วางช้อนซุปลงอย่างหัวเสีย
“ใครทำซุป จืดอย่างกับน้ำเปล่า”
ได้ยินคนลิ้นจระเข้ที่ไม่เคยบ่นเรื่องของกินมาก่อน หงุดหงิดเรื่องซุป คเชนทร์เลยตักมาชิมบ้าง แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น รสชาติดีนี่ หรือพี่ชายเขาจะเปลี่ยนไปชอบกินอาหารรสจัดๆเสียแล้ว อึดใจเดียว ราชสีห์ก็บ่นขึ้นอีก
“ข้าวนี่ก็แข็งยังกับหิน”
“ผัดผักแบบนี้บอกแล้วว่าอย่าใส่น้ำมันเยอะมันเลี่ยน”
“แกงป่านี่อีก มันเผ็ดเกินไป”
คเชนทร์ที่นั่งฟัง ทยอยตักชิมตามคำตำหนิของพี่ชายจนครบหมดทุกอย่าง ก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นทุกทีๆ ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าอาหารมันอร่อย ไม่ได้จืดบ้าง ไม่ได้มันย่อง หรือเผ็ดเกินไปสักนิดเดียว
“พี่โต เอาไข่ต้มไหมพี่”
“ไม่เอา!”
ราชสีห์ตวาดเสร็จตักอาหารตรงหน้ากินอย่างเคืองๆ ที่ไม่รู้ว่าเคืองใครมา คเชนทร์เลยกินจนอิ่มหนำแล้ว ก็พอดีมีสายเรียกเข้า คนน้องออกไปคุยสาย ราชสีห์ก็สั่งคนที่ยืนรอรับใช้อยู่
“เก็บโต๊ะเลย”
แก้วตากุลีกุจอเก็บในทันที ราชสีห์สั่งต่อ “ไปเอาเหล้ามาไว้ตรงนี้ด้วยแก้ว” แก้วตาวางมือจากที่กำลังจะเก็บจานชาม ไปทำตามที่เขาสั่ง ราชสีห์นั้นเวลาสั่งสิ่งใด ต้องทำตามทันที ห้ามมีอิดออดโดยเด็ดขาด
พอวางขวดเหล้า แก้วและถังน้ำแข็งจนเรียบร้อยแล้ว ก็ถามเขาเสียงสั่นๆ
“กับแกล้มด้วยไหมคะคุณโต”
“จะเอาท้องไหนใส่ เห็นหรือเปล่าว่ากินข้าวจนหมด”
แก้วตาเม้มปากแน่น ลงมือเก็บของต่อจนเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ก็เดินกลับไปยังห้องที่ราชสีห์นั่งดื่มเหล้าอยู่ คอยท่ารอรับคำสั่งจากเขา ในใจนึกอยากให้เขาไล่เธอกลับห้องไปเสีย เธอเพลียแล้วก็อยากอาบน้ำนอน พอมาถึงก็เห็นว่าเขานั่งอยู่เพียงลำพัง ออกปากถามไปโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง
“พี่โตมีแขกไหมแก้ว” “คุณโตออกไปข้างนอกเมื่อครู่นี้เองค่ะคุณเล็ก” “เอ...เอาไงดี” “มีอะไรหรือคะ” “เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลที่จะเอามาตรวจสุขภาพคนงานน่ะสิ จะถามว่าขอให้พี่ธานมาช่วยได้ไหม เพราะชุดที่จัดไว้รถคว่ำเมื่อคืนหมอที่เป็นหลักแขนร้าวมาไม่ได้ พยาบาลสามสี่คนก็ฟกช้ำกันไป พี่ลองโทรหาพี่ธานดูแกว่าไม่มีปัญหาอะไร มาได้ แต่ฝั่งเรานี่สิจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”แม้พี่ชายจะไม่ถูกกันกับคุณหมอหนุ่มอย่างภิธาน แต่คนน้องอย่างคเชนทร์กลับไม่ได้เป็นไปอย่างพี่ชาย เขาคุยกันถูกคอเสียอีกกับอีกฝ่ายแก้วตารับฟังแต่ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ คเชนทร์ที่พูดเองเออเองคนเดียวสรุปในตอนท้าย “ไม่เป็นไรหรอกมัง คงได้ เดี๋ยวพี่จัดการเองดีกว่า”บอกจบคเชนทร์หันหลังเตรียมจากไปแต่แล้วก็เหมือนอะไรขึ้นได้ “อ้อ แก้ว อาทิตย์หน้าคุณย่าจะมาที่ไร่แล้วนะ” “ค่ะ” แก้วตายิ้มรับ คเชนทร์เสียอีกกลับมองเธอด้วยแววตาเป็นห่วงเป็นใย เขาพูดขึ้นราวกับจะปลอบเธอ “ไม่มีอะไรหรอก แค่นั้นแหละ พี่ไปนะ” แก้วตายิ้มส่งให้ก่อนที่คเชนทร์จะหันหลังจากไป พลันความทรงจำวัยเด็กยังคงเหลืออยู่จากที่ฟังหลายๆคนเล่าต่อๆกัน
“ตื่นมากินอะไรก่อน อยากจะนอนค่อยนอน” แก้วตายังคงนิ่ง กลับกลายเป็นราชสีห์เองที่ร้อนรนเขากลัวขึ้นมาในนาทีนั้นอย่างบอกไม่ถูกเขากลัวว่าแก้วตาจะป่วยอาการหนักลงไปอีก ท่าทางก็ไม่ได้ดูอ่อนแอ เหตุใดจึงล้มหมอนนอนเสื่อได้ง่ายดายนัก จึงเก้ๆกังๆเข้าไปแตะหลังมือกับหน้าผากของเธอ จนคนป่วยเองนึกแปลกใจลืมตาขึ้นมองว่าเขาต้องการสิ่งใดกันแน่ “ไหวไหม หรือ จะให้ตามหมอ”ราชสีห์ถามเสียงแค่พอให้ได้ยินกันสองคนทั้งยังมาพร้อมแววตาเอื้ออาทรโดยไม่รู้ตัว แก้วตาตอบเสียงเบาปฏิเสธอย่างสุภาพ “แก้วอยากนอนพักค่ะ” “ไล่ฉันใช่ไหม ก็ได้ แต่ต้องลุกมากินอะไรก่อน” ไม่วายที่ราชสีห์จะเอาแต่ใจอย่างเคย คนป่วยบอกเสียงเบาหวิว “แก้วง่วงค่ะ” “ก็รีบลุกขึ้นมากินสิ กินแล้วจะได้นอน” เขาเซ้าซี้อีกครั้ง แก้วตาถอนหายใจเฮือกจนปัญญาที่จะต่อปากกับคนอย่างราชสีห์ จึงพยายามทรงตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อกินอาหารที่ราชสีห์ถึงกับจัดแจงเตรียมใส่ชามมาวางรอบนโต๊ะวางอาหารสำหรับผู้ป่วย เมื่อจัดทุกอย่างจนเรียบร้อยแล้วราชสีห์ยืนกอดอกมองคนที่ก้มหน้าก้มตากินโดยไม่สนใจจะคุยกับเขาสักคำด้วยใบหน้ายิ้มๆก่อนจะแกล้งเย้าขึ้นว่า “ไม่ได้ทำงานตั้งสองวัน โดนหักเงินด้วยน
ชายหนุ่มละมือจากอกอิ่มขึ้นมาประคองใบหน้าให้เอียงรับจุมพิตดุดันจากเขา มืออีกข้างเคลื่อนลงหาที่กึ่งกลางกาย กางเกงผ้าฝ้ายที่เธอใส่ไม่ได้ช่วยให้เขาถอนกำลังออกง่ายๆ มือใหญ่ล้วงเข้าไปภายในจนสัมผัสกับเนื้อแท้ๆของเธอ แก้วตาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ หนีบขาเข้าหากันทันทีเพื่อป้องกันส่วนสงวนไม่ให้เขาเข้ามารุกรานได้อย่างใจหมายข้าศึกที่มีทั้งกำลังและอำนาจไม่ลามือ ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดดูดดึง ด้านล่างมือออกแรงดันขาเรียวงามให้ออกจนพ้นทาง แล้วจึงแตะเข้าที่เนื้ออ่อนได้ในที่สุดแก้วตาเย็นวาบจากปลายเท้าเมื่อถูกสัมผัสอุกอาจจากราชสีห์ เธอหมดหนทางเอาตัวรอด ได้แต่ปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจราชสีห์ยอมผละริมฝีปากออก เขาจับพลิกร่างน้อยบนตักให้หันหน้ามาเผชิญกันกับเขา เมื่อสำเร็จแล้วเขาจุมพิตปลุกเร้าเธออีกครั้ง ยกลำตัวเธอลอยลิ่วแล้วดึงกางเกงออกจนพ้นสะโพกที่เริ่มผายของเธอได้ในที่สุด มือแข็งแรงยกขาของเธอข้างหนึ่งขึ้นเพื่อเปิดทาง ก่อนจะปลดตะขอและซิปของเขาออกเพียงเสี้ยววินาที ส่วนที่ขึงขันผงาดพร้อมจะเข้ามาในช่องทางอันแสนคุ้นเคยไม่รอช้า ราชสีห์จับขาของเธอกางกว้างออกแล้วจดจ่อส่วนปลายถูไถเมื่อพบว่าหนทางชื้นลื่นถึงพามันเข้า
แก้วตารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะมีไข้ในตอนตื่นนอน ตั้งใจไว้ว่าจัดการงานในบ้านแล้วจะหายากิน ก็พอดีกับที่พลอยไพลินแวะมาในช่วงสายๆ พอดีหญิงสาวหอบของสดมาเตรียมรอล่วงหน้า ขณะเดินนำไป ใบหน้าสวยหวานนั้นก็หันมาบอกไปด้วยว่า“เย็นนี้หนุ่มๆเขาจะปาร์ตี้กันจ้ะ แก้วช่วยทีนะ” พลอยไพลินเตรียมของกินเล่นสำหรับพวกผู้ช่วย และมื้อเย็นอีกไม่กี่อย่าง โดยมีแก้วตาคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา จนลืมไปเลยว่าจะหายาลดไข้กิน บวกกับได้หยิบจับทำงานเหงื่อซึม อาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็คล้ายจะคลายลงชายสามคนที่ลงมาจากรถ เดินนำมาก่อนนั่นคือคเชนทร์ ส่วนราชสีห์กับเพชรแท้ ตามมาไม่ห่าง พูดคุยกันหลายเรื่องจวบจนเข้ามาในตัวบ้านแล้วจึงหยุดเรื่องที่สนทนาคั่งค้างไว้เพียงเท่านั้น“พี่โตกลับมาแล้ว”พลอยไพลินทักผู้เป็นใหญ่แห่งไร่ราชสีห์ก่อนคนแรก แล้วตรงเข้าไปรับของกับมือของเขา เรียกสายตาคนที่เหลือให้มองตามด้วยความรู้สึกแตกต่างกันออกไปแน่นอนว่าคนพี่อย่างเพชรแท้พึงใจนัก หากว่าน้องสาวของตนจะทำให้ราชสีห์สนใจได้ สนใจในที่นี้ต้องมากกว่าพี่ชายเอ็นดูน้องสาว และควรเปลี่ยนไปในทางชายหนุ่มมองหญิงสาวแทน นั่นคือสิ่งที่พลอยไพลินต้องทำให้ได
แต่ราชสีห์ตีมึน ทำเฉยไปเสีย ไม่ดื้อแพ่งปฏิเสธหัวชนฝาให้ผู้ใหญ่ระอาใจ เขายังคงทำงานได้เรียกว่าดีกว่าที่คาด สร้างเนื้อสร้างตัว ขยับขยายไร่ใหญ่โตเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว และไม่ตอบตกลงถึงเรื่องนี้เช่นกันว่าจะแต่งงานกับพลอยไพลินเมื่อใด เขาบอกกับตัวเองว่าสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึงพิงใครแบบที่บรรพบุรุษเคยๆทำในอดีตสองพี่น้องเจ้าของแหล่งเงินทุนที่คอยสนับสนุนไร่ราชสีห์มาตั้งแต่รุ่นปู่กลับกันไปแล้ว ราชสีห์จึงสั่งการเด็กรับใช้คนหนึ่งที่กำลังเก็บของขึ้นว่า “ไปเรียกแก้วมาเก็บของ”“ค่ะ”ไม่นานจากนั้น แก้วตาก็เดินขึ้นมาทำหน้าที่ของเธอ โดยมีราชสีห์มองตามทุกอิริยาบถจนเธอชักอึดอัดในใจ“เก็บของเสร็จขึ้นไปรอบนห้องเลย”เขาสั่งเสียงเฉียบ แก้วตาที่กำลังเช็ดโต๊ะชะงักกึกไม่พูดอะไรแล้วจึงจำยอมขึ้นไปรอเขาตามคำสั่งนั้น นานราวชั่วโมงกว่าที่ราชสีห์จะตามขึ้นมา เขาเปิดประตูแล้วพูดเรียบๆเรื่อยๆว่า“อีกสักพักคุณย่าจะมาที่ไร่”“ค่ะ”แก้วตาก้มหน้ารับคำเขา ในใจนึกถึงสิ่งที่กำลังจะตามมา หากคุณย่าที่ราชสีห์กล่าวถึงมาที่ไร่ เธอก็คงได้อยู่ห่างจากราชสีห์บ้าง นับว่าเป็นเรื่องดีทีเดียวขณะที่เหม่ออยู่นั้น แรงรัดจากทางด้านหลังดึ
“ไปได้แล้ว ฉันจะไม่เอาผิดอะไรทั้งสองคน” ราชสีห์ยอมปล่อยนายปุยและนางมะลิไป ไม่ได้เอาผิดอย่างที่แกล้งพูดขู่แก้วตาไว้ เขาคิดแล้วคิดอีกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดแล้วตอนนี้ ในเมื่อแก้วตาชดใช้หนี้แล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้มีทีท่าอะไรไปมากกว่าคนงานที่ติดพนันจึงขโมยเงินไปเพื่อถลุงในบ่อนก็เท่านั้น ไม่น่ามีพิษสงอะไรนักหนา นายปุยสะบัดมือออกจากการถูกรวบแขนไขว้ด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก ทันทีที่ถูกปล่อยก็เบือนหน้าหนีไป พื้นเพนิสัยนายปุยเป็นคนโมโหร้าย ใครทำให้เจ็บใจจะผูกใจเจ็บเก็บความแค้นเอาไว้ในใจลึกๆ เพราะเติบโตมาอย่างเก็บกด ทั้งยังชอบเล่นการพนันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะติดหนักขนาดนี้ สมัยรุ่นๆมักจะตีไก่ เล่นหวยใต้ดินหรือพวกไฮโลตามประสาไป งานการก็ไม่ได้เสียหาย จึงไม่มีใครว่ากล่าวแก แต่เมื่อมีเพื่อนในวงไก่ชนชวนเข้าบ่อน จำนวนเงินที่ได้มากขึ้น ความโลภก็เข้าตา จากไม่เคยลักขโมยก็ตัดสินใจทำได้โดยง่าย ส่วนนางมะลินั้นเป็นคนหัวอ่อน สามีคนนี้นางไม่ได้เลือกเอง ผู้ใหญ่บอกให้แต่ง นางก็แต่ง พอไม่มีลูก ทางญาติแนะนำให้เอาเด็กกำพร้ามาเลี้ยงสักคน นางก็ไ







