Masukเมื่อ ‘เพลิงพิศวาส’ ชั่วข้ามคืน กลายเป็นตราบาปที่บีบให้เธอต้องหนีไปพร้อมความลับ... ณชญาดา เผลอกายให้ ธนวรรธน์ ชายหนุ่มเจ้าของไร่ชาทรงอิทธิพล โดยไม่รู้เลยว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว ความรู้สึกผิดทำให้เธอหอบหัวใจที่แตกสลายจากไปเงียบๆ ทิ้งให้ชายหนุ่มเข้าใจผิดว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าที่หลอกเอาเงินแล้วสะบัดก้นหนี ห้าปีต่อมา โชคชะตาวายร้ายเหวี่ยงเธอกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งในฐานะนายทุนจอมบงการ ธนวรรธน์ใช้อำนาจที่มีบีบบังคับ จองจำเธอไว้ข้างกายเพื่อคิดบัญชีแค้น ทว่าสิ่งที่เขาไม่เคยรู้คือ...ชายหนุ่มไม่ได้แค่ได้ตัวเธอไปในวันนั้น แต่เธอยังหอบเอาสายเลือดของเขาติดท้องไปด้วย! ยิ่งเขาต้อนเธอจนมุม หัวใจที่เคยเยือกเย็นยิ่งสั่งการให้เขากดขี่เธอด้วยเพลิงปรารถนา แต่ยิ่งใกล้ชิด เด็กหญิงตัวน้อยผู้เป็นพยานรักลับๆ กลับยิ่งสั่นคลอนหัวใจอสูรให้ยอมจำนน เมื่อความจริงเรื่องลูกล่วงรู้ถึงหูอสูรร้าย เขาจะล่าตัวเธอกลับมาทวงคืนทั้งแม่และลูก หรือจะปล่อยให้เพลิงแค้นเผาผลาญจนไม่เหลือแม้แต่ความรัก?
Lihat lebih banyakสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายจากภายนอก แข่งกับเสียงสายน้ำจากฝักบัวที่ล่วงหล่นลงมากระทบพื้น มิได้มีผลทำให้ณชญาดารู้สึกหนาวเหน็บ
ตรงกันข้ามเธอยังคงเพลิดเพลินไปกับการอาบน้ำอุ่นสบาย ๆ พร้อมกับการฮัมเพลงรักคลอเบา ๆ อย่างคนอารมณ์ดี
ณชญาดาชโลมครีมอาบน้ำกลิ่นหอมละมุนบนเรือนร่างของตนเองอย่างช้า ๆ รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้า เมื่อครีมอาบน้ำกลิ่นหอมกรุ่นสัมผัสไปทั่วทุกอณูของร่างกาย สายน้ำที่ไหลรินรดร่างเพรียวบางอย่างต่อเนื่องนั้น ได้สร้างความรู้สึกสดชื่นให้กับเจ้าของเรือนร่างได้ไม่น้อย
ความสดชื่นที่ได้รับหลังจากการอาบน้ำ คลายความอ่อนเพลียของหญิงสาวไปจนหมดสิ้น ณชญาดานอนไม่หลับก็เลยเดินไปเปิดหน้าต่าง เพื่อรับลมหนาวที่มาพร้อมกับสายฝน เธอยื่นมืออกไปสัมผัสสายฝนที่กำลังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายราวกับฟ้ารั่ว ทั้งที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า ‘ฝนหลงฤดู’
บรรยากาศเงียบสงบ ราวกับโลกหยุดเคลื่อนไหวของไร่แห่งนี้ทำให้เธอนึกถึง ชายหนุ่มท่าทางป่าเถื่อนที่เป็นผู้นำเธอมาที่นี่
เขาเป็นใครกันนะ? ณชญาดาถามตัวเองในใจ
หลังจากโดนคำวิจารณ์จากบรรณาธิการว่าเป็นนักเขียนข้อมูลกูรู และนั่งเทียนจินตนาการทำให้ผลงานที่ออกมาไม่สามารถทำให้คนอ่านอินไปกับความรู้สึกได้ ณชญาดานักเขียนโลกสวยที่คิดอยากจะหาประสบการณ์จากชีวิตจริง และสถานที่จริง เธอจึงตัดสินใจควบหนูแดงคันเก่าขับจากกรุงเทพฯ มุ่งสู่ภาคเหนือหวังเติมเต็มประสบการณ์ชีวิต
และดูเหมือนเทวดาจะเห็นใจและเข้าใจจุดประสงค์ของเธอ เปิดโอกาสให้เธอได้เรียนรู้ชีวิต เพราะจู่ ๆ หนูแดงที่ขับมาก็ดับลงโดยไม่ทราบสาเหตุ สตาร์ทเท่าไรก็สตาร์ทไม่ติด ทำให้เธอต้องมายืนโบกรถเพื่อขอความช่วยเหลือ โบกอยู่นานก็ไม่มีรถคันไหนจอด สุดท้ายจึงต้องเสี่ยงตายด้วยการมายืนขวางถนนเพื่อหยุดรถของเขา
เอี๊ยดด!!
“เฮ้ย บรรลัยแล้ว” ชายหนุ่มลืมตัวเผลอสบถออกมา
ธนวรรธน์รีบก้าวลงจากรถเพื่อไปดูร่างของคนเจ็บ ที่จู่ ๆ ก็วิ่งพรวดพราดออกมายืนขวางหน้ารถเขา
“เป็นอย่างไรบ้างคุณ” เขาเอ่ยถาม พร้อมตรงเข้าประคองร่างเล็กบางที่ทรุดไปกองอยู่ที่พื้น ใบหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความตกใจ
“ฉันยังไม่ตาย” ณชญาดาพูดรำพึงรำพันเบา ๆ
“ก็ใช่นะสิ นึกยังไงถึงได้เลือกฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ รู้ไหมว่ามันทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน” ธนวรรธน์กล่าวตำหนิเธอด้วยน้ำเสียงเสียงดุดัน
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน “ใครบอกว่าฉันจะฆ่าตัวตาย”
“ถ้าไม่อยากตายแล้ววิ่งออกมายืนขวางถนนทำไม”
“ฉันโบกรถเพื่อขอความช่วยเหลือต่างหาก ในเมื่อใช้วิธีอื่นแล้วมันไม่ได้ผล ไม่มีใครจอด ฉันก็เลยต้องเสี่ยงมาใช้วิธีนี้ ได้ผลจริงด้วย”
“ถ้าผมเบรกไม่ทัน คุณได้ไปเฝ้ายมทูตแล้ว คงไม่ได้มายืนเถียงผมแบบนี้หรอก แล้วคุณต้องการให้ผมช่วยอะไร” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ใบหน้าแม้จะไม่บึ้งตึงแต่ก็ไร้รอยยิ้ม
ณชญาดายิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำถามสุดท้ายจากปากของเขา
‘ถึงเขาจะหน้าตาดุไปหน่อย น้ำเสียงฟังดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่ก็ยังพอจะมีน้ำใจอยู่บ้าง’ เธอคิดในใจ
“รถฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ จู่ ๆ ก็ดับไป สตาร์ทเท่าไรก็สตาร์ทไม่ติด”
ธนวรรธน์เดินไปดูอาการของเครื่องยนต์ เพราะเขาพอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง เมื่อตรวจเช็คสภาพรถอยู่ครู่หนึ่งก็รู้เลยว่างานนี้ต้องถึงมือผู้เชี่ยวชาญ
“คงต้องให้ช่างมาดู คุณมีช่างประจำไหม”
อีกฝ่ายส่ายหน้าแทนคำตอบ ธนวรรธน์เดินกลับไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาโทรหาช่างประจำของเขา เพื่อให้มาตรวจเช็ครถของหญิงสาวเจ้าปัญหาข้างตัว และอยู่เป็นธุระจัดการจนกระทั่งช่างลากรถของเธอไปซ่อมที่อู่
“หมดปัญหาแล้วก็ทางใครทางมัน” ธนวรรธน์หันไปพูดกับหญิงสาวข้างตัว
“เดี๋ยวสิคุณ...” ณชญาดาเอ่ยพร้อมกับเดินลากขาตรงไปยืนดักหน้าเขาไว้
“จะมาทิ้งกันง่าย ๆ แบบนี้ได้ยังไง อย่าลืมสิว่าคุณเป็นขับรถชนฉัน แล้วจะไม่รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ”
คิ้วหนาเลิกสูงขึ้น “มันไม่ใช่ความผิดของผม คุณเองต่างหากที่เป็นคนวิ่งมาตัดหน้ารถ และผมก็เห็นว่าคุณก็ปลอดภัยดี ไม่มีอะไรบุบสลาย แล้วจะให้ผมรับผิดชอบอะไร”
“ใครบอกว่าฉันไม่เป็นอะไร ถ้าตาคุณไม่บอดก็ต้องเห็นว่าขาฉันเจ็บ”
“เอาเป็นว่าผมจะพาคุณไปส่งโรงพยาบาล”
“อาการของฉันไม่หนักหนาจนถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ อีกอย่างถ้าคุณพาฉันไปส่งโรงพยาบาล แล้วคุณเกิดชิ่งหนีไปฉันก็แย่นะสิ”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“คุณก็ต้องรับผิดชอบฉันจนกว่าขาของฉันจะหายเป็นปกติ”
“ทำไมผมจะต้องรับผิดชอบคุณทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของผม”
“ฉันผิดที่ไปยืนขวางรถคุณ จุดนี้ฉันไม่เถียง แต่คุณก็มีส่วนผิดเหมือนกันที่ขับรถชนฉัน”
“ผมเบรกทัน ถ้าเบรกไม่ทันป่านนี้คุณก็คงได้ไปทักทายยมบาลแล้ว” หางเสียงของธนวรรธน์กึ่งประชดประชัน “แต่ฉันเจ็บจริง ๆ หรือคุณไม่เห็นว่าขาฉันเจ็บ”
“เอาเป็นว่าผมจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้”
“ฉันไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎนะคะ และก็ไม่ได้ต้องการเงินค่าชดเชยจากคุณ”
“แล้วต้องการอะไร!” ธนวรรธน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ก็ต้องการให้คุณดูแลฉันจนกว่าขาของฉันจะหายเป็นปกติ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดออกไปแบบนั้น
ณชญาดาจ้องมองสีหน้าที่เหมือนจะลำบากใจของเขา
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า