LOGIN
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืนของชนบทที่ห่างออกมาจากตัวเมืองมักมืดเร็วเสมอ เส้นทางตลอดทางเดินที่เข้าไร่มานี่ก็มีเพียงแสงไฟส่องทางนานๆ ที ไม่ได้ช่วยให้ความมืดนั้นจางลงไปเลย
“ไอ้เทือง วันนี้เข้าเมืองกันไหม ไม่ได้เข้าเมืองมานานแล้ว”
“เออ...ดีเหมือนกัน คิดถึงน้องกุ้งเหลือเกินแล้ว”
เสียงหัวเราะของประสานดังขึ้นพร้อมกับประเทือง เมื่อคิดถึงหญิงกลางคืนคนหนึ่ง เขาไม่ได้ไปเที่ยวในเมืองพักผ่อนมาหลายวันแล้ว มัวแต่กรำกับงาน วันนี้ถือว่าสบโอกาสเสียที ก่อนที่ประเทืองจะร้องอุทานออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นใครบางคนวิ่งตรงมาหาพวกมันอย่างยินดี แต่คนที่ยินดีเมื่อสักครู่ก็ต้องชะงักกึกเมื่อได้ยินเสียงประเทืองอุทานออกมาพร้อมกับมองผู้ชายตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น
“ไอ้สาน มึงตบกูหน่อยสิวะว่ากูฝันไปหรือเปล่า ที่เห็นนางฟ้าอยู่ตรงหน้า”
ประสานก็ทำตามเพื่อนบอกทันที เขาฟาดมือไปที่ใบหน้าเพื่อนทันทีอย่างแรง จนทำให้ประเทืองร้องออกมาลั่นด้วยความเจ็บปวด
“ไอ้สาน มึงจะตบกูทำไมวะ!”
“อ้าว...ไอ้เทือง เมื่อตะกี้มึงบอกให้กูตบมึงเองนะ แต่ก็ขอบอกเลยว่ามึงไม่ได้ฝันหรอก นางฟ้าอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ด้วย คนอะไรสวยฉิบ”
สานตอบเพื่อนอย่างเห็นด้วย ประกายตาของพวกมันทั้งสองคนวาววับเมื่อเห็นสาวสวยอย่างไม่คิดฝัน ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้มาเดินในที่เปลี่ยวแบบนี้ สังเกตจากการแต่งตัวก็รู้แล้วว่าไม่น่าจะใช่คนแถวนี้อย่างแน่นอน มัญชุลิกาชะงักกึกไปทันทีเมื่อเห็นสายตาการสำรวจมองเธอของสองคนนั้น เธอลืมคิดถึงความปลอดภัยเสียสนิท มันเป็นเพราะความดีใจแท้ๆ ที่ทำให้เธอลืมไปว่าตอนนี้เธออยู่ในถิ่นที่ไม่คุ้นเคย และไม่รู้เลยว่าสองคนนี้เป็นคนดีหรือร้าย แต่จากการมองสำรวจร่างกายเธอมันทำให้มัญชุลิกาถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที มือเล็กกำกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้มั่นเพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกระเป๋าใบนี้คงช่วยเธอได้
“เอ่อ...เอ่อ...” เสียงหญิงสาวสั่นสะท้านจนได้ยินอย่างชัดเจน เท้าเล็กถอยหลังไปอีกครั้งเมื่อสองหนุ่มนั้นพยายามก้าวเข้ามาใกล้กับเธอ
“มาทำอะไรมืดค่ำอย่างนี้จ้ะ ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม”
“ฉะ...ฉันมาหาคุณลวรรษ”
สองหนุ่มนั่นถึงกับเลิกคิ้วสูง ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง พวกมันรู้ว่านายของพวกมันหน้าตาดีและเป็นที่ต้องการของสาวน้อยใหญ่มากมาย แต่ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้หญิงแบกกระเป๋ามาหาถึงที่
“มาหาคุณลวรรษหรือจ้ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่สองคนจะพาไปนะ”
มัญชุลิกาขมวดคิ้วเรียวของตัวเองทันที เมื่อเห็นสีหน้าและประกายตาวาววับของคนพูดยามที่มองเธอ
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ บอกมาก็ได้ว่าต้องเดินไปทางไหน”
“เอ...พี่บอกแล้วไงจ้ะว่าจะพาไป ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย”
ประสานบอกหญิงสาวยิ้มๆ ก่อนจะเดินไปทำถ้าจะแย่งกระเป๋าใบใหญ่ของหญิงสาวมาถือเอาไว้เอง แต่หญิงสาวกลับถอยหลังออกไปติดๆ กันหลายก้าว หัวใจของมัญชุลิกาเต้นรัวเร็ว ความหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมหัวใจของเธอ ใบหน้าซีดเผือดมองไปทางซ้ายและขวา ทั้งสองฝั่งของเธอมีแต่ดงอ้อยเต็มไปหมด แล้วเธอจะหนีไปทางไหนได้
“มาเถอะน่า เดี๋ยวพี่พาไป”
“ไม่...ไม่...”
หญิงสาวร้องบอกก่อนจะตัดสินใจทิ้งกระเป๋าใบใหญ่ไว้ตรงนั้นก่อนจะวิ่งสุดฝีเท้าเข้าไปในดงอ้อย อย่างน้อยพวกมันคงตามเธอเข้ามาไม่ทันหรอก ความตกใจทำให้เธอไม่ทันคิดว่าถ้าหนีไปทางนั้นยิ่งทำให้เธอเผชิญอันตรายยิ่งกว่าเดิม คนที่ไม่รู้จักทางในดงอ้อยมักจะหลงอยู่ในนั้น เพราะผืนที่ตรงนั้นเป็นผืนใหญ่ปลูกอ้อยไว้ตลอดทาง กว่าจะหาทางออกไปก็กินเวลานาน แต่คนไม่รู้เส้นทางวิ่งเข้าไปแบบนั้นมันก็เหมือนเขาวงกตดีๆ นี่เอง
“เฮ้ย! ไอ้เทือง เขาวิ่งเข้าไปในดงอ้อยนั่นแล้ว เป็นไงล่ะ หน้าตาแกไม่น่าเชื่อถือเลยจริงๆ เขาเลยกลัววิ่งเข้าไปนั่น ทีนี้กว่าจะตามเจอไม่หลงเตลิดไปถึงไหนต่อไหนแล้วหรือวะ”
“เอ้าก็ใครจะไปคิด ข้าจะช่วยถือกระเป๋าแล้วพาไปหานาย หวังดีขนาดนี้ยังมองเราเป็นผู้ร้ายเสียอีก”
ประเทืองยกมือขึ้นเกาหัวตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ทีนี้จะทำอย่างไรล่ะ ดงอ้อยตรงนั้นยาวไปจนเกือบร้อยไร่ แต่ละไร่จะแบ่งช่องทางดินเอาไว้เดิน แต่คนไม่ชินเส้นทางแบบนั้นจะเดินถูกหรือเปล่า มิต้องหากันจนถึงเช้าหรือวะ เทืองคิดอย่างปวดหัว
“ฉันไปดักทางโน้นแกตามเขาไปทางนั้นแล้วกัน ซวยเลย เว๊ย อดไปเที่ยวในเมืองเลย”
สานชี้บอกทางประเทืองเสร็จก็ไปอีกเส้นทางหนึ่งทันที ป่านนี้ผู้หญิงคนนั้นวิ่งเตลิดไปไหนต่อไหนแล้ว ถ้าเข้าไปลึกกว่านั้นมีหวังหากันทั้งคืนจริงๆ นั่นแหละ มัญชุลิกาเหลียวมองด้านหลังอีกครั้ง ดวงตาของเธอตื่นตระหนกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เม็ดเหงื่อไหลซึมทั่วใบหน้า ไหล่และแขนของเธอแสบและเจ็บจี๊ดเพราะพิษของใบอ้อย ดวงตาที่หวาดหวั่นร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อคิดว่าทำไมเธอถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ทำไม
“พี่ชัชขา ช่วยนกยูงด้วย...นกยูงกลัว”
เสียงที่ดังออกจากปากของหญิงสาวสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว เธอไม่รู้หรอกว่าเธอวิ่งมาถึงไหนแล้วเพราะรอบตัวเธอเต็มไปด้วยต้นอ้อย มองทางไหนก็เห็นแต่ต้นอ้อย มัญชุลิกาหย่อนฝีเท้าของตัวเองลงความเจ็บปวดเจ็บแสบเต็มตัวเธอไปหมด แต่หญิงสาวก็หาสนใจไม่ยังคงเดินต่อไปอีก เส้นทางเล็กๆ นี้ทำให้เธอเดินสะดวกขึ้นกว่าในดงอ้อยนั่น แต่ก็ไม่เห็นเส้นทางที่บรรจบกันสักที หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดกลัว เมื่อความมืดครอบงำ แบบนี้เส้นทางที่เธอมองเห็นก็เพียงแค่รางๆ
“โอ๊ย!!”
หญิงสาวทรุดลงกองกับพื้นทันทีเมื่อเท้าเล็กของเธอเหยียบโดนหลุมเล็กๆ ทำให้เท้าเธอพลิก ความเจ็บแปลบวิ่งไปที่ข้อเท้า หญิงสาวถึงกับน้ำตาซึม รันทดกับชีวิตของตัวเองเหลือเกิน ทำไมเรื่องร้ายๆ ถึงได้ไม่พ้นจากตัวเธอ ทำไมไม่มีสิ่งดีๆ เข้ามาให้เธอได้ชุ่มชื่นหัวใจ พอมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อบ้าง หรือว่านี่คือการชดใช้กรรมที่เธอเคยก่อไว้ กระบอกตาของหญิงสาวร้อนผ่าวจนปวดตาไปหมด หยาดน้ำใสคลอหน่วยตา สายตามองท้องฟ้าอย่างตัดพ้อ
หญิงสาวพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้ง แต่ก็ต้องทรุดลงไปกองกับพื้นอีก เสียงซวบซาบที่ดังขึ้นอีกด้านหนึ่งทำให้มัญชุลิกาหันไปมองด้วยความตกใจ น้ำตาที่ไหลรินหยุดชะงักทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นมองไปยังดงอ้อยข้างตัวก่อนจะตัดสินใจพาตัวเองเข้าไปในนั้นอีกครั้งถึงแม้ว่าใบคมของมันจะบาดไปเต็มเนื้อตัวของเธอสักเท่าไรเธอก็ยอม ร่างบางขดตัวเข้าหากันแน่น น้ำตาไหลรินอาบสองแก้ม ริมฝีปากเม้มตรึงเม้มเข้าหากันเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นของความกลัว ดวงตาปิดแน่นก้มหน้าลงซบกับลำแขนที่กอดเข่าเอาไว้แน่น ร่างบางสั่นระริกราวกับหนาวสั่นทั้งๆ ที่เนื้อตัวของเธอเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ มือบางเอื้อมไปดึงสร้อยที่แขวนเอาไว้น้ำตาของหญิงสาวไหลรินออกมาอีกครั้งเมื่อนิ้วเรียวของเธอสัมผัสโดนวัตถุชิ้นหนึ่งที่ร้อยสายสร้อยเอาไว้
“พี่ลัน...พี่ลันขา ช่วยนกยูงด้วย...ช่วยด้วย”
หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงคนที่เป็นเจ้าของสร้อยเส้นนั้น...เสียงร้องเรียกของหญิงสาวไม่ได้ดังออกไปให้อีกคนหนึ่งได้รับรู้แม้แต่น้อย เพราะมันดังแค่แผ่วเบาเท่านั้น ร่างบางสะอื้นออกมาอย่างอดกลั้นต่อไปไม่ไหวเธอไม่กล้าแม้แต่ขยับตัวเพราะไม่รู้ว่าสองคนนั้นจะอยู่ในนี้หรือเปล่า เวลาผ่านไปนานแค่ไหนมัญชุลิกาก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่าตอนนี้เธอต้องซ่อนตัวให้ปลอดภัย เข่าทั้งสองข้างแนบกับลำตัวแน่นขึ้นอีกนิด วงแขนกอดกระชับแนบลำตัวกับเข่าทั้งคู่ราวกับว่าถ้าทำแบบนี้มันจะทำให้ความกลัวที่เกิดขึ้นของเธอสร่างซาไป ดวงตาปิดปรือเพราะความอ่อนเพลีย ความหวาดกลัวที่ประเดประดังเข้ามาทั้งๆ ที่หยาดน้ำตายังไหลรินออกทางสองตาไม่ขาดสายเช่นเดียวกัน
“ไอ้เทือง เอ็งเจอหรือเปล่า” สานร้องถามประเทืองด้วยน้ำเสียงขึ้นหอบ
“ไม่เจอกูว่าเราไปตามคนมาช่วยหาเถอะรอถึงพรุ่งนี้มีหวังได้หลงไปถึงไหนๆ”
ทั้งสองกำลังจะวิ่งกลับไปยังไร่อยู่แล้ว ถ้าไม่เห็นแสงไฟของรถคันหนึ่งผ่านเข้ามาเสียก่อน ทั้งสองจึงโบกอย่างดีใจเมื่อมีคนมาช่วยอีกคนหนึ่งแล้ว ลวรรษนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นคนที่โบกไม้โบกมือให้เขาจอดรถนั่นคือคนงานในไร่ของเขานั่นเอง ชายหนุ่มเปิดกระจกรถทันทีที่จอดสนิทก่อนจะเอ่ยถามคนงานที่มองเขาอย่างดีใจ ราวกับเห็นเทวดาว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้มาเดินอยู่ตรงนี้
“นายครับ โห...นายมาได้จังหวะพอดีเลย”
“มีอะไรกัน”
“คือพวกผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแบกกระเป๋าใบใหญ่ เลยถามว่ามาหาใคร เธอบอกว่าจะมาหานาย แต่เธอคงกลัวพวกผมจะทำร้ายเลยหนีเข้าไปในไร่อ้อย พวกผมกลัวว่าเธอจะหลงไปไกลเลยออกตาม แต่ไม่เจอ กะว่าจะเข้าไปในไร่เรียกพวกเราให้มาช่วยกันหา”
ลวรรษลงมาจากรถโฟร์วีลสี่ประตูคันใหญ่ทันที ก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความไม่เข้าใจเมื่อได้ยินเทืองพูดมาอย่างนั้นใครจะมาหาเขา...ผู้หญิงที่ไหน
“พวกแกสองคนไปทางโน้นแล้วกัน ทำเสียงดังๆ เข้าไว้ ถ้าผู้หญิงคนนั้นได้ยินน่าจะวิ่งออกอีกฝั่งหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะดักอยู่ตรงนั้นเอง คนไม่ชินเส้นทางคงเดินไปไม่ไกลเท่าไรหรอก”
เทืองกับสานพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินเข้าไปทางด้านที่หญิงสาวคนนั้นหนีเข้าไป ลวรรษมองกระเป๋าใบใหญ่ที่หล่นอยู่ข้างทางด้วยความประหลาดใจ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมีธุระอะไรถึงได้มาหาเขา เพราะในชีวิตเขาไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนไหนนอกจาก... ลวรรษเหยียดริมฝีปากตัวเองยกสูงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมานิดเพื่อเยาะตัวเอง ผู้หญิงคนนั้นไม่มีทางมาที่นี่หรอก ป่านนี้คงเสวยสุขอยู่กับพี่ชายสบายกับการโกงเงินเขาไปใช้
ก้าวแต่ละก้าวของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่แน่ใจ ลังเลใจ เมื่อคิดว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด ความสับสน ลังเลหมดไปสิ้นเมื่อยิ่งเดินเข้ามาใกล้เข้ามาอีกนิดดวงตาแดงก่ำนั้นก็เบิกกว้างขึ้น หัวใจกระหน่ำเต้นก้องในอก แม้จะเห็นเพียงด้านหลังแต่เขาก็จำหญิงสาวที่เขาฝันถึงทั้งยามหลับและยามตื่นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ได้อย่างแม่นยำ ลวรรษไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาของเขาไหลออกมาตอนไหน รู้แค่เพียงสายตาของเขาจับจ้องผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าไม่กะพริบ กลัวว่าหากเขากะพริบตาเพียงเล็กน้อยหญิงสาวจะหายไป“ตื่นเต้นที่ได้มาหาลุงชัชหรือลูก ถึงได้ไม่หลับเลย”เสียงหวานของคนเป็นแม่นั้นยิ่งตอกย้ำให้คนฟังอีกคนหนึ่งมั่นใจอย่างที่สุด ถึงแม้เธอจะหันหลังให้เขาก็เถอะ คนตัวสูงยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อได้ยินเสียงลูกน้อยเป็นครั้งแรก ถึงแม้จะเป็นแค่เสียงอืออาฟังไม่ได้ศัพท์มัญชุลิกาทอดสายตาอ่อนโยนมองลูกน้อยตรงหน้าเธอ ลมัญญาคือชื่อของลูกสาวตัวน้อยคนนี้ ลูกสาวที่ทำให้เธอไม่อาจลืมเลือนคนเป็นพ่อได้เลย เพราะหน้าตาของลมัญญาเหมือนกับบิดามาก ยิ่งโตยิ่งถอดพิมพ์กันมาเลย กระบอกตาทั้งสองข้างเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดถึงคนเป็นพ่อของ
นับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาปีกว่าๆ เรื่องราวของมัญชุลิกาหายเข้ากลีบเมฆ ลวรรษไม่ได้จ้างนักสืบตามหาหญิงสาวเพราะเขาถือว่านั่นคือการลงโทษตัวเอง ให้ตัวเองได้รู้จักทุกข์ของความทรมานที่ไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองรักไปอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าหญิงสาวเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าลูกน้อยจะได้ลืมตาดูโลกกว้างนี้หรือเปล่าเขากลับมาไร่อ้อยในวันเดียวกัน วันๆ ทำแต่งาน มุทำแต่ไร่ เปิดแปลงที่ดินแปลงใหม่ทำไร่มะนาวอย่างที่เคยวางแผนเอาไว้ ห้องของมัญชุลิกาคือห้องนอนของเขาอย่างถาวรไปเสียแล้วลวรรษไม่ได้ลงโทษมยุรินหรือจำปี ถึงแม้จะทราบว่าทั้งสองคนร่วมกันทำร้ายให้โทษมัญชุลิกาต่างๆ นานา แต่เขาถือว่ามันเป็นความผิดของเขา เพราะเขาเพียงคนเดียว ร่างสูงยืนเกาะกรงนกยูงที่ตอนนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว หลังจากที่มัญชุลิกาจากไปไม่นาน สิ่งที่น่ายินดีก็เกิดขึ้น และเจ้านกยูงตัวเล็กนั่นก็คือสิ่งโชคดีของไร่นี้นั่นเอง สายตาอ่อนโยนของเจ้าของไร่มองไปยังนกยูงตัวน้อยนั่นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเล็กน้อยบ่งบอกว่าเจ้าตัวยังไม่สามารถทำใจกับเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเจ็บปวดตลอดเวลาปีกว่าๆ ที่ผ่านมา“ป่านนี้ลูกพ่อจะ
คำตอบนั้นเท่ากับดับความหวังของลวรรษทันที หัวใจที่พองโตตื่นเต้นเมื่อสักครู่แฟบลงราวกับลูกโป่งโดนปล่อยลมออกจนหมดและไม่สามารถลอยตัวอยู่ได้มันจึงหล่นพื้นทันที“ฉันมาที่นี่เพื่อทำตามคำขอร้องของเพื่อนฉัน นกยูงฝากให้ฉันเอานี่มาให้คุณ”ซองจดหมายสีขาวถูกยื่นตรงหน้าลวรรษทันที มือหนาของชายหนุ่มสั่นเล็กน้อยขณะเอื้อมมือไปหยิบซองจดหมายน้อยนั่น“นกยูงสั่งให้ฉันไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้นเวลามาเจอคุณ แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันขอพูดหน่อยเถอะ ในศาสนาทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ทุกคนรู้จักการให้อภัย ถึงคุณจะโกรธจะเกลียดพี่ชัชมากแค่ไหน แต่พี่ชัชก็รับกรรมทั้งหมดที่ตัวเองก่อไปแล้ว คุณรู้ไหมตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานกยูงปิดหัวใจตัวเองตลอด เธอบอกกับคนที่เข้ามาติดพันเธอว่าเธอมีเจ้าของหัวใจอยู่แล้ว และเจ้าของคนนั้นก็คือคนๆ เดียวกับเจ้าของแหวนที่เธอร้อยติดสายสร้อยสวมใส่ตลอดเวลา ฉันรู้ว่าคุณเจ็บปวด แต่นกยูงไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย นกยูงทำคุณเจ็บช้ำน้ำใจหรือก็เปล่า นกยูงเป็นคนโกงเงินคุณหรือก็เปล่า นกยูงรักกับคุณอยู่ดีๆ แต่แล้วก็ต้องมาถูกผู้ชายที่รักบอกเลิกเพราะความผิดของพี่ชายตัวเอง คุณเป็นผู้ชายที่แย่มาก เห็นแก่ตัว ใจแคบ มองโลกใน
หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างเจ็บปวด สายตาของหญิงสาวมองแผ่นกระเบื้องลายหินอ่อนที่สลักรูปและชื่อผู้ที่เสียชีวิตเอาไว้อย่างสวยงามถึงสามชื่อด้วยกันคือ บิดา มารดา และพี่ชาย “พี่ชัชขา นกยูงขอโทษ นกยูงทำให้พี่ชัชไปสบายไม่ได้ นกยูงขอโทษ...”เสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาวดังออกมาอย่างเสียใจ สายตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตามองไปยังหลุมฝังศพที่อยู่ติดกันซึ่งก็คือหลุมฝังของบิดาและมารดาของเธอ หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย มือบางยกขึ้นลูบที่ท้องอันเป็นตำแหน่งที่ลูกน้อยของเธอกำลังเจริญเติบโตขึ้นมา“พ่อขาแม่ขาพี่ชัช รู้ไหมคะ ทุกคนกำลังจะมีหลานแล้วนะ ถึงแม้เขาจะเกิดมาเพราะความไม่ตั้งใจของพ่อเขา แต่นกยูงก็รักเขามาก รักมากที่สุด”ถึงแม้พยายามอย่างแค่ไหนที่จะไม่ร้องไห้ออกมา แต่หยาดน้ำตาก็ไม่ให้ความร่วมมือกับเธอแม้แต่นิดเดียว มันยังคงหลั่งรินไม่ขาดสายเช่นเดียวกัน มัญชุลิกานึกถึงวาวา เพื่อนสาวที่เธอฝากจดหมายไปให้ลวรรษ และเธอหวังว่าจดหมายฉบับนั้นที่เธอเขียนถึงเขาจะสามารถโน้มน้าวและเปลี่ยนใจเขาได้ และนั่นอาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอจะขอร้องเขา แล้วหลังจากนั้นเธอจะไม่ขออะไรจากเขาอีกเลย ป่านนี้วาวาคงถึง
กว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้ด้วยดีและผู้ป่วยขั้นฉุกเฉินอย่างลวรรษมาอยู่ในห้องผู้ป่วยธรรมดาได้มันก็เป็นเรื่องน่ายินดี ตอนนี้ลวรรษหลับอยู่เพราะฤทธิ์ยาที่หมอฉีดเข้าไปบวกกับความอ่อนเพลียของร่างกายที่ประท้วงเพราะเจ้าของร่างใช้งานอย่างหนัก คิ้วหนาของลวรรษขยับเล็กน้อยจนคนที่มองอยู่ยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อคิดว่าชายหนุ่มกำลังจะฟื้นคืนสติกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง“นกยูง...นกยูง...”แม้เสียงแหบพร่าของลวรรษจะดังออกมาแผ่วเบาแต่ภายในห้องที่เงียบกริบเสียงนั้นกลับดังพอที่จะทำให้คนทั้งสองคนหันมามองหน้ากันด้วยความสงสาร“พี่ขอโทษ...”ชงโคยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ซึมออกจากหางตาทันทีด้วยความสงสารชายหนุ่ม จะว่าไปแล้วเธอก็มีส่วนที่ทำให้มัญชุลิกาหนีหายไปแบบนี้“พี่ขอโทษ...”เสียงครางแหบพร่าของลวรรษดังออกมาอีกครั้งและสิ่งที่ทำให้กษินกับชงโคอึ้งและเจ็บปวดไม่ต่างจากลวรรษก็คือรอยน้ำตาที่ไหลรินจากหางตาของชายหนุ่ม นั่นย่อมหมายความว่าลวรรษเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน ก่อนที่จะสงบหลับไปอีกครั้ง ชงโคตัดสินใจเฝ้าไข้ลวรรษเองซึ่งกษินก็เห็นด้วยเพราะในเวลานี้หากลวรรษตื่นขึ้นมาเห็นคนที่เขาสนิทด้วยมันคงจะทำให้หัวใจของ
ทันทีที่รถจอดลวรรษเปิดประตูลงจากรถโดยไม่รอกษินหรือชงโคมาประคอง แผลตรงไหล่หนาเริ่มเจ็บมากขึ้น ใบหน้าคมเข้มซีดเผือดสันกรามขบเข้าหากันแน่นเพื่อปิดกลั้นความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ถูกยิง เท้าแข็งแรงพาตัวเองไปยังห้องพักของมัญชุลิกาทันที มือหนาทุบประตูห้องอย่างแรงปากก็ตะโกนเรียกหญิงสาว“นกยูง...นกยูง เปิดประตูให้พี่หน่อย”เงียบกริบ หัวใจของลวรรษรู้สึกแปลกๆ ก่อนจะผลักประตูเข้าไป สภาพภายในห้องทำให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงไปอีกหลายเท่า เร็วเท่าความคิดชายหนุ่มวิ่งไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าแต่ความว่างเปล่าข้างในกลับทำให้หัวใจของเขาหล่นไปกองที่ปลายเท้า ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ“ไม่...ไม่จริง จำปา จำปา!”ลวรรษตะโกนออกมาสุดเสียงทำให้กษินกับชงโคที่เดินมาสมทบตกใจไม่แพ้กัน ยิ่งเห็นสีหน้าซีดเผือดของลวรรษสิ่งที่ทั้งสองคนหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกุมหัวใจ“จำปา...จำปา”ลวรรษตะโกนเรียกจำปาเสียงดังลั่น ร่างสูงเซเล็กน้อยเมื่อพื้นดินที่เขาเหยียบย่ำเริ่มโคลงเคลงแต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นเพราะลวรรษฝืนตัวเองไว้อย่างที่สุด เขาจะเป็นอะไรไม่ได้ทั้งนั้นถ้าเขายังไม่ได้เห็นหน้ามัญชุลิกาอีกครั้ง“ตายแล้ว ลันคะไหวหรือเปล่า”ชงโครีบเข้าม







