登入บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างสองพ่อลูกต้องยุติลง เมื่อร่างสูงโปร่งของตรีวิทย์พยุงแม่ครูช่อแก้วเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร พีระเห็นทั้งคู่เดินเข้ามาจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“สวัสดีครับแม่ครู”
พีระยกมือไหว้ทักทายอย่างนอบน้อม พลางดันหลังลูกสาวเบา ๆ เป็นสัญญาณเตือนเรื่องมารยาท พริริมาจึงรีบยกมือไหว้ตามอย่างว่าง่าย
“สวัสดีค่ะ ไม่คิดว่าคุณท่านจะมาเยี่ยมเห็นหายไปเสียนาน” แม่ครูช่อแก้วรับไว้ด้วยรอยยิ้มใจดี
ก่อนที่พีระจะได้เอ่ยตอบอะไร ตรีวิทย์ก็ชิงเอ่ยถามที่คาใจเขาทันที สายตาคู่คมมองตรงไปยังผู้อุปการะเลี้ยงดู แต่ทุกคนรู้ดีว่าคำถามนั้นมีเจตนาส่งไปถึงใครอีกคน
“คุณลุงพาน้องแพงมาที่นี่ได้ยังไงครับเนี่ย ผมแปลกใจมากเลย”
ชายวัยกลางคนไอออกมาเบา ๆ เพื่อตั้งสติ เขาเหลือบมองลูกสาวที่ยืนก้มหน้างุดอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะตัดสินใจแก้หน้าให้เธออย่างแนบเนียนที่สุด
“อ๋อ ครับแม่ครู พอดีผมว่าง ๆ น่ะ เลยตั้งใจจะพายัยแพงมาเที่ยวพักผ่อนสักหน่อย”
เขาหันไปตอบแม่ครูช่อแก้วก่อน แล้วจึงหันมาทางตรีวิทย์พร้อมกับแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ
“...แล้วก็ถือโอกาสแวะมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่บ้านธารใจด้วย ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญมาเจอตรีที่นี่ไ
คำโกหกที่ดูแนบเนียนนั้น ทำให้พริริมาลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยคุณพ่อก็ยังรักษาหน้าลูกสาววัยม.ต้น ที่ริอ่านอยากตามผู้ชายมาไกลถึงจังหวัดเลย
ตรีวิทย์พยักหน้ารับช้า ๆ รอยยิ้มสุภาพปรากฉขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แต่ไม่ปรากฏในแววตาคมกริบคู่นั้น
“ไม่เป็นเลยครับคุณลุง ดีแล้วครับที่แวะมาเยี่ยมเด็ก ๆ ที่นี่” เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
“เรื่องงานอาสากับเรื่องส่วนตัว มันคนละส่วนกันครับ ผมจัดการตัวเองได้”
แม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพ และคำพูดจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจของตรีวิทย์กลับรู้ดีกว่าใครทั้งหมด... ความบังเอิญไม่มีอยู่จริงสำหรับพริริมา
เขารู้ทันทีว่า ‘ทริปพักผ่อน’ ครั้งนี้ถูกวางแผนขึ้นมาโดยฝีมือน้องสาวบุญธรรมตัวดีเป็นแน่ ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายระคนจนใจ ไม่ว่าจะพยายามขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนแค่ไหน หรือหนีห่างออกมาไกลเท่าไหร่ เธอก็ยังหาทางทลายกำแพงนั้น และตามมาจนได้
“ตายจริง มัวแต่ยืนคุยกันอยู่ตรงนี้แดดร้อนๆ เชิญด้านในก่อนดีกว่าค่ะคุณ” แม่ครูช่อแก้วเอ่ยชวนอย่างมีน้ำใจ
“เดี๋ยวแม่จะให้เด็ก ๆ หาน้ำเย็น ๆ มาให้คุณพีระกับหนูแพงด้วย”
“ขอบคุณครับแม่ครู” ตรีวิทย์ตอบรับก่อนจะหันไปทางสองพ่อลูก
“เชิญคุณลุงกับน้องแพงไปพักที่โรงยิมก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำให้รู้จักกับเพื่อน ๆ”
“ลุงว่าอย่าดีกว่า ตรีไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ เถอะ ลุงคงอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก”
พีระเอ่ยเสียงเรียบ แล้วหันไปมองหน้าเด็กสาวตัวป้อม ที่เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นพ่อแทบจะในทันที
“ไหนคุณพ่อบอกว่าจะค้างที่นี่ไงคะ รีสอร์ตเราก็จองเอาไว้แล้ว” เธอสวนทันควัน แม้จะยังมีความผิดติดตัว แต่ก็ยังไม่อยากจะกลับไปภายในวันนี้ ยิ่งเหลือบไปเห็นพี่จอมขวัญมองมาแล้วเธอยิ่งอยากอยู่
“จองได้ก็ยกเลิกได้ อีกอย่างพ่อก็มีงานพรุ่งนี้ด้วย”
“แต่แพงอยากอยู่กับพี่ตรี!”
ในที่สุด ความอดทนของพริริมาก็ขาดผึง เธอโพล่งออกมาเสียงดังฟังชัด จนทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต้องหันมามองเป็นตาเดียว พีระขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่ตรีวิทย์ได้แต่ถอนหายใจยาว ๆ ออกมาอย่าง
เหนื่อยหน่าย
“แพง...” คราวนี้พีระกดเสียงต่ำ เชิงเตือนสติลูกสาว
ทว่าคนตัวกลมไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เธอเดินตรงเข้าไปหาตรีวิทย์ เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดงก่ำ และเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำใส
“แพงขออยู่เที่ยวกับพี่ตรีที่นี่ด้วยคนนะคะ นะคะพี่ตรี... แพงสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี จะไม่ก่อเรื่อง จะไม่วุ่นวายเลย”
แม้ว่าน้ำเสียงของเธอจะเต็มไปด้วยความออดอ้อนน่าสงสารเพียงใด แต่ครั้งนี้ตรีวิทย์กลับใจแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ เขามองลึกลงไปในดวงตาของเธอด้วยแววตาที่ราบเรียบและเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจน
พริริมาใจหาย
“ไม่ได้หรอกแพง พี่มาทำงาน ไม่ได้มาเที่ยวเล่น”
“แต่...”
“ไม่มีแต่...” เขาจัดบทอย่างรวดเร็ว
“พี่ให้เราเลือกสองทาง... จะกลับกับคุณลุงตอนเย็น หรือจะกลับตอนนี้เลย... เลือกเอา!”
ชายหนุ่มยื่นคำขาดไร้หนทางประนีประนอม ทำให้พริริมาถึงกับพูดไม่ออก เธอรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นคำสั่งที่เธอต้องปฏิบัติตามสถานเดียว
หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักลงมาอาบสองแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ สุดท้าย เธอก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วตอบเสียงสั่นเครือ
“...ตอนเย็นก็ได้ค่ะ”
พีระได้แต่พ่นลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจไม่ต่างกัน ไม่รู้ว่านิสัยแบบนี้เมื่อไรจะแก้หาย แม้จะมีตรีวิทย์ที่สั่งสอนได้ แต่จะได้อีกนานแค่ไหนกัน
หลังจากตกลงกันได้แล้ว บรรยากาศก็กลับมาสู่ความปกติ แต่เป็นปกติแบบจอมปลอม พีระขอตัวไปพักผ่อนที่เรือนรับรอง ซึ่งแม่ครูช่อแก้วจัดเตรียมไว้ให้ โดยทิ้งลูกสาวตัวดีไว้ภายใต้ความดูแลของตรีวิทย์ตลอดทั้งวัน
และพริริมาก็ทำตามที่ใจต้องการได้อย่างที่คิดเอาไว้ เด็กสาวตามติดตรีวิทย์ไปทุกที่ราวกับเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าเขาจะเดินไปผสมปูนช่วยเพื่อน ๆ ขนอิฐ หรือนั่งพักเพื่อดื่มน้ำ เธอก็มักจะไปนั่งอยู่ข้าง ๆ เสมอ สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่เขาแทบจะตลอดเวลา จนเพื่อนที่มาร่วมออกค่ายอาสาเริ่มรู้สึกอึดอัดแทน และต่างหันไปซุบซิบกัน
“เอ้ย! คีตะ เด็กนั้นเป็นใครวะ ตามติดไอ้ตรีอย่างกับปลิง”
เพื่อนคนหนึ่งกระซิบถาม ขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันตอกตะปู
คีตะเหลือบมองไปยังเด็กตัวอ้วนอย่างพริริมา ที่กำลังนั่งพัดให้
ตรีวิทย์อยู่ใต้ร่มไม้ สีหน้านั้นดูเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะส่ายหัวแล้วตอบกลับไปสั้น ๆ
“เจ้ากรรมนายเวรไอ้ตรีมัน” พูดจบก็เดินหนีไปทันที ทิ้งให้เพื่อนกลุ่มนั้นยืนงงกันเป็นแถว
แม้วันนี้จะดีใจได้ตามพี่ตรีมาที่นี่ แต่สิ่งที่ทำให้พริริมาหงุดหงิดใจและแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาตลอดทั้งวันคือภาพความสนิทสนมที่ดูจะ ‘เกินคำว่าเพื่อน’ ระหว่างตรีวิทย์กับจอมขวัญ
ทุกครั้งที่ตรีวิทย์มีปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง จอมขวัญจะเป็นคนแรกที่ก้าว่เข้าไปหาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการส่งผ้าเย็นให้ซับเหงื่อ ช่วยหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือ หรือแม้แต่การคุยหยอกล้อด้วยเรื่องที่เธอไม่เข้าใจ สายตาที่ทั้งสองมองกันมันเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรู้สึกพิเศษที่คนนอกอย่างเธอก็ดูออก
“ตรี... ดื่มน้ำหน่อยไหม”
จอมขวัญยื่นแก้วน้ำเย็นไปให้ ชายหนุ่มรับมาดื่มทว่าดวงตากลับจดจ้องใบหน้าหวานของหญิงสาวแทบไม่วาง
“น้ำเย็นชื่นใจมากเลย” เขายื่นแก้วคืนให้พร้อมรอยยิ้ม
“ชื่นใจที่ได้ดื่มน้ำเย็นเหรอ?”
“เปล่าชื่นใจที่ขวัญเป็นคนเอามาให้ต่างหาก”
บริเวณนั้นแทบกลายเป็นลานน้ำตาลทันที เมื่อทั้งคู่ต่างหยอด
คำหวานไปมา
“ถ้าอยากให้ชื่นกว่านี้ ขวัญว่าเราไปช่วยเพื่อน ๆ ทำฝายดีไหมคะ”
“ครับ” เขาตอบรับคำ แล้วก็เดินตามหลังไป
ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน และความริษยาค่อย ๆ กัดกินหัวใจดวงน้อยของเด็กหญิงวัยสิบสี่ปี ที่ยืนดูอยู่ไม่ไกล มืออวบกำเข้าหากันแน่น รอยยิ้มหวาน ๆ นั่น น้อยครั้งนักที่จะเห็นพี่ตรีมอบมันให้กับเธอ แต่พอเป็นพี่จอมขวัญเขากลับยิ้มให้บ่อย ๆ จนน่าอิจฉา
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
“รักมากใช่ไหม” เธอแสยะยิ้มกับรูปในโทรศัพท์“ขาดไม่ได้ใช่ไหม”แววตาของจิตตาวาวโรจน์ขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ“ได้ ถ้าตรีรักมันมาก จิตตาจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”“จิตตาจะทำให้คุณรู้ซึ้ง ว่าการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป มันเจ็บปวดแค่ไหน!”แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองที่บิดเบี้ยว เธอจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเธอไม่ได้ครอบครองเขา เธอก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พินาศย่อยยับ!“เตรียมตัวลงนรกได้เลย ... นังแพง ... นังมารหัวใจ!”ความแค้นฝั่งหุ่นปะทุขึ้นในใจ มันทำให้จิตตาหน้ามืดตามัว วันต่อมาเธอจึงขับรถเพื่อไปดูลาดเลา บรรยากาศช่วงสามโมงเย็นหน้าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดัง เต็มไปด้วยความจอแจของผู้ปกครอง และรถยนต์หรูที่ทยอยมารับลูกกลับบ้านเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังประสานกับเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอนึกว่าโรงเรียนแพงขนาดนี้ความปลอดภัยน่าจะสูง แต่มันก็เปล่าเลยท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดพยาบาลสีขาวเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเรียน ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบและว่างเ
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้า และไฟถนนที่ส่องแสงสว่างแข่งกับความมืดมิด บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ร่างสูงของตรีวิทย์กำลังเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในแบบที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปี มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกา อีกข้างแกว่างกุญแจรถเล่นไปมาแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด แต่สำหรับหมออย่างเขาก็ต้องมาเข้าเวรช่วงดึกอยู่ดี กำลังจะก้าวขาผ่านประตูทางเข้า ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ชายหนุ่มจึงเดินย้อนกลับมาหากเป็นปกติตรีวิทย์คงจะหงุดหงิดกับความสะเพร่าของตัวเอง แต่เพราะความทรงจำช่วงบ่ายที่อควาเรียมมันคือสัญญาณที่ดี ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามง้อมาตลอดหลายเดือน กำลังจะเปิดใจให้ตัวเองบ้างแล้ว หัวใจของเขาที่เคยด้านชา ก็กลับมาเต้นแรงอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง‘รอพี่ก่อนนะแพง อีกไม่นาน... พี่จะทำให้แพงกลับมารักพี่ให้ได้’ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองขณะเดินมาหยุดที่หน้ารถยุโรปคันหรู เขากดรีโมตปลดล็อกรถ ไฟหน้ารถกระพริบตอบรับเสียงดัง ติ๊ดทว่าก่อนที่มือหนาจะทันได้เอื้อมไปเปิดประตูรถ เงาดำหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังเสาต้นใหญ่“มีความสุขจังเลยนะคะ”เสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูด







