LOGINบริเวณด้านหลังบ้านธารใจทุกคนกำลังช่วยกันยกก้อนหินและกระสอบทรายอย่างขะมักเขม้น เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังเคล้าไปกับเสียงน้ำไหล
พริริมาเห็นจอมขวัญก้ม ๆ เงย ๆ จัดเรียงก้อานหินอยู่ริมตลิ่งที่ค่อนข้างชัน และลื่น ขณะที่ตรีวิทย์กำลังง่วนอยู่กับการผูกเชือกอยู่ห่างออกไปอีกฟากหนึ่ง ความคิดชั่ววูบแล่นเข้ามาในหัวของเด็กสาวทันที
‘อยากมาอ่อยพี่ตรีเองนะ แบบนี้ต้องสั่งสอน’
เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะแกล้งทำเป็นเดินสะดุดแล้วเซเข้าไปหาจอมขวัญอย่างจงใจ แรงปะทะทำให้ร่างผอมบางของจอมขวัญเสียหลักตกลงไปในลำธารเสียงดัง ‘ตูม’
“ว้าย!”
“เฮ้ย!”
เสียงร้องดังลั่น ทุกคนหยุดชะงักแล้วหันไปมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยอาการตกตะลึง
“ชะ ช่วยด้วยยย”
ตรีวิทย์หันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงร้องของจอมขวัญ ภาพที่เขาเห็นคือร่างของหญิงสาวที่เขารักกำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ ขณะที่พริริมายืนตัวแข็งทื่ออยูริมตลิ่งด้วยสีหน้าซีดเผือด
แม้จะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ชัดเจน แต่ตรีวิทย์รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกของตัวเองว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ
ความโกรธที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พลุ่งพล่านขึ้นมาจนหน้ามืด เขาไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับเลือกที่จะกระโจนลงไปในลำธาร แล้วไปคว้าเอาร่างบอบบางของจอมขวัญมาอุ้มเอาไว้
“แค่ก ๆ”
“ขวัญไม่เป็นไรใช่ไหม”
“มะ... ไม่ แค่เผลอกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก”
ตรีวิทย์แสดงสีหน้าเป็นห่วงจอมขวัญแทบขาดใจ มือหนาลูบไล้ทั่วใบหน้า ก่อนจะช้อนร่างนั้นอุ้มในท่าเจ้าสาว แล้วเดินกลับขึ้นฝั่งไปต่อหน้าต่อตาทุกคน ...และต่อหน้าของพริริมา
ใบหน้าเรียบนิ่งไม่แม้แต่จะหันมามองเธอแม้แต่น้อย ขณะที่เขาเดินผ่านเธอไป พริริมาเห็นจอมขวัญที่ซบหน้าอยู่กับอกของเขา มุมปากนั้นยกขึ้นเล็กน้อย... มันคือรอยยิ้มเยากของ... ผู้ชนะ
ร่างอวบของพริริมายืนนิ่งราวกับถูกสาป พี่จอมขวัญไม่ได้ใสซื่ออย่างที่คิดเหรอ ดวงตากลมมองตามแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่เธอหมายปอง กำลังอุ้มหญิงอื่นเดินจากไปอย่างไม่ไยดีเธอเลยสักนิด
หลังจากตั้งสติได้ เธอก็รีบตามไปยังเต็นท์พยาบาลชั่วคราวทันที แต่ภาพที่เห็นกลับยิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้ของเธอ ตรีวิทย์กำลังใช้ผ้าขนหนูค่อยๆ เช็ดผมที่เปียกให้จอมขวัญอย่างอ่อนโยน ขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ กำลังช่วยกันปฐมพยาบาลแผลถลอกเล็ก ๆ น้อย ๆ
พอตรีวิทย์เงยหน้าขึ้นแล้วเห็นคนตัวป้อมเดินเข้ามา สีหน้าอ่อนโยนเมื่อครู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดทันที
“แพงทำบ้าอะไรลงไป!” เขาตวาดลั่นเต็นท์ จนทุกคนในนั้นสะดุ้ง
“พะ... แพงเปล่านะคะ แพงแค่สะดุด...” เธอพยายามแก้ตัวเสียงสั่น
“อย่ามาโกหก! พี่รู้จักนิสัยแพงดี” คราวนี้ความผิดหวังฉายชัดในแววตาของเขา
“ทำไมถึงหลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ ทำไมถึงต้องทำร้ายคนอื่นเขาแบบนี้!”
นี่เป็นอีกครั้งที่เขาตะคอกใส่เธอ พริริมาสะอื้นจนตัวโยน
“กลับไปหาคุณลุงพีระซะ... กลับไป ก่อนที่พี่จะโกรธแพงไปมากกว่านี้” เขากดเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์อย่างถึงที่สุด
“แต่พี่ตรี...” เธอขยับจะพูด แต่ก็ถูกเสียงตวาดที่ดังกว่าเดิมสวนกลับมา
“ออกไป!”
คำ ๆ นั้นตะคอกเสียงดังลงกลางใจ โลกทั้งใบของเธอพังทลายลงในพริบตา พริริมาไม่ได้พูดอะไรอีก เธอหันหลังแล้ววิ่งออกไปจากเต็นท์ทั้งน้ำตา
ชายหนุ่มได้แต่มองตามหลังร่างอวบที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป แล้วพ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะหันไปหาจอมขวัญที่นอนอยู่บนเตียง
“ตรี... ใจเย็นสิ น้องเขายังเด็กนะ อีกอย่างมันน่าจะเป็นอุบัติเหตุ” จอมขวัญพยายามพูดไกล่เกลี่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
ตรีวิทย์ส่ายหน้าช้า ๆ สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่ร่างอวบวิ่งหายไป แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย ทั้งโกรธ ทั้งผิดหวัง และลึกลงไปคือความหวาดกลัว
“เรารู้จักนิสัยของน้องแพงดีกว่าใครนะขวัญ” เขาพูดเสียงเรียบ
“ยังไงมันก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ และถึงแม้ว่ามันจะเป็น... ก็ควรต้องระวังมากกว่านี้ เพราะก็รู้อยู่ว่าตรงนั้นมันอันตราย”
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ภาพที่จอมขวัญตะเกียกตะกายในน้ำยังคงติดตา ก่อนจะเอ่ยพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ถ้าเมื่อกี้ขวัญไม่ได้แค่สำลักน้ำ แต่เกิดหัวไปฟาดกับโขดหินใต้น้ำนั่นล่ะ... เราไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
ความเงียบเข้าปกคลุมเต็นท์พยาบาลชั่วคราว ทุกคนต่างเข้าใจในความโกรธของตรีวิทย์ดี
“เราแค่อยากน้องแพงคิดถึงคนอื่นให้มากกว่านี้” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง “...อยากให้เขาคิดถึงผลของการกระทำที่จะตามมา ไม่ใช่คิดถึงแต่ความรู้สึกของตัวเองแค่ฝ่ายเดียว”
ร่างสูงหันกลับไปหาคนที่นอนอยู่เตียง บีบมือเธอเบา ๆ
“ขวัญนอนพักก่อนนะ เดี๋ยวเรามา”
พูดจบ เขาก็ลุกเดินออกจากเต็นท์ไปทันที ทุกคนน่าจะรู้ว่าตรีวิทย์จะไปที่ไหน แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเด็กสาวคนนั้น คุณหนูที่เอาแต่ใจตัวเอง จนนิสัยเสีย
ส่วนทางด้านพริริมาเมื่อเดินมาถึงเรือนรับรอง เขาเห็นพอยืนอยู่ก็รีบวิ่งโผเข้าไปกอดท่านไว้แน่น ราวกับกำลังหาที่พึ่ง
“พ่อขา... พาแพงกลับบ้านหน่อย... ฮือ ๆ พาแพงกลับบ้านเดี๋ยวนี้” เด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ไม่ยอมพูดอะไรนอกจากประโยคขอร้องซ้ำ ๆ
พีระตกใจกับท่าทีของลูกสาว เขาลูบศีรษะเธออย่างปลอบโยน
“เกิดอะไรขึ้น! ใครทำอะไรลูก บอกพ่อมา”
พริริมาได้แต่ส่ายหน้าและร้องไห้หนักกว่าเดิม ทว่ายังไม่ทันที่พีระจะได้คาดคั้นอะไรต่อ ตรีวิทย์ก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขาเสียก่อน สีหน้าเรียบเฉยและเย็นชาของเขาทำให้พีระรู้สึกได้ทันทีว่ามันต้องมีเรื่องอะไรที่รุนแรงเกิดขึ้นแน่ ๆ
“ตรี... เกิดอะไรขึ้น ทำไมน้องเป็นแบบนี้”
ตรีวิทย์มองเลยไปยังร่างที่สั่นเท่าในอ้อมกอดของพีระ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“น้องแพง... แกล้งผลักเพื่อนผมตกลำธารครับ”
สิ้นคำพูดนั้น พีระถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาดันตัวลูกสาวออกจากอ้อมกอดแล้วจ้องหน้าเธอเขม็ง
“พริริมา! ที่พี่เขาพูดมันเรื่องจริงเหรอ!”
การที่ผู้เป็นพ่อเรียกชื่อจริงเต็มยศของเธอ ทำให้พริริมารู้ว่าท่านกำลังโกรธจัด จริง ๆ แล้วเธอกลัวจนตัวสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ได้แต่พยักหน้ายอมรับทั้งน้ำตา
ความผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าที่มีรอยตีนกาขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในการเลี้ยงลูก
“ลูกรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำลงไปมันอันตรายถึงชีวิต!” ท่านดุเสียงดังลั่น จนคนที่อยู่ด้านนอกชะโงกหัวเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“นี่เราเห็นชีวิตคนอื่นเป็นของเล่น เพื่อสนองความรู้สึกแล้วก็นิสัยเอาแต่ใจของตัวเองตั้งแต่เมื่อไร! พ่อไม่เคยสอนให้แพงเป็นคนแบบนี้...”
พีระหันไปหาแม่ครูช่อแก้วที่เดินเข้ามาพอดี
“แม่ครูครับ ผมขอยืมไม้หวายสักอันได้ไหมครับ”
คำขอนั้นทำให้ทุกคนนิ่งอึ้ง โดยเฉพาะพริริมา เธอไม่เคยคิดฝันว่าชีวิตนี้จะได้ยินคำพูดนั้นจากพ่อของเธอ ผู้ซึ่งไม่เคยแม้แต่จะดุเธอแรง ๆ
สักครั้ง
พีระรับไม้เรียวอันเล็กมาจากแม่ครู มือของท่านสั่นเทาเล็กน้อย แต่แววตานั้นยังคงแน่วแน่
“พริริมา... มายืนกอดอกตรงนี้”
น้ำตาของเด็กสาวไหลพราก เธอส่ายหน้าอย่างไม่ยอมรับ แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังของผู้เป็นพ่อ เธอก็จำใจต้องเดินไปยืนตรงหน้าท่านอย่างเลี่ยงไม่ได้
ร่างอวบสั่นสะท้านด้วยความกลัวบวกกับความเสียใจ ดวงตากลมโตหันไปมองหน้าตรีวิทย์อีกครั้ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคำขอร้อง... ขอร้องให้เขาช่วยเธอ
ตรีวิทย์เองก็รู้สึกเจ็บแปลบอยู่ในอกไม่ต่างกัน การได้เห็นภาพนี้มันก็เจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เขารู้ดีว่าถ้าไม่ทำโทษเธออย่างจริงจังสักครั้ง พริริมาก็จะไม่มีวันเรียนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เขาจึงทำได้เพียงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
เพี้ยะ!
“โอ้ย! พ่อ... แพงเจ็บ”
เสียงไม้เรียวกระทบลงบั้นท้าย เด็กสาวสะดุ้งสุดตัว ร้องไห้ออกมาเสียงดัง พร้อมกับยกมือขึ้นประนมที่อก
“พี่ตรีแพงขอโทษ พ่อขา... หนูเจ็บ พอแล้ว แพงจะไม่ทำอีกแล้ว”
พีระรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน แต่ก็ต้องกลั้นใจตีลูกสาวไปทั้งหมด
สามครั้ง ก่อนจะโยนไม้ในมือทิ้ง ท่านเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
“ไปรอพ่อที่รถ... เราจะกลับบ้านกันเดี๋ยวนี้” เขาสั่งเสียงเรียบ
พริริมาสะอื้นจนตัวโยน หันกลังเดินโซซัดโซเซไปยังประตู ในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินผ่านร่างสูงของตรีวิทย์ไปนั่นเอง เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา และเฉียบขาด
“แพง...”
ฝีเท้าหยุดชะงักลง หันกลับไปมองเขาด้วยดวงตาที่บวมช้ำ
“ต่อไปนี้... อย่าไปหาพี่ที่คณะอีก!”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผล มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกตีเมื่อครู่เสียอีก เหมือนกับว่าพี่ตรีกำลังจะตัดขาดเธอเพราะผู้หญิงคนนั้น....
พริริมายืนหันหลังบนเวที มือถือช่อดอกไม้สีหวาน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันไปยิ้มตรีวิทย์ที่ส่งสายตาเชียร์อยู่ข้าง ๆ“นับหนึ่ง ... สอง ... สาม”ฟึ่บ!ช่อดอกไม้ลอยละลิ่วข้ามศีรษะไปในอากาศ ท่ามกลางมือหลายคู่ที่ชูขึ้นไขว่คว้าตุ้บ!“กรี๊ดดด ฉันได้ ฉันได้แก ยัยแพงฉันรับได้”น้ำฟ้าในชุดราตรีสีหวานกระโดดโลดเต้นดีใจจนตัวลอย ชูช่อดอกไม้ขึ้นฟ้าอย่างผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของทุกคน“ยินดีด้วยครับคุณผู้โชคดี!”จู่ ๆ เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นผ่านไมโครโฟน ไฟในงานหรี่ลง เหลือเพียงสปอตไลท์ดวงเดียวที่ส่องไปที่กลางฟลอร์คีตะ... เพื่อนเจ้าบ่าวสุดหล่อ เดินถือไมค์ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าที่ปกติจะขี้เล่นและกวนประสาท วันนี้กลับดูประหม่า และจริงจังจนแก้มแดงไปหมดน้ำฟ้าหยุดกระโดด ยืนนิ่งอึ้งมองหน้าหมอหนุ่มที่เธอแอบปลื้มมานาน“น้องน้ำฟ้าครับ...” คีตะเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ “ดอกไม้ช่อนั้นสวยนะครับ แต่คนถือสวยกว่าเยอะเลย”เสียงโห่ฮิ้วดังสนั่นหวั่นไหว น้ำฟ้าหน้าแดงก่ำ ทำตัวไม่ถูก ได้แต่ยืนบิดไปมา“พี่อาจจะปากเสีย ชอบกวนประสาทเราบ่อยๆ แต่พี่ก็รักเราจริง ๆ นะ” คีตะพูดไปเกาท้ายทอยไป“เห็นเพื่อนแต่งงานแล้วอิจฉา พี
“พี่ตรีจะพาแพงไปไหนเหรอคะ”พริริมาเอ่ยถาม ขณะมองออกไปนอกหน้าต่างรถ ซึ่งเคลื่อนตัวออกนอกตัวเมืองมาเรื่อย ๆ ทัศนียภาพสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นทุ่งหญ้ากว้าง แสงแดดสีทองยามบ่ายคล้อยส่องลงมากระทบยอดหญ้าทุกอย่างรอบตัวดูผ่อนคลายตรีวิทย์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขายิ้มบาง ๆ อย่างอ่อนโยน แววตาฉายชัดถึงอะไรบางอย่างที่เธออ่านไม่ค่อยออกเท่าไร ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอเอาไว้ แล้วยกขึ้นมาจุมพิตที่หลังมือเบา ๆ“ไปทำสิ่งที่พี่ควรจะทำมาตั้งนานแล้วครับ ไปบอกลาอดีต เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นอนาคตด้วยกันอย่างสนิทใจไง”ไม่น่านนัก รถยนต์ก็เลี้ยวเข้าไปจอดภายในวัดเก่าแก่หนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมือง บรรยากาศภายในวัดร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ เงียบสงบ และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสดชื่นตริวิทย์พาพริริมาเดินตางไปยังเจดีย์เก็บอัฐิสีขาว ที่ตั้งเรียงรายอยู่ด้านหลังโบสถ์ สายลมเย็นพัดผ่านกิ่งก้านของต้นโพธิ์ ใบไม้สีเขียวขจีลู่ลมเกิดเสียงสวบสาบเขาหยุดยืนอยู่หน้าเจดีย์ช่องหนึ่งที่มีรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยแต่ทว่าอ่อนโยนติดอยู่‘จอมขวัญ’พริริมามองรูปนั้นด้วยความรู้
“กรี๊ดดด”จังหวะนรกนั้นเอง ตรีวิทย์ไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้าใส่จิตตาอย่างไม่คิดชีวิตตุ้บ!ร่างสูงกระแทกเข้ากับร่างของจิตตาอย่างจัง จนเธอกระเด็นถอยห่างจากขอบตึก จิตตากรีดร้อง ล้มลงกระแทกพื้น แต่แรงกระแทกนั้น ทำให้ร่างเล็กของตริริศาที่ยืนหมิ่นแหม่เสียหลัก“กรี๊ดดด แม่แพง!!”ร่างน้อย ๆ หงายหลังร่วงลงไปจากขอบปูน!“ตริริศา!!”พริริมาและตรีวิทย์ตะโกนเรียกชื่อลูกสุดเสียง หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แตกสลายแต่ทว่า...หมับ!มือหนาของตรีวิทย์คว้าข้อมือเล็กๆ ของลูกสาวไว้ได้ทันท่วงทีในเสี้ยววินาทีสุดท้ายร่างของตริริศาห้อยตองแต่งอยู่กลางอากาศ สูงจากพื้นดินเบื้องล่างหลายสิบเมตร เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยความกลัว“พี่ตรี! จับลูกไว้ จับลูกไว้แน่น ๆ นะ” พริริมาถลาเข้าไปช่วย เธอเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกข้างของลูกสาว ช่วยกันดึงรั้งร่างน้อยขึ้นมา“อึบ!”ตรีวิทย์ออกแรงสุดกำลัง เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เขาค่อยๆ ดึงร่างลูกสาวกลับขึ้นมาพ้นขอบปูน ดึงแกเข้ามาสู่อ้อมกอดที่ปลอดภัยทันทีที่เท้าแตะพื้น ตริริศาก็โผเข้ากอดคอพ่อแน่น ร้องไห้ตัวสั่นเทา พริริมาโถมตัวเข้ากอดทั้งพ่อและลูกไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจจนแทบขาดใจ“
แสงแดดสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมตึกร้าง ลมแรงพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ไร้กระจก เกิดเป็นเสียงหวีดราวกับเสียงร้องได้ของวิญญาณพริริมาหอบหายใจถี่ ขาป้อมสั่นเทาพาเธอก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาสู่ชั้นดาดฟ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเดี๋ยวนั้น“ตรีม! ลูก”เสียงกรีดร้องของพริริมาดังลั่นไปทั่วดาดฟ้าบริเวณขอบระเบียบที่ไร้รั้วกั้น ร่างสมส่วนของจิตตายืนอยู่ตรงนั้น ผมเผ้าที่เคยจัดทรงสวยงามบัดนี้ยุ่งเหยิงปลิวไสวไปตามแรงลม ในอ้อมแขนของเธอคือร่างเล็กจ้อยของตริริศาที่ถูกมัดปาก และมัดมือไพล่หลัง เด็กน้อยร้องไห้จนตัวสั่น หน้าตาแดงก่ำด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจิตตาจับตัวตริริศาหันหน้าออกไปทางความว่างเปล่าเบื้องล่างขาเล็ก ๆ ของเด็กน้อยห้อยต่องแต่งอยู่เหนือความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร“อย่าเข้ามานะ”จิตตาตวาดลั่น เมื่อเห็นพริริมาทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามา เธอขยับตัวพาลูกสาวของพริริมาออกไปยืนหมิ่นเหม๋ที่ริมขอบปูนยิ่งกว่าเดิม“ถ้าแกก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันจะปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”“ไม่ ๆ อย่าทำนะจิตตา อย่าทำลูกฉัน”พริริมาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นปูนท
“รักมากใช่ไหม” เธอแสยะยิ้มกับรูปในโทรศัพท์“ขาดไม่ได้ใช่ไหม”แววตาของจิตตาวาวโรจน์ขึ้นในความมืด ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ“ได้ ถ้าตรีรักมันมาก จิตตาจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง”“จิตตาจะทำให้คุณรู้ซึ้ง ว่าการสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดไป มันเจ็บปวดแค่ไหน!”แผนการชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองที่บิดเบี้ยว เธอจะไม่ยอมเจ็บคนเดียวเด็ดขาด ถ้าเธอไม่ได้ครอบครองเขา เธอก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารักให้พินาศย่อยยับ!“เตรียมตัวลงนรกได้เลย ... นังแพง ... นังมารหัวใจ!”ความแค้นฝั่งหุ่นปะทุขึ้นในใจ มันทำให้จิตตาหน้ามืดตามัว วันต่อมาเธอจึงขับรถเพื่อไปดูลาดเลา บรรยากาศช่วงสามโมงเย็นหน้าโรงเรียนอนุบาลนานาชาติชื่อดัง เต็มไปด้วยความจอแจของผู้ปกครอง และรถยนต์หรูที่ทยอยมารับลูกกลับบ้านเสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ ดังประสานกับเสียงนกหวีดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เธอนึกว่าโรงเรียนแพงขนาดนี้ความปลอดภัยน่าจะสูง แต่มันก็เปล่าเลยท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดพยาบาลสีขาวเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังประตูทางเข้าโรงเรียน ใบหน้าสวยที่แต่งแต้มเครื่องสำอางอ่อนๆ ประดับด้วยรอยยิ้มหวานหยด ทว่าแววตานั้นกลับเย็นเยียบและว่างเ
ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืนไร้ซึ่งแสงดาว มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกสูงระฟ้า และไฟถนนที่ส่องแสงสว่างแข่งกับความมืดมิด บริเวณลานจอดรถของโรงพยาบาล ร่างสูงของตรีวิทย์กำลังเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี ในแบบที่ไม่ได้เป็นมานานหลายปี มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกา อีกข้างแกว่างกุญแจรถเล่นไปมาแม้วันนี้จะเป็นวันหยุด แต่สำหรับหมออย่างเขาก็ต้องมาเข้าเวรช่วงดึกอยู่ดี กำลังจะก้าวขาผ่านประตูทางเข้า ก็นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ ชายหนุ่มจึงเดินย้อนกลับมาหากเป็นปกติตรีวิทย์คงจะหงุดหงิดกับความสะเพร่าของตัวเอง แต่เพราะความทรงจำช่วงบ่ายที่อควาเรียมมันคือสัญญาณที่ดี ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามง้อมาตลอดหลายเดือน กำลังจะเปิดใจให้ตัวเองบ้างแล้ว หัวใจของเขาที่เคยด้านชา ก็กลับมาเต้นแรงอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง‘รอพี่ก่อนนะแพง อีกไม่นาน... พี่จะทำให้แพงกลับมารักพี่ให้ได้’ชายหนุ่มยิ้มกับตัวเองขณะเดินมาหยุดที่หน้ารถยุโรปคันหรู เขากดรีโมตปลดล็อกรถ ไฟหน้ารถกระพริบตอบรับเสียงดัง ติ๊ดทว่าก่อนที่มือหนาจะทันได้เอื้อมไปเปิดประตูรถ เงาดำหนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืดหลังเสาต้นใหญ่“มีความสุขจังเลยนะคะ”เสียงเย็นเยียบที่คุ้นหูด




![โฉมงามร้อนราคะ [BDSM] + [NC30+] + [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


