Masuk
“ไอ้เชอร์รี่!” เสียงเฟิร์นตะโกนลอดไรฟัน พยายามแทรกผ่านเสียงเพลงที่ดังจนน่ารำคาญ “อยู่ไหนวะ!”
เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มจนพื้นสั่นสะเทือนไม่ได้ทำให้เฟิร์นสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ใบหน้าสวยกำลังบึ้งตึง คิ้วเรียวขมวดมุ่น ดวงตากลมโตสอดส่ายไปทั่วคลับที่แทบล้นไปด้วยนักเที่ยวทั้งหญิงและชาย เพื่อนสนิทของเธอหายตัวไปในกลุ่มคนที่เต้นกันสะโพกบิดเมื่อครู่ เฟิร์นที่ตั้งใจมาลากเพื่อนกลับบ้านเพราะพรุ่งนี้มีสอบเช้า กำลังจะระเบิดอารมณ์ เธอจ้องมองไปที่จุดวุ่นวายที่สุดของบาร์ และเห็นร่างของเชอร์รี่กำลังโงนเงนอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวใหญ่ ข้างกายมีชายหนุ่มชุดดำอย่างน้อยสามคนที่คอยประคบประหงมอยู่ “แม่เจ้า!” เฟิร์นสบถ ก่อนจะถลาเข้าไปทันที “เชอร์รี่!” ชายชุดดำทั้งสามหันมามอง ใบหน้าเฉยเมยราวกับรูปปั้น เฟิร์นไม่สนใจ เธอผลักคนหนึ่งออกไปอย่างหงุดหงิด แล้วคว้าแขนเชอร์รี่ที่กำลังหัวทิ่มหัวตำอยู่ “กลับบ้าน! พรุ่งนี้สอบ!” เชอร์รี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาเรียวปรอยแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ “เฟิร์น… อย่าเพิ่งสิ สนุกอยู่เลย” เธออ้อแอ้พูด เสียงยานคาง “สนุกบ้านแกสิ! ลุกเดี๋ยวนี้เลย!” เฟิร์นพยายามดึงเพื่อนสุดแรง แต่อีกฝ่ายเหมือนจะเอาตัวถ่วง เธอหันไปมองชายชุดดำที่ตอนนี้เข้ามาล้อมเธอไว้ “อะไรพวกนาย! ปล่อยเพื่อนฉัน!” หนึ่งในนั้นก้าวเข้ามาใกล้ ใบหน้าดวงโหดเหมือนจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ เขาพูดเสียงเรียบ “นี่เป็นที่ส่วนตัวของคุณคีออส คุณไม่ควรจะมาวุ่นวาย” เฟิร์นหัวเราะ ‘หึ!’ ในลำคอ “ที่ส่วนตัวอะไร! เป็นบาร์ไม่ใช่รึไง! แล้วใครคือคุณคีออสอะไรของพวกนาย! ฉันจะลากเพื่อนกลับบ้าน!” เธอดึงเชอร์รี่แรงขึ้นไปอีก “กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลยนะเชอร์รี่!” และนั่นคือจุดเริ่มต้น… จุดเริ่มต้นของความวายป่วงที่เฟิร์นไม่รู้ตัวเลยว่าได้ก่อขึ้น ในห้องวีไอพีลับบนชั้นสองของบาร์ คีออสยืนอยู่หน้าจอขนาดใหญ่ที่ฉายภาพจากกล้องวงจรปิด เขาจ้องมองใบหน้าของสตรีที่กำลังโวยวายอยู่เบื้องล่าง เส้นคมของกรามกระตุกเบาๆ เมื่อเห็นแผนที่จะเอาเอกสารกำลังจะพังไม่เป็นท่า เพราะนังเด็กปากไวคนนี้ต่างหาก “ใครวะ” คีออสหันไปถามลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างกาย เสียงเรียบเยียบเย็นเสียจนอุณหภูมิในห้องลดลงไปหลายองศา “ตามข้อมูลคือชื่อเฟิร์นครับนาย เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยใกล้ๆ นี่แหละครับ” ลูกน้องตอบเสียงอ่อย “พอดีผู้หญิงที่เชอร์รี่…ที่กำลังจะขโมยข้อมูลของเราครับ” คีออสหรี่ตาลง มองเฟิร์นที่ตอนนี้กำลังพยุงเชอร์รี่ที่หมดสภาพแล้วเดินโซซัดโซเซออกจากบาร์ไปอย่างทุลักทุเล “นังเด็กนั่น…” เขาเอ่ยเสียงพร่า “มันกล้าดีนี่” เฟิร์นลากเชอร์รี่มาจนถึงหน้าห้องพักราคาถูกที่เพื่อนจองไว้ โชคดีที่ยังพอมีสติจะบอกทาง เชอร์รี่ทิ้งตัวลงบนเตียงโซฟาอย่างหมดแรง เฟิร์นมองสภาพเพื่อนแล้วถอนหายใจ “เฮ้อออ” “พรุ่งนี้เช้าแกตายแน่” เธอพูดกับตัวเองก่อนจะทรุดตัวลงข้างๆ เพื่อน แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่หลุดออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเชอร์รี่ เฟิร์นขมวดคิ้ว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาดู “เอกสารอะไรเนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง พลิกดูซองซ้ายขวา ก่อนที่สายตาจะสะดุดที่ตราประทับสีแดงสดบนซอง ลับที่สุด ความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำ เฟิร์นแกะซองออกช้าๆ ก่อนจะดึงปึกกระดาษข้างในออกมาดู วินาทีที่เธอเห็นภาพแผนผังและข้อมูลลับสุดยอดขององค์กรมาเฟียใหญ่…ประตูห้องก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง เฟิร์นสะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมอง… และจังๆ กับดวงตาคมกริบสีดำสนิท ดุดันเสียจนลมหายใจเธอสะดุด คีออสยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ข้างกายมีลูกน้องอีกสองคน รัศมีความน่ากลัวแผ่กระจายออกมาจนเธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่วิ่งพล่านไปทั่วสันหลัง “เอกสารของฉัน” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่เจือด้วยโทสะรุนแรง “คืนมา” เฟิร์นกลืนน้ำลายเอื๊อก ดวงตากลมโตจ้องตอบชายตรงหน้า คนเดียวกับที่ลูกน้องเมื่อกี้พูดถึง…คุณคีออส “เอ่อ… นี่มันอะไรคะ” เธอกำกระดาษไว้แน่น “นี่มัน… เอกสารราชการไม่ใช่เหรอคะ” คีออสไม่ตอบ เขาเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ลูกน้องของเขายืนปิดประตูไว้แน่น “ฉันไม่ได้มาอธิบายให้เธอฟัง” คีออสพูด “คืนมาซะ ก่อนที่ฉันจะใช้กำลัง” เฟิร์นมองเอกสารในมือ และมองหน้าคีออสสลับกันไปมา เธอรู้ดีว่าไม่ควรยุ่งเรื่องนี้ แต่มันไม่ยุติธรรม! เพื่อนเธออาจจะโดนหลอกให้มาทำอะไรผิดกฎหมายก็ได้! “คุณเป็นใคร” เฟิร์นถามเสียงแข็ง แม้หัวใจจะเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก “แล้วเอกสารพวกนี้มันอะไรกันแน่ ทำไมถึงอยู่กับเพื่อนฉัน!” คีออสหยุดยืนตรงหน้าเธอ ใบหน้าเขาแทบจะไม่มีอารมณ์ใดๆ นอกจากความเย็นชา “ฉันคีออส” ชื่อนั้นราวกับคมมีดที่กรีดอากาศ เฟิร์นรู้สึกว่าเธอเพิ่งก้าวขาเข้าไปในขุมนรก “แล้วไง!” เธอตะคอกกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ด้วยความโกรธที่เข้ามาแทนที่ความกลัวทั้งหมด “คุณเป็นใครก็ช่างเถอะ! นี่มันไม่ใช่เรื่องที่ควรมาอยู่ในมือเพื่อนฉัน! ถ้าคุณจะข่มขู่ ก็ข่มขู่ให้ถูกคนหน่อย!” คีออสจ้องมองเธอด้วยสายตาที่ทำให้คนทั่วไปแข็งขยับไม่ได้ ใบหน้าเขาเรียบตึง แต่แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจ “ปากดีนักนะ ตัวแค่นี้ยังกล้าตะโกนใส่ฉัน” เขาพูดเสียงพร่า ก่อนจะยื่นมือมาคว้าเอกสารในมือเธอไปอย่างรวดเร็ว เฟิร์นพยายามคว้าคืน แต่ไม่ทัน “เฮ้ย! นี่มันอะไรของคุณ!” เธอโวยวาย คีออสเก็บเอกสารใส่ซองอย่างใจเย็น ก่อนจะมองกลับมาที่เฟิร์น ดวงตาเขาเหมือนจะเผาไหม้เธอให้เป็นเถ้าถ่าน “เธอเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น” เขาพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “และเธอก็ตะโกนใส่ฉัน… เธอรู้ไหมว่าคนอย่างเธอไม่ควรอยู่รอดในโลกของฉัน” เฟิร์นตัวชา ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อตระหนักถึงสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ แต่ด้วยนิสัยปากกล้า หัวใจนักสู้ของเธอก็สั่งให้เธอตอบโต้ “คุณจะทำอะไร!” เธอถาม น้ำเสียงเริ่มสั่น แต่พยายามกดไว้ คีออสไม่ตอบทันที เขาก้าวเข้ามาใกล้ กดดันจนเฟิร์นต้องถอยหลังไปชนกับผนังห้อง มือแข็งแรงข้างหนึ่งวางลงข้างศีรษะเธอ กักขังเธอไว้ในวงแขน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ คลุ้งเข้าจมูก เฟิร์นมองใบหน้าคมเข้มที่อยู่ใกล้จนเธอเห็นเงาของตัวเองในดวงตาเขา “ฉันไม่ใช่คนของนาย” เธอพยายามพูดเสียงแข็งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “แล้วฉันก็ไม่” ปากหยักบางเบียดลงมาปิดปากเธอไว้ทันที คำพูดของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอ เฟิร์นดิ้นรน เฮือกเอาอากาศเข้าปอด รสชาติของความประหลาดใจและความร้อนแรงจากการจูบนี้ทำให้เธอเบิกตากว้าง คีออสจูบเธอรุนแรง บดเบียดริมฝีปากหยักเข้ากับกลีบปากนุ่มนิ่มของเธออย่างไร้ความปราณี เขาจูบเพื่อข่มขู่ นิ้วเรียวของเขาบีบเคล้นแก้มเธอให้เธออ้าปากออก เพื่อให้ลิ้นร้อนของเขาแทรกเข้ามาสำรวจโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ เฟิร์นมือไม้สั่น เธอพยายามผลักแผงอกแข็งแรงที่เบียดชิดเข้ามา แต่ไม่มีประโยชน์ แรงของเธอเทียบไม่ได้เลยกับเขา คีออสจูบเธอจนเธอรู้สึกหายใจไม่ออก สติพร่าเบลอไปหมด และร่างกายร้อนผ่าวไปทั่ว เมื่อเขาถอนจูบออก เฟิร์นหอบหายใจ สูดอากาศเข้าปอดอย่างแรง ริมฝีปากเธอเจ่อบวมแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้างดวยความพร่ามัว "ไอ้บ้า...ปล่อยฉัน" “หุบปาก” เขาพูดเสียงพร่า ลมหายใจอุ่นร้อนหอบรดใบหน้าเธอ “ก่อนฉันจะใช้วิธีอื่นปิดมัน”ร่างบางถูกวางลงบนฟูกนุ่มอย่างทะนุถนอมผิดวิสัยมาเฟียผู้เหี้ยมโหด คีออสไม่รอช้าที่จะตามลงมาทาบทับ กักขังเธอไว้ใต้ร่างแกร่งนัยน์ตาคมจ้องมองใบหน้าที่แดงระเรื่อและตื่นตระหนกของเธอด้วยแววตาที่อ่อนลงแฝงความปรารถนาที่ลึกซึ้ง“เลิกต่อต้านได้แล้ว” เขาพึมพำเสียงทุ้ม ก่อนจะค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาริมฝีปากอุ่นจัดประทับลงบนกลีบปากนุ่มของเธออย่างแผ่วเบา และอ้อยอิ่ง เหมือนกำลังละเลียดชิมขนมหวานชิ้นโปรด เขาค่อยๆคลอเคลียหยอกเย้าที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ“อื้อ...”เฟิร์นเผลอครางในลำคอ สัมผัสที่อ่อนโยนจนน่าตกใจทำให้กำแพงที่เธอก่อไว้เริ่มสั่นคลอน มือไม้ที่กำแน่นกลับผ่อนแรงลง นิ้วเรียวค่อยๆ คลายออกแล้วเลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอหนาของเขาโดยไม่รู้ตัวจูบของคีออสเหมือนยาเสพติดร้ายกาจ มันหอมหวาน นุ่มนวล แต่ก็มอมเมาสติสัมปชัญญะให้เลือนหาย เขาค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักกดจูบให้ลึกซึ้งขึ้น ปลายลิ้นร้อนแตะเบาๆ ที่รอยแยกของริมฝีปากเป็นการขออนุญาต และร่างกายที่ทรยศของเธอก็ยอมเปิดทางให้อย่างง่ายดายรสสัมผัสวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ความโกรธเคืองเรื่องที่เขาข่มขู่ ถูกพัดหายไปกับความเสน่หาชั่วขณะทำไม ทำไมเขาถึงร้ายกาจแบบนี้ ทำไม
“เดี๋ยว! หยุดก่อน!”เฟิร์นรวบรวมแรงฮึดสุดท้าย ผลักอกแกร่งของคีออสออกไปสุดแรง ถอยหลังกรูดไปตั้งหลัก ความสับสนและคำถามมากมายตีกันยุ่งเหยิงในหัว“นายโกหก!” เธอชี้หน้าเขา นิ้วมือสั่นระริก “นายกำลังปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อใส่ร้ายเชอร์รี่!”คีออสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทางไม่ยี่หระ “โกหก ตรงไหนที่ว่าโกหก”“ก็ตรงที่นายบอกว่าเชอร์รี่ยื่นข้อเสนอบ้าบอนั่นไง!” เฟิร์นสวนกลับเสียงแข็ง พยายามขุดความทรงจำในคืนนั้นขึ้นมาประมวลผลอย่างละเอียด“ฉันจำได้... วันนั้นเชอร์รี่เมามาก! เมาจนคอพับคออ่อน แทบจะทรงตัวไม่อยู่ แล้วยัยนั่นจะเอาสติที่ไหนไปเจรจาต่อรองกับนาย!”เธอก้าวเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าว จ้องตาเขาเขม็งเพื่อจับผิด“คนเมาแอ๋ขนาดนั้นจะพูดรู้เรื่องได้ยังไง? จะไปโบ้ยความผิดให้ฉันตอนไหน? ในเมื่อตอนที่ฉันลากยัยนั่นออกมา... ยัยนั่นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหน!”เฟิร์นสูดหายใจลึก มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเห็น“และที่สำคัญ... ฉันอยู่กับเชอร์รี่ตลอดเวลาจนกระทั่งการ์ดของนายเข้ามาล็อคตัวพวกเราแยกจากกัน! เชอร์รี่ไม่มีจังหวะไหนเลยที่จะคุยกับนายเป็นการส่วนตัว!”คีออสยืนนิ่งฟังเธอระเบิดอารมณ์ มุมปากยกยิ้มที่อ่านไม่ออก
ประตูลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกที่ชั้นบนสุดของเพนต์เฮาส์ใจกลางเมือง ความทรงจำในคืนอัปยศนั้นไหลย้อนกลับมาในหัวของใบเฟิร์นทันที กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในห้องโถง เฟอร์นิเจอร์ราคาแพง และเตียงกว้างที่เธอเคยถูกพันธนาการ... ทุกอย่างทำให้ขาสั่นจนแทบก้าวไม่ออก“ทะ... ทำไมพาฉันมาที่นี่ล่ะ”เฟิร์นถามเสียงสั่น พยายามขืนตัวไว้ไม่ยอมเดินออกจากลิฟต์ มือเล็กเกาะขอบประตูแน่นราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย“ฉันอยากกลับแล้ว... พาฉันไปส่งที่หอเถอะนะ... พรุ่งนี้ฉันมีเรียนเช้า”เธอโกหกออกไป หวังว่าเหตุผลเรื่องการเรียนจะทำให้เขาเห็นใจและยอมปล่อยเธอไปคีออสที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่อย่างสบายอารมณ์ หันมามองเธอช้าๆ เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง มุมปากกระตุกยิ้มรู้ทันที่ทำให้เฟิร์นเสียวสันหลังวาบ“มีเรียน หืม” เขาทำเสียงสูงในลำคอ เดินย่างสามขุมเข้ามาต้อนเธอจนชิดผนังลิฟต์“พรุ่งนี้วันเสาร์... มหาวิทยาลัยเธอเปิดสอนภาคพิเศษวิชาหนีผัวหรือไง”เฟิร์นสะอึก หน้าซีดเผือดลงทันตา เธอลืมไปสนิทเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด“เอ่อ... คือ...ก็...กิจกรรมชมรมไง ฉันต้องไปทำกิจกรรม” เธอแถไปเรื่อยแบบน้ำขุ่นๆ“โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะแม่สาวน้อย” คีออสหัวเราะหึ
ประตูรถยนต์สีดำขลับถูกเปิดออกโดยลูกน้องคนสนิท คีออสวางร่างบางที่ยังคงดิ้นขลุกขลักลงบนเบาะรถอย่างเบามือ ก่อนที่ตัวเขาจะก้าวตามขึ้นไปนั่งประกบ แล้วประตูก็ถูกปิดลงทันทีภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ“ขยับออกไปนะ ไปนั่งฝั่งโน้นเลย”ทันทีที่นั่งได้ เฟิร์นก็รีบเขยิบตัวหนีไปจนชิดประตูอีกฝั่ง ยกมือกอดอกทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา“จะให้นั่งไกลทำไม ที่ตั้งกว้าง...” คีออสไม่ฟังคำสั่ง ขยับตัวตามเข้ามานั่งเบียดจนไหล่ชนไหล่ “อีกอย่าง... เมื่อกี้เธอบอกว่าอยากล้างหน้าไม่ใช่เหรอ?”“ฉันจะกลับไปล้างที่บ้าน!” เฟิร์นสวนกลับทันควัน “ใครจะไปอยากล้างกับนาย!”“บ้านเธอไม่มีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อชั้นดีเหมือนที่นี่หรอกนะ...” คีออสยิ้มมุมปาก เอื้อมมือไปเปิดตู้มินิบาร์ คว้าขวดแชมเปญราคาแพงระยับออกมา“ฉันไม่กินเหล้า! แล้วฉันก็ไม่อยากโดนนายรังแกเหมือนคราวนั้นด้วย!” เฟิร์นระแวง รีบยกมือกันไว้“ไม่ได้ให้กิน... เอามาเช็ด...” คีออสพูดหน้าตาย เขาเทแชมเปญใส่ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่พับไว้อย่างดีจนชุ่ม แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้เธอ“มานี่... จะเช็ดรอยที่เธอรังเกียจออกให้”“ไม่ต้อง! ฉันทำเองได้” เฟิร์นจะ
บรรยากาศระหว่างทางเดินออกจากผับเต็มไปด้วยสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อุ้มหญิงสาวร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน แต่คนที่ถูกอุ้มกลับไม่ได้รู้สึกโรแมนติกด้วยเลยสักนิด เฟิร์นพยายามข่มใจไม่ให้เต้นแรงไปกับจังหวะการก้าวเดินของเขาทว่า... ความรู้สึกบางอย่างมันห้ามยาก เมื่อใบหน้าของเธอซุกอยู่ที่ซอกคอแกร่ง กลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวที่ผสมกับกลิ่นบุรุษเพศของคีออสมันช่างยั่วยวนจนเผลอไผล จมูกรั้นๆ ของเธอเผลอขยับเข้าไปสูดดมความหอมนั้นเข้าปอดลึกๆ อย่างลืมตัว มือเรียวที่คล้องคอเขาอยู่ก็กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ“อืม...” คีออสครางรับในลำคอเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอเสียงนั้นดึงสติเฟิร์นให้กลับมา เธอลืมตาโพลง เบิกตากว้างเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังทำบ้าอะไรอยู่ตายแล้ว เมื่อกี้ฉันทำอะไรลงไป ไปดมเขาทำไมภาพที่เขานั่งให้ผู้หญิงคนนั้นนัวเนีย ซุกไซ้ซอกคอเดียวกันนี้แวบเข้ามาในหัวทันที ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มแปรเปลี่ยนเป็นความขยะแขยงขึ้นมาจับใจ“อื้อ!” เฟิร์นรีบผละหน้าออกมาจากซอกคอเขาแทบไม่ทัน เหมือนโดนของร้อนคีออสชะงักเท้า ก้มมองคนในอ้อมแขนด้วยสีหน้างุนงง “เป็นอะไร”“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้น
ความเงียบปกคลุมห้องวีไอพีอีกครั้งหลังจากที่ร่างสะบักสะบอมของซันถูกพาออกไป ใบเฟิร์นค่อยๆ ดึงสติที่แตกกระเจิงของตัวเองกลับมา เธอยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยังเปื้อนแก้มออกลวกๆ สูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความเข้มแข็ง แม้ภายในใจจะยังสั่นไหวกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เธอเหลือบตามองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า... คีออส ผู้ชายที่เพิ่งจะสั่งกระทืบคนแล้วก็สั่งให้ส่งโรงพยาบาลในเวลาเดียวกัน อารมณ์ของเขาแปรปรวนอย่างที่ไม่อาจคาดเดา และเธอก็ไม่อยากจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับคนแบบนั้น“งั้น... ฉันกลับก่อนนะ”เฟิร์นพูดขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงยังคงสั่นเครือเล็กน้อยแต่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุด เธอเบี่ยงตัวเตรียมจะเดินเลี่ยงเขาไปที่ประตู แต่ขาเจ้ากรรมก็หยุดชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ถึงภาพบาดตาที่เห็นก่อนหน้านี้ที่เขากับผู้หญิงชุดแดงคนนั้นความน้อยใจแล่นปราดขึ้นมาจุกที่อกโดยไม่รู้ตัว เธอหันกลับมาพูดเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความประชดประชัน“นายมากับแฟนนายไม่ใช่เหรอ? ป่านนี้คงรอนานแย่แล้ว... รีบกลับไปหาเธอเถอะ”พูดจบเธอก็รีบก้าวเท้าจะเดินหนีหมับ“เดี๋ยว...”มือหนาราวกับคีมเหล็กคว้าเข้าที่ท่อนแข







