LOGINแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านม่านแพรสีงาช้างเข้ามาภายในห้องนอน หลินเสี่ยวอวี่ลืมตาขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ทั้งที่เมื่อคืนแทบไม่ได้นอน ไม่ใช่เพราะฝันร้ายแต่เป็นเพราะ...เธอตื่นเต้น หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที ก่อนหันไปมองปฏิทินไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ วันนี้...มาถึงแล้ว
"วันที่สิบหก เดือนสาม..." เธอพึมพำเบา ๆ
หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากความทรงจำจากนิยายไม่ผิดพลาด วันนี้คือวันที่กองทัพชายแดนกลับถึงเมืองหลวง หลังจากได้รับชัยชนะเหนือแคว้นเป่ยหยวน และวันนี้เอง...คือวันที่ เซียวจิ่นอัน จะปรากฏตัวครั้งแรกในเนื้อเรื่อง
"ในที่สุด..."
หลินเสี่ยวอวี่กำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากเผยรอยยิ้มกว้างอย่างห้ามไม่อยู่
"ในที่สุดก็มาถึงแล้ว"
หากเป็นนักอ่านทั่วไป คงไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของเธอ เพราะสำหรับคนอื่น...เซียวจิ่นอันเป็นเพียงตัวละครในนิยาย แต่สำหรับเธอ เขาคือคนที่เธอเฝ้าคิดถึงทุกครั้งที่ปิดหนังสือ คือคนที่ทำให้เธอร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือคนที่เธอเคยอธิษฐานว่า...
"ขอให้ได้พบสักครั้ง" แม้จะเป็นคำอธิษฐานที่ไม่มีวันเป็นจริงก็ตาม
แต่ตอนนี้...เธอกำลังจะได้พบเขาแล้ว ตัวเป็น ๆ
"คุณหนูเจ้าคะ"
ชิงเอ๋อร์เปิดประตูเข้ามาพร้อมขันน้ำล้างหน้า
"วันนี้ตื่นเช้ากว่าทุกวันเลยนะเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวอวี่รีบลุกจากเตียง
"วันนี้มีงานเลี้ยงใช่หรือไม่"
สาวใช้พยักหน้า
"เจ้าค่ะ"
"ฮ่องเต้ทรงจัดงานฉลองชัยให้กองทัพ"
"ขุนนางทุกตระกูลต้องเข้าร่วม"
หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่เต้นแรงกว่าเดิม ใช่...ทุกอย่างยังเหมือนในนิยาย งานเลี้ยงฉลองชัย...คือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เธอรีบเดินไปล้างหน้า ก่อนหันกลับมาถามชิงเอ๋อร์ด้วยสีหน้าจริงจัง
"วันนี้ข้าดูเป็นอย่างไร"
ชิงเอ๋อร์ถึงกับหลุดหัวเราะ
"คุณหนูยังไม่ได้แต่งตัวเลยเจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก
"...จริงด้วย"
หญิงสาวเกาหัวแก้เขิน
ชิงเอ๋อร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ก่อนหยิบชุดฮั่นฝูออกมาหลายชุด
"คุณหนูจะใส่ชุดสีใดดีเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวอวี่เดินเข้าไปดู สีชมพู...สีฟ้า...สีเขียวอ่อน...สีม่วง ทุกชุดปักลวดลายอย่างวิจิตร จนเธอเลือกไม่ถูก
"ปกติ..." เธอถามขึ้น
"ข้าชอบใส่สีอะไร"
"สีชมพูเจ้าค่ะ"
ชิงเอ๋อร์ตอบทันที
"ฮูหยินบอกว่าคุณหนูใส่แล้วดูอ่อนหวาน"
หลินเสี่ยวอวี่ส่ายหน้า
"ไม่เอา...งั้นสีฟ้า?"
"ไม่เอา...สีม่วง?"
"ไม่เอา"
สาวใช้เริ่มงง
"แล้วคุณหนูอยากใส่สีอะไรเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวอวี่มองเข้าไปในตู้ ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ชุดหนึ่ง ชุดฮั่นฝูสีขาวสะอาด ปักลายดอกเหมยสีเงินอ่อน ๆ ตามชายแขน เรียบง่ายกว่าทุกชุด
"ชุดนี้"
ชิงเอ๋อร์เบิกตากว้าง
"ชุดนี้หรือเจ้าคะ"
"เจ้าค่ะ"
"แต่คุณหนูไม่เคยใส่สีขาวเลย"
หลินเสี่ยวอวี่ยิ้มบาง ๆ
เธอจำได้...ในนิยาย เซียวจิ่นอันเคยพูดกับลูกน้องระหว่างเดินผ่านสวนหลวงว่า "ดอกเหมยสีขาว...งดงามที่สุดยามต้องแสงหิมะ" แม้จะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่เธอกลับจำได้แม่น
"วันนี้..."
หญิงสาวลูบผ้าสีขาวเบา ๆ
"ข้าอยากลองเปลี่ยนดู"
ชิงเอ๋อร์ยิ้มกว้าง
"คุณหนูต้องงดงามแน่นอนเจ้าค่ะ"
...
หลังใช้เวลาแต่งตัวอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม หลินเสี่ยวอวี่ก็ยืนอยู่หน้ากระจกทองเหลือง หญิงสาวในกระจกแทบไม่เหลือเค้าของสาวออฟฟิศจากโลกเดิม เรือนผมดำขลับถูกรวบครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกสีขาว ต่างหูไข่มุกเม็ดเล็กไหวเบา ๆ ทุกครั้งที่ขยับตัว ชุดฮั่นฝูสีขาวช่วยขับให้ผิวของร่างนี้ดูขาวผ่องยิ่งกว่าเดิม
ชิงเอ๋อร์ยืนมองตาค้าง
"คุณหนู...สวยมากเลยเจ้าค่ะ"
หลินเสี่ยวอวี่หัวเราะเขิน ๆ
"...ขนาดนั้นเลยหรือ"
"เจ้าค่ะ"
"วันนี้ต้องมีคุณชายหลายคนมองคุณหนูแน่"
หญิงสาวยิ้มแห้ง
"ไม่หรอก"
ในใจเธอคิดเพียงอย่างเดียว ขอแค่คนคนเดียวมองมาก็พอ
ไม่นานนัก รถม้าของจวนสกุลหลินก็เคลื่อนตัวออกจากจวน มุ่งหน้าไปยังพระราชวัง ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน ร้านค้าปิดครึ่งวัน ชาวบ้านต่างออกมายืนรออยู่ริมถนน เด็ก ๆ นั่งบนไหล่ผู้เป็นบิดา หญิงชราถือธูปอธิษฐาน หลายคนถือดอกไม้ไว้ในมือ บรรยากาศครึกครื้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา
หลินเสี่ยวอวี่เปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย
"คนเยอะจัง..."
ชิงเอ๋อร์ยิ้ม
"ทุกคนมารอต้อนรับแม่ทัพเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ทัพปกป้องชายแดนมาหลายปี ชาวบ้านต่างรักและเคารพท่าน"
หลินเสี่ยวอวี่มองภาพนั้นอย่างเงียบงัน หัวใจค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น ใช่...นี่แหละคือเซียวจิ่นอันที่เธอรู้จัก แม้ราชสำนักจะหวาดระแวง แต่ประชาชน...กลับรักเขาอย่างแท้จริง
รถม้าค่อย ๆ หยุดลงบริเวณประตูพระราชวัง ขุนนางจำนวนมากทยอยลงจากรถม้าของตนเอง เสนาบดีหลินหันมายิ้มให้บุตรสาว
"เสี่ยวอวี่"
"อีกไม่นานขบวนแม่ทัพจะมาถึง อย่าเดินห่างจากพ่อกับแม่นะ"
"เจ้าค่ะ" หลินเสี่ยวอวี่ตอบรับ แต่สายตากลับมองออกไปยังถนนใหญ่ด้านหน้าพระราชวังไม่กะพริบ
เธอรู้...อีกไม่กี่อึดใจ ชายที่เธอเฝ้ารอมาสิบสองรอบของการอ่านนิยาย กำลังจะปรากฏตัวตรงหน้าและหัวใจของเธอ...ก็เต้นแรงจนแทบได้ยินเสียงของมันเอง
เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมือง
ตึง! ตึง! ตึง!
ตามมาด้วยเสียงแตรเขาสัตว์ที่กังวานไปทั่วพระนคร
ทันใดนั้น ผู้คนที่ยืนรออยู่สองฟากถนนต่างพร้อมใจกันเงียบเสียงลง ก่อนจะพากันชะเง้อมองไปยังประตูเมืองด้านทิศเหนือ
"มาแล้ว!"
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นก่อน แต่เพียงชั่วพริบตา บรรยากาศทั้งเมืองก็เต็มไปด้วยความคึกคัก หลินเสี่ยวอวี่เผลอกลั้นหายใจ สองมือกำชายแขนเสื้อแน่นจนยับ
"คุณหนู..." ชิงเอ๋อร์เรียกเบา ๆ
"อย่าเข้าไปใกล้มากเจ้าค่ะ คนเยอะ"
หญิงสาวพยักหน้ารับ แต่สายตาไม่เคยละจากประตูเมืองแม้แต่วินาทีเดียว
ไม่นานนัก...ขบวนทหารม้าชุดแรกก็ปรากฏขึ้น ม้าศึกสีน้ำตาลเข้มก้าวเดินพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ เกราะเหล็กที่สวมอยู่สะท้อนแสงแดดยามสายเป็นประกาย เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้อง ธงรบสีดำปักตรามังกรสีเงินโบกสะบัดเหนือศีรษะ ทหารทุกนายแม้จะมีฝุ่นทรายเกาะเต็มชุดเกราะ แต่แผ่นหลังยังเหยียดตรง ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิ เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากประชาชนทั้งเมือง
"ทหารกล้ากลับมาแล้ว!"
"แม่ทัพชนะศึกอีกแล้ว!"
"ต้าเซิ่งจงเจริญ!"
ดอกไม้จำนวนมากถูกโปรยลงมาจากหน้าต่างเรือนสองฝั่งถนน เด็ก ๆ วิ่งตามขบวนด้วยรอยยิ้ม หญิงชราหลายคนถึงกับยกมือไหว้ด้วยความซาบซึ้ง
หลินเสี่ยวอวี่มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เธอจำได้...ในนิยาย ผู้เขียนบรรยายเพียงว่า "กองทัพของแม่ทัพเซียวกลับเมืองท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชน" เพียงหนึ่งบรรทัด
แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง...มันยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก นี่ไม่ใช่เพียงขบวนฉลองชัย แต่คือการต้อนรับผู้ที่ปกป้องบ้านเมืองกลับบ้าน
ทันใดนั้น เสียงกระซิบของบรรดาขุนนางก็ดังขึ้นรอบตัว
"แม่ทัพกำลังมา"
"อยู่ด้านหลัง"
"รีบมองสิ"
หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่กระตุกวูบ
"มาแล้ว..." เธอพึมพำกับตัวเอง
สายตาจับจ้องไปยังถนนสายเดิม และแล้ว...ม้าศึกสีดำสนิทตัวหนึ่งก็ค่อย ๆ ก้าวผ่านประตูเมืองเข้ามา มันสูงสง่า ขนเป็นมันปลาบ ทุกย่างก้าวมั่นคงราวกับราชาแห่งม้าทั้งปวง บนหลังม้า...มีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ เพียงแวบแรกที่เห็น หลินเสี่ยวอวี่ก็ลืมหายใจ เขาสวมชุดเกราะสีดำด้าน ขลิบเงินตามขอบไหล่และแผ่นอก เสื้อคลุมสีดำปลิวไหวตามแรงลม เรือนผมสีดำสนิทรวบสูงด้วยปิ่นเงินเรียบง่าย ใบหน้าคมคายราวกับถูกสลักขึ้นจากหยก คิ้วเข้ม ดวงตาลึกสงบนิ่ง สันกรามได้รูป ริมฝีปากเม้มตรงโดยแทบไม่มีรอยยิ้ม แม้จะเดินทางกลับจากสนามรบหลายเดือน บนใบหน้ากลับไม่มีความเหน็ดเหนื่อยให้เห็น มีเพียงความสุขุม...หนักแน่น...และสง่างามอย่างยากจะละสายตา หลินเสี่ยวอวี่รู้สึกเหมือนเวลาทั้งโลกหยุดลง
เสียงผู้คนรอบตัวค่อย ๆ เลือนหาย เธอไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกลองศึก ในสายตา...เหลือเพียงชายคนนั้น คนที่เธอเคยมองผ่านหน้ากระดาษนับครั้งไม่ถ้วน คนที่เธอเคยร้องไห้ให้ คนที่เธอเคยโกรธผู้เขียนแทบทุกครั้งเมื่ออ่านถึงตอนจบ
"เซียวจิ่นอัน..." เธอเรียกชื่อเขาในใจ
น้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะเศร้า แต่เป็นเพราะดีใจ ดีใจจนไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไร คนที่ไม่มีตัวตนในโลกของเธอ...ตอนนี้กำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า ยังหายใจ ยังขี่ม้า ยังไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ยังไม่ต้องเดินเข้าสู่ลานประหาร เขายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ หยดน้ำตาหนึ่งไหลลงอาบแก้มอย่างเงียบงัน ชิงเอ๋อร์หันมาเห็นเข้าก็ตกใจ
"คุณหนู!"
"ท่านร้องไห้ทำไมเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวอวี่ไม่ตอบ
เธอเพียงยิ้มทั้งน้ำตา ก่อนเสียงเบา ๆ จะหลุดออกจากริมฝีปาก
"...ในที่สุด"
"...ในที่สุดก็เจอท่าน"
คำพูดนั้นเบาราวกับลมหายใจ แต่สำหรับเธอ...มันคือคำที่อยากพูดมาตลอด ตั้งแต่วันที่ปิดนิยายเล่มนั้น
ม้าศึกสีดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหน้าเหล่าขุนนาง เซียวจิ่นอันนั่งหลังตรง สายตากวาดมองผู้คนตามมารยาท เขาไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้โบกมือ เพียงพยักหน้าให้ประชาชนเป็นระยะ ตรงกับบุคลิกที่ผู้เขียนบรรยายไว้ทุกประการ เย็นชา...พูดน้อย...ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ
แต่ทันใดนั้น...ดวงตาคมของแม่ทัพหนุ่มกลับชะงัก สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หญิงสาวในชุดฮั่นฝูสีขาวผู้หนึ่ง หญิงสาวคนนั้น...กำลังร้องไห้แต่กลับยิ้มให้เขา รอยยิ้มเช่นนั้น...ไม่ใช่รอยยิ้มของคนชื่นชมแม่ทัพผู้ชนะศึก แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่...เฝ้ารอการกลับมาของเขามาเนิ่นนาน
เซียวจิ่นอันขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นนางมาก่อน แต่เหตุใด...หัวใจจึงรู้สึกประหลาดนัก
ขณะเดียวกัน หลินเสี่ยวอวี่ยังไม่รู้ตัวเลยว่า สายตาของแม่ทัพผู้เป็นรักแรกในหน้ากระดาษ ได้หยุดอยู่ที่เธอแล้ว เซียวจิ่นอันนั่งหลังตรงอยู่บนหลังม้าศึกสีดำ ดวงตาคมสงบนิ่งกวาดมองผู้คนทั้งสองฟากถนนตามธรรมเนียม ทุกครั้งที่กองทัพกลับเมืองหลวง ภาพที่เขาเห็นมักไม่ต่างกันนัก ประชาชนโปรยดอกไม้ เด็ก ๆ โบกมือด้วยความตื่นเต้น ขุนนางยืนรอต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง
สำหรับเขา...ทั้งหมดเป็นเพียงพิธีการ เขาเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้วกลับไปรายงานตัวต่อฮ่องเต้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ ยิ่งไม่เคยต้องการเสียงสรรเสริญ
แต่ในวันนี้...ท่ามกลางผู้คนนับพัน สายตาของเขากลับหยุดลงที่หญิงสาวผู้หนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ นางสวมชุดฮั่นฝูสีขาวปักลายเหมยเงิน เรือนผมดำยาวประดับเพียงปิ่นหยกสีขาวอย่างเรียบง่าย ใบหน้าขาวผ่องงดงามราวกับดอกเหมยแรกผลิ
สิ่งที่สะดุดตาที่สุด...ไม่ใช่ความงามของนาง แต่เป็นดวงตา นางกำลังมองเขา...ราวกับเฝ้ารอวันนี้มานานแสนนานทั้งที่เขามั่นใจว่า ไม่เคยพบสตรีผู้นี้มาก่อน
ทันใดนั้น...ลมยามสายก็พัดผ่าน กลีบดอกเหมยจากต้นไม้ริมถนนปลิวลอยผ่านกลางอากาศ เวลาราวกับเดินช้าลง
หลินเสี่ยวอวี่มองชายตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังร้องไห้ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลลงมาอาบแก้ม นี่ไม่ใช่น้ำตาของความเสียใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งความยินดี คนที่เธอคิดว่าจะไม่มีวันได้พบ ตอนนี้อยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว
"ในที่สุด..." เสียงของเธอสั่นเครือ
"...ในที่สุดก็เจอท่าน"
เธออมยิ้มทั้งน้ำตา ภาพสุดท้ายในนิยายที่เขาถูกมัดอยู่บนลานประหาร ค่อย ๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ เพราะชายตรงหน้า...ยังมีชีวิตอยู่
"ดีจริง ๆ..." เธอพึมพำ
"ที่ท่านยังปลอดภัย"
ทันใดนั้นเอง ความทรงจำบทพิเศษท้ายเล่มก็ผุดขึ้นมาในหัว บทพิเศษที่ผู้เขียนลงหลังจากนิยายจบไปหลายเดือน เล่าเรื่องวัยเด็กของเซียวจิ่นอัน มารดาของเขาเคยเรียกเขาด้วยชื่อเล่นเพียงชื่อเดียว หลังจากนางเสียชีวิต ไม่มีใครเรียกชื่อนั้นอีกแม้แต่คนสนิทในกองทัพก็ไม่เคยรู้
หลินเสี่ยวอวี่เคยอ่านบทนั้นหลายสิบรอบ เพราะเป็นครั้งเดียวที่แม่ทัพผู้เย็นชาได้ยิ้มอย่างมีความสุข หญิงสาวยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะเอ่ยออกมาโดยไม่ทันคิด
"...อันเอ๋อร์"
เสียงนั้นเบาราวกับสายลม แต่กลับชัดเจนพอให้คนบนหลังม้าได้ยิน
เซียวจิ่นอันชะงัก มือที่จับบังเหียนม้าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมตวัดกลับมามองหญิงสาวในชุดขาวทันที
"..."
หัวใจของเขากระตุกอย่างรุนแรง ชื่อนั้น...ไม่มีใครเรียกมานานกว่าสิบห้าปี ตั้งแต่มารดาจากโลกนี้ไป เขาไม่เคยบอกใคร ไม่เคยเอ่ยถึง แล้วเหตุใด...หญิงสาวผู้ไม่เคยพบหน้ากันจึงรู้ สายตาของทั้งคู่สบกันกลางถนน หลินเสี่ยวอวี่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ แข็งค้าง
"...หา?"
สมองเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ
เมื่อครู่นี้...เธอเรียกอะไรนะ หญิงสาวยกมือปิดปากตัวเองทันที
ตายแล้ว!...เธอเผลอเรียกชื่อเล่นของเขาออกไป!
"แย่แล้ว..."
หลินเสี่ยวอวี่หน้าซีด
"ฉันลืมไปว่าที่นี่ไม่มีคนอ่านนิยาย"
ชิงเอ๋อร์หันมามองอย่างสงสัย
"คุณหนู เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรหรือเจ้าคะ"
"ไม่มีอะไร!"
หลินเสี่ยวอวี่รีบโบกมือ
"เจ้าฟังผิดแล้ว!"
แต่สายเกินไปเพราะเซียวจิ่นอันยังคงมองมาที่เธอ สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความโกรธ หากแต่เต็มไปด้วยความสงสัย หญิงสาวตรงหน้าดูตกใจไม่แพ้เขา นางเหมือนคนที่เผลอหลุดความลับบางอย่างออกมา ทั้งที่นางเองก็ไม่ตั้งใจ
'นางเป็นใคร...' คำถามนั้นผุดขึ้นในใจของแม่ทัพหนุ่ม
เขามั่นใจว่าไม่เคยพบหน้านาง แต่นางกลับรู้ชื่อที่มีเพียงมารดาเท่านั้นที่เคยใช้เรียก ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงขันทีหน้าพระราชวังก็ดังขึ้น
"แม่ทัพใหญ่เซียวจิ่นอัน เข้าเฝ่า!"
เซียวจิ่นอันละสายตาจากหญิงสาวช้า ๆ ก่อนควบม้าเข้าสู่เขตพระราชวังตามพิธี แต่แม้ร่างของเขาจะจากไปแล้ว ความคิดกลับยังคงวนเวียนอยู่กับหญิงสาวในชุดขาว กับดวงตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและกับชื่อหนึ่ง...ที่ไม่ควรมีใครในใต้หล้ารู้
...
หลินเสี่ยวอวี่มองแผ่นหลังกว้างของแม่ทัพที่ค่อย ๆ หายลับเข้าไปในประตูวัง ก่อนยกมือปิดหน้าตัวเองอย่างหมดแรง
"โอ๊ย...ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย..."
หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงเบา ๆ เธอตั้งใจเพียงจะทักทายคนที่เฝ้าคิดถึง แต่กลับเผลอหลุดเรียกชื่อที่ไม่ควรมีใครรู้เสียได้
"หวังว่า...เขาคงไม่คิดว่าฉันเป็นคนเสียสตินะ"
ชิงเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ
"คุณหนู วันนี้ท่านแปลกกว่าทุกวันจริง ๆ"
หลินเสี่ยวอวี่หัวเราะแห้ง ๆ
'แปลกกว่านี้...ยังมีอีกเยอะ'
เธอคิดในใจ พลางทอดสายตามองไปยังประตูพระราชวังอีกครั้ง ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า อย่างน้อย...เธอก็ทำสำเร็จแล้วหนึ่งอย่าง เซียวจิ่นอัน...จำเธอได้แล้ว แม้มันจะเป็นการเริ่มต้นที่เหนือความคาดหมายก็ตาม
หนึ่งปีต่อมาฤดูใบไม้ผลิกลับมาเยือนเมืองหลวงอีกครั้ง สายลมอ่อนพัดผ่านต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาวสะพรั่งตลอดสองฟากถนนเมืองหลวงในวันนี้แตกต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างสิ้นเชิงกำแพงเมืองที่เคยเต็มไปด้วยประกาศจับกุม บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยประกาศลดภาษีและการฟื้นฟูบ้านเมืองหอประวัติศาสตร์หลวงซึ่งเคยถูกไฟไหม้ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ตามพระราชโองการ พร้อมเปิดห้องเก็บต้นฉบับประวัติศาสตร์ให้ตรวจสอบได้โดยเหล่าขุนนางผู้รับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เรื่องราวของผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นความจริงของคนทั้งแผ่นดินอีกราชพงศาวดารฉบับใหม่ถูกเรียบเรียงขึ้น ในนั้นไม่มีชื่อของ "กบฏเซียวจิ่นอัน" มีเพียงชื่อของแม่ทัพผู้ปกป้องแผ่นดินด้วยชีวิตหลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพ นางทอดสายตามองทหารหนุ่มจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกฝนอยู่ในลานกว้าง เสียงหัวเราะของเหล่าทหารดังเป็นระยะภาพเช่นนี้หาได้ยากในอดีตครั้งหนึ่งจวนแห่งนี้เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดระแวง และเงาของการเมืองแต่บัดนี้...ที่นี่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา"ฮูหยิน" เสียงสาวใช้ดังขึ้นจากด้านหลัง"ได้เวลาแต่งตัวแล้วเจ้าค่ะ"หลินเสี่ยวอวี่หันกลับมา ยิ้
รุ่งอรุณวันถัดมาเหนือกำแพงเมืองหลวง กลุ่มควันสีดำค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า หลินเสี่ยวอวี่ยืนอยู่บนไหล่เขา มองไปยังปลายทางด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง"หอประวัติศาสตร์..." นางพึมพำเบา ๆแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายลี้ แต่ยังมองเห็นควันไฟได้อย่างชัดเจน พวกเขามาช้าไปหรือเซียวจิ่นอันยืนเคียงข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเย็นเฉียบ"ไม่" เขาตอบสั้น ๆ"หากพวกมันเผาหลักฐาน...แปลว่าหลักฐานนั้นมีอยู่จริง"หลินเสี่ยวอวี่หันมองเขา แม้สถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ชายคนนี้ก็ยังมองเห็นโอกาสจากวิกฤตเสมอในเวลานั้นเองเสียงม้าควบก็ดังขึ้นจากเชิงเขา เฉินเฟิงนำทหารกลุ่มหนึ่งมาหยุดตรงหน้า ทุกคนสวมเสื้อคลุมธรรมดาเพื่ออำพรางตัว แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเร่งรีบ"ท่านแม่ทัพ!" เฉินเฟิงรีบลงจากหลังม้า"คนของเรากลับมาแล้ว""เป็นอย่างไร"เฉินเฟิงสูดหายใจลึก"เมื่อคืนมีคนบุกเข้าไปในหอประวัติศาสตร์จริง""เกิดเพลิงไหม้หลายจุด""แต่..." เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหยิบกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากถุงผ้า"ก่อนไฟจะลาม""บรรณารักษ์ชราคนหนึ่งแอบส่งสิ่งนี้ให้คนของเรา"เซียวจิ่นอันรับกล่องไม้มาถือไว้ ตัวกล่องทำจากไม้จันทน์เก่า แกะสลักตราหอประวัต
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนอย่างเงียบงันหมอกสีขาวลอยปกคลุมหุบเขา บ้านไม้ร้างที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าดูราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก หลินเสี่ยวอวี่สะดุ้งตื่นเพราะเสียงขวานกระทบฟืน นางลืมตาขึ้นก็พบว่าเซียวจิ่นอันกำลังผ่าฟืนอยู่หน้าบ้าน แม้เพิ่งหลบหนีจากคุกหลวงได้เพียงคืนเดียว แต่เขากลับสงบนิ่งราวกับเป็นเพียงเช้าวันธรรมดาเมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็วางขวานลงทันที"ตื่นแล้วหรือ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้าเบา ๆ เมื่อคืนหลังเปิดเผยความจริงทั้งหมด นางกลับหลับสนิทที่สุดนับตั้งแต่ย้อนเวลามา เพราะไม่มีความลับให้ต้องแบกอีกต่อไปเซียวจิ่นอันยื่นถ้วยน้ำอุ่นให้นาง"อากาศเย็น ดื่มเสียหน่อย"หญิงสาวรับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากท้ายป่าเฉินเฟิง เขาวิ่งมาจนเสื้อผ้าเปียกโชก หายใจหอบหนัก ก่อนหยุดลงตรงหน้าทั้งสอง"ท่านแม่ทัพ!""มีข่าวหรือ"เฉินเฟิงพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียดผิดปกติ"เมื่อคืนหลังพาท่านออกมา คนของเราลอบเข้าไปที่จวนแม่ทัพ""ข้ากลัวว่าทางวังจะค้นเอกสารสำคัญ จึงให้พวกเขาเก็บของทุกอย่างที่เหลืออยู่"เขาหยิบห่อผ้าสีหม่นออกมาวางบนโต๊ะไม้"ตอนแรกคิดว่าเป็นเพียงบ
กลางดึกคืนนั้น สายฝนโปรยปรายลงเหนือเมืองหลวงไม่ขาดสาย ทั่วทั้งคุกหลวงถูกปกคลุมด้วยความมืด มีเพียงแสงคบเพลิงที่สั่นไหวไปตามกำแพงหินเย็นเยียบหลินเสี่ยวอวี่ดึงผ้าคลุมสีดำให้ปิดใบหน้าแน่นขึ้น ข้างกายนางคือเฉินเฟิงและทหารคนสนิทอีกสามนาย ทุกคนล้วนสวมชุดชาวบ้านธรรมดา ไม่มีผู้ใดพูดแม้แต่คำเดียว เพราะต่างรู้ดีว่า...หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความผิดฐานช่วยนักโทษหลบหนี มีโทษถึงประหารชีวิตเฉินเฟิงหยุดอยู่ใต้กำแพงด้านทิศตะวันตก"คุณหนู" เขาพูดเสียงเบาที่สุด"คนของเราซื้อเวรยามไว้เพียงครึ่งก้านธูป""หลังจากนั้น จะมีทหารผลัดใหม่เข้ามา""พวกเราต้องรีบ"หลินเสี่ยวอวี่พยักหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ในนิยาย แต่เป็นเส้นทางที่นางเลือกเอง เฉินเฟิงเคาะกำแพงหินเบา ๆ สามครั้งครืด...อิฐก้อนหนึ่งค่อย ๆ เลื่อนออก เผยให้เห็นช่องลับแคบ ๆ ที่ถูกซ่อนไว้"เมื่อครั้งสร้างคุกหลวง" เฉินเฟิงกล่าว"ท่านแม่ทัพเป็นผู้ค้นพบทางนี้""ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่ง...""...จะต้องใช้มันช่วยตัวเอง"ทุกคนเงียบลง ก่อนทยอยก้มตัวเดินเข้าไปในอุโมงค์...กลิ่นอับชื้นของดินและหินโชยเข้ามา หยดน้ำตกลงจากเพดานเป็นระยะ หลินเสี่ยวอ
ประตูตำหนักใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆ เสียงบานประตูไม้หนักเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโถงอันโอ่อ่าเซียวจิ่นอันก้าวเข้าไปก่อน หลินเสี่ยวอวี่เดินตามอยู่ครึ่งก้าว ทันทีที่ทั้งสองเข้าสู่ท้องพระโรง ความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ยืนเรียงแถวอยู่สองฝั่ง ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ แต่สายตาหลายคู่กลับจับจ้องมายังแม่ทัพหนุ่มไม่วางหลินเสี่ยวอวี่รู้สึกได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ มันไม่ใช่การเรียกเข้าเฝ้าตามปกติ หากเป็นการรอคอยบางสิ่ง...บางสิ่งที่เตรียมไว้แล้ว"ถวายบังคมฝ่าบาท"เซียวจิ่นอันคุกเข่าลงอย่างสงบนิ่ง หลินเสี่ยวอวี่รีบคุกเข่าตาม ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา พระพักตร์เคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง"เซียวจิ่นอัน""เจ้ารู้หรือไม่...เหตุใดจึงถูกเรียกตัว"แม่ทัพหนุ่มก้มศีรษะ"กระหม่อมไม่ทราบ"ฮ่องเต้ยังไม่ทันตรัสตอบ เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากแถวขุนนาง"กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล"หลินเสี่ยวอวี่เงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ บุรุษหนุ่มในฉลองพระองค์สีทองก้าวออกมา ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มอ่อนโยน หากแต่ดวงตากลับเย็นเยียบจนทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตา รัชทายาท เพียงเห็นใบหน้านั้น หัวใจของหลินเสี่ยวอวี่ก็เต้นแรง คนตรงหน
รุ่งเช้าหลังคืนอันเงียบสงบเมืองหลวงกลับไม่สงบอย่างที่ควรจะเป็น เสียงกลองประกาศจากหอคอยกลางเมืองดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างตึง! ตึง! ตึง!ผู้คนต่างเปิดประตูบ้านออกมามองถนนด้วยความสงสัย ขุนนางหลายคนรีบขึ้นรถม้ามุ่งหน้าเข้าวังหลวง ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองราวกับไฟลามทุ่ง"ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก""กรมพระคลังถูกตรวจค้นตั้งแต่รุ่งเช้า""มีขุนนางถูกจับหลายสิบคน"ภายในจวนสกุลหลินหลินเสี่ยวอวี่กำลังอ่านหนังสืออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอก นางก็รีบเดินออกไป"เกิดอะไรขึ้น"ชิงเอ๋อร์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา"คุณหนู!...ในวังเกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ""ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้จับกุมขุนนางกรมพระคลังหลายคน"หลินเสี่ยวอวี่ชะงัก"ตอนนี้เลยหรือ""เจ้าค่ะ"หัวใจของนางเต้นแรง เป็นไปไม่ได้ในนิยาย...เหตุการณ์นี้ต้องเกิดอีกหลายเดือน ไม่ใช่ตอนนี้หญิงสาวรีบย้อนคิดถึงเนื้อเรื่องทั้งหมด หลังจากรัชทายาทเริ่มเคลื่อนไหว ควรมีงานล่าสัตว์หลวงก่อน จากนั้นจึงเกิดคดีโกงเสบียง แล้วถึงจะมีการกวาดล้างกรมพระคลังแต่ตอนนี้...ทุกอย่างกลับสลับลำดับกันหมด"หรือว่า..." นางพึมพำกับตัวเอง"...เพราะเรา"ทุก







