Masukตอนที่ 4: พากลับบ้าน
รถกระบะคันโตเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามที่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้าด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ แสงไฟวอร์มไวท์จากโคมไฟทรงโรมันที่ตั้งตระหง่านอยู่ตลอดสองข้างทางเข้าบ้านสะท้อนกับหยดน้ำค้างบนยอดหญ้าจนดูระยิบระยับ มะปรางชะเง้อคอมองผ่านกระจกหน้ารถด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนจากความระแวงเป็นความตระหนก บ้านหลังใหญ่ที่เธอเคยเห็นว่าดูดีแล้วในสายตาคนทั่วไป กลับกลายเป็นเพียงบ้านพักคนงานเมื่อเทียบกับคฤหาสน์หลังนี้ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า บาสหักพวงมาลัยจอดรถที่หน้าบันไดหินอ่อนอย่างชำนาญ เขาดับเครื่องยนต์ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าคมสันในยามค่ำคืนดูนิ่งสงบกว่าปกติ เขาไม่ได้บอกพ่อว่าจะมา และไม่ได้โทรสั่งแม่บ้านไว้ล่วงหน้าเพราะความใจร้อนที่เห็นยัยตัวดีท้องร้องประท้วงจนน่าสงสาร ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ประตูไม้สักบานคู่หน้าบ้านก็ถูกเปิดออกโดยแม่บ้านสูงวัยในชุดยูนิฟอร์มสะอาดสะอ้านที่รีบวิ่งกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและอาการนอบน้อมราวกับเห็นเทพเจ้ามาจุติ "คุณบาส กลับมาทำไมไม่บอกป้าก่อนคะ ป้าจะได้เตรียมห้องหับไว้รอ" ป้าแม่บ้านเอ่ยเสียงสั่นด้วยความดีใจพลางก้มหัวให้ชายหนุ่มอย่างให้เกียรติสูงสุด มะปรางที่นั่งอยู่ด้านในรถถึงกับตาลุกวาว เธอรู้ว่าบาสรวย รู้ว่าเขามีอิทธิพลในมหาลัย แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าเบื้องหลังของพี่ว้ากปากหมาคนนี้จะยิ่งใหญ่และหรูหราขนาดนี้ ทันใดนั้นประตูฝั่งผู้โดยสารก็ถูกเปิดออกอย่างแรงโดยมือหนาของคนที่เพิ่งเดินอ้อมมา บาสไม่รอช้าที่จะคว้าข้อมือเล็กของเธอให้ลงจากรถทันทีโดยไม่สนว่าร่างบางจะทรงตัวอยู่หรือไม่ "เดี๋ยวสินี่บ้านพี่เหรอ?" มะปรางถามออกไปเสียงหลง แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความตกใจและสับสน เธอไม่ได้หลงใหลในความโอ่อ่าตรงหน้า แต่เธอกำลังรู้สึกถึงความห่างชั้นที่มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนน่าใจหาย "อืม" บาสตอบสั้นๆ ในลำคอตามสไตล์คนพูดน้อยแต่ต่อยหนัก เขาไม่เสียเวลาอธิบายอะไรต่อ แต่กลับกระชับข้อมือเล็กให้แน่นขึ้นแล้วออกแรงดึงให้เธอเดินตามเข้าไปในโถงบ้านที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดมหึมา ป้าแม่บ้านมองตามผู้หญิงแปลกหน้าที่คุณหนูของตนลากจูงมาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรทำเพียงเดินตามหลังไปติดๆ "ป้าครับ รบกวนทำกับข้าวให้หน่อย เอาที่ทำง่ายแต่ต้องอร่อยที่สุดนะ เยอะๆ" บาสหันไปสั่งแม่บ้านเสียงเรียบพลางลากมะปรางไปที่โต๊ะอาหารยาวเหยียดที่สามารถจุคนได้นับสิบคน "เน้นอาหารทะเลนะ ป้าก็น่าจะรู้ว่าต้องทำเมนูไหน" เขาสั่งงานจบก็กดไหล่บางให้นั่งลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างดี มะปรางนั่งตัวลีบเล็กจ้อยท่ามกลางห้องอาหารที่กว้างขวางเกินความจำเป็น เธอเห็นแม่บ้านนับสิบคนที่เริ่มวิ่งวุ่นอยู่ในครัวเปิดเพียงเพื่อเตรียมอาหารให้คนแค่สองคนกิน เวลาผ่านไปไม่ถึงยี่สิบนาที อาหารทะเลนานาชนิดทั้งกุ้งแม่น้ำเผาตัวโต ปูนึ่งเนื้อแน่น และต้มยำรสจัดจ้านก็ถูกลำเลียงมาวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ เหมือนกับว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองระดับชาติ กลิ่นหอมของอาหารกระตุ้นประสาทสัมผัสของมะปรางจนท้องที่เคยร้องประท้วงเริ่มเต้นเป็นจังหวะรัวแรง สมองที่เคยพยายามสั่งให้หยิ่งในศักดิ์ศรีเริ่มพ่ายแพ้ให้กับความโหยหาของร่างกาย เธอได้แต่จ้องมองกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาละห้อย "มองอย่างเดียวจะอิ่มไหม กินๆเข้าไปซะทีเวลาปากดีล่ะพูดไม่หยุด ทีเวลาหิวทำเป็นติ๋ม" บาสพูดประชดประชันพลางแค่นยิ้มที่มุมปาก แต่ท่าทางเขากลับสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง ชายหนุ่มหยิบกุ้งแม่น้ำตัวโตขึ้นมาแกะเปลือกให้อย่างคล่องแคล่ว เขาใช้ช้อนตักมันกุ้งสีส้มเยิ้มๆ วางลงบนจานของมะปราง ท่าทางนั้นดูเป็นธรรมชาติจนคนมองอย่างป้าแม่บ้านถึงกับอมยิ้ม เพราะไม่เคยเห็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจทำอะไรแบบนี้ให้ผู้หญิงคนไหนมาก่อน มะปรางไม่ได้ตอบโต้คำด่าของเขา เธอใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากทันที ความอร่อยของฝีมือแม่บ้านที่นี่ทำเอาเธอแทบจะลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ เธอชิมทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยความหิวโหยจนแก้มป่อง "เออ กินเข้าไป ให้มันคุ้มกับที่ขังตัวเองอยู่ในห้อง" บาสบ่นพึมพำขณะที่ยังคงแกะปูแกะกุ้งส่งให้เธอไม่ขาดสาย ในขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มจะดูผ่อนคลายลง เสียงฝีเท้าหนักๆ จากชั้นสองของบ้านก็ดังขึ้นดึงความสนใจของทุกคน มะปรางชะงักมือที่กำลังถือช้อนพลางเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงหัวใจเธอเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที เมื่อเห็นร่างของชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินลงมาจากบันไดวนวนหรูหรา เขาคือ คุณเกริกพลพ่อของบาส ชายที่มีใบหน้าเคร่งขรึมและดวงตาที่คมปราบราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจคนได้ แม้จะมีอายุแต่เขายังดูภูมิฐานและทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล รังสีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทำให้มะปรางถึงกับลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ เธอรีบวางช้อนลงแล้วรวบรวมความกล้าที่เหลือเพียงน้อยนิดยกมือไหว้ด้วยท่าทางสั่นเทา พ่อของบาสเดินมาหยุดอยู่ที่หัวโต๊ะ สายตาของเขาจ้องมองมาที่มะปรางนิ่งๆ เป็นสายตาที่เย็นชาจนน่าขนลุก มะปรางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา ความคิดในหัวของเธอเริ่มฟุ้งซ่านไปไกลถึงเรื่องคดีความที่พ่อเธอทำไว้ เธอหวาดกลัวว่าบาสจะล่อเธอมาให้พ่อของเขาจัดการทิ้งที่นี่เพื่อล้างแค้น หรืออาจจะเป็นการข่มขู่ครั้งใหญ่ที่เธอไม่มีวันหนีพ้น "นี่เหรอผู้หญิงที่แกรักนักรักหนา จนถึงขั้นยอมขัดคำสั่งฉันไม่ให้แจ้งความเรื่องไอ้ศิลา" น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังของคุณเกริกพลเอ่ยถามลูกชายสั้นๆ แต่มันกลับเหมือนระเบิดที่ดังสนั่นอยู่ในหูของมะปราง เธอหูอื้อไปหมดกับประโยคที่เพิ่งได้ยิน รักนักรักหนางั้นเหรอบาสบอกกับพ่อเขาแบบนั้นเหรอ มะปรางนั่งตัวแข็งทื่อ ลมหายใจขาดตอนไปชั่วขณะ เธอเหลือบมองบาสที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเพียงใบหน้าที่นิ่งเฉยราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับประโยคบอกเล่าของพ่อตนเอง ความสับสนพุ่งพล่านอยู่ในใจของหญิงสาวราวกับพายุทอร์นาโด บาสพาเธอมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่ เพื่อช่วยครอบครัวเธอ หรือเพื่อตอกย้ำให้รู้ว่าเธอเป็นเพียงเบี้ยล่างที่เขาสามารถหยิบยื่นความตายหรือลมหายใจให้เมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ "หึพ่อไปเอามาจากไหนว่ารักก็แค่เล่นๆ หยอกๆ ไปตามประสาผู้ชายแหละครับ ของแปลกๆ แบบนี้มันก็ต้องลองกินดูบ้าง แต่จะให้จริงจังอะไรขนาดนั้นผมคงไม่เอาตัวไปแลกกับลูกสาวคนที่โกงบริษัทเราหรอก" บาสโยนเปลือกกุ้งลงบนจานอย่างไม่แยแสพลางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามของบาสทำให้น้ำตาของมะปรางแทบจะร่วงหล่นลงมาตรงนั้น ความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้าสู่กลางใจจนเธอต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ เธอรู้ว่าเขาปากหมาแต่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอต่อหน้าพ่อของเขาขนาดนี้ ทว่าในความจริงที่บาสซ่อนไว้ภายใต้คำโกหกนั้น หัวใจของเขากลับกระตุกวูบทุกครั้งที่เห็นแววตาตัดพ้อของหญิงสาว ในใจเขามีเพียงเธอคนเดียวมาตลอด แต่ทิฐิและความทะนงตัวมันสั่งให้เขาต้องปั้นหน้าเป็นคนเย็นชาต่อไป คุณเกริกพลนิ่งฟังลูกชายพลางใช้สายตาอันเฉียบคมประเมินท่าที เขารู้จักนิสัยลูกชายตัวเองดีกว่าใคร แววตาที่บาสลอบมองมะปรางตอนที่เธอไม่เห็นนั้นมันไม่ใช่สายตาของคนที่จะเล่นๆเลยสักนิด ในฐานะพ่อเขารู้ทันทีว่าลูกชายคนเดียวของเขากำลังติดบ่วงลูกสาวของศัตรูเข้าให้แล้ว และนั่นคือสิ่งที่เขาไม่พอใจอย่างมากลึกๆในใจ แต่ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่และกุมอำนาจมานาน เขาจึงเลือกที่จะวางมาดเข้มและเก็บงำความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ชายวัยกลางคนพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรับรู้ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงอาการโกรธหรือยินดียินร้ายใดๆ ออกมา "งั้นก็ดีรู้ตัวว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไรก็พอ" พ่อของบาสเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะปรายตาไปมองมะปรางที่นั่งก้มหน้าจนคางชิดอก "กินเสร็จแล้วก็พากันไปพักผ่อนซะ อย่าให้มีเรื่องเสื่อมเสียมาถึงหูฉันอีก" พ่อของบาสทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปยังชั้นสองของบ้านด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ มะปรางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เหมือนคนเพิ่งพ้นจากแดนประหาร เธอรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดหายไปในอากาศ "ได้ยินแล้วใช่ไหม พ่อกูไม่ได้พิศวาสเธอหรอก" บาสหันมาตอกย้ำด้วยคำพูดร้ายกาจอีกครั้ง ทั้งที่มือข้างหนึ่งของเขายังแอบเอื้อมไปเลื่อนจานน้ำจิ้มให้เธออยู่ใกล้ๆ "รีบกินให้เสร็จ แล้วตามกูขึ้นไปข้างบน อย่าให้กูต้องรอนาน" มะปรางไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแต่ก้มหน้ากินข้าวทั้งน้ำตาที่คลอเบ้าอยู่จางๆ ความรู้สึกหวาดกลัวในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็นความสับสนที่ยากจะอธิบาย เธอติดอยู่ในกรงทองของปีศาจปากหมาที่พร้อมจะทำร้ายเธอได้ทุกเมื่อ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นคนเดียวที่ดึงเธอออกมาจากนรกของแม่เลี้ยงใจร้ายเช่นกันตอนที่ 4: พากลับบ้าน รถกระบะคันโตเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามที่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้าด้วยระบบไฟฟ้าอัตโนมัติ แสงไฟวอร์มไวท์จากโคมไฟทรงโรมันที่ตั้งตระหง่านอยู่ตลอดสองข้างทางเข้าบ้านสะท้อนกับหยดน้ำค้างบนยอดหญ้าจนดูระยิบระยับ มะปรางชะเง้อคอมองผ่านกระจกหน้ารถด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนจากความระแวงเป็นความตระหนก บ้านหลังใหญ่ที่เธอเคยเห็นว่าดูดีแล้วในสายตาคนทั่วไป กลับกลายเป็นเพียงบ้านพักคนงานเมื่อเทียบกับคฤหาสน์หลังนี้ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า บาสหักพวงมาลัยจอดรถที่หน้าบันไดหินอ่อนอย่างชำนาญ เขาดับเครื่องยนต์ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ใบหน้าคมสันในยามค่ำคืนดูนิ่งสงบกว่าปกติ เขาไม่ได้บอกพ่อว่าจะมา และไม่ได้โทรสั่งแม่บ้านไว้ล่วงหน้าเพราะความใจร้อนที่เห็นยัยตัวดีท้องร้องประท้วงจนน่าสงสาร ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง ประตูไม้สักบานคู่หน้าบ้านก็ถูกเปิดออกโดยแม่บ้านสูงวัยในชุดยูนิฟอร์มสะอาดสะอ้านที่รีบวิ่งกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและอาการนอบน้อมราวกับเห็นเทพเจ้ามาจุติ"คุณบาส กลับมาทำไมไม่บอกป้าก่อนคะ ป้าจะได้เตรียมห้องหับไว้รอ" ป้าแม่บ้านเอ่ยเสียงสั
ตอนที่ 3 : ภายใต้ความมืดและรสชาติของความดื้อรั้นความเงียบสงัดภายในห้องคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองเริ่มทำงานของมันอย่างซื่อสัตย์ แสงไฟจากท้องถนนด้านล่างสะท้อนผ่านกระจกบานสูงเข้ามาเป็นริ้วจางๆ พาดผ่านร่างกายกำยำของ บาส ที่นอนขดตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวยาวในห้องนั่งเล่น เขาขยับกายไปมาอย่างอึดอัดเพราะขนาดโซฟาที่ไม่สัมพันธ์กับความสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร แต่ถึงกระนั้นเขาก็เลือกที่จะอดทน เพราะลึกๆ ในใจที่ถูกฉาบไว้ด้วยความดิบเถื่อน เขายังมีความเป็นสุภาพบุรุษหลงเหลืออยู่มากพอที่จะยกเตียงนุ่มในห้องนอนให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เขาลักพาตัวมาภายในห้องนอนที่ปิดสนิท มะปราง นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ดวงตากลมโตจ้องมองความมืดด้วยความรู้สึกที่สับสนและว่างเปล่า ความโกรธแค้นในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความอ่อนล้าจากการปะทะอารมณ์มาตลอดทั้งวัน ทว่าสิ่งที่กำลังรบกวนเธอหนักที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่คำขู่ของบาสหรือใบหน้าเสแสร้งของแม่เลี้ยง แต่มันคือเสียงประท้วงจากอวัยวะภายในที่ขยับตัวไปมาจนเกิดเสียงโครก...เสียงท้องร้องเบาๆ ดังก้องในความเงียบ มะปรางเม้มริมฝีปากแน่นพลางเอามือกดหน้าท้องตัวเองไว้ด้วยความอับอาย เธอ
ตอนที่ 2 : หัวร้อนที่หาไม่เจอความเงียบเชียบภายในห้องคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองถูกทำลายลงด้วยเสียงรหัสประตูดิจิทัลที่ถูกกดอย่างรวดเร็วและรุนแรง บาสผลักบานประตูเข้าไปด้านในด้วยความรู้สึกคาดหวังผสมปนเปไปกับความกรุ่นโกรธที่ยังไม่มอดดับตลอดทั้งบ่าย สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่วห้องนั่งเล่นที่มืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากตึกภายนอกที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเท่านั้น"มะปราง" เขาส่งเสียงเรียกพลางกวาดสายตามองหาเจ้าของร่างบางที่เขาขังเอาไว้ก่อนหน้านี้ บาสเดินตรงไปที่ห้องนอนด้วยท่าทางรีบร้อน แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า ผ้าห่มที่ถูกจัดวางไว้ดิบดีก่อนหน้ายังคงเรียบกริบราวกับไม่มีใครเคยสัมผัส หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลังก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งโทสะเมื่อเขาสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบานเลื่อนตรงระเบียงไม่ได้ถูกล็อค และมีรอยเท้าเล็กๆทิ้งไว้บนขอบปูน"โธ่เว้ย รั้นฉิบหาย" บาสถอนลมหายใจผายออกเสียงดังสนั่นห้องมือหนาคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมากดเบอร์หาลูกน้องคนสนิทของพ่อทันทีด้วยอารมณ์พุ่งพล่าน เขาไม่ได้แค่โกรธที่เธอหนีแต่เขาโกรธที่เธอ กล้า ท้าทายอำนาจของเขา ทั้งที่เขาย้
ตอนที่ 1: จู.บ แฟนเก่าปากหมา เสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักอย่างไม่มั่นใจดังขึ้นสม่ำเสมอไปตามโถงทางเดินกว้างของตึกคณะบริหารธุรกิจ มะปรางในชุดนักศึกษาถูกระเบียบที่ดูจะหลวมไปนิดหน่อยจากน้ำหนักตัวที่ลดลงในช่วงครึ่งเทอมที่หายไป เธอกำลังก้าวเดินด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่ลานกว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นรัวแรงปะทะกับทรวงอกจนรู้สึกเจ็บ แผ่นหลังบางเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นๆ ทั้งที่เครื่องปรับอากาศในตึกทำงานอย่างเต็มกำลัง"มะปราง แกโอเคไหม?" ณดาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้ความลับบางส่วนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง พลางเอื้อมมือมาบีบไหล่เพื่อนเบาๆ"เราโอเค แค่ตื่นเต้นนิดหน่อยน่ะ" มะปรางตอบเสียงแผ่ว พยายามปั้นหน้ายิ้มแต่มันกลับดูจืดชืดเต็มที เธอรู้ดีว่าการกลับมาเรียนวันแรกหลังจากทิ้งช่วงไปนานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่เธอกลัวที่สุดไม่ใช่เนื้อหาบทเรียนที่ตามไม่ทันแต่มันคือใครบางคนที่มีอิทธิพลเหนือการควบคุมของเธอต่างหาก เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงห้องบรรยายรวมขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับวิชาเรียนพื้นฐานซึ่งนักศึกษาหลายคณะต้องมาเรียนรวมกัน มะปรางก็ต้องชะงักฝีเท้าจนเกือบจะเสียหลัก ภาพตรงหน้าคือกลุ่มนักศึกษาชายในชุดช็อปสี
คลั่งรัก,ฟีลกู๊ด,รวย,ปากหมา,ใจดำ❌ ไม่นอกกาย ไม่นอกใจ ✅ กดใจเพื่อเปิดอ่านฟรี ( ครบ300ใจอ่านฟรีจนจบค้าบ )เมื่อภาคเรียนแรกมะปรางเข้าเรียนปี 1 ด้วยความอึดอัด เพราะพ่อแท้จริงและแม่เลี้ยงพยายามจับคู่เธอกับอันธพาลที่มีอิทธิพลเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ บาสพยายามเข้ามาดูแลและขอคบ แต่มะปรางปฏิเสธเสียงแข็งเพราะไม่อยากดึงเขาเข้ามายุ่งกับเรื่องน้ำเน่าในครอบครัวตัวเอง แต่ความพลาดพลั้งในทริปเพื่อนสนิทที่ทะเลคืนนั้น เกมส์ทนเห็นเพื่อนสนิทกินเหล้าประชดรักไม่ไหว จึงแอบวางยาเพื่อให้ทั้งคู่ได้เปิดใจคุยกัน แต่ฤทธิ์ยาทำให้ทุกอย่างเกินเลยจนมีอะไรกันในที่สุดหลังจากคืนนั้น มะปรางพยายามหนีและทำตัวเหินห่าง แต่บาสในโหมดพี่ว้ากจอมโหดกลับรุกหนักกว่าเดิมเขาประกาศกร้าวว่า "ในเมื่อได้แล้ว ก็ไม่มีวันปล่อยให้ไปเป็นของไอ้กุ๊๊ยที่ไหนแน่" บาสใช้ทั้งอำนาจมืดของพ่อและฝีปากร้ายๆ ของตัวเองคอยกันท่าอันธพาลที่พ่อแม่มะปรางทีี่ยัดเยียดให้ มะปรางเธอต้องสู้กับความรู้สึกผิดและความกลัวมาตลอด สุดท้ายบาสต้องยอมให้ความพ่ายแพ้เมื่อมะปรางบอกเลิกและประกาศตัดขาดจริงๆ มะปรางไม่มาเรียนครึ่งเทอมหนีไปโดยไม่ให้ใครติดต่อ รวมถึงบาสที่อกหักกลายเป็น





![ม่านรักไฟเสน่หา NC30+ [โคแก่กินหญ้าอ่อน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

