LOGINท่าทางนั้นดูแล้วก็พลันทำให้ฉู่หว่านหนิงเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปประคองไว้อย่างระมัดระวัง นางยังคงนิ่งเงียบเพียงส่งรอยยิ้มขอบคุณให้สตรีตรงหน้าเท่านั้น
กู้เหยียนหลินยิ้มตอบแล้วเอ่ยขึ้น
“องค์หญิง ท่านหิวหรือยังเพคะ เดียวหม่อนฉันจะไปหยิบซาลาเปามาให้นะเพคะ ดินแดนเทียนหลางกันดารนัก หาอาหารชั้นเลิศยากนัก ไม่เหมือนต้าซ่งของเรา”
ฉู่หว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับ โดยไม่ได้เอ่ยคำใด นางมองสตรีผู้ไร้เดียงสาตรงหน้าก่อนจะยิ้มบาง ๆ
ขณะนั้นเสียงคมเข้มด้านนอกรถม้าก็ดังขึ้น
“ข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าอย่ามารบกวนองค์หญิง”
ฉู่หว่านหนิงและกู้เหยียนหลินที่กำลังคุยกันก็พลันเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่กำลังขี่ม้าอยู่ด้านนอก
มู่หานเซียวในชุดเกาะเหล็ก ใบหน้าคมเข้มนั้นจ้องมองมาทางฉู่หว่านหนิงแวบหนึ่งก่อนจะหันไปทำสายตาดุใส่ กู้เหยียนหลินที่นั่งอยู่เคียงข้าง
กู้เหยียนหลินกำลังจะอ้าปากอธิบาย ทว่ากลับถูกสายตาคมกริบของมู่หานเซียวหยุดไว้เสียก่อน ทว่านางยังไม่ทันได้ตั้งตัวมือใหญ่ของมู่หานเซียวก็ยื่นห่อกระดาษห่อหนึ่งมาให้นางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“สายมากแล้วกินเสีย”
กู้เหยียนหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยมองห่อกระดาษตรงหน้า นางรับมาด้วยความงุนงง พลันคิดในใจก็นางเพิ่งกินหมั่นโถวไปเมื่อครู่แล้วนี่
มือเรียวยาวของกู้เหยียนหลินค่อย ๆ แกะ ห่อกระดาษออกด้านในคือขนมถังเกา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยขนมถังเถานั้นเป็นขนมที่ทำขึ้นเฉพาะเทศกาลเท่านั้น ยิ่งช่วงนี้แทบไม่มีขายแล้วเขาหามาจากที่ใดกัน
ทว่ากู้เหยียนหลินกลับไม่สนใจจะคิดต่อ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง
“องค์หญิงหากท่านไม่รังเกียจ ท่านเสวยรองท้องไปก่อนนะเพคะ”
ฉู่หว่านหนิงยื่นมือไปรับขนมถังเกาตรงหน้า ดวงตาพร่ามัวเล็กน้อยมองขนมตรงหน้านิ่ง ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบชิ้นหนึ่งใส่ปากประทังความหิว
ขนมถังเกา ทั้งที่เป็นของโปรดที่สุดของนาง ทว่าบัดนี้นางกลับรู้สึกว่ามันขมยิ่งนัก นางฝืนกลืนลงไปรสชาติที่ขมขื่นนี้ทำให้นางนึกย้อนไปถึงเมื่อก่อน
ตอนที่ฉู่หว่านหนิงกับมู่หานเซียวยังรักกันใหม่ ๆ ปีหนึ่งในเทศกาลปีใหม่ ทุกคนต่างอยู่พร้อมหน้ากัน ทว่านางที่เป็นองค์หญิงเก้ากลับไม่ได้ไปเข้าร่วม อยู่อย่างเดียวดายในตำหนัก
ทว่าร่างสูงโปร่งของมู่หานเซียวก็พลันปรากฏขึ้น ราวแสงเทียนที่มอบความอบอุ่นให้นาง
มู่หานเซียวพาฉู่หว่านหนิง ออกไปนอกวังหลวง ข้างนอกในเทศกาลปีใหม่นั้นช่างคึกครื้นยิ่งนัก เหล่าชาวบ้านต่างออกมาเดินชมโคมไฟกันอย่างคึกคัก
โคมไฟในรูปลักษณ์ต่าง ๆ ถูกแขวนเต็มสองข้างทาง แสงสว่างจากโคมไฟสาดส่องไปทั่วบริเวณดูงดงามจนยากจะลืมเลือน
มู่หานเซียวในชุดสีครามเข้ม ใบหน้าคมคาย สง่างามยิ่งนัก เขาก้าวเข้ามาหา ฉู่หว่านหนิงที่ยืนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยโคมไฟหลากหลาย
“อันหนิง”
น้ำเสียงอ่อนโยนของมู่หานเซียนดังขึ้น
ดวงตาคมจ้องมองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าไม่วางตา แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบเข้ากับดวงตาคมนั้น ใบหน้าพลันแดงระเรื่ออย่างเขินอาย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้างามสะพรั่ง
ความงดงามตรงหน้าราวมนต์สะกดฝังลึกลงไปในหัวใจของ มู่หานเซียว ดวงตาของเขาในยามนี้มีเพียงนางเท่านั้น ในใจเบิกบานยิ่งนัก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุขพลันปรากฏบนใบหน้าคมคายอย่างชัดเจน
มือใหญ่ที่ถือโคมรูปกระต่ายน้อยพลันยกขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ให้เจ้า”
ฉู่หว่านหนิงมองโคมกระต่ายน้อยในมือเขา ดูงดงามยิ่งนัก หัวใจนางเต็มไปด้วยความสุข นางยิ้มรับด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
มู่หานเซียวก้มลงเล็กน้อยยื่นมือใหญ่ของเขาไปกุมมือเล็ก ๆ ของฉู่หว่านหนิงไว้แน่น แล้วสบตานางอย่างลึกซึ้ง
“วันนี้เจ้างดงามมาก”
น้ำเสียงอ่อนโยนของมู่หานเซียวดังขึ้น ทำเอาสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้ายิ้มหวานเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข นางก้มลงเล็กน้อยหลบสายตาคมของเขาอย่างเขินอาย ในหัวใจเต้นรัว
“รอข้าอีกสักหน่อยได้หรือไม่”
น้ำเสียงที่แสนจะนุ่มนวลทว่ากลับเต็มไปด้วยความหนักแน่นจนหัวใจคนฟังเต้นไม่เป็นจังหวะ
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างลึกซึ้ง ราวนางเลือกแล้วว่าทั้งชีวิตนี้จะอยู่เพื่อเขาคนเดียว นางพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะให้นางรอนานเพียงใดหากเขามีใจนางก็เต็มใจรอ
มู่หานเซียวยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ มือใหญ่จับมือนางแน่น สายตาของทั้งสองสบกันด้วยแววตาลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขจะหยิบเอาห่อกระดาษที่ผูกด้วยเชือกสีขาวออกมาแล้วยื่นให้นาง
ฉู่หว่านหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย ท่าทางงุนงงของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนคนมองอดยิ้มกว้างไม่ได้ มู่หานเซียวค่อย ๆ แกะห่อกระดาษนั้นออก ด้านในเผยให้เห็นชิ้นขนมอยู่
“ขนมถังเกา เหล่าชาวบ้านนิยมกินช่วงเทศกาล รสหวาน อร่อยยิ่งนัก ลองชิมดู”
ฉู่หว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นหยิบขนมถังเกาเข้าปากหนึ่งชิ้น รสชาติช่างแปลกใหม่ ทว่ากลับอร่อยยิ่งนัก นางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อืม อร่อยมาก”
มู่หานเซียวมองคนตรงหน้าที่ยังคงหยิบขนมถังเกาเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า ใบหน้างดงามที่กำลังเคี้ยวขนมจนแก้มป่องช่างดูน่ารักยิ่งนัก ริมฝีปากเล็ก ๆ ของนางก็มีเศษขนมติดอยู่เล็กน้อยทว่านางยังไม่รู้สึกตัวจนน่าเอ็นดู
มู่หานเซียวจ้องมองฉู่หว่านหนิงไม่วางตา ราวกับอยากจะสลักภาพนางในวันนี้ให้ลึกลงไปในใจ
เมื่อรอให้นางกินจนพอแล้วเขาก็ยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากให้นางอย่างแผ่วเบาพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู ดวงตาคมเต็มไปด้วยความทะนุถนอม เขายื่นมือไปกุมมือนางไว้แน่นแล้วพานางเดินออกมาจากถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน
แม้จะมีผู้คนมากมายเพียงใด ทว่าในสายตาของพวกเขานั้นกลับมีเพียงกันและกันเท่านั้น ในใจล้วนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง
….
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







