เข้าสู่ระบบตอนที่ 5
ขบวนรถม้าเคลื่อนที่ผ่านทุ่งหญ้าแห้งแล้งสู่ชายแดนต้าซ่งที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพรรณ เส้นทางคดเคี้ยวเล็กน้อย ทำให้ขบวนนำเสร็จนั้นช้าลง
ฉู่หว่านหนิงที่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้ามานาน นางก็ค่อย ๆ ยกมือที่แห้งกร้านขึ้นปัดผ้าม่านของหน้าต่างรถม้าออก มองดูทิวทัศน์ด้วยสายตาเหม่อลอย ในลำคอแห้งผากจนไอออกมาสองสามครั้ง
นางรับรู้ถึงรสคาวขึ้นที่พุ่งขึ้นมาทว่ามีเพียงน้อยนิด จากการคำนวณแล้วยาพิษที่ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดาประทานให้คงเป็นยาพิษอู่จิน ยาพิษชนิดนี้จะค่อย ๆ กัดกินอวัยวะภายในให้ค่อย ๆ สิ้นใจตายภายใน 10 วัน
ช่วงเวลา10วันนี้ การเดินทางของขบวนรับองค์หญิงก็คงจะถึงเมืองหลวงพอดี และเมื่อนางสิ้นใจก่อนเข้าวังฮ่องเต้ก็สามารถอ้างว่า องค์หญิงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางล้มป่วย และสิ้นใจเพราะอาการทรุดนัก
ฮ่องเต้ได้รับความเห็นใจจากเหล่าราษฎรและยังได้ทำตามคำทำนายอีกด้วย
ฉู่หว่านหนิงหัวเราะเยาะเบา ๆ ในใจ ชีวิตนี้ช่างทุกข์ทรมานนัก ทว่าก่อนตายนางยังอยากจะเอ่ยถามคนผู้นั้นอีกสักครั้งว่าเหตุใดเขาจึงผิดสัญญา
“องค์หญิง ด้านหน้านี้มีทุ่งดอกไม้ป่างดงามยิ่งนัก ท่านสนใจไปดูกับหม่อมฉันไหมเพคะ”
น้ำเสียงร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้น ปลุกให้คนที่กำลังเหม่อลอยอยู่พลันได้สติ
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองสตรีร่างสูงโปร่งในชุดเกาะที่กำลังควบม้าอยู่ข้าง ๆ รถม้าของนาง ใบหน้างดงามในชุดเกาะสีดำนั้นช่างดูสดใสจนคนมองก็พลันเผลอยิ้มตาม
ฉู่หว่านหนิงยิ้มรับบาง ๆ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่เริ่มพร่ามัวของนางจ้องมองสตรีในชุดเกาะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“นั่งมานานแล้ว หากได้ออกไปเดินบ้างก็คงดีไม่น้อย”
“เพคะ”
กู้เหยียนหลินตอบด้วยรอยยิ้ม นางมองมายังสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าแววตาเต็มไปด้วยความนับถือ
นางเองก็ได้ยินเรื่องที่องค์หญิงเก้าฉู่หว่านหนิงยินยอมไปอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าเทียนหลางมาบ้าง นางรู้สึกว่าองค์หญิงผู้นี้กล้าหาญและน่ายกย่องยิ่งนัก
ในฐานะองค์หญิงก็ถือว่ายอมสละความสุขของตนเองเพื่อราษฎร ช่างเป็นองค์หญิงที่น่านับถือ ในเมื่อนางได้รับเลือกมารับองค์หญิงกลับบ้าน นางก็จะทำให้เต็มที่ถึงแม้อาจชดเชยความทุกข์ที่พระนางไม่ได้แต่ได้ทำให้นางมีรอยยิ้มก็ยังดี
กู้เหยียนหลินยิ้มกว้างให้สตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าก่อนจะหันกลับมาแล้วควบม้าวิ่งออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ไม่นานขบวนรถม้าก็หยุดลงกลางลานกว้างแห่งหนึ่ง เหล่าทหารในชุดเกาะเหล็กต่างวิ่งวุ่นประจำที่และสำรวจพื้นที่อยู่ครู่หนึ่ง
“องค์หญิง องค์หญิงเพคะ เชิญเพคะ”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นหน้ารถม้า
ฉู่หว่านหนิงที่นั่งนิ่งอยู่ในรถม้า เมื่อได้ยินเสียงเชิญชวนของนางก็ลุกขึ้นก้าวลงจากรถม้า ทว่าร่างกายของนางในยามนี้กลับรู้สึกอ่อนแรงยิ่งนัก ขณะกำลังจะก้าวลงไปด้านล่างก็พลันเสียหลักอย่างไม่ตั้งใจ
ทว่านางกลับไม่ได้ตกลงกระแทกพื้นหญ้า แต่กลับถูกรับไว้ในอ้อมแขนหนึ่ง ร่างบอบบางของฉู่หว่านหนิงสัมผัสได้ถึงความรัดแน่นของเจ้าของอ้อมกอดนั้น
ฉู่หว่านหนิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น พลันพบใบหน้าคมคายของมู่หานเซียวที่กำลังโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ดวงตาคู่สวยยกขึ้นมองดวงตาคมที่จ้องนางไม่วาง ในใจพลันรู้สึกว่าเขายังคงรักนางอยู่ ทว่าความคิดนั้นก็พลันดับลงเพราะเสียงเรียกหนึ่ง
“หานเซียว!”
น้ำเสียงกู้เหยียนหลินเต็มไปด้วยความตกใจ พร้อมกับร่างบางวิ่งตรงเข้ามาหาทั้งสอง
มู่หานเซียวค่อย ๆ ปล่อยร่างของฉู่หว่านหนิงลงด้วยท่าทีสงบนิ่ง เมื่อเขาหันกลับไปมองสตรีที่วิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าตกใจท่าทางของเขาก็กลับมาสงบนิ่งเย็นชาดังเดิม
“องค์หญิง! พระองค์เป็นอะไรหรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระวนกระวายของกู้เหยียนหลินดังขึ้น เมื่อนางวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ข้าไม่เป็นไร”
กู้เหยียนหลินยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย นางเอ่ยขึ้น
“โชคดีที่ท่านพี่มาทัน”
กู้เหยียนหลินเอ่ยขึ้นพร้อมหันไปยิ้มให้มู่หานเซียวครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมาหาองค์หญิงฉู่หว่านหนิงอีกครั้งแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ไปเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันจะพาองค์หญิงไปดูทุ่งดอกไม้ที่ริมหน้าผานะเพคะ”
“อืม”
ฉู่หว่านหนิงตอบรับสั้น ๆ แล้วก้าวตามกู้เหยียนหลินไป
สายลมเย็นพัดต้องอาภรณ์ของฉู่หว่านหนิงให้ปลิวไหวเบา ๆ ด้านหน้านั้นเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่งดงาม ที่นางไม่ได้เห็นมานาน ที่เผ่าเทียนหลางนั้นมีแต่ทุ่งหญ้าแห้งแล้ง แม้ภายในวังก็ไม่ได้มีดอกไม้หรือต้นไม้มากนัก
ฉู่หว่านหนิงเดินมาหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ กู้เหยียนหลินเดินตามมาหยุดอยู่ด้านหลังนางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“องค์หญิง งดงามหรือไม่เพคะ”
ฉู่หว่านหนิงหันกลับมามองนางแล้วยิ้มบาง ๆ นางไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้ารับช้า ๆ เท่านั้น สายตาของนางหันกลับมามองออกไปตามทิวทัศน์ด้านหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นอีกครา ฉู่หว่านหนิงหันกลับไปมองตามเสียงนั้น
ภาพเบื้องหน้าคือ กู้เหยียนหลินที่กำลังวิ่งอย่างร่าเริง ใบหน้างดงามนั้นยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ส่วนด้านหลังนางก็คือมู่หานเซียวที่กำลังวิ่งไล่นางอยู่
“องค์หญิง”
น้ำเสียงร่าเริงของกู้เหยียนหลินดังขึ้น พร้อมกับวิ่งมาหาฉู่หว่านหนิงอย่างร่าเริง กู้เหยียนหลินที่กำลังวิ่งมาทางฉู่หว่านหนิงก็พลันยกมือขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“องค์หญิงท่านดูสิเพคะ ของรักของหวงของหานเซียวเขา แตะไม่ได้เลยเชียว”
กู้เหยียนหลินพูดไปพร้อมหัวเราะอย่างมีความสุขแล้วหันกลับไปทำหน้าหยอกล้อคนหน้านิ่งที่วิ่งตามมาอย่างสนุกสนาน
ฉู่หว่านหนิงมองไปยังมือเรียวยาวที่กำลังชูถุงหอมใบเก่า ๆ ขึ้น เมื่อเห็นชัดเจนนางก็พลันชะงักไปเล็กน้อย ถุงหอมใบนี้เป็นของนางเอง รูปกระต่ายคู่บนถุงหอมนั้นนางใช้เวลาปักอยู่สามวันสามคืนจนมือขาวนวลนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลจากเข็ม
ถุงหอมลายกระต่ายคู่เป็นสิ่งที่นางมอบให้มู่หานเซียวเป็นของแทนใจตั้งแต่วันที่เขาสารภาพรักกับนาง บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาห้าปีแล้วไม่คิดว่าจะได้เห็นมันอีกครั้ง
“องค์หญิงดูสิเพคะ มันเก่ามากแล้ว”
กู้เหยียนหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหอบเล็กน้อย ทว่ายังเต็มไปด้วยความหยอกล้อ นางวิ่งมาหยุดยืนเบื้องหน้าฉู่หว่านหนองพร้อมกับยื่นถุงหอมที่มีลายปักของกระต่ายคู่ออกมาเบื้องหน้า
ฉู่หว่านหนิงชะงักไปชั่วครู่ทว่าทันทีนั้น มือใหญ่ของมู่หานเซียวก็คว้ากลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วยัดมันใส่เข้าไปในอกเสื้อทันทีพร้อมกับใบหน้าที่นิ่งเรียบ คิ้วเข้มของเขายังคงขมวดเล็กน้อย
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองไปยังอกเสื้อของมู่หานเซียวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“มันเก่าแล้วก็ทิ้งไปเถิด”
กล่าวจบ ฉู่หว่านหนิงก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วเดินกลับไปยังรถม้าด้วยท่าทางนิ่ง ๆ
กู้เหยียนหลินชะงักไปชั่วครู่เมื่อสัมผัสถึงความรู้สึกโศกเศร้าในน้ำเสียงนั้น นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันมามองมู่หานเซียวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาทำตาดุใส่นางทีหนึ่งแล้วหมุนกายจากไปทันที
กู้เหยียนหลินถอนหายใจออกมาอย่างงุนงง นางเพียงเห็นว่าองค์หญิงนั้นเศร้าเกินไปเลยหาเรื่องสนุกทำให้องค์หญิงยิ้มได้เท่านั้น
“เฮ้อ…”
นางถอนหายใจแล้วหันไปก้าวฉับ ๆ ตามหลังของทั้งสองคนไปทันที ในใจยังนึกสงสัยไม่หายว่าตนเองทำอะไรผิดกันแน่
…..
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







