Masukตอนที่ 8 สิ่งสุดท้าย
ขบวนรถม้าต้าซ่งค่อย ๆ เคลื่อนตัวตามลาดไหล่ที่สูงชันของหน้าผา สายลมแรงพัดต้องจนม่านหน้าต่างรถม้าสะบัดไหว ไปมา
ฉู่หว่านหนิงนั่งนิ่งอยู่ในรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่ช้า ๆ ฟังเสียงร่าเริงของกู้เหยียนหลินที่กำลังเล่าเรื่องต่าง ๆ นานา ให้นางฟัง ทั้งเรื่องของนางกับมู่หานเซียว ทั้งเรื่องสนุกในเทศกาลโคมไฟ ทุก ๆ ปีมู่หานเซียวมักจะปล่อยโคมไฟมากมาย
กู้เหยียนหลินตั้งใจพรรณนาถึงความงดงามของเหล่า โคมไฟนั้นอย่างละเอียด ดวงตาสดใสเป็นประกาย ริมฝีปากเผยรอยยิ้มกว้างและหัวเราะเบา ๆ ยามพูดถูกใจ
ฉู่หว่านหนิงฟังอย่างเงียบ ๆ ดวงตาที่ว่างเปล่าสั่นไหวเล็กน้อย นางเองก็ชอบโคมไฟมาก มู่หานเซียวเมื่อก่อนเคยสัญญาไว้ว่าจะพานางมาดูโคมลอยที่เต็มท้องฟ้าด้วยกันทุกปี ทว่ายามนี้คนที่คอยดูโคมลอยกับเขาก็ไม่ใช่นางอีกแล้ว แต่เป็นสตรีผู้ไร้เดียงสาผู้นี้ต่างหาก ดูแล้วเขาคงรักกู้เหยียนหลินมาก ถึงทำให้นางมีความสุขมากเช่นนี้
ฉู่หว่านหนิงมองท่าทางร่าเริงนั้นอย่างนิ่ง ๆ ก็พลันเผลอยิ้มออกมาด้วยอย่างไม่ตั้งใจ
พิษในกายนางแล่นเข้าสู่หัวใจ กัดกินจนนางรู้สึกทรมานมาก ลำคอแห้งผาก นางไอแห้ง ๆ ออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ มือหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ยกขึ้นมาปิดปากไว้ ก่อนจะไอออกมาอีกสองสามครั้ง
“องค์หญิง!”
กู้เหยียนหลินอุทานด้วยความตกใจ นางขยับเข้าไปใกล้ ร่างบอบบางขององค์หญิงฉู่หว่านหนิง แล้วรีบยกกาน้ำชารินให้อย่างเป็นห่วง
ฉู่หว่านหนิงไอแห้งจนรสคาวเลือดแล่นขึ้นมาจากลำคอที่แห้งผากนั้น นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเลือดออกทันที ไม่ให้ กู้เหยียนหลินได้ทันสังเกต
กู้เหยียนหลินยื่นถ้วยชาให้นางระมัดระวัง พร้อมกับลูบหลังให้อย่างอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใยและสงสารสตรี สูงศักดิ์ที่กำลังทรมานจากอาการไอ
“น้ำชาเพคะ”
ฉู่หว่านหนิงรับถ้วยน้ำชาอุ่นขึ้นมาจิบเล็กน้อย แล้วส่งคืนให้กู้เหยียนหลิน ฉู่หว่านหนิงข่มกลั้นความเจ็บปวดภายในกาย ลมหายใจของอ่อนลงในทุกขณะ ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย เกรงว่านางคงมีชีวิตได้ไม่ถึงเจ็ดวันแล้ว
ริมฝีปากแห้ง ๆ ของนางเผยรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตาว่างเปล่า
กู้เหยียนหลินมองร่างบอบบางขององค์หญิงฉู่หว่านหนิงด้วยความห่วงใย นางยกถ้วยชาอุ่นให้อีกครั้ง เมื่อเห็นถึงความอ่อนแอของร่างกายของสตรีสูงศักดิ์
ฉู่หว่านหนิงยกมือขึ้นปฏิเสธ พร้อมส่ายหน้าช้า ๆ นางเหนื่อยเกินไปแล้วจริง ๆ แม้แต่จะพูดก็ยังรู้สึกเหนื่อย
“องค์หญิง ท่านพักผ่อนเถิดเพคะ อากาศเย็นนัก เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปนำเตาถ่านมาเพิ่มให้เพคะ”
กู้เหยียนหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉู่หว่านหนิงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะทิ้งร่างเอนไปกับแผ่นไม้ที่สั่นเล็กน้อยของรถม้า
กู้เหยียนหลินกำลังจะลุกขึ้น ทว่าราวกับรถม้าเสียการควบคุมจนเกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นมา พร้อมกับเสียงตะโกนดังก้องที่ด้านนอก
“แย่แล้ว! รถม้าขององค์หญิงเสียการควบคุม!”
ม้าที่ลากรถสองสามตัววิ่งพรวดด้วยความตื่นตระหนกไปตามลาดไหล่ของหน้าผาสูงชัน คนควบคุมพยายามดึงม้าให้หยุดเต็มความสามารถ ทว่าไม่เป็นผลใด ๆ เลย
ร่างบอบบางของฉู่หว่านหนิงกระแทกลงบนพื้นไม้อย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วกาย จนไม่อาจทรงตัวได้
“องค์หญิง!”
กู้เหยียนหลินอุทานด้วยความตกใจ นางรีบเข้าไปประคองร่างบอบบางของสตรีสูงศักดิ์ไว้ในอ้อมแขนแล้วหาที่เกาะจนมั่น พลางมองออกไปทางหน้าต่างรถม้า ด้วยสายตาเฉียบคมเพื่อหา ทางรอด
รถม้าที่ถูกม้าลากไปตามลาดไหล่ของหน้าผาสูงชันนั้น สั่นไหวรุนแรงยิ่งนัก
มู่หานเซียวรีบควบม้าตามมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าคม ตึงเครียด คิ้วเข้มขมวดแน่น มือใหญ่กำบังเหียนม้าจนเส้นเลือดนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในใจกระวนกระวาย ดวงตาแดงก่ำด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าคือหน้าผา
ทหารที่กำลังควบคุมม้านั้นเมื่อควบคุมไม่ได้ เขาจึงคิด ตัดเชือกเพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกลาก เขาใช้แรงทั้งหมดเพื่อ ตัดเชือกปล่อยม้าสามตัวนั้นออกไป
รถม้าแม้ที่หลุดจากม้า ทว่ามันกลับถูกเหวี่ยงไปมา ก่อนจะไถลไปยังหน้าผาสูงชัน
แรงสั่นสะเทือนรุนแรง ทำให้กู้เหยียนหลินที่กำลังประคองร่างบอบบางของฉู่หว่านหนิงอยู่นั้นหลุดออกจากกัน ร่างของทั้งสองคนกระเด็นออกมาจากหน้าต่างรถม้าคนละทิศ ก่อนจะร่วงลงสู่ หน้าผาสูงชันทันที
มู่หานเซียวที่กำลังควบม้า เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือใหญ่ดึงเอาแส้ด้านหลังออกมา แล้วกระโดดลงมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมแดงก่ำจ้องมองร่างบอบบางของฉู่หว่านหนิงไม่วางตา ก่อนจะหันไปยังร่างของกู้เหยียนหลิน แล้วตวัดแส้ลงไปรัดร่างของกู้เหยียนหลินเอาไว้ทันที
ฉู่หว่านหนิงที่กำลังร่วงลงสู่หน้าผาสูง สายลมพัดแรงจนนางไม่ได้ยินสิ่งใดนอกจากเสียงลม ทว่าดวงตาของนางยังคงจ้อง ร่างสูงใหญ่ของมู่หานเซียว
ใบหน้าคมของเขาจ้องนางด้วยดวงตาแดงก่ำ คิ้วเข้มขมวดแน่น สีหน้าและกิริยาของเขา ราวกับยังคงรักนางอยู่
ทว่าเมื่อเขาหันออกไปหากู้เหยียนหลินแล้วเลือกตวัดแส้ซ่ช่วยกู้เหยียนหลิน แม้นางจะทำใจยอมรับได้แล้วว่าเขากับนางนั้นคู่ควร แต่ก็ไม่อาจห้ามหัวใจส่วนลึกที่รู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก
ร่างบอบบางลอยลงอยู่ท่ามกลางสายลม ดวงตาของนางกลับมีหยดน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
อย่างน้อยสิ่งสุดท้ายที่เขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่รักนาง อีกแล้ว ก็ทำให้นางได้ตายตาหลับ เพราะหลังจากวันที่เขาเข้าไปขอประทานสมรสกับฮ่องเต้ เขาก็ไม่เคยพูดหรืออธิบายอะไรให้นางได้เข้าใจอีกเลย
ไม่มีคำลา ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีแม้แค่เงาของเขา ไม่ว่านางจะส่งจดหมายไปหาเขามากมายเท่าไร ก็ไม่เคยได้ตอบกลับ ตอนนั้นในใจนางยังคงสับสนว่า เขาอาจมีเรื่องลำบากใจอะไรหรือไม่
แต่ว่าในตอนนี้ เขาแสดงชัดเจนแล้วว่า นางไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลย หยดน้ำตาอุ่นไหลออกทางหางตา ดวงตาที่ เหนื่อยล้าเต็มทนของฉู่หว่านหนิงค่อย ๆ หลับลง
รอบข้างได้ยินเพียงเสียงลมที่พัดแรงเท่านั้น กับหัวใจที่ ว่างเปล่าของนาง
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







