Mag-log inฉู่หว่านหนิงที่กำลังปัดแป้งลงบนใบหน้าชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เข้ามา”
กู้เหยียนหลินก้าวขึ้นไปในรถม้าอย่างระมัดระวังในมือยังคงประคองกาน้ำชาอุ่น กลิ่นหอมชากุหลาบหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวล กู้เหยียนหลินยิ้มกว้างแล้วเอ่ยขึ้นอย่างร่าเริง
“ชากุหลาบนี้ช่วยลดความเหนื่อยล้าได้ดีทีเดียวเพคะ”
นางกล่าวพลางวาลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังแล้วรินใส่ถ้วยชาใบเล็กอย่างแผ่วเบาก่อนจะส่งให้ฉู่หว่านหนิงที่นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง
ฉู่หว่านหนิงหันมายิ้มบางแล้วรับถ้วยน้ำชาอุ่น ๆ น้ำมาดื่มเล็กน้อย
กู้เหยียนหลินมองสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้า แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยความหมองคล้ำและแห้งกร้านทว่ายังคงหลงเหลือเค้าโครงที่งดงามอยู่ องค์หญิงคงต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่ดินแดนเถื่อนนี้มามากถึงได้พรากเอาความสดใสงดงามของสตรีในวัยเบิกบานเช่นนี้ไปได้
ในใจของกู้เหยียนหลินรู้สึกเศร้าและสงสารนางยิ่งนัก และยังคงไม่เข้าใจ เหตุใดเผ่าเทียนหลางนั้นไม่ได้แข็งแกร่งแม้แต่น้อย ทว่าฮ่องเต้กลับเลือกส่งองค์หญิงมาแต่งงาน แทนที่จะกวาดล้าง
“รู้สึกดีขึ้นหรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนของกู้เหยียนหลินดังขึ้น
ฉู่หว่านหนิงหันไปยิ้มบางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะส่งคืนให้ แล้วหันมามองตนเองในกระจก นางรับรู้ถึงลมหายใจที่เริ่มติดขัดและยากลำบาก ยาพิษคงเข้ามากัดกินหัวใจนางแล้ว
“เหยียนหลิน อีกกี่วันถึงจะเข้าเมืองหลวงหรือ”
กู้เหยียนหลินยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อย่างเร็วก็อีกห้าวันเพคะ”
ฉู่หว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเปิดกล่องไม้เบื้องหน้าออก ด้านในมีปิ่นปักผมอยู่ไม่กี่ชิ้นพร้อมกับหวีวางอยู่ นางหยิบหวีขึ้นมาแล้วหวีผมยาวสลวยอย่างช้า ๆ
กู้เหยียนหลินก้าวเข้าไปยืนอยู่ข้าง ๆ องค์หญิง สายตาคมของนางพลันสะดุดเข้ากับปิ่นไม้ชิ้นหนึ่งดูน่าเกลียดไปหน่อยแต่ก็พอมองออกมาแกะสลักรูปกระต่ายคู่ปลายปิ่น นางเอ่ยขึ้นอย่างสนใจ
“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันขอดูปิ่นไม้ของท่านสักหน่อยได้หรือไม่เพคะ”
ฉู่หว่านหนิงหันไปมองปิ่นไม้เก่าในกล่องไม้นั้น ในใจสั่นไหวเล็กน้อย นางไม่ได้เอ่ยคำใดเพียงพยักหน้าอนุญาตเบา ๆ
กู้เหยียนหลินยื่นมือเรียวยาวไปหยิบมาดูอย่างระมัดระวัง ดวงตาสดใสเป็นประกาย นางยกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสนใจ
“องค์หญิงเพคะ ปิ่นไม้ของท่านช่างน่าสนใจยิ่งนัก ดูแล้วคนให้คงตั้งใจไม่เบาเลย กระต่ายคู่นี้ดูน่าเกลียดไปหน่อย สู้ฝีมือแกะสลักของพี่หานเซียวไม่ได้เลย เขาเองก็ชอบแกะสลักกระต่ายคู่เช่นกัน เขาแกะสลักออกมาได้งดงามมากเลยเพคะ”
ฉู่หว่านหนิงชะงักมือที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นเล็กน้อย แววตาสั่นไหวเล็กน้อย กระต่ายที่มู่หานเซียวตั้งใจแกะสลักให้กู้เหยียนหลินคงจะตั้งใจและใส่ใจมากถึงได้งดงามกว่าของนาง หัวใจที่เย็นชามานานเมื่อรับรู้อีกครั้งว่าเขารักสตรีผู้นี้มากเพียงใดกลับเจ็บปวดขึ้นมาอีกครา
“องค์หญิง”
เสียงฝีเท้าม้าดังก้องพร้อมกับเสียงที่หนักแน่นของมู่หานเซียว
ฉู่หว่านหนิงยกมือขึ้นเปิดม่านออก แล้วทอดสายตาไปยังบุรุษในชุดเกาะเหล็กที่กำลังควบม้าอยู่ข้าง ๆ รถม้าของนาง
ใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง แล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“กระหม่อมจะมาแจ้งว่าเราจะออกเดินทางกันแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ มู่หานเซียวก็หันไปมองกู้เหยียนหลินที่นั่งอยู่ด้านข้างองค์หญิง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยสายตาคมกริบแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตำหนิแต่ก็เต็มไปด้วยความใส่ใจนางไม่น้อย
“เหยียนหลิน ห้ามรบกวนเวลาพักขององค์หญิง”
กู้เหยียนหลินเอียงหน้าเล็กน้อยแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจดวงตาสดใสนั้นลดลงมองปิ่นไม้ในมืออีกครั้ง ก่อนจะขยับกายลุกขึ้นทว่าในขณะที่นางกำลังลุกขึ้นนั้น ม้ากลับถูกอะไรบางอย่างกระตุ้นทำให้นางเสียหลักเล็กน้อย มือที่จับปิ่นอยู่ไม่ทันระวังเผลอทำปิ่นหักออกเป็นสองท่อนอย่างไม่ตั้งใจ
กู้เหยียนหลินชะงักเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงหว่านหนิงที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและกังวล มือเรียวยาวกำแน่นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลนลาน
“องค์หญิง หม่อมฉันขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ “
ฉู่หว่านหนิงมองตรงไปยังปิ่นไม้ที่หักเป็นสองชิ้น ก่อนจะหันไปมองมู่หานเซียวที่ยังคงจ้องมองปิ่นเก่านั้นอยู่ ในใจนางกลับรู้ว่าสายตาของเขามีความหวงมันขึ้นมาแวบหนึ่ง
แต่เขาจะหวงมันทำไม นางคงแค่เหนื่อยเกินจนมองผิดไปของชิ้นนี้สำหรับเขาคงไม่ได้สำคัญอะไรอีก สายตาของเขาคงจะเป็นสายตากังวลกลัวว่าภรรยาของเขาจะรู้มากกว่า
ฉู่หว่านหนิงทอดมองกลับมาที่ปิ่นไม้นั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า นางหลุบตาลงเล็กน้อยแล้วเผยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา
“ไม่เป็นไร มันก็เก่ามากแล้ว”
กู้เหยียนหลินเงยหน้าขึ้นมอง องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าที่นั่งนิ่งทว่ากลับเก็บสายตาของนางเอาไว้ ใบหน้าเรียบนิ่งของนางแม้จะไม่ได้แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมาทว่าความเงียบนิ่งนี้กลับแสดงถึงความโศกเศร้าเจ็บปวดออกมาจนคนมองสามารถสัมผัสมันได้
“ลุกขึ้นเถิด”
น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงดังขึ้นเบา ๆ
กู้เหยียนหลินหันไปมองมู่หานเซียวแวบหนึ่งด้วยดวงตาสำนึกผิด มู่หานเซียวไม่ได้เอ่ยตำหนิใด ๆ เพียงควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว กู้เหยียนหลินค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วนั่งลงข้าง ๆ ฉู่หว่านหนิงบนรถม้าพร้อมกับยื่นปิ่นที่หักออกคืนให้ฉู่หว่านหนิง
“ปิ่นนี้ผู้ใดเป็นคนมอบให้องค์หญิงหรือเพคะ มันสำคัญมากหรือไม่เพคะ”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินอ่อนลงด้วยความรู้สึกผิด
ฉู่หว่านหนิงที่กำลังยกถ้วยชาอุ่นขึ้นชะงักฝีเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแผ่วนางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งและเบา
“คนรักของข้า”
กู้เหยียนหลินชะงักเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“คนรัก?”
ฉู่หว่านหนิงพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยต่อ
“อืม ก่อนที่ข้าจะมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ข้ามีคนที่รักอยู่แล้ว…”
น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงหยุดลงครู่หนึ่ง ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อยออกไปทางหน้าต่างที่มีทิวทัศน์งดงามปรากฏขึ้นเมื่อรถม้าเคลื่อนตัวช้า ๆ
“แต่ตอนนี้เขาแต่งงานแล้ว”
น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะแผ่วเบาทว่ากลับทำให้คนฟังรับรู้ถึงความโศกเศร้าที่แฝงอยู่
กู้เหยียนหลินขมวดคิ้วแน่นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจแทนองค์หญิงผู้น่าสงสาร
“ช่างเป็นบุรุษที่ไร้หัวใจยิ่งนัก”
กล่าวจบนางก็หันไปมององค์หญิงด้วยแววตาสงสารแล้วเอ่ยขึ้นปลอบใจ
“องค์หญิง บุรุษเช่นนั้นไม่เหมาะสมกับท่านเลยเพคะ”
ฉู่หว่านหนิงยิ้มบางแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่านั้นหลุบลงเล็กน้อย นางถอนหายใจแผ่วเบาแล้วยกถ้วยชาอุ่น ๆ ขึ้นจิบช้า ๆ โดยไม่ได้เอ่ยคำใดอีก เรื่องระหว่างนางกับเขามันควรจบลงแล้ว ตอนนี้นางกำลังจะตายแล้วความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นก็ควรจะตายไปกับนางด้วย ในที่สุดชีวิตที่ไร้ค่าของนางก็กำลังจะสิ้นสุดลง
ขบวนรถม้าเคลื่อนที่ไปตามลาดไล่หน้าผาที่สูงชัน สายลมเย็นพัดเข้ามากระทบชุดเกาะเหล็กของมู่หานเซียว ในใจเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นมา มือใหญ่ควบม้าให้เดินเร็วขึ้นเพื่อไปให้พ้นจากลาดไหล่หน้าผาที่สูงชันนี้
….
ฝากติดตามเรื่องใหม่ด้วยนะคะ🙏🥰
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







