LOGINลมแดดยามบ่ายพัดเอาความร้อนชื้นอบอวลไปทั่วลานฝึกปฏิบัติการ ทว่า...บรรยากาศระยะห่างไม่ถึงหนึ่งเมตรระหว่างรินรดากับภวินท์กลับร้อนผ่าวยิ่งกว่า
“...”
ดวงตากลมโตสุกใสของสาววิศวะฯ จ้องมองใบหน้าคมคายที่ราบเรียบไร้ความรู้สึกของหนุ่มหล่อตรงหน้า เธออมยิ้มจนลักยิ้มสองข้างแก้มบุ๋มลงอย่างมีเสน่ห์ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการรุกจีบซึ่งหน้าเพื่อแลกกับเนื้อวากิวแสนอร่อยมื้อใหญ่!
“กูเห็นมึงยืนเช็ดประแจอยู่นานแล้ว...”
รินรดาเปิดฉากด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงความยียวน
“มึงไม่เหนื่อยบ้างเหรอพีช?”
ภวินท์เลิกคิ้วเข้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบมองสบตากับเธอ
“เช็ดอุปกรณ์แค่นี้ ไม่เหนื่อยหรอก”
“กูไม่ได้หมายถึงเช็ดประแจ...”
รินรดายื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นหอมหวานละมุนจากเรือนผมสีบรอนด์สว่างลอยไปเตะจมูกชายหนุ่มอย่างจัง
“กูหมายถึง...มึงไม่เหนื่อยบ้างเหรอที่ต้องมาวิ่งวนอยู่ในหัวใจกูทั้งวันเนี่ย?”
^<>^'
มุกเสี่ยวรุ่นเก๋าถูกปล่อยออกมาด้วยท่าทางมั่นใจระดับตัวแม่
“...?”
ภวินท์ชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาคมหลุบมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังคลี่ยิ้มหวาน ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย
“กูยืนอยู่ตรงนี้ทั้งวัน ไม่ได้ไปวิ่งที่ไหน”
“ฮะๆ มึงนี่ตลกร้ายเหมือนกันนะเนี่ย”
รินรดาหัวเราะเบาๆ ไม่เสียจังหวะแม้แต่น้อย เธอขยับก้าวเข้าไปหาเขาอีกครึ่งก้าว จนท่อนแขนเรียวเกือบสัมผัสกับอกแกร่งใต้เสื้อช็อป
“แต่เอาจริงนะพีช...คณะเราก็มีคนตั้งเยอะแยะ ทำไมกูมองไปทางไหน ก็นึกถึงแต่หน้ามึงคนเดียวเลยวะ? มึงแอบใส่น้ำมันเสน่ห์ไว้ในเสื้อช็อปกูหรือเปล่า?”
^<>^'
ภวินท์มองสบสายตาท้าทายของหญิงสาวตรงๆ เขาไม่ได้ขยับตัวหนี และไม่ได้แสดงท่าทีประหม่า มีเพียงนัยน์ตาคู่คมที่เริ่มทอดมองใบหน้าหวานอย่างลึกซึ้งขึ้นทีละน้อย...
..............................
ตัดมาที่โต๊ะหินอ่อนระยะไกล...
สองเพื่อนรักกำลังยืดคอจนแทบจะเป็นยีราฟ กษิดิษกำมือแน่นจนเกร็ง สองตาจ้องภาพตรงหน้าตาไม่กะพริบ ใบหน้าเนียนเต็มไปด้วยความเครียดกดดัน
“อีเสือ...กูจะบ้าตายแล้ว!”
กษิดิษกระซิบเสียงเครียด มือกุมหน้าอกตัวเองไว้
“มึงดูดิ พีชมันยืนนิ่งเป็นหลักกิโลเมตรเลยมึง! ไอ้โอปอมันรุกขนาดนั้นแล้ว มันยังไม่ยิ้มสักนิดเลย ถ้ามันโดนปฏิเสธหน้าแตกกลับมา กูจะมองหน้าคุณภวินท์ของกูยังไงต่อเนี่ย!”
“...”
ภัทรพลเอนหลังพิงม้านั่งหินอ่อน พลางเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วแค่นหัวเราะในคอ
“มึงจะตื่นเต้นทำไมวะกษิดิษ?”
“กูเครียดมั้ยล่ะไอ้เสือ! มึงดูทรงดิ ไอ้พีชมันดูเหมือนคนไม่มีหัวใจ ชวนคุยด้วยคงเหมือนคุยกับเสาเสาไฟข้างทางอ่ะ!”
“มึงใช้ตาข้างไหนมองวะกษิดิษ?”
ภัทรพลยักคิ้วกวนประสาท พลางชี้ไปที่ท่อนขาและทิศทางการวางตัวของภวินท์
“มึงดูขามันดิ ถ้ามันรำคาญหรืออยากหนี มันหันหลังเดินหนีไปนานแล้ว แต่นี่มันยืนหันหน้าเข้าหาไอ้โอปอตรงๆ แถมสายตามันจ้องไอ้โอปอไม่ละสายตาเลยสักวินาทีเดียว...”
กษิดิษขมวดคิ้วตาม
“หมายความว่าไงวะ?”
“หมายความว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้วไงล่ะกษิดิษ”
ภัทรพลยกยิ้มที่มุมปาก
“ไอ้พีชมันไม่ได้นิ่งเพราะรำคาญหรอก มันกำลังเช็คฟอร์มอยู่ต่างหาก มึงเตรียมตัวเสียเงินค่าชาบูช่วยกูจ่ายได้เลย!”
............................
กลับมาที่ลานฝึกปฏิบัติ...
รินรดายังคงส่งรอยยิ้มพราวเสน่ห์ให้ชายหนุ่มหน้านิ่งตรงหน้า เมื่อเห็นว่าภวินท์ยังคงยืนฟังเธอพูดโดยไม่เดินหนีไปไหน ความมั่นใจของดาวคณะก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น
“สรุปว่าจะยอมคุยกับกูดีๆ ได้หรือยัง?”
รินรดาเอียงคอถาม พลางหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องหรูออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ทรงสกินนี่ ยื่นไปตรงหน้าอกแกร่งของเขา
“กูรุกมาขนาดนี้แล้ว ถ้ามึงไม่ให้ไอดีไลน์กูตอนนี้ กูคงต้องไปนอนร้องไห้เสียใจจนไม่มีแรงกินชาบูแน่ๆ”
ภวินท์ก้มมองสมาร์ทโฟนในมือบาง แล้วหลุบสายตากลับมามองใบหน้าเรียวไข่ ผิวขาวเนียนอมชมพูไร้ที่ติ และดวงตากลมโตสุกใสที่กำลังมองเขาอย่างมีความหวัง
“...”
จริง ๆ แล้ว...ภวินท์ไม่ได้เพิ่งเคยเห็นรินรดาเป็นครั้งแรก เขาแอบมองเธอมาตลอดตั้งแต่เปิดเทอมวันแรก...สาวสวยดาวคณะวิศวะฯ ที่มีเสียงหัวเราะสดใส รอยยิ้มมีลักยิ้มชวนมอง และบุคลิกมั่นใจที่ไม่เหมือนใคร ทุกครั้งที่เธออยู่ในห้องเรียน หรือนั่งคุยเฮฮากับเพื่อน เขามักจะฉวยโอกาสใช้สายตาคมคายภายใต้คราบหนุ่มขรึมแอบมองเรือนร่างอรชรและรอยยิ้มหวานนั้นอยู่เสมอ
เพียงแต่ภวินท์เป็นคนพูดไม่เก่ง และเลือกที่จะเก็บความรู้สึกไว้เงียบๆ ตามสไตล์ของตัวเอง ไม่คิดเลยว่าวันนี้...แม่เสือสาวตัวแม่จะเดินเข้ามาตกเขาถึงที่ด้วยตัวเองแบบนี้ ริมฝีปากหยักได้รูปของภวินท์กระตุกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มบางเบาที่ทำให้ใบหน้าคมคายดูมีเสน่ห์ร้ายกาจขึ้นมาทันที!
หมับ!
เขายื่นมือออกไปคว้าสมาร์ทโฟนจากมือเธอ ทว่าจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสโดนหลังมือเนียนนุ่มของรินรดานั้น ภวินท์ กลับจงใจออกแรงกดเบาๆ ละเลียดสัมผัสผิวกายเนียนลื่นนั้นอย่างแผ่วเบา...
“...!!!”
กระแสความร้อนวูบวาบแล่นพล่านไปตามผิวหนัง รินรดาสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
“เอาโทรศัพท์มึงมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเอ่ยขึ้น ชิดใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจ
ภวินท์กดไอดีไลน์ของตัวเองลงในเครื่องของเธออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะยื่นคืนให้ พร้อมกับก้าวขยับเข้ามาใกล้ร่างบางอีกหนึ่งก้าว จนระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่นิ้ว
“กูให้ไลน์มึง...”
ภวินท์ก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็ก น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความเร่าร้อนลึกซึ้งที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน
“เพราะกูอยากให้...ไม่ใช่เพราะมึงจีบกูติด”
รินรดาตะลึงไปชั่วขณะ ดวงตากลมโตสุกใสมองสบตาคมกริบของเขา นัยน์ตาของภวินท์ในยามนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ
“หึ...ปากแข็ง”
รินรดาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เธอรับโทรศัพท์กลับมา ยักคิ้วให้เขาอย่างผู้ชนะ
“แต่ก็ขอบใจนะพีช...คืนนี้กูทักไป ยังไงมึงก็ห้ามเบี้ยวไม่ตอบกูล่ะกัน”
“ทักมาสิ”
ภวินท์ตอบสั้นๆ สายตาคมยังคงจับจ้องที่ใบหน้าหวาน
“กูรออยู่แล้ว”
คำตอบของเขาทำเอารินรดาใจกระตุกวูบอีกรอบ เธอคลี่ยิ้มหวานส่งให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังโต๊ะหินอ่อนด้วยจังหวะก้าวเดินที่ทรงพลัง ทิ้งให้ภวินท์ยืนมองตามแผ่นหลังบางและสะโพกผายทรงสวยของเธอด้วยสายตาวาววับ
ในเวลาต่อมา...
“ว้ายยยยย! โอปอ!”
กษิดิษกระโดดตบมือทันทีที่เพื่อนสาวเดินกลับมาถึง
“มึงทำได้ไงวะ! กูนึกว่าจะหน้าแตกกลับมาซะแล้ว!”
“ระดับกูแล้วปอร์เช่”
รินรดายักคิ้ว พลางชูหน้าจอสมาร์ทโฟนที่มีคอนแท็กต์ของภวินท์ให้เพื่อนดู
“บอกแล้วว่ารังสีความงดงามของกูมันทำงานได้ผลเสมอ!”
“เออ กูยอมมึงเลยว่ะโอปอ”
ภัทรพลมองหน้าจอแล้วถอนหายใจขำๆ
“ไอ้พีชเนี่ยนะยอมแจกไลน์ง่ายๆ กูว่ามึงต้องมีดีอะไรสักอย่างที่ทำให้ตู้เย็นอย่างมันยอมละลายว่ะ”
“แน่นอน!”
รินรดาหัวเราะร่าอย่างมั่นใจ พลางทิ้งตัวลงบนม้านั่ง “เตรียมเงินเลี้ยงชาบูวากิวกูสามมื้อได้เลยพวกมึง!”
..............................
ม่านซาตินสีเข้มภายในห้องนอนใหญ่ของคอนโดมิเนียมหรูถูกปิดสนิท บรรยากาศรอบกายตลบอบอวลไปด้วยอุ่นไอแห่งเสน่หาและกลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย แสงไฟโทนสีส้มทองสลัวลงบนเตียงคิงไซส์หนานุ่มอันกระจัดกระจายไปด้วยร่องรอยการเคี่ยวกรำบทรักอันหนักหน่วงตลอดทั้งค่ำคืนร่างเพรียวระหงของ ‘รินรดา’ นอนหอบหายใจโรยแรงอยู่บนเตียง ร่องรอยรักสีเข้มประตราอยู่ทั่วซอกคอและแผ่นอกอิ่มชูชัน หญิงสาวพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ทว่าเอวคอดกิ่วกลับถูกฝ่ามือหนาร้อนผ่าวของ ‘ภวินท์’ รวบกระชับและดึงรั้งกลับลงมาทาบทับใต้เรือนร่างแกร่งสมส่วนอีกครั้งอย่างเอาแต่ใจ!“พะ...พีช พอแล้ว...”รินรดาเอ่ยเสียงแหบพร่า นัยน์ตาสุกใสฉ่ำปรือจ้องมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มที่ทอดทับอยู่เบื้องบน“มึงโหมบทรักหนักหน่วงขนาดนี้มากี่รอบแล้วฮึ?! กูเหนื่อยจนเอวจะหักอยู่แล้วนะ!”ภวินท์ยิ้มมุมปากอย่างพอใจ นัยน์ตาคมกริบวาวโรจน์ไปด้วยไฟเสน่หาที่ไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับ ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงกดจูบซอกคอหอมกรุ่นของเธออย่างหนักหน่วง ก่อนจะซุกไซ้ปลายลิ้นร้อนละเลียดเลียไล้ลงบนยอดอกสีหวานอย่างหยอกเย้า“ยังพอไม่ได้หรอกโอปอ...”ภวินท์กระซิบเสียงทุ้มต่ำพร่าข้างหู
แสงแดดยามสายทอดผ่านบานกระจกนิรภัยทรงสูงของห้องประชุมใหญ่สไตล์โมเดิร์นบนชั้นสูงสุดของอาคารสำนักงานใหญ่เดชะอัครโภคินกลุ่ม บรรยากาศภายในห้องประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเต็มไปด้วยมวลอากาศอันเงียบสงบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึก บอร์ดบริหารระดับสูง คณะกรรมการตระกูล และนักลงทุนรายใหญ่ต่างนั่งประจำที่อย่างพร้อมเพรียงสามเดือนเต็มแห่งการทุ่มเทเคี่ยวกรำงานอย่างหนักหน่วง โดยมีมิตรภาพของเพื่อนรักและการสนับสนุนอันแสนหวานยามค่ำคืนเป็นพลังขับเคลื่อน บัดนี้...เวลาแห่งการตัดสินคำท้าแลกอิสรภาพมาถึงแล้ว!ณ หัวโต๊ะประชุม เกริกเกียรติ ในชุดสูทสากลสีเข้มทรงหรูนั่งเอนหลังพิงเบาะพนักสูง นัยน์ตาคมกริบเยียบเย็นดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังเบื้องหน้า รังสีความทรงอำนาจของผู้นำตระกูลเดชะอัครโภคินยังคงแผ่อบอวลไปทั่วห้อง โดยมี คุณหญิงผกามาศ นั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางเนียนกริบ ทว่าแววตากลับแฝงความตึงเครียดและกังวลอย่างปิดไม่มิดตรงหน้าเวทีนำเสนอ ภวินท์ ยืนสง่างามในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มตัดเย็บประณีต ใบหน้าคมคายฉายแววทระนง มั่นใจ และสุขุมเยือกเย็น ชายหนุ่มถือรีโมตคอนโทรลไร้สายไว้ในมือ ข้างกายของเขาคือ ริน
ความกดดันตลอดช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีกระจายไปทั่วทุกตารางนิ้วของสำนักงานใหญ่บริษัทเดชะอัครโภคิน ตัวเลขผลกำไรเป้าหมายที่ถูกตั้งไว้สูงถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเพื่อแลกกับอิสรภาพของสองพี่น้อง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคว้ามาได้ในเวลาอันสั้น แต่ทว่า...พลังแห่งมิตรภาพและเป้าหมายแห่งรักแท้กลับกลายเป็นขับเคลื่อนที่มหาศาลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนภายในห้องทำงานประธานบริหาร ภวินท์ นั่งจมอยู่กับกองเอกสารงบประมาณ แผนการตลาด และรายงานการลงทุนข้ามประเทศนับร้อยฉบับ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องกระทบใบหน้าคมคายที่ตึงเครียด ชายหนุ่มทุ่มเททำงานหนักวันละไม่ต่ำกว่าสิบหกชั่วโมง ข่มความเหน็ดล้าเพื่อพิสูจน์ฝีมือให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นขณะที่ด้านนอกห้องทำงาน ฝ่ายขายภายใต้การนำของ รินรดา และ กษิดิษ ก็เปิดศึกรุกตลาดอย่างหนักหน่วง รินรดาใช้ความเชี่ยวชาญปิดเจรจาดีลใหญ่กับลูกค้ารายสำคัญรายแล้วรายเล่า ส่วนกษิดิษก็ใช้คอนเนกชั่นและวาทศิลป์อันปราบเซียน ดึงยอดขายและผลตอบแทนกลับเข้าสู่บริษัทได้อย่างทลายสถิติ ทางด้านฝ่ายวิศวกรรมและคุมการก่อสร้างโครงการ ภัทรพล ก็ลุยงานสนามอย่างแข็งขัน ควบคุมงบประมาณไม่ให้รั่วไหลและเร่งรัดงานส่ง
เสียงดนตรีจังหวะดังในจังหวะสดใสคลอเคลียไปทั่วผับหรูระดับเอ็กซ์คลูซีฟใจกลางเมืองชลบุรี แสงไฟสลัวโทนสีนวลสะท้อนกับแก้วค็อกเทลและขวดเครื่องดื่มชั้นดีบนโต๊ะโซฟา VIP ทรงกว้าง บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความครึกครื้นของนักท่องราตรีทว่า...บนโต๊ะของสามเพื่อนรักอย่าง รินรดา ภัทรพล และ กษิดิษ กลับตลบอบอวลไปด้วยมวลความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลังจากผ่านมรสุมความเข้าใจผิด ความกดดัน และเกมประสาทสารพัด บัดนี้หัวใจของรินรดาพองโตและเบาหวิวราวกับลอยอยู่ในอากาศ หญิงสาวในชุดเดรสสายเดี่ยวสีหวานนั่งยิ้มละมุน นัยน์ตาสุกใสประกายวาวด้วยความปิติยามนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เธอได้ปรับความเข้าใจและเปิดอกบอกรักกับ ภวินท์ ในคืนนั้น“แหม...ดูทำเข้าสิแม่คุณ!”เสียงของกษิดิษดังขึ้น ขัดจังหวะความฟินในภวังค์หวานของรินรดา เกย์หนุ่มสุดมั่นในชุดเสื้อเชิ้ตลายเก๋ไก๋จีบปากจีบคอกระเซ้าเพื่อนสาว“นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนแก้มจะแตกอยู่แล้วยัยโอปอ! หวานจนจะตัดขาอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเคลียร์กับไอ้ท่านประธานพีชเรียบร้อย แล้วก็จัดหนักจัดเต็มจนหวานชื่นจนมดขึ้นผับแล้วใช่มั้ยเนี่ย?!”รินรดาหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แก้ม
ภายในร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นยามบ่าย รินรดานั่งกุมแก้วชาคาโมไมล์ไว้ในมือ นัยน์ตาสุกใสจ้องมองภัทรพล ที่นัดเธอมาพบด่วนด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด“มีอะไรหรือเปล่าไทเกอร์? นัดกูออกมาด่วนขนาดนี้”“อืม”ภัทรพลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเปิดปากเล่าความจริงทั้งหมดที่เขาได้ฟังมาจากปากของภารินทร์ ถึงเรื่องที่ภวินท์ไม่เคยมีใครเลยตลอดหกปีที่ไปอยู่ต่างประเทศ เรื่องที่ภวินท์แอบรักรินรดามาตลอดตั้งแต่วัยเรียน และสาเหตุที่ภวินท์ต้องสร้างเรื่องโกหกใช้อำนาจเรื่องงานขู่บังคับให้เธอแกล้งทำเป็นเมียท้อง...ทั้งหมดก็เพราะเขารักเธอมากเกินไป และไม่รู้ว่าจะหาทางเข้าใกล้หรือรั้งรินรดาไว้ให้อยู่ในชีวิตของตัวเองได้อย่างไร!ตึก!คำบอกเล่าจากปากเพื่อนรัก เปรียบเสมือนน้ำฝนที่ชโลมลงบนหัวใจอันแห้งแล้งของรินรดาจนพองโตอย่างมหาศาล!ภาพเหตุการณ์ในอดีต สายตาห่วงใยที่ภวินท์ซ่อนไว้ใต้รอยยิ้มเย้ยหยัน และสัมผัสอันแสนดุดันเร่าร้อนยามที่เขาโอบกอดเธอ แล่นวนซ้ำๆ อยู่ในความคิด ความจริงแล้ว...เรื่องร้ายๆ การประชดประชัน และเกมประสาทสารพัดที่เขาจงใจทำใส่เธอ ก็เพราะผู้ชายถือดีคนนั้นรักเธอมากจนหมดหัวใจงั้นเหรอ?ริมฝีปากบางสวยของรินรดายก
บรรยากาศภายในห้องทำงานใหญ่ส่วนตัวของ เกริกเกียรติ บนชั้นสามของคฤหาสน์เดชะอัครโภคิน อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันอันมหาศาล โต๊ะทำงานไม้สักทองขนาดยักษ์ ชั้นหนังสือสะสมลายคลาสสิกสะท้อนถึงอำนาจและความยิงใหญ่ของผู้นำตระกูลเกริกเกียรติในชุดสูทสากลสีเทาเข้มทรงหรู นั่งเด่นหราอยู่บนเก้าอี้พนักสูงหลังโต๊ะทำงาน นัยน์ตาคมกริบเยียบเย็นดุจพญาอินทรีย์จับจ้องลูกชายและลูกสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ด้านข้างของเขาคือ คุณหญิงผกามาศ ที่นั่งเชิดหน้า สายตาฉายแววตึงเครียดและไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่เธอเป็นคนนำเรื่องราวความวุ่นวายทั้งหมด ทั้งเรื่องลูกชายโกหกเรื่องเมียท้องเพื่อเบี้ยวงานหมั้นลูกท่านทูต และเรื่องลูกสาวคนโตแอบหนีออกจากบ้านไปอยู่กับผู้ชาย มาฟ้องผู้เป็นสามีเพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด“...”ภวินท์ ยืนตัวตรง ท่าทางทระนงและเยือกเย็นในชุดเชิ้ตทำงานสีเข้ม โดยมี ภารินทร์ พี่สาวของเขายืนอยู่ข้างๆ ใบหน้าสวยหวานไร้เครื่องสำอางซีดลงเล็กน้อย ทว่าแววตานั้นกลับสู้สายตาผู้เป็นพ่ออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“ฉันฟังเรื่องงามหน้าทั้งหมดมาจากแม่ของแกแล้วนะตาพีช ยัยรินทร์...” เกริกเกียรติเปิดฉากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ“พวกแกสอ







