Masukเมื่อขบวนพาเหรดแห่มาถึงวัดป่าที่อยู่นอกหมู่บ้านออกมาไม่ไกล ก็ถือว่าการแห่เสร็จสิ้นลง
ถึงตอนนี้คนที่นั่งอยู่บนรถของแต่ละขบวนรีบกระโดดลงจากรถ แยกย้ายกันไปพักหลบร้อนในร่มอย่างรวดเร็ว บางส่วนรีบกลับไปเปลี่ยนชุดมาร่วมสนุกในงานต่อเหมือนนรีกานต์กับคเชนทร์
สองพี่น้องเปลี่ยนมาอยู่ในเสื้อผ้าแบบแขนยาวขายาวเดินฝ่าแดดร้อนๆ ไปยังทุ่งนาด้านหลังวัด เพื่อไปสมทบกับแม่ที่ซุ้มบั้งไฟของคุ้มคำหอม ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างซุ้มหลักของคุ้มอื่นๆ ในหมู่บ้าน
“มากันแล้วเหรอ รีบนั่งเร็วๆ บั้งไฟจะขึ้นแล้ว” ฤทัยรักษ์กวักมือเรียกไหวๆ ด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า เวลานี้การแข่งขันจุดบั้งไฟกำลังจะเริ่มขึ้นเต็มที ยังดีที่ลูกๆ มาไม่ทันดูบั้งไฟของคุ้มทะยานขึ้นฟ้า “พ่อออกไปตรวจดูบั้งไฟก่อนจุดอยู่จ้ะ เราจะแข่งชุดต่อไปนี้แล้ว”
นรีกานต์ถึงกับถอนหายใจ “เกือบไม่ทันแล้วไง พวกเราวิ่งจนหอบไปหมดเลยจ้ะแม่”
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ลูก”
“ช้างบอกแล้วว่าทันๆ ลูกสาวแม่ก็ไม่เชื่อ เดี๋ยวไปเอาน้ำเย็นมาให้ รอแป๊บ”
ว่าแล้วคนอาสาก็รีบลุกไปทางตู้ใส่น้ำแข็งขนาดใหญ่ ซึ่งทางกรรมการจัดงานได้เอาน้ำขวดมาแช่ไว้ให้ดื่มฟรี
“แม่ดูสิจ๊ะ หาข้ออ้างชัดๆ ตัวเองนั่นแหละ ที่อยากกินน้ำ”
ฤทัยรักษ์หัวเราะตามหลังลูกชาย ก่อนจะดึงลูกสาวมาแตะแก้มใสที่แดงก่ำขึ้นอย่างไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางด้วยความเอ็นดู “ร้อนมากไหมลูก ดูสิ แก้มแดงหมดแล้ว”
“สบายมากจ้ะ” ตอบแล้วก็นั่งลงข้างๆ แม่เสียเลย
“ตาพฤทธิ์ชมไม่หยุดปาก ว่าน้านาสวยที่สุดในโลก”
“แบบนี้ตอนหลานกลับมา หนูต้องทำขนมอร่อยๆ เอาใจแล้วสิจ๊ะ”
นึกถึงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของกรองขวัญกับภวัตแล้ว ทั้งคู่ก็อดหัวเราะไม่ได้ แม้ตอนนี้จะมีน้องสาววัยสองขวบมาน่ารักแข่ง พฤทธิ์ก็ยังคงเป็นขวัญใจของทุกคน ด้วยขยันหาวิธีมาอ้อนให้รักทุกวัน ขนาดปีนี้เจ้าตัวอดมาดูแห่บั้งไฟกับน้าๆ เพราะติดเที่ยวกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอม ก็ยังอ้อนขอให้คุณตาส่งวิดีโอภาพบรรยากาศไปให้
“แม่ว่าหลานน่าจะชอบลูกชุบที่หนูทำเมื่อวันก่อนนะ”
“นั่นสิจ๊ะ หนูนาปั้นเป็นการ์ตูนให้ด้วยดีกว่า” นรีกานต์เห็นด้วยทันที วานนี้เธอลองปั้นขนมลูกชุบเป็นดอกไม้ หน้าตามันดูดีพอสมควรสำหรับการปั้นครั้งแรก หากปั้นเป็นการ์ตูนตัวเล็กๆ ก็น่าจะทำได้
ขณะนั้นเอง ใครบางคนได้เดินเข้ามาในซุ้มเงียบๆ
ท่ามกลางสายตาสงสัยของชาวบ้าน เขาเดินตรงเข้าไปหาสองแม่ลูกที่นั่งคุยกันอยู่อย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
“สวัสดีครับคุณอา”
“สวัสดีค่ะ” ฤทัยรักษ์ยกมือรับไหว้แทบไม่ทัน “มานั่งดูด้วยกันสิคะ อีกเดี๋ยวคุ้มเราจะจุดบั้งไฟกันแล้ว”
ทศวรรษยิ้มน้อยๆ ถือวิสาสะนั่งลงบนแคร่ไม้ห่างจากร่างเล็กเพียงหนึ่งช่วงแขน ส่วนวาทีกับวาทิตเลี่ยงไปยืนมองโน่นนี่นั่นอยู่หน้าซุ้ม
“ถอยไปนะ” นรีกานต์กระซิบเสียงดุ
“...” เขานั่งนิ่งไม่ขยับสักนิด
“นี่!”
“เคยมาดูงานอะไรแบบนี้บ้างไหมจ๊ะ”
“เคยเห็นผ่านตาบ้างครับ แต่ไม่เคยมาร่วมบรรยากาศในงานแบบนี้เลย เมื่อกี้ก็พากันยืนมองอยู่ไกลๆ ตรงโน้น พอดีผู้ใหญ่หมูผ่านมาเจอเข้า เลยแนะนำให้มาที่ซุ้มนี้ละครับ” เขาชะโงกหน้าข้ามนรีกานต์ไปตอบแม่ของเธอเหมือนแกล้งกัน
ผู้ใหญ่หมูอีกแล้ว!
นรีกานต์เริ่มเขม่นอดีตผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาในใจตงิดๆ
“ดีแล้วค่ะ มานั่งดูในซุ้มด้วยกันปลอดภัยกว่า อีกเดี๋ยวมันจะวุ่นวายมาก” คนไม่รู้ความรู้สึกในลูกสาวยังคงพูดคุยต่ออย่างเป็นมิตร
“ทำไมล่ะครับ” ทศวรรษมองบรรยากาศรอบตัวพลางเอ่ยถาม “ชาวบ้านก็นั่งรอชมบั้งไฟอยู่ในร่มกันดีๆ นี่ครับ”
“อีกเดี๋ยวจะผิดกันลิบเลยค่ะ”
คนเป็นแม่พูดจาอ่อนหวาน ทางด้านลูกสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ เขากลับถลึงตาใส่ไม่หยุด ไม่เหลือคราบคนงามที่แจกยิ้มหวานให้ชาวบ้านบนรถแห่เลย
“อ้าว! มาดูเหมือนกันเหรอครับ” คเชนทร์ร้องทักเสียงดังก่อนจะเดินเข้ามายื่นขวดน้ำให้แม่กับพี่สาว อีกขวดยื่นให้กับทศวรรษตามมารยาท
“ว่างๆ กันอยู่พอดี เลยมาดูเป็นประสบการณ์น่ะ ขอบใจสำหรับน้ำนะ” ทศวรรษบอกยิ้มๆ พลางเขยิบที่ให้คเชนทร์เมื่ออีกฝ่ายจะนั่งแทรกกลางระหว่างเขากับนรีกานต์ ไม่ได้ถือสาว่าถูกกันให้ห่างจากร่างเล็กเลย คเชนทร์ก็ยิ้มทำไม่รู้ไม่ชี้บอกด้วยท่าทีสบายๆ
“ไม่เป็นไรครับ น้ำแจกฟรีน่ะ”
ด้านนรีกานต์ที่กำลังอารมณ์บูดอยู่ยิ้มร้ายทันทีที่เห็นหน้าน้องชายคนโต
เธอนึกแผนเอาคืนทศวรรษออกแล้ว!
“ช้าง...”
พอถูกสะกิด คเชนทร์ซึ่งกำลังประเมินท่าทีของทศวรรษอยู่ในใจก็หันมาทำหน้านิ่วใส่พี่สาว “อะไรเจ้”
คนเป็นพี่กัดฟันกระซิบถาม “แกว่าปีนี้คุ้มเราจะได้ลงไปแช่โคลนหรือเปล่า”
“ก็ต้องดูที่การแข่งก่อนสิ ถ้าแพ้เราก็ต้องโดนอยู่แล้ว”
ผลการแข่งจุดบั้งไฟมันไม่แน่ไม่นอนนักหรอก แต่ละคุ้มผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอย่างไม่อาจคาดเดาได้เลย
“ถ้าคุ้มเราแพ้ล่ะ” ถามแล้วก็ทำเนียนขยิบตาไปทางทศวรรษ “ลุยเลยไหม?”
จากที่งุนงง คเชนทร์ก็เข้าใจโดยพลัน
“มันจะดีเหรอ”
“ดีสิ!”
การแข่งขันจุดบั้งไฟที่แสนจะดุเดือดจบลงแล้ว ระดับความสูงของบั้งไฟคุ้มคำหอมกับคุ้มคู่แข่งอยู่ในขั้นสูสีอีกปี คนนั่งรอฟังประกาศผลการแข่งอย่างใจจดใจจ่อรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น
ถ้าคุ้มคำหอมชนะก็ดีไป
แต่ถ้าแพ้ละก็...
สองพี่น้องเหล่มองคนยืนคุยกับลูกน้องอยู่หน้าซุ้มอย่างหมายมาดในใจ
อีกไม่กี่นาที นายโดนแน่!
แล้วผลการแข่งขันก็ถูกประกาศออกมาในตอนนั้น
ไม่ต้องจับใจความอะไรก็รู้ผลว่าคุ้มคำหอมพ่ายให้กับอีกคุ้มแน่ เพราะคณะผู้ประกอบบั้งไฟและคนในซุ้มพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น
ลูกชายแสนดีอย่างคเชนทร์รีบโอบฤทัยรักษ์เดินหนีมาหลบอยู่ในที่ปลอดภัย ก่อนจะรีบวกกลับมารับพี่สาวอีกคน
“อ้ะ!”
“รีบตามมาก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
“แต่ว่า...”
คเชนทร์ไม่สนใจ ลากแขนเรียวเดินดุ่มๆ ท่าเดียว
ไอ้บ้าช้าง!
นรีกานต์เบิกตามองน้องชายลากผู้หญิงคนหนึ่งออกไปแทนตัวเอง เมื่อกี้เธอกระโจนขึ้นมายืนบนแคร่เพื่อหลบวิถีการวิ่งของชาวบ้านทันทีที่ผลประกาศออกมาว่าคุ้มคำหอมแพ้ พอหันไปมองน้องชายกับแม่ก็เห็นประคองกันไปหลบข้างต้นไม้มุมเดิม ก่อนคเชนทร์จะรีบย้อนกลับมา เธอรู้ว่าน้องจะมารับจึงรีบก้าวไปหา คเชนทร์ดันรีบจนคว้าแขนผิดคน เรียกก็ไม่หัน
นี่มันผิดแผนแล้ว ผิดแผนมากด้วย!
“ยืนทำอะไรอยู่ ลงมาสิ”
“หือ?”
ใบหน้าตื่นๆ หันมาทางเสียงถาม แล้วก็เห็นทศวรรษกำลังยืนรออยู่ด้วยท่าทางหน้านิ่วคิ้วขมวด ข้างหลังมีคนสนิททั้งสองยืนกันคนอื่นให้
“กินยาคุมอยู่ใช่ไหม สารภาพมาตามจริงเลย พี่ไม่โกรธหรอก” ทศวรรษก้มหน้าถามภรรยาขณะพากันเดินเล่นไปตามชายทุ่งหลังเรือนนรีกานต์ปฏิเสธทันที “ไม่ได้กิน ไม่ได้ฉีด ไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างค่ะ”“งั้นทำไมเราไม่มีลูกกันสักที พี่ขยันไม่พอหรือเปล่า”คนกำลังเพลิดเพลินกับวิวสวยๆ ของทุ่งนามองค้อนใส่สามีจอมหื่น “ถ้าขยันกว่านี้ พี่อาจจะได้ลูก แต่เมียน่ะอาจจะไม่มีแล้ว”“...ก็พี่อยากมีลูก”นรีกานต์ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าทศวรรษดี สองปีที่ผ่านมานี้ เขาตั้งใจผลิตลูกกับเธอแทบทุกวัน แต่จนถึงตอนนี้ลูกก็ยังไม่มาเลยสักคน“แต่คิดอีกที ไม่มีลูกตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน รออีกปีสองปีดีกว่า ระหว่างที่ลูกยังไม่มา เราก็สวีทกันให้เต็มที่ไปเลย” ว่าแล้วทศวรรษก็หยุดกอดร่างบางเข้ามาอย่างแสนรักใคร่ “ใกล้จะครบรอบแต่งงานของเราแล้ว ปีนี้หนูนาอยากไปฮันนีมูนที่ไหน บอกพี่มาเลย พี่จะพาไปทุกที่”“ที่พูดออกมาน่ะ แน่ใจแล้วเหรอคะ ไหนบอกว่าอยากมีลูกสาวน่ารักๆ เหมือนหนูพลอย ไหนบอกว่าอยากได้ลูกชายแสบๆ เหม
ทศวรรษยืนมองส่งขบวนรถบรรทุกข้าวที่ปลูกเองกับมือออกจากโรงสีข้าวคำหอม มุ่งหน้าสู่โกดังของเดอะเฟิร์สแอร์เวย์ที่กรุงเทพฯ อย่างภูมิใจในที่สุดเขาก็ปลูกข้าวได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้!แน่นอนว่าข้าวเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในเลานจ์ของสายการบินและแบ่งแจกให้คนรู้จักของเขาได้ลิ้มลองความหอมนุ่มด้วยบางส่วน“นายทำสำเร็จจนได้” ภวัตเดินเข้าไปตบไหล่บอกคู่เขยยิ้มๆ เช้านี้เขาพาพฤทธิ์มาหาแดนดินที่โรงสีพอดี เลยได้เห็นปริมาณข้าวที่พวกทศวรรษปลูกได้ ที่นา 5 ไร่ เก็บเกี่ยวข้าวได้มากกว่า 50 กระสอบ ผลผลิตนี้สำหรับมือใหม่ไม่เคยทำนาอย่างพวกทศวรรษแล้วถือว่าได้เยอะมาก ได้ข้าวเต็มรวงทั้งนาเลยทีเดียว เจ้าตัวก็ภูมิใจนัก บอกจะเอาไปใช้ที่สายการบินพร้อมๆ กับข้าวที่สั่งจองไว้ในนามของบริษัททศวรรษหัวเราะเบาๆ บอก “บอกใครเขาคงไม่เชื่อ ว่าคนอย่างพวกผมจะทนฟ้าทนแดดปลูกข้าวได้สำเร็จ”“คนเราถ้ามีใจอยากทำอะไรจริงจัง ต่อให้ยากลำบากแค่ไหนก็ต้องสำเร็จแน่นอน”“นั่นสิ เหมือนเรื่องหนูนา พอผมตั้งใจจะเอาคนนี้ ผมก็ได้เมียคนนี้มาอยู่ด้วยจริงๆ ต้องขอบคุณพี่ว
ร่างบางค่อยๆ ย่องลงจากกระท่อมน้อยกลอยใจที่อยู่มาหลายวันในยามเช้า เพื่อออกไปแช่น้ำคลายความเมื่อยที่น้ำตกใกล้ๆ กระท่อมนี้นรีกานต์พ้นกระท่อมมาได้ก็วิ่งปร๋อ ด้วยกลัวคนบางคนจะออกมาเห็นเข้า หลายวันมานี้ทศวรรษคนหื่นจ้องแต่จะ ‘ผลิตลูก’ กับเธอ เอะอะลากเข้ากระท่อม ทำเอาเธอปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมดคนหื่น!เมื่อไปถึงน้ำตก เธอไม่รีรอ วางผ้าขนหนูกับอุปกรณ์อาบน้ำล้างหน้าไว้บนโขดหิน จากนั้นย่อตัวลงเช็กอุณหภูมิน้ำก่อนจะลงไป“เย็นจัง”ตอนแรกเธอว่าจะอยู่นานหน่อย แต่น้ำเย็นแบบนี้คงอยู่นานไม่ไหวนรีกานต์ถอดเสื้อคลุมตัวยาวออก เผยให้เห็นชุดว่ายน้ำสีดำที่เพิ่งมีโอกาสได้ใส่ วอร์มร่างกายเล็กน้อยแล้วค่อยลงไปในน้ำน้ำเย็นๆ ทำให้ร่างกายสดชื่นและผ่อนคลายไม่น้อย แต่ลอยตัวเล่นอยู่สักพัก จากเย็นสบายพลันกลายเป็นหนาว เธอไม่คิดจะทนอยู่ต่อ หันกลับขึ้
หลังจากเดินทางมาหลายชั่วโมงนรีกานต์ก็มายืนตะลึงอยู่บนหาดทรายสีขาว เกาะที่คิดว่าจะมีที่พักส่วนตัวติดชายหาด แบบว่าสามารถเดินออกมานอนทอดหุ่นชมวิวทะเลใต้ต้นมะพร้าวได้อย่างสุขใจ มันหายวับไปกับตาแล้วในตอนนี้เกาะส่วนตัวในฝันอยู่ไหน?เกาะของทศวรรษมันเป็นเกาะร้าง!“นี่มันอะไรกันคะ ที่นี่มันคือที่ไหน?” เธอหันไปครางถามสามีที่กำลังหิ้วของลงจากเรืออยู่กับเลขาคนสนิททั้งสอง“เกาะส่วนตัวของเราไง”“แต่นี่มันเป็นเกาะร้าง ไม่มีอะไรเลยนะ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้กับน้ำทะเล ที่พัก ห้องน้ำ อาหาร ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เราจะอยู่กันได้ยังไงคะ ตั้งหลายวันแน่ะ”ทศวรรษสั่งให้ลูกน้องแบกสัมภาระที่เตรียมมาเดินไปตามทางเล็กๆ ตัดเข้าสู่ป่าบนเกาะก่อน ตัวเองเดินไปกอดภรรยาที่ถูกเขาหลอกมาขึ้นเกาะนี้ “ไม่ต้องห่วง พี่เตรียมพร้อมมาทุกอย่างแล้ว รังรักของเราไม่ได้แย่ขนาดนั้นคนสวย พี่ไม่ทำให้เมียพี่ลำบากหรอกน่า”นรีกานต์บิดปากเชิดใส่อย่างน่ารักโดยไม่รู้ตัว “จะเชื่อได้แค่ไหนก็ไม่รู้ พอรู้ว่าเรารักก็เอาแต่หาเรื่องแกล้งอยู่นั่น”“เชื่อเถอะน่า ถ้าหนูนาเดินเข้าไปเห็นบ้านของเราในช่วงฮันนีมูนนี้ ต้องกรี๊ดลั่นแน่ๆ พี่รู้ใจเมียพี่จะตา
ใครกันที่บอกว่าเวลาเดินช้า สามเดือนช่างผ่านไปไวเหมือนโกหกเผลอแป๊บเดียววันที่ทศวรรษกับนรีกานต์จะเข้าพิธีหมั้นแบบเงียบง่ายที่เรือนคำหอมก็มาถึงแล้ว“ตกลงจะไม่จัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานจริงๆ เหรอ”เป็นเสียงของว่าที่เจ้าบ่าวถามว่าที่เจ้าสาวขณะช่วยกันเตรียมงานอยู่บนเรือนในช่วงเย็น“พวกเราแค่ทำพิธีหมั้นหมายแล้วจดทะเบียนกันก็พอแล้วจริงเหรอ หนูนาไม่อยากใส่ชุดแต่งงานสวยๆ เหมือนเจ้าสาวคนอื่นบ้างหรือไง”นรีกานต์ส่ายหน้า “ไม่อยากค่ะ ใส่แล้วสวยก็จริง แต่ลำบากมากเหมือนกัน ต้องระวังโน่นนี่นั่น เราแต่งงานกันแบบภายในเล็กๆ นี่แหละดีแล้ว คนเยอะเรื่องเยอะ หนูนาไม่ชอบ”“พี่กลัวหนูนาจะเสียใจทีหลังน่ะสิ”“ไม่เสียใจหรอกค่ะ ดูพี่วัตกับพี่ลูกเป็ดสิ พวกเขาก็แต่งเงียบๆ ไม่ได้จัดงานใหญ่โตอะไร ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี ขอแค่คุณดีกับหนูนาตลอดไป หนูนาก็ไม่เสียใจแล้วค่ะ”ทศวรรษเห็นเธอยิ้มหวานอ้อนเขาในตอนหลังแล้วอยากจับมาจูบให้หนำใจ ติดที่ว่ายังมีคนอื่นๆ นั่งช่วยกันทำของที่จะใช้ในงานแต่งอยู่รอบกายรอก่อนเถอะ พรุ่งนี้เขาก็จะเป็นสามีของเธอแล้วใจเย็นไว้ก่อน...“นี่! เขยเล็ก มานี่หน่อยเด้!”จู่ๆ ใครบางคนพลันตะโกนเรียกทศวรรษ เป
"แต่งงาน!"เหล่าคนที่พลาดเหตุการณ์สำคัญเมื่อคืน พากันอุทานออกมาพร้อมกัน เมื่อได้ฟังบทสรุปเรื่องราว ย่าทวดคำหอมถึงกับหรี่ตาถามหลานชายด้วยความกังขา“แน่ใจนะ ว่าแกวางใจให้หนูนาแต่งงานกับพ่อทศแล้วจริงๆ น่ะ”“ก็มาถึงขั้นนี้แล้วนี่จ๊ะ” แดนดินยักไหล่ตอบ“แล้วหนูนาล่ะ หนูอยากแต่งกับพ่อทศหรือเปล่า”นรีกานต์เห็นสายตาทุกคนมองมาแล้วนิ่งไปถ้าถามว่าอยากแต่งไหม ให้ตอบจริงๆ เลยก็คือ ‘ยัง’ แต่เธอคงตอบมันออกมาตอนนี้ไม่ได้ เพราะอาจพลาดไม่ได้แต่งกับทศวรรษไปเลยก็ได้“ว่าไงลูก อยากแต่งกับเขาหรือเปล่า”“ขืนพลาดคนนี้ ก็ไม่มีคนหน้าให้อยากแล้วเด้อ” เทวาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ“หุบปากไปเลยเจ้าวา” ดุเหลนคนเล็กเสร็จ หญิงชราก็หันไปทางภวัตที่นั่งเงียบอยู่ข้างเมีย “พ่อทศไปไหนซะล่ะ ไม่คิดจะมาบอกกล่าวอะไรทวดบ้างเลยเรอะ”ภวัตยิ้มอ่อนตอบ “กลับกรุงเทพฯ ไปแต่เช้าแล้วครับ”“ไปเอาผู้ใหญ่มาสู่ขอพี่หนูนาไงจ๊ะทวด พ่อสั่งไว้เมื่อคืน พี่ทศไม่กล้าชักช้าหรอก” เทวินทร์บอกเสริมขึ้น“อ้อ!”ขณะที่ย่าทวดพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงเข้าใจ กรองขวัญนั้นทำตาโตมองพ่อตัวเอง “ทำไมพ่อยกน้องให้คุณทศง่ายๆ งี้ล่ะ ทีหนูละยากเย็น กว่าจะได้อยู่ด้วยกัน อาวัตต้องลำ
สองแฝดอาจจะตื่นเต้น แต่นรีกานต์กลับแอบขึงตาใส่ทศวรรษ “คุณบ้าไปแล้วเหรอ ผลิตเงินใช้เองได้รึไง ถึงได้เอามาสปอยล์พวกเราเล่นแบบนี้”“พี่ผลิตเงินเองไม่ได้หรอก หามาด้วยสมองและสองมือนี่แหละ แต่ดันหามาได้อย่างเดียว ไม่ค่อยได้ใช้ แล้วก็ไม่มีคนช่วยเอามันไปใช้ด้วย พี่จ่ายแค่นี้ไม่เท
นรีกานต์อาศัยตอนที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวเกี่ยวข้าวในขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้กลุ่มของทศวรรษ โดยส่งสัญญาณให้น้องชายดึงความสนใจของพ่อไปทางนาข้าวที่ถูกลมพัดจนราบไปกับพื้นดินแม้ทุกคนจะสวมเสื้อผ้ามิดชิดทั้งตัวเพื่อกันแดดกันลมจนมองไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่เธอนั้นจำพวกทศวรรษไ
เมื่อผู้เป็นพ่อมาถึง คเชนทร์ก็หลีกทางให้พ่อสอบความคนเจ็บตามลำพังด้วยการออกมาหาซื้ออาหารให้คนเจ็บอย่างรู้งาน ที่ต้องซื้อเอา ก็เพราะยังไม่ได้บอกคนที่บ้านเรื่องนี้ ดังนั้นเขาเลยไม่สามารถกลับไปเอาอาหารจากที่บ้านแดนดินไม่อยากเสียเวลา พอคเชนทร์ขี่รถออกจากบ้านไปก็ตรงเข้าไปถามทศวรรษเลย “เกิดอะไรขึ้น ทำไมน
“แต่ยังไงก็ขอบคุณสำหรับผลไม้นะคะ เดี๋ยวอาเอาไปเก็บก่อนแล้วกัน พอดีต้องไปดูแกงด้วยน่ะ”“ให้นายทีช่วยคุณอานะครับ”ยังไม่ทันที่ฤทัยรักษ์จะปฏิเสธ วาทีก็ลุกขึ้นคว้าเอาตะกร้าผลไม้มารอแล้ว เธอเลยได้แต่ยิ้มให้พวกเขาแล้วเดินนำวาทีแยกมาที่เรือนครัว ซึ่งก็เป็นครัวเล็กๆ อยู่ตรงกลางระหว่างเรือนใหญ่กับเรือนเล็ก







