INICIAR SESIÓNตอนที่ฉันขอมือถือจากภีม เขาทำอิดออดถามนั่นนี่และทำเหมือนจะไม่ให้ สุดท้ายก็ฝากพี่พยาบาลเอามาให้ฉัน
“เอ่อ ไม่เป็นไร ฉันขอออกไปสูดอากาศที่ระเบียงหน่อย นายอาบก่อนได้เลย” ฉันต้องหนีออกไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้ฉันออกมาที่ระเบียงเพราะคิดว่า ภีมน่าจะอยากอาบน้ำเปลี่ยนชุด หลังจากที่เรานั่งริมทะเลอยู่ตลอดช่วงเย็น ก็ทำให้รู้สึกเหนียวตัวน่าดูเลย มองไปด้านล่าง คาเฟที่เรานั่งกันตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว แก้วบนโต๊ะจากที่เป็นแก้วกาแฟหรือเครื่องดื่มสมูทที ตอนนี้กลายเป็นค็อกเทลสีสวย บ้างก็เป็นน้ำสีอำพันที่มีน้ำแข็งก้อนกลมขนาดคับแก้วอยู่เพลงที่เปิดก็เปลี่ยนไปด้วย จากเพลงบรรเลงฟังสบายเมื่อช่วงเย็น ตอนนี้กลายเป็นเพลงที่มีเสียงร้อง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพลงรักหวานซึ้ง สลับกับเพลงรักที่ผิดหวัง บรรยากาศดีๆ ด้านนอกทำให้ฉันสามารถลืมความตื่นเต้นไปได้บางส่วนยืนอยู่ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงความอุ่นวาบที่ด้านหลัง มืออุ่นกำลังประคองที่เอวฉัน ทำเอาฉันสะดุ้งหันกลับไป ภีมยังคงอยู่ในชุดเดิม นี่เขาไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดหรอกเหรอ“ยืนตากลมตอนนี้ระวังจะไม่สบายเอานะ”“จะกลัวอะไรฉันมีหมออยู่ตรงนี้ทั้งคน” ฉันหันตัวไปเผชิญหน้ากับเขา หลังพิงอยู่ที่ระเบียง โดยที่แขนสองข้างเ
หยดน้ำใสๆ ไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของฉันอย่างไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดกำลังเกิดขึ้นจริงๆ หรือนี่คือความฝันกันแน่นะ ถ้าเป็นฝันฉันก็ยังไม่อยากตื่นเลย“อัยย์ ไม่สิ อย่าร้อง เธอร้องแบบนี้เราไม่สบายใจเลย เธอตกลงมั้ย เราเป็นแฟนกัน แล้วหลังจากนี้เราจะดูแลเธอเอง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ได้มั้ยอัยย์ ให้โอกาสเรานะ” ภีมถามย้ำอีกครั้ง ระหว่างที่ยื่นมือมาช่วยปาดน้ำตาออกจากแก้มทั้งสองข้าง อย่างอ่อนโยนฉันไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเปล่งเสียงออกมาได้ จึงทำได้แค่พยักหน้าให้เขาช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่ ดวงตาที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำตาทำให้ฉันเห็นหน้าเขาอย่างเลือนลาง แต่ก็พอจะได้เห็นรอยยิ้มกว้างนั้นส่งกลับมาภีมโผเข้ากอดฉันแน่นจนเหมือนจะทำให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปที่ปอดได้ ตอนแรกฉันคิดว่าจะอดทนจนเขาคลายกอดออก แต่เหมือนเขาจะไม่ยอมปล่อยออกไปง่ายๆ จนฉันต้องเริ่มร้องประท้วงก่อนจะหมดอากาศหายใจ“ภีม…กอดแน่น ไปแล้ว เรา หายใจ ไม่ออก” ฉันพูดได้อย่างตะกุกตะกัก“เราขอโทษ เราดีใจน่ะ ดีใจ
“O.O” ผมอึ้งกับสิ่งที่เธอพูดออกมา จนเผลอเงียบไปครู่หนึ่ง“ทำไมนายต้องทำแบบนี้ นายรู้เรื่องทุกอย่างแต่นายปิดบังเรา แถมยังไปทำให้คนอื่นเค้าต้องลำบากอีก”“คือเรากลัวเธอไม่ยอมรับเราไง ตอนแรกเราคิดว่าให้หมอออนไลน์เป็นตัวแทนรักษาเธอแทนเรา เธอจะสบายใจกว่า แล้วมันก็จริง เธอสบายใจซะจนเราไม่อยากให้มันรักษาเธอต่อแล้ว เราอยากดูแลเธอเอง”“ทำไมล่ะ นายไม่อยากให้เราสบายใจในการรักษาหรือไง”“ไม่ใช่แบบนั้นเด็ดขาด เราหวงเธอต่างหาก ก็เธอดูจะเริ่มสนใจมัน จนบางทีก็เหมือนจะสนใจมันมากกว่าเราด้วยซ้ำ”“ก็...ก็จริงนะ คุณหมอเค้าดูแลเราดีมากๆ จนเราคิดว่าถ้าเค้ายอมเจอเราก็ไม่แน่นะ เราอาจจะ...”“นี่อัยย์ หยุดเลย พอเลย มันไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ หมอออนไลน์ให้บริการรักษาทางออนไลน์เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ได้เจอคนไข้เด็ดขาด ผิด ผิดกฎระเบียบ เราจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”“คิกคิกคิก” อัยย์กลั้นขำกับคำพูดของผม“อัยย์ เราจริงจังกับเธอนะ เราขอร้อง เธอให้โอกาสเราได้แก้ไขข้อผิดพลา
“นายจะไปไหน ไหนบอกจะคุยไง” แค่ผมกดสตาร์ตรถ เธอก็ถามขึ้นมาทันที“ก็ไปหาที่เงียบๆ คุยกันไง”“ที่นี่ก็เงียบแล้ว คุยสิ”“เราขับรถอยู่ ต้องใช้สมาธิ ยังคุยไม่ได้” ผมรีบเหยียบคันเร่งให้รถออกตัวทันที ก่อนที่เธอจะคัดค้านอะไรขึ้นมาอีก“โอ้ย นายนี่” อัยย์หน้างอใส่ผม เธอยกแขนขึ้นกอดอกแล้วหันมองออกไปทางหน้าต่างฝั่งตรงข้าม ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก ผ่านไปอีกไม่กี่นาที ผมมองไปอีกทีเห็นเธอหลับไปแล้ว เมื่อคืนคงน่าจะไม่ได้พักผ่อนเต็มที่แน่ๆ ดูได้จากขอบตาที่ยังคงช้ำอยู่ ผมแวะจอดข้างทางเลื่อนเบาะเอนลงให้เธอนอนสบายขึ้น และเอื้อมหยิบผ้าจากเบาะด้านหลังมาคลุมให้อย่างเบามืออันที่จริงแล้ว ผมก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้สมาธิในการขับรถถึงขั้นไม่สามารถคุยอะไรกับเธอได้ เพียงแต่ผมอยากปล่อยเวลาให้เธอได้อารมณ์เย็นลงหน่อยก่อนที่จะพูดคุยกัน และให้เวลากับตัวเองได้คิดคำพูดเพื่ออธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เธอฟังด้วยผมตัดสินใจขับรถออกนอกเมือง นอกจากมีเวลาได้คิดแล้ว คิดว่าเธอคงจะหนีผมกลับได้ยากหน่อย ถ้าออกไปได้ไกลขนาดนั้น ใช้เวลาชั่วโ
ครืดดดด ครืดดดดหัวถึงหมอแล้วกำลังจะหลับตานอน แต่กลับได้ยินเสียงสมาร์ตโฟนที่กำลังสั่นอยู่ที่โต๊ะหัวเตียง ผมเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามาเป็นบุคคลที่ไม่สามารถปฏิเสธการรับสายได้“มีอะไรครับแม่ โทรมาดึกเลย”“ตาภีม นอนหรือยังลูก”“กำลังครับ แม่มีอะไรหรือเปล่า” ผมรู้สึกได้ว่าเสียงของแม่ มีความกังวลอยู่ในนั้น“คือแบบนี้จ๊ะ จริงๆ พรุ่งนี้ คุณพ่อจะต้องเข้าประชุมบอร์ดบริหารทั้งของโรงพยาบาลและก็รวมถึงความร่วมมือกับแผนกของลูกด้วย”“ครับแม่ แต่ผมบอกแล้วว่าช่วงนี้ผมให้หมอวัตรับผิดชอบเรื่องการประชุมทั้งหมด”“แม่รู้จ๊ะ ในส่วนของลูก แม่ไม่ก้าวก่าย เพียงแต่ว่า พรุ่งนี้คุณพ่อเข้าร่วมประชุมไม่ได้น่ะสิ พ่อเค้าห้ามแม่แล้วนะไม่ให้บอกลูก แต่แม่คิดว่าเรื่องใหญ่แบบนี้ไม่บอกไม่ได้หรอก”“มีเรื่องอะไรครับ คุณพ่อเป็นอะไร”“ไม่เป็นอะไรมากจ๊ะ ช่วงนี้โรงพยาบาลมีโปรเจคขยายอีกใช่มั้ยล่ะ พ่อโหมงานจนไม่ได้พักผ่อน เมื่อเย็นก็เลยวูบไปน่ะจ๊ะ แต่แม่ให้หมอจากโรงพยาบาลมาดูแล้ว
“อัยย์ เป็นอะไร เธอร้องไห้ทำไมเนี่ย ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าบอกชั้นสิ ไปหาหมอมั้ย” ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันได้รับข้อความที่คุณหมอออนไลน์ส่งกลับมาตอบเรื่องที่ฉันถามไปเมื่อตอนเย็น หลังจากอ่านจบและตอบคุณหมอกลับไป ฉันก็รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่คอและน้ำตาก็ไหลออกมานิต้าที่ขับรถอยู่หันมาเห็นช่วงที่รถกำลังติดไฟแดง เธอคงตกใจมาก ที่จู่ๆ ฉันก็ร้องไห้สะอื้นขึ้นมา เธอรีบหยิบทิชชูส่งมาให้ฉัน ถามไถ่อย่างเป็นห่วงมาก“ไม่เป็นไรนิต้า กลับบ้านเถอะ ฉันไม่เป็นอะไร”“แน่นะ ไม่ต้องไปหาหมอใช่มั้ย หรือให้ฉันโทรบอกหมอภีมมั้ย”“กลับบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวเราโทรเอง”“เอางั้นเหรอ โอเคก็ได้ งั้นเธอหยุดร้อง ชั้นใจคอไม่ดีเลย”“อืม หยุดแล้ว เราจะหยุดแล้ว” ฉันยังคงพูดไปด้วยและมีเสียงสะอื้นเล็กๆ ไปด้วย แต่ก็พยายามกลั้นเอาไว้ ไม่อยากให้นิต้าเป็นห่วงจนทำอะไรเว่อร์ๆ ลงไปตามสไตล์ของเธอกว่าฉันจะสามารถหยุดร้องไห้ได้จริงๆ ก็ตอนที่นิต้าเลี้ยวรถเข้าจอดที่หน้าบ้านแล้ว ฉันใช้มือทั้งสองข้างปาดน้ำใสที่ยังคง







