LOGINเขาจำได้ทันที เมื่อเห็นรูปเธอผ่านแอปฯ หมอออนไลน์ ที่เขาเป็นเจ้าของ เธอคือรักแรกที่เขายังคงฝังใจ การกลับมาพบกันครั้งนี้ เธอเป็นคนไข้ ซึ่งไม่รู้เลยว่า หมอเจ้าของไข้คนนี้เป็นคนที่เคยสร้างแผลใจไว้ให้เธอ การกลับมาพบกันอีกครั้งนี้จะ เป็นโอกาสให้เขาได้แก้ไขความผิดพลาดที่ทำไว้ในอดีตได้หรือไม่
View More“กรี๊ดดดดดดดดดด...........”
เช้านี้มันเป็นเช้าที่แย่ที่สุดของฉันอีกแล้ว ฉันตื่นมาตอนเช้า กำลังจะทำธุระส่วนตัวตามปกติ แต่เมื่อได้เห็นหน้าตัวเองในกระจกเท่านั้นแหละ สิ่งแรกที่ทำได้คือ ร้องกรี๊ดดังลั่นบ้าน หลังจากนั้นฉันวิ่งออกมาจากห้องน้ำ แล้วรีบหลบซ่อนตัวเองบนที่นอน โดยดึงผ้าห่อขึ้นมาคลุมโปง ร้องไห้สะอื้นอยู่ในนั้น ไม่กล้าออกไปเจอใครอีกแล้ว “อัยย์ เป็นอะไรไปลูก อัยย์.....” เสียงแม่ของฉันเองที่เคาะประตูเรียกอยู่หน้าห้องนอนของฉันตอนนี้ เพราะเสียงกรีดร้องของฉันเมื่อครู่ ทำให้แม่ตกใจจนแทบจะเทเกลือลงไปในหม้อน้ำซุปทั้งขวด แม่รีบวิ่งขึ้นมาจากห้องครัว และมายืนเคาะห้องเรียกให้ฉันเปิดออกไปด้วยน้ำเสียงร้อนใจมาก “แม่....อัยย์เป็นอีกแล้ว หือออ เป็นอีกแล้ว” ฉันสะอื้นไป พยายามอธิบายกับแม่ไปด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังคลุมโปงอยู่ในผ้าห่มไม่ได้ลุกขึ้นมาเปิดประตูห้องให้แม่เข้ามา “ยัยอัยย์ เป็นอะไร ใจเย็นๆ ก่อน มาเปิดประตูให้พ่อกับแม่เข้าไปก่อน แล้วเราค่อยคุยกันดีๆ” เสียงทุ้มนี้ คือ เสียงของพ่อ ที่ก็รีบวิ่งขึ้นมาจากห้องนั่งเล่น มาอยู่ที่หน้าห้องของฉัน ตามหลังแม่มาติดๆ หลังจากได้ยินเสียงของพ่อ ฉันเริ่มตั้งสติได้ จึงค่อยๆ เปิดผ้าห่อออก ลุกจากที่นอนเดินไปปลดล็อคประตู แล้วรีบเอามือปิดหน้า วิ่งหันหลังกระโดดขึ้นที่นอนเอาผ้านวมคลุมหัวอีกทันที ฉันไม่อยากให้ใครเห็นฉันในสภาพนี้ มันน่าเกลียดมากจนฉันยังรับสภาพตัวเองตอนนี้ไม่ได้เลย พ่อกับแม่ รีบเดินตามเข้ามาในห้อง นั่งลงที่เตียงข้างๆ จุดที่ฉันนอนเอาผ้าคลุมโปงอยู่ ทั้งสองท่านเป็นห่วงฉันมาก และคงพอจะนึกออกแล้วว่า ตอนนี้ฉันเป็นอะไร ท่านจึงไม่พยายามที่จะเปิดผ้านวมที่คลุมโปงออก เพียงแต่ปลอบใจฉัน และช่วยกันหาวิถีทางในการรักษาให้หายเป็นปกติอีกครั้ง ใช่ค่ะ อาการนี้มันไม่ใช่เพิ่งเกินขึ้นครั้งแรก มันเคยเกิดขึ้นมาเมื่อนานหลายปีมาแล้ว และเราพยายามรักษากันจนเริ่มดีขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายวันนี้มันก็เกิดขึ้นอีก ทำให้วันนี้ ทุกคนรู้แล้วว่าโรคของฉันไม่ได้หายไป เพียงแต่ก่อนหน้านี้ มันไม่ได้ถูกกระตุ้นให้แสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง “อัยย์ แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่น่าขอร้องอัยย์เลย” แม่รู้สึกผิดกับฉันมาก และคิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้อาการนี้เกิดกับฉันอีก เมื่อได้ยินแม่ขอโทษและโทษตัวเองแบบนั้น ฉันเริ่มตั้งสติทันที ฉันไม่อยากให้แม่ต้องเสียใจและโทษตัวเอง เพราะอาการป่วยของฉันแบบนี้ ฉันค่อยๆ เปิดผ้าออก โผเข้ากอดผู้เป็นแม่ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาหน้าซุกที่อกแม่ ร้องไห้สะอื้น และพยายามปลอบแม่กลับไปเช่นกัน “ฮือออ ไม่ใช่ความผิด ฮึกก.. ของแม่ ฮึกก.. อัยย์เอง ฮึกก...” ฉันพูดไปสะอื้นไป เสียใจด้วยแหละที่ทำให้แม่กับพ่อต้องมากลุ้มใจกับอาการประหลาดนี้กับฉัน แม่กอดฉันเอาไว้ มือค่อยๆ ลูบหลังปลอบให้ฉันหยุดร้องไห้ ส่วนพ่อก็เอามือมาจับมือฉันไว้แล้วค่อยๆ ลูบหลังมือ เพื่อหวังว่าฉันจะสงบใจให้เย็นลงได้ และจะได้ปรึกษาช่วยกันหาทางแก้ไขต่อไป ผ่านไปพักใหญ่ ฉันเงยหน้าขึ้นจากอ้อมกอดของแม่ น้ำตาก็ยังคงรื่นคลอที่ขอบตา แต่หยุดสะอื้นแล้ว คงได้เวลาที่ต้องคุยกันแล้วหล่ะ __________ ∞©∞ __________ ฉันชื่อ อัยย์ คงรู้กันแล้วสิ ฉันมีอาการป่วยประหลาดอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเจอที่ไหน อาการของมันคือ หน้าของฉันจะทั้งบวมแดง และมีเม็ดผดผื่นสีแดงเลือดขึ้นกระจายอยู่เต็มหน้าน่าเกลียดน่ากลัวมากเลยหล่ะ ถ้ายังนึกความน่ากลัวไม่ออกนะ ให้คิดถึงหน้าของผีสาวที่ถูกฆ่าด้วยการเอาหน้าคว่ำลงพื้นถนนแล้วลากให้หน้าขูดกับพื้นถนนไปหลายเมตรได้เลย มันคงจะสยองประมาณนั้นแหละ แล้วอาการมันเกิดได้ยังไงนะเหรอ สาเหตุของครั้งนี้ ก็คงจะเป็นเหตุการณ์จากเมื่อคืนที่เป็นสิ่งกระตุ้นให้อาการกำเริบขึ้นมาอีกแบบนี้ แต่คงต้องขอบอกก่อนว่า ครอบครัวของฉันก็ค่อนข้างพิเศษนิดหน่อย เพราะแม่ฉันที่ทั้งสวย ทั้งใจดีดั่งนางฟ้า ที่รักและเป็นห่วงฉันสุดๆ เธอเป็น นักแสดงหญิงแถวหน้าของเมืองไทยเชียวนะ แม่ตัดสินใจอำลาวงการเบื้องหน้า เพราะอยากจะมาช่วยงานของพ่อที่ก็ไม่ธรรมดา ท่านคือผู้กำกับมือทอง ที่กำกับเรื่องไหนก็ต้องดังระเบิด และเมื่อแม่ตัดสินใจอำลาวงการเบื้องหน้า ก็เลยเป็นเหตุให้ฉันต้องไปเจอสิ่งกระตุ้นให้อาการป่วยกลับมาอีก เรื่องมันเกิดจากเมื่อคืน __________ ∞©∞ __________ ท่ามกลางแสงสี แสงไฟกระพริบถี่ๆ จากแฟลชที่ออกมาจากทั้งกล้องตัวใหญ่เลนส์เป็นกระบอกยาวเท่าแขน ทั้งมือถืออีกหลายสิบเครื่องที่อยู่ในมือของผู้คนมากมายที่ยืนรออยู่หลังเชือกกั้นทั้งสองฝั่งยาวไปตามแนวทางเดินที่ปูด้วยพรมสีแดงกำมะยี ยาวจากริมฟุตบาตไปจนแทบจะมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ในสายตาของฉันเอง ฉันนั่งอยู่ด้านในรถตู้สีดำคันใหญ่ ด้วยมือที่ชุ่มเหงื่อประสานกันไว้แน่น และความหวาดกลัวที่กำลังแล่นอยู่ภายในสมอง ฉันพยายามอย่างมากที่จะทำให้คืนนี้มันผ่านไปได้ด้วยดี คืนนี้ ฉันอยู่ที่งานใหญ่แห่งปีที่ผู้คนในวงการบันเทิงไทยให้ความสำคัญ เพราะนี่คืองานประกาศรางวัลประจำปี โดยปกติฉันไม่เคยจะยอมมาร่วมงานแบบนี้หรอก เพราะรู้ตัวเองดีว่าสภาพแวดล้อมแบบนี้อาจจะทำให้อาการประหลาดของฉันนั้นเกิดขึ้นอีก แต่เพราะคืนนี้เป็นคืนพิเศษที่แม่ของฉัน นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซึ่งถือได้ว่าเป็นดาวค้างฟ้าของวงการเลยก็ว่าได้ แม่กำลังจะใช้เวทีนี้ในการประกาศอำลาเบื้องหน้าไปทำงานเบื้องหลังกับพ่ออย่างเป็นทางการ ฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียว จะไม่มาร่วมงานสำคัญอย่างนี้ก็คงจะน่าเกลียดมากเลยใช่มั้ยหล่ะ อาการประหลาดนั้น ฉันก็ไม่ได้เป็นมันมานานมากแล้วนะ หลังจากตัดสินใจที่จะไม่ออกไปพบเจอผู้คนเยอะๆ เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำงานเขียนบทหนัง บทละครให้พ่อ หรือเขียนนิยายของตัวเอง อาจจะมีออกไปนอกบ้านบ้างนานๆ ครั้ง ก็เพียงแค่ตลาดหน้าปากซอยบ้าน หรือไปห้างในช่วงเวลากลางวันในวันธรรมดา ที่คนน้อยแสนน้อย จนแทบจะเหมือนห้างร้างนั่นแหละ แม่ไม่ได้บังคับฉันหรอกนะ ท่านไม่ว่าอะไรเลยถ้าฉันจะไม่ได้มาร่วมงาน แต่ฉันคงรู้สึกผิดกับท่านมากจริงๆ ถ้าจะไม่มา และสุดท้ายฉันก็มานั่งอยู่ตรงนี้ ในรถตู้สีดำคันนี้ ที่ในอีกเวลาไม่กี่นาที เราทั้ง 3 คน พ่อ.. แม่.. และตัวฉันเอง จะได้รับสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลของงาน ให้เดินลงจากรถเพื่อเดินไปตามพรมแดง แวะถ่ายภาพที่หน้าแบ็คดรอป เสร็จแล้วก็ได้เดินเข้างาน และหลังจากนั้น ฉันก็จะไปนั่งหลบอยู่ในห้องรับรองที่ถูกเตรียมไว้เป็นพิเศษ อยู่เงียบๆ ไม่ต้องพบเจอใคร นั่งดูบรรยากาศภายในงานผ่านทางหน้าจอทีวีจอใหญ่ในห้องเพียงลำพัง “แป๊บเดียวเท่านั้น..แค่ไม่กี่อึดใจ แค่แป๊บเดียว อัยย์เธอทำได้” ฉันท่องงึมงำประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ขยับปากขมุบขมิบเหมือนท่องมนต์อะไรซักอย่างอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง ได้สัญญาณจากเจ้าหน้าที่ และประตูรถก็เปิดออก พ่อก้าวเท้าลงจากรถไปยืนอย่างมั่นคง และหันกลับมา ยื่นมือมารับแม่ที่ยื่นมือออกไปจับมือพ่อ และค่อยๆ ก้าวขาตามไปยืนเคียงข้างพ่อ ระหว่างนั้น ฉันมองเห็นภาพทุกอย่างเป็นเหมือนภาพสโลว์โมชั่น เหมือนเวลาผ่านไปช้ามาก ฉันเหม่อมอง จนพ่อและแม่ต้องหันกลับมองเข้ามาในรถ และผยักหน้าเรียกให้ฉันก้าวตามออกไป ฉันที่เพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัว พยายามสูดหายใจเข้าเต็มปอด และก้าวท้าวตามท่านทั้งสองไป เมื่อเท้าแตะพรมแดง ฉันรู้สึกหายใจไม่ออก ทำได้เพียงพยายามยิ้ม หน้าตายิ้มของฉันตอนนี้ต้องประหลาดแน่ๆ แม่คงมองเห็น แม่จึงยื่นมือมาจับมือชื้นเหงื่อของฉัน พาเดินมาขนาบอีกข้างของแม่ และจูงมือเดินไปตามทาง ระยะทางเดินพรมแดงจากรถไปถึงแบล็คดรอปถ่ายภาพ จริงๆ แค่ระยะ 200 เมตรเท่านั้นเองนะ แต่ฉันรู้สึกเหมือนเดิน 2 กิโลเมตรอย่างไรอย่างนั้น ขาฉันมันหนักแทบจะก้าวไม่ออก แต่แม่ก็พยายามบีบมือที่กุมอยู่จูงให้เดินไปจนดึงจุดถ่ายภาพจนได้ ฉันยืนถ่ายภาพได้เพียงไม่นาน ก็ทำท่าคล้ายขาอ่อนแรงจะล้มลงตรงนั้น จนแม่รู้สึกได้จากมือที่จับกันอยู่ แม่จึงรีบส่งสายตาบอกกับผู้ดูแลให้มารีบรับฉันไปที่ห้องรับรองทันที หลังจากนั้นฉันก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว __________ ∞©∞ __________ “ไหนอัยย์...บอกแม่หน่อยซิว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง” แม่นั่งกุมมือฉันไว้ แล้วเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ ทั้งยังมีน้ำตาเอ่อคลอ “นอกจากที่เอ่อ...หน้า แล้วไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรตรงไหนใช่มั้ยลูก” พ่อเดินวนไปมาอยู่เบื้องหน้าเราสองคนแม่ลูกอย่างร้อนใจ หันมาถามหลังจากคำถามของแม่จบไปเพียงไม่ถึงอึดใจ ฉันมองหน้าท่านทั้งสองสลับไปมา แล้วส่ายหน้าช้าๆ “ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรที่อื่นเลยค่ะ อัยย์ รู้สึกปกติมากเลย จนไปเจอหน้าตัวเองในกระจก มันเป็นแบบนี้อีกแล้ว อัยย์ จะทำยังไงดีคะ แม่.. พ่อ..” “ไปโรงพยาบาล.. ใช่ เราไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลกัน” พ่อพูดจบกำลังจะเดินออกจากห้องเพื่อจะไปเตรียมรถ “ใช่ๆ ไปกัน ลูกอัยย์ หนูเตรียมตัวนะคะ เดี๋ยวแม่จะไปเตรียมของ” แม่ลูบปลอมฉัน และกำลังจะลุกเดินตามพ่อไป ฉันรีบดึงมือแม่เอาไว้ “แม่....ไม่เอาค่ะ อัยย์ ไม่ไปโรงพยาบาลนะคะ อัยย์ไม่อยากออกไปสภาพแบบนี้” แม่รีบนั่งลง เพราะเห็นฉันกำลังจะปล่อยโฮออกมาอีกแล้ว “โอเคค่ะลูก ยังไม่ไปนะ แม่จะให้พ่อโทรปรึกษาคุณหมอให้ก่อนแล้วกันนะคะ เมื่อคืนกลับมาก็ยังปกติดี ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ หนูพักก่อนนะคะ เดี๋ยวแม่รีบไปคุยกับพ่อก่อน จะออกรถแล้วมั้งเนี่ย” ฉันซุกตัวลงผ้านวมอีกครั้ง พยายามทำใจให้สงบ และคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ฉันจะทำยังไงดี มันกลับมาอีกแล้ว คิดแล้วก็อยากจะร้องไห้ออกมาอีก “เฮ้อออ..” __________ ∞©∞ __________ หลังจากฉันเผลอหลับไปอีกครั้งเพราะอ่อนเพลียจากการร้องไห้อย่างหนัก ตอนนี้ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยอาการท้องร้อง T T ฉันรีบลุกจากที่นอน เดินเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เสร็จอย่างไว โดยที่ไม่มองไปที่กระจกเลย ฉันยังรับสภาพหน้าตัวเองไม่ได้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ฉันไม่ลืมที่จะหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ปกปิดหน้าไว้ ถึงแม้จะได้แค่ครึ่งล่างของใบหน้าก็ยังดี หลังจากนั้น ก็ลงไปที่ชั้นล่างตรงไปที่ห้องครัวทันที ฉันหิวมากเลย คงเพราะไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เมื่อคืน และตอนนี้ก็เกือบจะบ่ายแล้ว “แม่คะ...อ่าว นิต้า..” เดินยังไม่ถึงโต๊ะอาหารเล็กในครัวเลย ฉันเอ่ยเรียกแม่ เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังเข้าครัว ก็คงจะมีแม่เท่านั้นแหละ แต่กลับเจอนิต้าโผเข้ามากอดฉันแน่น “เป็นไงบ้างอัยย์ ฉันห่วงเธอแทบแย่ ตอนมาถึงขึ้นไปหาแล้วเห็นหลับอยู่เลยยังไม่อยากกวน ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วใช่มั้ย เจ็บตรงไหนรึเปล่า....” นิต้าพูดรัวไม่หยุด ไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้ตอบคำถามเลย “นิต้า ถามรัวขนาดนี้จะให้ตอบคำถามไหนก่อนดี” นิต้าชะงัก ถอนกอดแล้วเงยขึ้นมองหน้าฉัน พยายามสำรวจใบหน้าแต่ก็ไม่กล้าที่จะเอื้อมมือมาถอดหน้ากากอนามัยออกเอง เธอคงรู้ว่าฉันค่อนข้างอ่อนไหวมากในตอนนี้ แต่ฉันพอรู้อาการได้จากสีหน้าของเธอแล้วหล่ะ มันคงจะแย่มากเลย หลังจากฉันเริ่มทานอาหารมื้อแรกของวันไม่นาน พ่อก็เข้ามาหาพวกเราในครัวด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจที่หาวิธีช่วยลูกสาวคนเดียวคนนี้ ที่ไม่ต้องการไปโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการ “พ่อโทรคุยกับหมอแล้วนะ เขาให้เราลองใช้บริการหมอออนไลน์ดู ถ้าหนูไม่อยากจะไปหาหมอที่โรงพยาบาล” พ่อพูดอย่างตื่นเต้น พร้อมทั้งยืนสมาร์ทโฟนที่เปิดหน้าจอให้เห็นแอปพลิเคชั่นหนึ่งไว้ให้ฉันดู ฉันรับมาแล้วลองเลื่อนอ่านรายละเอียดการใช้บริการผ่านแอปฯ แล้วคิดว่ามันน่าสนใจและน่าจะเหมาะกับสถานการณ์ของฉันตอนนี้ที่สุด หลังทานอาหารเสร็จ ฉันกับนิต้าขึ้นมาบนห้องนอนของฉัน นิต้ายังคงพูดสันนิษฐานอาการของฉันไม่หยุด ส่วนฉันเองรีบไปหยิบสมาร์ทโฟนที่วางชาร์จไว้ที่โต๊ะ เข้าค้นหาและโหลดแอปพลิเคชั่นหมอออนไลน์ ที่พ่อแนะนำมาไว้ในเครื่องทันที ไม่นานฉันก็ทำการลงทะเบียนเข้าแอปฯ เรียบร้อย แต่ยังนั่งจ้องหน้าจอแชทในแอปฯที่ยังคงว่างเปล่าอยู่พักใหญ่ นิต้าก็นั่งมองอย่างสงสัยจนเริ่มทนไม่ได้ “เธอเอาแต่นั่งจ้องแบบนั้น แล้วจะหายได้เหรออัยย์ ถามหมอไปเลยสิ ถามเลยจะได้รู้ว่ารักษาได้มั้ย” ริต้าเร่งเร้า จนฉันต้องยอมเริ่มที่จะพิมพ์ส่งอะไรบางอย่างลงไปในช่องแชท __________ ∞©∞ __________ Doctor’s Online Chat Aiyarin : “สวัสดีค่ะ ดิฉันอยากปรึกษาหมอค่ะ” Doctor VP1 : “สวัสดีครับ อาการเป็นอย่างไรบ้างครับ?” Aiyarin : “อาการค่อนข้างอธิบายยากค่ะ มีเหมือนแผลแดงที่หน้า แต่ไม่ใช่แผลนะคะ แต่แดงทั้งหน้า สีเหมือนเลือดเลยค่ะ” Doctor VP1 : “คนไข้สะดวกถ่ายรูป ส่วนที่มีอาการส่งให้หมอวินิจฉัยได้มั้ยครับ เห็นภาพจะทำให้เข้าใจได้ง่ายกว่าครับ” Aiyarin Leave Chat __________ ∞©∞ __________ “เอ้า...อะไรวะ ออกแชทไปเฉยเลย” “บ่นอะไรวะ ไอ้หมอภีม” หมอวัต กำลังจะเดินเข้ามาชวนเพื่อนหมอคนสนิทไปสังสรรค์คืนนี้ แต่ก็มาเจอกับเพื่อนรักกำลังนั่งบ่นอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ “ก็คนไข้ออนไลน์ในแอปฯเราคนนี้สิวะ แชทมาบอกว่าจะตรวจอาการ พอขอให้ส่งรูปมาให้ดูก็ออกจากแชทไปเลย อะไรของเค้าวะ” ผมบ่นกับเพื่อนด้วยความเซง นานๆ ผมจะมีอารมณ์อยากเข้าไปสำรวจคนไข้ในแอปฯ หมอออนไลน์ ที่ผมกับเพื่อนผม ไอ้หมอวัตที่ยืนอยู่ในห้องผมตอนนี้ ร่วมกันก่อตั้งและทำโครงการนี้ขึ้นมาด้วยกัน “แหม...ไอ้หมอภีม นึกยังไงถึงมาเข้ารับเคสในแอปฯวะ ตั้งแต่เปิดตัวใช้งานแอปฯอย่างเป็นทางการ ไม่เคยเห็นแกจะเข้าไปรับคอนซัลทเลย หรือถ้าเบื่อถ้าเหงาก็บอกเพื่อนคนนี้สิวะ ไปมะคืนนี้ที่เดิมคลายเหงาซะหน่อย” ไอ้หมอวัต ยังไงก็หนีไม่พ้นชวนเที่ยว ชวนดื่ม และก็พาสาวกลับห้อง “ไม่หว่ะ...ช่วงนี้เบื่อๆ เดี๋ยวกลับละ ฝากปิดห้องด้วยนะเว้ย” ผมลุกขึ้นรีบถอดเสื้อคลุมสีขาวแขวนไว้ แล้วออกจากห้องทันที ไม่อยากอยู่ต่อให้ไอ้หมอวัตเซ้าซี้ ช่วงนี้ผมไม่มีอารมณ์ ออกมานั่งในรถแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะไปที่ไหน เลยตัดสินใจกลับคอนโดที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล เพียงไม่นานผมก็ถึงคอนโด อาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดสีขาว กางเกงผ้าสีดำ เดินไปเปิดคอมฯ ที่โต๊ะทำงานเข้าแอปฯหมอออนไลน์ ด้วยความข้องใจกับเคสคนไข้ล่าสุดที่ผมได้คุยในแอปฯ ผมคือ ภีมพัฒน์ ทุกคนเรียกผมว่า หมอภีม แน่นอนเพราะผมเป็นหมอ แต่พ่วงมากับตำแหน่งทายาทโรงพยาบาล รวมถึงเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแอปฯหมอออนไลน์ ที่กำลังเป็นเรื่องกวนใจของผมในตอนนี้ ตั้งแต่ แอปฯหมอออนไลน์ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีก่อน ผมก็ไม่จำเป็นต้องเข้าแอปฯไปเพื่อเป็นหมอรับคอนซัลทอีกแล้ว เพราะทุกอย่างเราร่วมกันวางแผนจัดการจ้างหมอสำหรับรับคอนซัลทในแอปฯเต็มอัตรา โดยที่คนที่เข้ามาปรึกษาสามารถได้รับการบริการได้ภายในไม่เกิน 10 นาที ในเคสที่ไม่หนักหมอจะสั่งจ่ายยาและส่งให้คนไข้ถึงที่บ้าน ส่วนเคสที่ต้องตรวจเป็นพิเศษเราจะนัดคิวหมอที่โรงพยาบาลให้คนไข้เข้ารับการตรวจได้ทันที Doctor’s Online Chat Aiyarin : Picture sent ผมจ้องรูปถ่ายที่เธอส่งมาในแอปฯ หมอออนไลน์ ตาไม่กระพริบอยู่หลายนาที ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ตกใจ แปลกใจ ดีใจ... แล้วก็พึมพำออกมาอย่างคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ ‘O_O ... อัยย์’ __________ ∞Q∞ __________หลายปีแล้วนะที่ผมไม่ได้เมาหัวราน้ำขนาดนี้ แต่ผมไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ ตอนแรกคิดว่าจะมาผ่อนคลายนิดหน่อยเท่านั้น“เฮ้ย ไอ้ภีม อย่าเศร้าใจไปเลยวะ ผู้หญิงรอต่อคิวเข้าหามึงอยู่ตั้งเยอะ” ไอ้วัตคงเริ่มจะเมาแล้ว มันเข้ามาตบบ่าผม คงคิดว่าผมเสียใจ ที่เพิ่งรู้ความจริงว่า มินท์นอกใจผมไปคบกับรุ่นน้องคณะวิศว ได้หลายเดือนแล้ว“เศร้าห่าอะไร ก็แค่อยากผ่อนคลายเว้ย เรียนหนักมาตั้งหลายปี แล้วนี่ยังต้องมาค่ายอาสาอะไรอีกตั้งไกล อยู่บนดอยขนาดนี้”“เอ้า เมิงไม่ได้เศร้าที่ยัยมินท์นอกใจไปครบไอ้รุ่นน้องเดือนคณะวิศวนั่นเหรอวะ สวมเขาให้เพื่อนกูตั้งหลายเดือน นี่ถ้าไม่ได้มาบนดอยแบบนี้ มึงคงยังไม่รู้เรื่องอะ”“เรื่องมินท์ ชั่งเธอเถอะ กูไม่ได้เสียใจขนาดนั้น ดีเหมือนกันถ้าเธอเจอคนที่รักเธอจริงๆ”“เอ้า มึงไม่ร้ากจริงหรือไงวะ กูเห็นคบกันมาได้ตั้งหลายปี นี่กูยังคิดว่าปีหน้าเรียนจบ พวกมึงได้แจกการ์ดแล้วนะเนี่ย”“กูก็รักจริงในแบบของกู ถ้ามินท์เค้าอยู่กับกู ดีกับกู กูก็ซื่อสัตย์กับเค้าก็แค่นั้น แต่ยังไม่เคยคิดเรื่องแต่งงงแต่งงานหรอกหว่ะ”“ยังไงของมึงวะ หรือว่ามึงยังลืมผู้หญิงคนเก่าของมึงไม่ได้”“ไม่รู้หว่ะ…” ผมตอบไอ้วัตได้แค่นั
ปัจจุบัน“เฮ้ออ…เสร็จซักที” ในที่สุดฉันก็เขียนบทละครให้พ่อเสร็จแล้ว อีกไม่นานคงได้ฤกษ์เปิดกล้องแล้วล่ะ ค่อยสบายใจหน่อย“เขียนบทเรื่องใหม่เสร็จแล้วเหรอ ไหนๆ ดูหน่อยสิ” ช่วงนี้ นิต้า มาอยู่เป็นเพื่อนฉันแทบทุกวัน คงกลัวฉันจะเหงาแล้วคิดมากเรื่องอาการประหลาดบนหน้าแต่ความเป็นจริงแล้ว ฉันยุ่งหัวหมุนกับการเขียนบท จนแทบจะไม่ได้สนใจจะมองกระจกเลย ดีนะที่มีคุณหมอคอยเตือนให้ทานอาหารและอาหารเสริมทุกวันตรงเวลา ไม่งั้นฉันคงไม่ได้ลุกไปไหนเลย“โห อัยย์ เรื่องนี้เขียนดีสุดๆ แล้วได้นักแสดงหรือยังอะ ชั้นอยากทำงานแล้ว พ่อจะนัดให้คุยเรื่องฟิตติงเมื่อไหร่น้า จะให้ชั้นทำอีกมั้ยอ่า”“วันนี้พ่อน่าจะกลับเร็วนะ เดี๋ยวเราเอาบทให้พ่อดูตอนมื้อเย็น นิต้าลองถามพ่อดูสิ”“โอเค ดีเลย ชั้นได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนเปิดกล้อง”“เฮ้ย อัยย์ เรื่องนี้มีถ่ายทำบนดอยด้วยเหรอ คิดถึงดอยที่เราเจอกันเลยอะ นี่เลือกโลเคชันไปยัง อัยย์เสนอให้พ่อไปถ่ายที่ดอยนั้นสิ เผื่อเราได้ไประลึกความหลังกันดีมะ”“แต่ถึงไปถ่ายที่นั่น เราก็ไม่ได้ไปอยู่ดีนะ” ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับอาการตอนนี้หรอกนะ แต่ก็บอกนิต้าไปตามที่มันควรจะเป็น เพราะสภาพแบบนี้ ฉันคงไปไหนไ
ฉันเข้าหอพักล่วงหน้าก่อนเปิดภาคเรียนปีหนึ่งก่อนหนึ่งเดือนได้ สัปดาห์เดียวก็จัดข้าวของทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันคิดใช้เวลาว่างที่เหลือเขียนนิยายต่อให้จบ เพราะคิดว่าเปิดเทอมคงไม่มีเวลาแน่ๆฉันนั่งอยู่เฉยๆ ที่หน้าจอโน้ตบุ๊กมาสามวันแล้วนะ แต่สุดท้ายก็เขียนไม่ออกเลย คงต้องออกไปหาแรงบันดานใจที่อื่นแล้วล่ะ เหมือนที่นักเขียนหลายๆ คนทำกัน คือ ออกไปท่องเที่ยว ไปหาบรรยากาศใหม่ๆสุดท้ายฉันเลือกไปบนดอยที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ฉันอยากไปสัมผัสธรรมชาติ ไปเห็นวิถีชีวิตคนบนดอยดูบ้าง บางทีอาจจะได้พล๊อตนิยายเรื่องใหม่แถมมาด้วยก็ได้คนที่นี่เรียบง่ายมากๆ ฉันรู้สึกชอบนะ อยู่แล้วใจสงบดี ระหว่างที่อยู่ในหมู่บ้านบนดอย ฉันสบายใจสุดๆ เช้าได้ตื่นมาใส่บาตร นั่งกินอาหารเช้าง่ายๆ เขียนนิยายที่ร้านอาหารเช้าจนสายๆ ค่อยออกไปเดินเที่ยวริมธารบ้าง บางวันก็ไปปางช้างด้วยพอช่วงเย็นก็จะกลับมาทานข้าวร้านระแวกใกล้ที่พัก เพราะจะได้กลับสะดวก ถึงอย่างไรช่วงค่ำฉันก็ยังกลัวอันตรายอยู่ดี อยากระวังตัวเองไว้ก่อน ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จนใกล้วันที่จะกลับหอมหาวิทยาลัย“อย่ามายุ่งกับชั้น ไปนะ ไปให้พ้น” ระหว่างทางจะเข้าที่พัก
ผมมายืนรออัยย์ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนตามปกติ ผมต้องปรับความเข้าใจกับเธอ ‘หวังว่าเธอจะเข้าใจเรานะอัยย์’เย็นมากแล้ว ผมยืนมองหาเธอจนกระทั่งเหมือนจะไม่มีนักเรียนจากโรงเรียนฝั่งหญิงออกมาอีกแล้ว ‘ทำไมอัยย์ยังไม่ออกมานะ’ผมเลือกที่จะเดินไปดูที่ประตูทางเข้าโรงเรียน ลุงภารโรงกำลังจะปิดประตูรั้วแล้ว “ลุงครับลุง เพื่อนผมยังไม่ออกมาเลยนะครับ”“โอ้ย ไม่มีใครอยู่แล้วพ่อหนุ่ม กลับไปหมดแล้ว หนุ่มก็กลับบ้านเถอะ ไป๊”“ผมรออยู่ที่ป้ายรถ ยังไม่มีเพื่อนผมออกมาเลยครับลุง”ลุงยังคงปิดประตูรั้วโรงเรียนโดยไม่ฟังเสียงผม แม้ผมจะพยายามบอกลุงเท่าไหร่ก็ตาม ‘หรืออัยย์จะไปแล้วจริงๆ แล้วเธอไปทางไหนล่ะ’เช้าวันรุ่งขึ้น ผมมารออัยย์ที่ป้ายรถหน้าบ้านเธอเหมือนเคย จนสายแล้วก็ไม่เห็นเธอมา ตอนเย็นก็ยังยืนรอที่ป้ายรถหน้าโรงเรียนก็ไม่เจอเธอผมเฝ้ารอเธออยู่หลายวัน จนในที่สุด ก็ตัดสินใจลองถามนักเรียนหญิงที่เคยเห็นเดินกับเธอ “เราก็เห็นอัยย์มาเรียนตามปกตินะ แต่พอเวลาเลิกเรียนเธอก็รีบกลับบ้านเลย แต่เราไม่รู้ว่าเธอกลับยังไงหรอกนะ ช่วงหลังนี้เธอไม่สุงสิงกับใครเลย”เพื่อนเธอบอกอย่างนั้น แล้วผมจะทำยังไงดี นี่ก็ใกล้จะปิดเทอมเข้าไปทุก





