เข้าสู่ระบบรถสองคันขับตามกันเข้ามาในหมู่บ้านเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบ้านของหญิงสาว คนตัวเล็กจอดรถหน้าบ้านและหันไปยังรถยนต์ของทิศเหนือที่ขับตามมา ก่อนที่เจ้าของรถจะลดกระจกลงเพื่อคุยกับเธอ
“ขอบคุณ คุณเหนือมากนะคะที่มาส่งโปรด” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณ ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายของตา
“อือ เข้าบ้านเถอะ อย่าลืมล็อกประตูดี ๆ ด้วยล่ะ”
“ค่ะ” โปรดรักตอบรับอย่างเข้าใจและเดินเข้าบ้าน ส่วนทิศเหนือเองก็จอดดูจนกระทั่งหญิงสาวเดินเข้าบ้านไปจนสุดสายตา ก่อนที่จะค่อย ๆ ขับรถออกไป
รถฟอร์จูนเนอร์สีเทาดำขับออกไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งเพื่อไปหาเพื่อนสนิท เขาคิดว่าเวลานี้เพื่อนอาจจะยังตั้งวงนั่งดื่มกันอยู่แน่ ๆ เพราะ ‘ณัฐภพ’ และเพื่อนคนอื่น ๆ มักตั้งวงดื่มกันจนดึกดื่นเป็นประจำอยู่แล้ว
รถหรูเลี้ยวไปยังบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ สามสี่คนที่นั่งคุยกันอยู่ซุ้มเพิงหญ้าข้างบ้านหันไปมองตามรถที่เลี้ยวเข้ามา
“ป๊าด! ลมหยังหอบมึงมานิ” (ลมอะไรพัดมึงมาเนี่ย) ณัฐภพ เอ่ยแซวทิศเหนือเสียงสูง เมื่อเขาได้ประตูรถเดินตรงมายังซุ้มที่ตั้งวงกันอยู่
“กูแค่บ่ฮู้สิไปไส” (กูแค่ไม่รู้ว่าจะไปไหน)
“ข่อยไปซื้อเหล้า เลยไปหาเจ้าอยู่ฟาร์มหว่างหั่นพ่อใหญ่สินคือว่าเจ้าไปโรงบาล” (ผมไปซื้อเหล้า เลยแวะไปหาพี่ที่ฟาร์มลุงสินบอกพี่ไปโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ) ‘คูเปอร์’ ชายหนุ่มวัย 22 ปี ได้เอ่ยถามรุ่นพี่อย่างทิศเหนือ
“ลุงที่เฮ็ดงานอยู่ฟาร์มวูบ กูเลยพาไปส่งสื่อ ๆ” (ลุงที่ทำงานอยู่ฟาร์มเป็นลม เลยพาไปส่งที่โรงพยาบาล)
“ไผวะ?” (ใครวะ) ณัฐภพเอ่ยถามเพื่อนด้วยท่าทีสงสัย
“ลุงบุญ”
“ตาน้องโปรดน่ะเบาะ” (ตาน้องโปรดน่ะหรอ?)
“มึงคือจัก” (ทำไมมึงรู้)
“โอ๊ย! จักเหมิดนั่นแหละ” (โอ้ย! รู้หมดนั่นแหละ)
“ข่าวจากวงไพ่แม่กู วงไพ่มีแต่คนเว้าเป็น ๆ สูบ่จักติ” (ข่าวจากวงไพ่แม่กูเอง แต่ละคนพูดเก่ง ๆ กันทั้งนั้น พวกมึงไม่รู้เหรอ) สิ้นเสียงของณัฐภพ ทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะกันออกมาอย่างขำขัน ก่อนที่รองเท้าของเจ๊วรรณจะลอยมายังกลางวง
“สูบ่หนีเมือหลับเมือนอนกันติ สิมานั่งเว้าพื้นกูอยู่นี่บ้อ” (พวกแกไม่กลับบ้านไปนอนกันหรือไง จะมานั่งนินทาอะไรกูอยู่ที่นี่) เสียงแหลมของวรรณภา มารดาของณัฐภพผู้เป็นเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นเสียงดังอย่างหงุดหงิด เนื่องจากเหล่าเพื่อนฝูงของลูกชายสุดที่รักมาตั้งวงเหล้าตั้งแต่หัวค่ำ ซ้ำยังมานั่งนินทาเธออีก
“น้าวรรณหวัดดีครับ” มือหนาของทิศเหนือยกมือไหว้แม่ของเพื่อนตามารยาท ซึ่งปกติแล้วภายในกลุ่มเขาจะสุขุมที่สุดแล้วก็ว่าได้ นอกนั้นมีแต่คนที่ค่อนข้างจะกวน ๆ ทั้งนั้น ผู้ใหญ่หลายคนเลยมักเอ็นดูและไว้ใจเขาเป็นพิเศษ
“เอ้า เหนือกะอยู่นำเบาะลูก” (เอ้า เหนือก็มาด้วยเหรอลูก) วรรณภาเสียงอ่อนลงจากคราแรกอย่างเห็นได้ชัด
“เสียงเปลี่ยนเร็วเนาะยาย” ‘นภัทร’ เอ่ยแซวแม่เพื่อนเมื่อท่านเอ่ยถามลูกรักอย่างทิศเหนือ หญิงวัยกลางคนยืนค้ำเอวมองหน้านภัทรอย่างเอาเรื่อง
“เดี๋ยวมึงโดน ๆ” สิ้นเสียงของวรรณภา นภัทรหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนที่จะยกมือไหว้เพื่อขอโทษแม้จะไม่ได้รู้สึกผิดเลยก็ตาม
“ผมเลยมาหาบักณัฐเดี๋ยวกะกลับแล้วครับน้า” (ผมแวะมาหาไอ้ณัฐเฉย ๆ ครับน้า เดี๋ยวก็กลับแล้ว) ทิศเหนือเอ่ยขึ้นตอบคำถามของวรรณภา
“เออ สั่นเดี๋ยวน้าไปนอนก่อนเด้อ” (งั้นน้าขอตัวไปนอนก่อนนะ)
“สุมนิกะฟ้าวกินฟ้าวแล้ว ตั้งวงสู่มื้อเอาโลด” (ไอ้พวกนี้ก็รีบกินรีบกลับ กินอะไรนักหนาทุกวันขนาดนี้) เมื่อพูดกับทิศเหนือเสร็จก็หันมาพูดกับพวกที่ชอบก่อกวนต่อ
“เจ้ากะตั้งสู่มื้อคือกันบ่แม่นเบาะแม่” (แม่ก็ชุมนุมทุกวันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ) ณัฐภพได้เอ่ยขึ้นย้อนแม่ตัวเองบ้าง
“ตั้งวงหยังวะอ้าย ข่อยคือบ่เคยเห็นเลากินเหล้าจักเทื่อ” (วงอะไรวะพี่ ผมยังไม่เคยเห็นแกกินเหล้าสักครั้ง) เป็นเสียงของคูเปอร์เอ่ยถามรุ่นพี่ด้วยท่าทีงง ๆ
“วงไพ่นั่นเดะ ฮ่า ๆ” ว่าจบทุกคนก็ระเบิดหัวเราะกันออกมา มีเพียงทิศเหนือที่มีท่าทียิ้ม ๆ เพียงเท่านั้น มืออรหันของวรรณภาฟาดลงกลางหลังลูกชายเฉกเช่นทุกที ก่อนจะด่าด้วยคำหยาบคายพร้อมกับเดินเข้าบ้านไป
“สูกะไปหากวนตีนเลาเนาะ”
“สีสันชีวิตน้อ”
“มื้ออื่นมึงว่างบ่ บ่าย ๆ” ณัฐภพได้เอ่ยขึ้นถามทิศเหนือที่นั่งกิบกับแกล้มอยู่ข้าง ๆ
“เป็นหยัง”
“ว่าสิให้พากูไปเอารถกับใบตาลอยู่ในเมือง”
“คือบ่ไปตอนเช้า”
“จักโมง”
“หกโมงเช้านี่แหละ”
“ไปหาพ่อมึงติเช้าปานนั้น” ณัฐภพต่อว่าเพื่อนอย่างหัวเสีย เนื่องจากเวลานี้ก็ตีสามแล้ว มีหวังไปตอนหกโมงเขาไม่ได้นอนกันพอดี
“จะได้เลยไปหาลุงบุญนำ”
“มึงคือห่วงเลาเป็นพิเศษแท้ ปกติคือจั๋งบ่ค่อยสนใจลูกน้องปานได๋” หลังจากที่ฟังเพื่อนคุยกันเงียบ ๆ นภัทรก็ได้เอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย
“มันบ่ได้ห่วงเลาดอก ห่วงหลานสาวเลาพุ้น” เป็นเสียงของณัฐภพที่เอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน ลุงบุญมีทำงานอยู่ฟาร์มตั้งหลายปีคุยกันแทบจะนับประโยคได้ แต่หลัง ๆ มันกลับไม่ใช่อย่างนั้น
“มึงเว้าหยังของมึงนิ ผู้หญิงเขาสิเสียหาย”
“สิไปบ่ไป ถ้าบ่ตื่นมึงกะหาทางไปเองโลด”
“เออ ไปกะไป” สามสี่คนนั่งนั่งดื่มต่อกันสักพักก็แยกย้ายกันกลับบ้าน คูเปอร์และนภัทรแยกย้ายกลับไปนอน แต่ณัฐภพและทิศเหนือนั้นแยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเดินทางเข้าไปตัวเมืองของจังหวัดในเวลาที่เช้าตรู่ พร้อมกับรถโดยสารเที่ยวแรกเลยก็ว่าได้
ช่วงเช้าของวันถัดมา โปรดรักยืนทำกับข้าวอยู่ในครัว ส่วนทิศเหนือก็แต่งตัวให้ลูกชายอย่างเหนือเมฆไปโรงเรียนอยู่บนบ้าน โดยมีลูกสาวตัวแสบวนเวียนอยู่ไม่ห่าง“พี่เมฆใส่ถุงเท้าเองได้ไหมลูก พ่อลงไปช่วยแม่ทำกับข้าวก่อน”“ครับ”“ดูน้องด้วยนะ”“ครับพ่อ” สิ้นคำตอบของลูกชายทิศเหนือก็เดินลงมาข้างล่างเพื่อช่วยภรรยาทำกับข้าวในครัว“หอมจังครับ” ทิศเหนือเดินไปโอบกอดภรรยาจากด้านหลังอย่างเช่นเคยทำทุกวัน“หอมกับข้าวเหรอคะ”“หอมแก้มโปรด” ว่าจบก็ฝังจมูกลงบนแก้มภรรยาฟอดใหญ่ มือเล็กก็ฟาดลงบนแขนของผู้เป็นสามเบา ๆ อย่างหมั่นไส้“มีอะไรให้พี่ช่วยไหม”“พี่เหนือไปดูข้าวที่หุงหน่อยค่ะ สุกหรือยัง”“ครับ” ว่าจบร่างสูงก็เดินไปดูหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่กำลังทำหน้าที่ของมันอยู่ ก่อนมือหนาจะเปิดฝาขึ้นและพบว่าข้าวในหม้อนั้นเรียงเม็ดกันสวยดีแล้ว“สุกแล้วครับ”“งั้นพี่เหนือช่วยตักข้าวใส่กล่องที่จะเอาไปกินวันนี้หน่อยนะ ทั้งของพี่เหนือทั้งของลูกนั่นแหละ”“ครับ” ว่าจบทิศเหนือก็นำกล่องเก็บความร้อนสี่เหลี่ยมไปตักข้าวสวยลงทั้งสองกล่องพร้อมกับปิดฝาให้เรียบร้อยโปรดรักพอปิดเตาก็ถอดผ้ากันเปื้อนออกและเดินขึ้นไปบนบ้านเพื่อตามลูก ๆ ลงมากินข้าว
ระยะเวลาผ่านมากว่า 8 ปี ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาที่เคยกลมเกลียวกันเช่นใด ก็ยังคงกลมเกลียวกันเช่นนั้น และตอนนี้ทั้งคู่ก็ได้ให้กำเนิดเด็กที่น่ารักขึ้นมาสองคน คนแรกเป็นเด็กผู้ชายวัย 7 ขวบ ชื่อน้องเหนือเมฆ ซึ่งตั้งตามผู้เป็นพ่อที่ชื่อทิศเหนือ และลูกสาววัย 3 ขวบ ชื่ออัญญา ตั้งตามผู้เป็นแม่ซึ่งมีความหมายว่าเป็นที่รัก“อัญญา ทำไมเอาสีมาเขียนการ์ตูนภาพพี่แบบนี้” เสียงโวยวายของเด็กชายวัยเจ็ดขวบดังขึ้นลั่นบ้าน เพราะน้องสาวตัวแสบเอาสีเทียนมาละเลงหนังสือการ์ตูนที่พึ่งซื้อมาเมื่อวานจนเละเทะ“แย้วจะให้น้อนเขียนหัวพี่เมฆหยอ” ได้ยินเช่นนั้นเหนือเมฆยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม เด็กหนุ่มจึงเดินออกมาร้องไห้เงียบ ๆ อย่างห้ามไม่ได้ จังหวะนั้นผู้เป็นแม่อย่างโปรดรักก็เดินมาพอดี“เป็นอะไรกันคะ สองพี่น้อง”“น้องเขียนการ์ตูนพี่ครับ แต่ไม่เป็นไรมันยังอ่านได้อยู่” เด็กหนุ่มสูดน้ำมูกบอกแม่ด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น“ไหม ขอแม่ดูหน่อย” โปรดรักหยิบหนังสือการ์ตูนจากมือลูกชายมาเปิดดู“อัญญาทำไมเขียนของพี่แบบนี้คะ? หนังสือระบายสีของอัญญาแม่ก็ซื้อมาให้แล้วไม่ใช่เหรอ”“มันหมดแย้ว”“หมดแล้วหนูก็ไม่ควรเอาของคนอื่นมาระบายแบบนี้ ขอโทษพ
ช่วงเย็นของวันต่อมาทิศเหนือได้ติดต่อเจ้าของที่ดินเพื่อที่จะมาพูดคุยราคากันและในขณะนี้ทิศเหนือและภรรยาของเขาก็ได้เข้ามาเดินดูที่ดินผืนนั้นพร้อมกับเจ้าของ“จริง ๆ ที่ดินผืนนี้ผมตั้งใจว่าจะเก็บเอาไว้ให้ลูกชายหลังเรียนจบ แต่ตอนนี้มันดันไปซื้อบ้านในเมืองเสียแล้ว ถ้าคุณเหนืออยากได้ ผมก็ไม่ติดปัญหาอะไรครับ”“ลุงนึกอยากได้เท่าไหร่ครับ”“สี่แสนคุณเหนือไหวไหมครับ”“สี่แสนนี่หักกลบหนี้ออก หรือว่าเพิ่มขึ้นสี่แสนรวมหนี้เหรอคะ” เป็นโปรดรักที่เอ่ยขึ้นถาม เพราะคิดว่าราคามันดูสูงเกินไป“หักกลบหนี้ก็ได้ครับ”“เดี๋ยวพรุ่งนี้ทำสัญญา แล้วไปโอนกันเลยก็ได้ครับลุงนึก” ว่าจบทิศเหนือก็จับมือภรรยาเดินดูรอบ ๆ ที่ดินที่เดิมทีเป็นสวน แต่ไม่มีใครมาดูแลจึงดูรกร้างเป็นปกติ“โปรดเดินระวังนะ” เสียงเข้มเอ่ยบอกภรรยาที่เดินอยู่ด้านหลังอย่างเป็นห่วง“ค่ะ”“แต่คุณลุงคะ โปรดว่าคุณลุงลองลดราคาลงอีกหน่อยได้ไหม ราคานี้โปรดรู้สึกว่ามันยังแอบแรงอยู่” แม้สามีเธอจะตกปากรับคำไปแล้ว แต่พอเดิน ๆ ดู เธอรู้สึกว่าที่ผืนนี้มันยังไม่ค่อยเหมาะกับราคาสี่แสนเท่าไหร่ เพราะมีเพียงไร่เศษ ๆ แถมยังเป็นสวนรกร้าง คงต้องใช้เงินอีกไม่น้อยในการเคลียร์พ
หลายสัปดาห์ผ่านมา ทุกคนก็ใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองไปเรื่อย ๆ โปรดรักเองก็มาช่วยงานทิศเหนือเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยเช็กบัญชีบ้าง คำนวณรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นภาษี รวมถึงตรวจสอบและดูแลเรื่องเงินเดือนของคนงานในไร่ และพนักงานในรีสอร์ตบ้าง แต่ก็เป็นเพียงการยื่นมือไปช่วยเขาเท่านั้น เพราะหลัก ๆ แล้วก็ยังคงเป็นทิศเหนือที่ทำ“โปรดว่าพี่เหนือจ่ายงานให้โปรดน้อยไปนะคะ” โปรดรักนั่งมองแฟนหนุ่มที่กำลังกดเครื่องคิดเลขอยู่บนโต๊ะทำงานไม่ยอมให้เธอช่วย“ใครจะอยากให้เมียตัวเองทำงานหนักล่ะ”“แต่โปรดก็ไม่ได้อยากเห็นสามีตัวเองเหนื่อยอยู่คนเดียวแบบนี้นิคะ”“มานั่งนี่หน่อย” ร่างสูงใช้เท้าดันให้เก้าอี้พ้นจากมุมโต๊ะเล็กน้อย ก่อนที่มือหนาจะตบลงบนหน้าขาตัวเองเบา ๆ โปรดรักก็ทำตามอย่างว่าง่าย ริมฝีปากของทิศเหนือเลื่อนลงมาหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่“แค่นี้พี่ก็ขอบคุณโปรดมากแล้วครับ”“หือ ขอบคุณที่โปรดเดินมาให้หอมเนี่ยนะ”“พี่ขอบคุณที่โปรดเป็นภรรยาที่ดีของพี่มาตลอดต่างหาก”“ยังไงคะ?”“เรื่องงานบ้านงานเรือนไง ขนาดพี่ไม่ได้ร้องขอ โปรดยังทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องเลย” ทิศเหนือเอ่ยพร้อมกับลูบศีรษะของภรรยาเบา ๆ ตั้งแต่เขาให้โปรดรักลาออกจาก
สองสามีภรรยาเดินเตะทรายเล่นกันริมชายหาดในตอนเย็น พระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนลงสู่พื้นดิน มีแสงกระทบกับน้ำทะเลอย่างสวยงามจนไม่อาจละสายตาตรงหน้าได้“นั่งตรงนี้ได้ไหมคะ?” เมื่อเดินมาพักใหญ่ หญิงสาวก็ได้เอ่ยถามสามีที่เดินอยู่ข้าง ๆ เนื่องจากตัวเธอเองก็เริ่มเมื่อยแล้ว และตรงนี้ยังไม่ค่อยมีคนเดินไปเดินมาเหมือนจุดก่อนหน้าด้วย“เอาสิ” ว่าจบร่างหนาก็นั่งลงในตำแหน่งที่ดูจะเหมาะสมกับการนั่ง ก่อนจะกระตุกแขนของภรรยาเบา ๆ เพื่อให้นั่งลงตาม“สวยจัง” เสียงหวานเอ่ยขึ้นขณะที่มองพระอาทิตย์ที่เริ่มเคลื่อนตัวลงสู่พื้นดินเรื่อย ๆ และไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพเก็บไว้“โปรดอยากถ่ายรูปไหม เดี๋ยวพี่ถ่ายให้”“โปรดไม่อยากถ่ายคนเดียวค่ะ เราถ่ายคู่กันนะ” ว่าจบก็ปรับมือถือเป็นกล้องหน้าแล้วยกขึ้นให้เห็นหน้าของทั้งสอง เมื่อเห็นภรรยายื่นแขนออกไปจนสุดแต่ยังไม่ได้มุมที่เหมาะสม ทิศเหนือจึงหยิบโทรศัพท์ออกจากมือเล็กของเธอมากดถ่ายเอง“เราไปหาอะไรกินกันก่อนกลับไหม”“เอาสิคะ พี่เหนืออยากกินอะไร”“เดี๋ยวหาร้านอาหารกินง่าย ๆ ก็ได้”“หรือเราจะกินข้าวที่โรงแรมดีคะ โปรดเห็นห้องอาหารของทางโรงแรมก็ไม่แย่นะ อาหารที่สั่งม
ระยะเวลาผ่านมาราว ๆ สามเดือนหลังจากโปรดรักและทิศเหนือได้แต่งงานกัน เหตุการณ์สูญเสียก็ได้เกิดขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หนึ่งชีวิตกำลังเติบโต แต่อีกหนึ่งชีวิตกำลังร่วงโรย’ เป็นประโยคที่พบเห็นได้บ่อยตามโลกออนไลน์ และเกิดขึ้นกับชีวิตของใครหลาย ๆ คน รวมถึงเธอคนนี้โปรดรักยืนกอดรูปผู้เป็นตาร้องไห้อย่างน่าสงสาร มองควันที่ลอยไปตามอากาศ โดยที่มีมือหนาของสามีคอยโอบไหล่ไว้ไม่ห่างไปไหนหลังจากบุญมีเสียชีวิตได้ไม่นาน จันทร์ก็ล้มป่วยในระยะเวลาต่อมา รักษากันอยู่ราว ๆ สองเดือน โรงพยาบาลไหนที่ว่าดีทั้งรัฐหรือเอกชนหลานสาวและหลานเขยก็พาไปหมด แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตของหญิงชราเอาไว้ได้ ภาพเดิมได้ฉายขึ้นซ้ำ ๆ ในระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากสภาพจิตใจของโปรดรักเองก็ย่ำแย่ไม่น้อยหากไม่มีผู้เป็นสามีปานนี้เธอก็คงไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตให้มันเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ซึมอยู่หลายสัปดาห์กว่าจะฝืนตัวเองให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ และเท่ากับว่าตอนนี้ครอบครัวของโปรดรักเหลือเพียงทิศเหนือเท่านั้น“คิดอะไรอยู่ครับ” ทิศเหนือเดินเข้ามาสวมกอดภรรยาที่นั่งเหม่ออยู่ในห้องทำงานเล็กของเขา“ฮึก แค่คิดถึงตายายกับแม่น่ะค่ะ” เห็นน้ำเสียงที่ไม่สู้ด







