เข้าสู่ระบบ‘แม่จ๋า…แม่…แม่บี๋จ๋า…’
เสียงออดอ้อนแกมเรียกร้องความสนใจ ทำให้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาปั่นต้นฉบับหัวฟูอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กสะดุดกึก มือที่รัวแป้นคีย์บอร์ดเพราะสมองกำลังแล่นฉิวพลันชะงักไปชั่วขณะ
‘เฮ้อ…’
บูรณิมา กิตศิลปาจารย์ สาวน้อยหน้าใส วัยยี่สิบสาม เจ้าของส่วนสูงน่ารักร้อยห้าสิบห้าเซ็นติเมตร เรือนร่างอวบอิ่ม แก้มป่อง ขาวโอโม่ หน้าอกและสะโพกสะบึมเกินตัว จนเจ้าตัวมองว่าน่าอาย เธอพ่นลมหายใจออกมาด้วยความระอาแกมเหนื่อยใจ เงยหน้าขึ้น ถอดแว่นกรองแสงวางไว้ข้างโน้ตบุ๊กบนโต๊ะญี่ปุ่น ขยับตัวหันไปนั่งเผชิญหน้ากับร่างอ้วนจ้ำม่ำของวิญญาณเด็กผู้หญิงวัยประมาณสี่ขวบ ไม่ก็ห้าขวบ หรือหกขวบ ก่อนจะเอ่ยอย่างเสียไม่ได้
‘จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้งหือ ว่าพี่ไม่ใช่แม่ของหนู’
อย่าว่าแต่ลูกเลย แฟนสักคนในชีวิตเธอยังไม่เคยมี
‘ช่ายยยยยย…’
หนูน้อยทำปากยื่นเถียงกลับ
‘ก็บอกแล้วไง ว่าไม่ใช่’
‘ช่าย แม่บี๋ เป็นแม่หนู’
วิญญาณเด็กหญิงตาแป๋วแก้มป่องยังคงยืนยันคำเดิมอย่างดื้อดึงจนน่าดึงแก้มย้วยๆ นั่นให้หลุดติดมือ จากนั้นตัวแสบก็โผเข้ากอดเธอ แล้วลดแก้มกลมๆ ลงมาถูแขนเรียวอย่างออดอ้อน
‘แม่บี๋เป็นแม่หนูจริงๆ นะ’
เฮ้อ…ทำไมดื้อจังว้ายายตัวอวบ
‘พี่เป็นคน ส่วนหนูเป็นผี เราสองคนจะเป็นแม่ลูกกันได้ยังไง’
บูรณิมาจับเจ้าตัวกลมดุ๊กดิ๊กที่ตั้งท่าจะมุดอกเธอท่าเดียวออกห่าง มองหน้าจิ้มลิ้ม แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง
‘ผีกับคนอยู่ด้วยกันไม่ได้ เข้าใจไหมหือ…ยายผีน้อยจอมดื้อ’
‘งื้ออออ แม่อะ หนูไม่ใช่ผี หนูมาจากโลกอนาคต’
โลกอนาคต!?
เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวแสบยอมปริปากบอกที่มาที่ไปของตัวเอง
เชื่อก็บ้าแล้ว
แต่เอาเถอะ จะลองเล่นไปตามน้ำสักตั้งก็แล้วกัน เผื่อผีเด็กมันจะได้ไปให้พ้นๆ เสียที
‘ถ้ามาจากโลกอนาคต งั้นก็แสดงว่าในชีวิตจริง หนูยังไม่โตเท่านี้ใช่ไหม’
‘ช่ายยยยย…’
เอ้า…ดันเดาถูกเฉยเลย
‘ม้างงงงงงงง…’
เอ้า! มีเล่นลิ้นด้วยเว้ย
‘งั้นบอกหน่อยว่าหนูชื่ออะไร’
‘ม่ายบอก’
ผีเด็กสุดแสบที่เคลมว่าตัวเองมาจากโลกอนาคตส่ายหน้าหวือ
‘อายุเท่าไหร่’
‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’
ฮึ่ยยยย…ตัวเล็กจิ๊ดเดียวแต่ทำมาเป็นสำบัดสำนวนชวนมันเขี้ยวมันน่าบี้แก้มกลมๆ นั่นให้แตกคามือนักเชียว
‘ตอบดีๆ สิ พี่ถามว่าเราอายุเท่าไหร่’
‘ม่ายบอก’
ไรวะ
‘ถามอะไรก็ไม่ตอบ แสดงว่าหนูไม่ได้มาจากโลกอนาคตจริงๆ แต่เป็นวิญญาณผีน้อยเร่ร่อน ผีไม่มีญาติ ผีที่ไม่มีใครรัก ไม่มีใครต้องการ จนต้องมาตามรังควานเรียกร้องความสนใจอยู่เนี่ย’
‘แม่อะ’
คราวนี้ผีเด็กพ้อปากจู๋หน้ายู่
‘ก็พี่ถามอะไรเราก็ไม่ตอบนี่นา’
‘บอกก็ได้ แต่ไม่บอกชื่อหรอกนะ เพราะเดี๋ยวแม่บี๋ก็รู้เองแหละ’
เธอกลอกตาไปมาอย่างระอากับความลีลาท่ามาก
‘เออ จะบอกอะไรก็บอกมาเถอะ’
‘ในอนาคตแม่บี๋จะมีน้องให้หนูห้าคน’
ห๊ะ! มีน้องห้าคน!
แม่เจ้า! นั่นคนหรือหมูวะ!
แต่เดี๋ยวนะ…เธอยังโสด โสดแบบสนิ๊ทสนิท ยังไม่เคยมีแฟน เวอร์จินเเบบกริบๆ และที่สำคัญเธอไม่คิดจะแต่งงานมีครอบครัว ไม่เคยคิดเรื่องมีสามีกับลูกเสียด้วยซ้ำ ชีวิตนี้ขอแค่มีสามีมโนเป็นพระเอกนิยายก็พอแล้ว
‘ขี้โม้แล้วอ้วนเอ๊ย’
‘เจงๆ แม่บี๋จะมีน้องให้หนูเล่นห้าคน’
แค่เอ็งคนเดียวพี่ก็ปวดหัวจะแย่แล้วลูกเอ๊ย เมื่อไหร่จะไปที่ชอบๆ สักที
สงสัยเธอจะหมกมุ่นอยู่กับโลกแห่งจินตนาการในนิยายมากเกินไป ถึงได้ละเมอเพ้อพกคุยกับผีเด็กเป็นตุเป็นตะ แถมอีกฝ่ายยังทึกทักว่าเธอเป็นแม่เสียดื้อๆ
‘เอางี้…หนูบอกพี่มาดีๆ ว่าอยากได้อะไร พี่จะได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้’
หลังจากลูบแก้มซาลาเปานุ่มๆ ของผีเด็กสุดรั้นเป็นเชิงเกลี้ยกล่อม เธอก็เอ่ยอย่างพยายามจะหาทางออก หากถูกวิญญาณผีเด็กตามรังควานไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ดีแน่
‘บอกแล้วไง ว่าหนูม่ายช่ายผี’
หนูน้อยทำหน้ามู่ทู่ ปัดมือเรียวที่กุมข้างแก้มป่องออก ทำปากยื่นสวนกลับ จากนั้นก็ยกแขนป้อมๆ ขึ้นกอดอก ทำเสียงฮึในลำคอพร้อมสะบัดหน้าหนี ทำท่างอนตุ้บป่องใส่เธอ
‘บอกมาเถอะ ว่าหนูอยากได้อะไร พี่จะทำบุญไปให้’
‘หนูอยากอยู่กับพ่อกับแม่’
‘งั้นบอกมาว่าพ่อกับแม่หนูอยู่ที่ไหน พี่จะพาไปหาพวกเขา’
‘ก็แม่บี๋งายแม่หนู ส่วนพ่อก็คนเน้…’
คนที่ทำหน้าง้ำใส่เธอมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่เอ่ยถึงพ่อ ก่อนจะชี้มือไปยังหน้าจอโน้ตบุ๊กของเธอ ซึ่งมีรูปผู้ชายคนหนึ่งโชว์หรา แล้วเอ่ยเจื้อยแจ้ว
‘คนนี้!’
หญิงสาวหลุดอุทานเสียงหลง ตาเหลือกถลน เพราะผู้ชายที่ว่าคือคนที่เธอเคยเจอเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นเธออายุยี่สิบ มีปากเสียงกับเขา และก็เกือบจบไม่สวย หากเมียเขาไม่เข้ามาเคลียร์เสียก่อน
‘มโนแล้วตัวแสบ’
‘ช่ายยยย คนเนี้ยพ่อหนู’
‘ไม่ใช่แล้ว’
จะใช่ได้ยังไง ก็คนที่ว่ามีลูกมีเมียอยู่แล้ว เจ้าผีเด็กตัวแสบนี่กำลังปั่นหัวเธอชัดๆ
‘ช่ายยย พ่อหนูหล่อที่ฉุด’
โอ๊ยยยย…อ้วนเอ๊ย ยังจะมายิ้มแป้นแล้นอีก
ทนคุยกับผีเด็กด้วยบทสนทนาชวนปวดหัวไม่ไหว บูรณิมาก็ก้มลงสบตากับยายตัวอวบสุดดื้อ แล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมแกมข่มขู่อย่างไม่มีทางเลือก
‘บอกพี่มาเถอะ ว่าหนูต้องการอะไร อยากให้พี่ทำอะไรให้ถึงจะยอมไปดีๆ อย่าให้พี่ต้องเอาพระมาทำพิธีไล่เลย’
‘แม่บี๋จายร้าย แต่หนูไม่กลัวหรอก คิกๆ’
เด็กน้อยแสร้งตีหน้าเศร้าตัดพ้อต่อว่า นัยน์ตากลมแป๋วมีน้ำตาคลอหน่อยๆ ทว่าเสี้ยววินาทีถัดมาก็ลอยหน้าลอยตาท้าทาย ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะใสๆ ทำเอาเธอนึกคันไม้คันมือมันเขี้ยวจนอยากจะหยิกแก้มย้วยๆ ของผีเด็กการละครนั่นสักที แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรตัวป่วนก็อันตรธานไปเสียแล้ว
“หนูสัญญาค่ะ”ฟ้าใสพยักหน้าอย่างแข็งขัน พอเห็นมารดายิ้มอบอุ่นให้ก็โผเข้าไปกอดอย่างอ้อนๆ จากนั้นก็วิ่งแจ้นไปหาพ่อและน้องๆ ที่กำลังก่อปราสาททราย พร้อมเสียงหัวเราะใสๆ “คุยอะไรกับลูกตั้งนานสองนานแน่ะที่รัก”หลังจากร่างทรงพลังที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวเดินมาหยุดลงตรงหน้า แล้วเอ่ยถามไถ่ คนที่เพิ่งจะหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านต่อก็จำต้องลดหนังสือเจ้ากรรมลงวางบนตักดังเดิม “ความลับค่ะ”หน้าดื้อๆ และการขยิบตา ทำให้จักรพรรดิยื่นมือมาบีบจมูกรั้นด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเดินไปทรุดกายลงนั่งตรงเก้าอี้ชายหาดตัวที่ลูกสาวคนโตเพิ่งลุกออกไปได้ไม่นาน รับน้ำแตงโมปั่นจากเมียไปดื่มดับกระหาย ชะโงกหน้ามาหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ จากนั้นก็หรี่ตามองอย่างจับผิด “เดี๋ยวนี้กล้ามีความลับกับผัวเหรอ บอกมาซะดีๆ ว่าคุยอะไรกับลูก”“ฮื้อ…ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เรื่องของผู้หญิงน่ะ”เสียงหวานบอกปัด“แน่นะ”“แน่สิ”“เฮ้อ…งั้นก็แล้วไป นึกว่ายายเด็กแสบนั่นจะหาทางพาเมียผมหนีไปอังกฤษซะอีก”คนที่กลัวลูกจะแย่งเมียไปถอนหายใจด้วยความโล่งอก อาการหวงเมียกับลูกมักจะหนักขึ้นเสมอในทุกครั้งที่ฟ้าใสกลับมาบ้านช่วงปิดเท
“ยายเห็นฟ้าใสใส่เสื้อสีแดงมา เหลนยายหายกลัวสีแดงแล้วเหรอ” คล้อยหลังเด็กทั้งสี่ที่พากันเอาของไปเก็บบนเรือน โดยมีลูกน้องของจักรพรรดิคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง นางละไมก็เอ่ยถามสองสามีภรรยาด้วยสีหน้าระมัดระวัง เพราะเรื่องนี้กระทบจิตใจของทั้งคู่ไม่น้อย “หายแล้วค่ะยาย”บูรณิมาเป็นคนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่านัยน์ตากลับคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำใสๆ จนผู้เป็นสามีที่ยืนโอบอยู่ต้องลูบแขนเรียวเบาๆ อย่างปลอบประโลม ด้วยรู้ดีว่ากว่าลูกสาวคนโตจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ต้องใช้ความอดทนและแรงใจมากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้เขาและบูรณิมาเป็นอย่างมาก “ดีจริง”คนแก่ละล่ำละลักด้วยความยินดี “ต้องขอบคุณหมอที่รักษา เพื่อนผมคนนี้เขาเก่งมากจริงๆ”จักรพรรดิเอ่ยบอก ยกความดีความชอบให้พงษ์สวัสดิ์ที่มีวิธีหลอกล่อให้ลูกสาวของเขายอมเปิดใจรักษา ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้เลยว่าฟ้าใสจะใช้ชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าได้อย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดและวิธีการรักษาก็ไม่มีใครอยากเอ่ยลงลึกให้สะเทือนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ “คิดถึงเรื่องนี้ทีไร หนูก็นึกอยากจะร้องไห้ทุกที”คนที่อยู่กับลูก คอยเป็นเพื่อน และคอยให้ก
สิบปีต่อมาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของทุกปี จักรพรรดิและบูรณิมาจะพาลูกๆ มาเยี่ยมนางละไมที่เกาะวาฬใหญ่ สิ่งนี้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวพวกเขาไปเสียแล้ว ด้วยสองสามีภรรยาสำนึกในบุญคุณของนางละไมที่เคยช่วยชีวิตบูรณิมาเอาไว้ หนำซ้ำยังให้การอุ้มชูดูแลรักและเอ็นดูประหนึ่งหลานในไส้ เพราะแบบนี้จึงต้องพาเด็กๆ มาหาคุณยายทวดทุกปี เพื่อเป็นการปลูกฝังไปในตัวว่าการรู้สำนึกบุญคุณถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติ ต่อให้คนคนนั้นจะไม่ใช่ญาติแท้ๆ แต่การหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้ก็สมควรจะได้รับการตอบแทนเฉกเช่นเดียวกัน ทันทีที่ก้าวลงจากเรือมาเหยียบบนผืนทรายนุ่ม ก็แลเห็นร่างผอมของคนแก่ที่ผมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแต่ยังแข็งแรงโบกมือไหวๆ ทักทายเหลน เด็กน้อยพากันเฮโลไปหาคุณทวด “สวัสดีค่ะ คุณทวด”ฟ้าใสหัวโจกใหญ่ของแก๊งฟันน้ำนมที่ตอนนี้อายุย่างสิบห้าปี เริ่มขายาว ผอม และสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ยกมือไหว้คนแก่ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปจูบแก้มที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลา เรียกเสียงหัวเราะขลุกขลักจากยายละไม อีกฝ่ายกอดเหลนตอบ ลูบไล้แผ่นหลังน้อยเบาๆ พร้อมเอ่ยอย่างนุ่มนวล “หวัดดีลูก”วินาทีต่อมาฟ้าใสก็ต้องหลีกทางให้
“โอ้ววววว…”จักรพรรดิแหงนหน้าสูดปากครางในวินาทีที่ปากอิ่มอ้าออกดูดรวบหน้าอกแบนราบ เสียงที่ดังเข้าหูทำให้บูรณิมายิ่งได้ใจ เธอดูดดึงยอดอกของเขา พลางบีบบี้อีกข้างที่ว่างเว้น ทำทุกอย่างเฉกเช่นที่เขาเคยทำกับร่างกายเธอ ครั้นเห็นสามีแหงนหน้าตาลอยก็ยิ่งคึกคะนอง ปากสีกุหลาบละห่างจากยอดอกแข็งเป็นไตอย่างอ้อยอิ่ง ชะม้ายตาขึ้นมองใบหน้าแดงก่ำของคนที่อุทิศเรือนร่างให้เธอเล้าโลมตามแต่ใจปรารถนา จูบสะเปะสะปะไล่ลงไปหาสะดือ จุมพิตเร็วๆ จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนตัวลงไปทางด้านล่าง พร้อมปากที่จูบซับเนื้อกายสีแทนไล่ลงสู่ใจกลางกายแกร่งความผงาดกล้าที่แทบจะชี้หน้าทำให้เรียวแก้มเนียนร้อนฉ่า วูบหนึ่งบูรณิมาคิดจะถอยหนี แต่กลับถูกมือกระด้างคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอย ขณะจงใจแอ่นสัดส่วนอลังการเข้าหา ทำให้รู้ว่าเธอจะถอยไม่ได้อีกแล้ว หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากครอบส่วนหัวบวมเป่ง “อูยยยยยยยย…”คนที่ถูกเมียดูดความกร้าวแกร่งสูดปากครางอย่างเสียวจัด กดท้ายทอยได้รูปขึ้นลงส่งให้ปากอิ่มรูดรั้งท่อนลำใหญ่ล่ำเป็นการนำทาง ไม่นานก็ปล่อยให้คนหัวไวได้กำหนดจังหวะเอง ยิ่งเธอเคลื่อนปากดูดดึงรัวเร็วเขาก็ยิ่งแอ่นหน้าขาส่งตัวตนอำน
กว่าจะปิดต้นฉบับนิยายได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งเป็นสองอาทิตย์ที่แสนทรหด เพราะบูรณิมาต้องทนคิดถึงลูกแทบขาดใจ แต่ก็ต้องข่มใจ เพราะถ้าอยู่ด้วยลูกจะติดแม่แจจนไม่ได้ทำอะไร ส่วนสามีนั้นโทรหาเธอแทบจะทุกชั่วโมงก็ว่าได้ในช่วงแรกๆ จนบูรณิมาต้องยื่นคำขาดว่าถ้ายังก่อกวนไม่เลิกเธอจะปิดเครื่อง นั่นล่ะพ่อคุณถึงได้ยอมโทรหาเธอทุกวันสามเวลาหลังอาหาร ตามที่ตกลงกันไว้ มีบ้างที่จะเกเรโทรมาช่วงดึกๆ หากวันไหนทนคิดถึงไม่ไหวจนนอนไม่หลับ ซึ่งบูรณิมาก็ยอมกดรับสาย เพราะที่จริงเธอก็คิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ของสามีเช่นกัน ทันทีที่รถตีโค้งมาจอดลงตรงหน้าคฤหาสน์หลังงาม ตากลมก็เหลือบไปเห็นจักรพรรดิอุ้มหนูน้อยฟ้าใหม่ มืออีกข้างจูงแขนยายหนูฟ้าใสมายืนรออยู่หน้าบ้าน สีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี ทำให้คนที่หนีสามีและลูกไปปั่นต้นฉบับเพราะกลัวงานจะเสร็จไม่ทันกำหนดถึงกับน้ำตาซึม รีบก้าวลงจากรถ “แม่จ๋ากลับมาแล้ว!”ยายหนูฟ้าใสร้องลั่นด้วยความยินดี สะบัดแขนจากมือพ่อ แล้ววิ่งแจ้นโผเข้าหาคนเป็นแม่ที่อ้าแขนรอรับ แขนน้อยกอดหมับเข้าที่เอวนุ่มน
“เมียจ๋า…”เสียงเรียกขานที่หวานหยดกว่าทุกคราทำให้บูรณิมาถึงกับไปไม่เป็น“…”“บี๋ขา…”อึ๋ยยยย…จั๊กจี้หูชะมัด ขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย “ถ้าบี๋ไม่ให้ผัวไปหา งั้นเรามาเล่นเซ็กส์โฟนกันได้ไหมคะ…นะคะคนดีขา” ท้ายประโยคพ่อคนหื่นทะลุโลกจงใจชักชวนเสียงห้าวปนกระเส่าจนเธอใจสั่น “ถ้าอยากมาก ก็ไปช่วยตัวเองในห้องน้ำโน่น”เสียงหวานไล่ส่งๆ เหมือนตัดรำคาญ แต่ที่จริงโคตรจะกระดากอาย “ช่วยตัวเองต่อหน้าบี๋ได้ไหมคะ” “!!!”ริมฝีปากงามได้แต่อ้าๆ หุบๆ เพราะไม่รู้จะสรรหาคำด่าทอไหนมากระแทกใส่หน้าสามีจอมหื่น นี่เขาไปอดอยากมาจากไหน ในเมื่อก่อนมาเขาก็จับเธอกินตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชนิดที่ว่าลูกประท้วงเพราะปะป๊าเอาแม่จ๋าไปกกไว้คนเดียวก็ไม่สน“บี๋ก็แค่ถือโทรศัพท์ไว้ แล้วมองตอนที่ป๋าช่วยตัวเอง” คราวนี้เจ้าของใบหน้าแดงเถือกที่ถูกสามีโอ้โลมมาตามสายถึงกับอ้าปากพะงาบๆ เพราะไม่รู้จะตอบโต้วาจาชวนวาบหวามสิบแปดบวกอย่างไรดี “แต่ถ้าจะให้ดี บี๋ต้องถอดเสื้อผ้าเล่นด้วยกัน” โอ๊ย! อีตาแก่นั่นกล้าใช้คำว่าเล่นเหรอ?นี่มันเหนือคำว่าเล่นในความหมายของเธอไปมากโข สถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่ทำให้นักเขียนนิยายอีโรติกสุดฮอตฉ่า ที่เขียนฉา







