Masukทั้งที่จริงๆ แล้วความทรงจำของเธอควรจะขาดหายไปแค่ช่วงที่ประสบอุบัติเหตุเท่านั้น แต่น่าแปลกที่เธอดันจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนไม่ได้ด้วย ช่วงเวลาเหล่านั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้างเธอไม่มีทางรู้เลย ต่อให้จะเพียรถามพ่อแม่กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่เคยได้ความกระจ่างแจ้งเสียที เพราะทุกครั้งที่เธอเอ่ยปากถามพ่อกับแม่ก็จะตอบแค่ว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าที่พวกท่านเล่าให้ฟัง ซึ่งบูรณิมาก็ไม่ได้แย้งอะไร แต่ลึกๆ ในใจกลับค้านว่ามันต้องมีอะไรมากไปกว่านั้น และความลับนั้นอาจเป็นสิ่งที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เธอล่วงรู้ก็เป็นได้
อีกทั้งนึกยังไงก็นึกไม่ออก ว่าชีวิตตัวเองไปเชื่อมโยงกับผีน้อยตนนั้นได้อย่างไร แต่ก็คิดว่ามันน่าจะมีความเกี่ยวเนื่องอะไรกันสักอย่าง ไม่งั้นเธอคงไม่ฝันถึงผีเด็กหลังจากที่ฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน แต่ก็น่าแปลกเอามากๆ หากว่าวิญญาณเด็กจะเป็นลูกของเธอจริงๆ ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเข้ามหา’ลัย ยังโสดสนิท ไม่เคยมีแฟน แล้วเธอจะมีลูกได้ยังไง
ตอนแรกคิดว่าเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไม่ก็มีผีเด็กคอยตามขอส่วนบุญ แต่ไม่ว่าจะไปดูดวง ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศล หรือไปหาพระ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งวิญญาณผีเด็กก็ยังคอยตามวอแวไม่เลิก จวบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
“แม่เคยบอกแล้วไง ว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”
ว่าแล้วแม่ต้องพูดคำเดิม
“แต่ในความฝันครั้งนี้มันเหมือนจริงมากเลยนะคะ เหมือนกว่าทุกครั้ง”
หญิงสาวแย้งอย่างกระตือรือร้น พลางเอื้อมมือไปคว้าซาลาเปาไส้ครีมหอมกรุ่นในจานตรงหน้า ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยตามประสาคนช่างกิน
“เหมือนกว่าทุกครั้งยังไง?”
คิ้วของนางบูรณาเลิกขึ้น ขณะจ้องหน้าลูกสาว
“เอ่อ…หนูเห็นภาพ…คนคนนั้น”
“สามีของลูก?”
คำว่า ‘สามี’ ชวนกระดากจนสาวเจ้าหน้าร้อนผ่าว สำลักน้ำเต้าหู้คำโตที่เพิ่งยกแก้วซดลงคอ ไอโขลกๆ หน้าดำหน้าแดงจนผู้เป็นแม่ต้องยื่นมือมาลูบหลังให้ จากนั้นก็ขยับปากค้านอุบอิบ
“แม่ก็…เขาไม่ใช่สามีของหนูสักหน่อย”
“เออๆ แม่พูดผิด หมายถึงผู้ชายที่ผีเด็กนั่นมาขี้ตู่ว่าเป็นสามีของลูก”
“แม่อย่าใช้คำว่าสามีสิคะ มันชวนขนลุกยังไงไม่รู้”
“ฮื่อ ก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ”
“ไม่เหมือนค่ะ เพราะหนูไม่ได้บ้าจี้ตามยายผีน้อยตัวแสบนั่นสักหน่อย”
หญิงสาวทำปากยื่นค้าน แล้วย่นจมูกในสภาพพวงแก้มสุกปลั่ง ผู้เป็นแม่ส่ายหัวระอากับความขี้อายแกมเอ็นดูความไร้เดียงสาของลูกสาว แล้วเอ่ยตัดบท
“สรุปก็คือลูกเห็นผู้ชายคนนั้นในฝันซ้อนฝันของตัวเอง”
“ใช่ค่ะ มันชัดเจนมาก”
แม่สาวแก้มกลมพยักหน้าหงึกหงัก
“ถ้าชัดเจนขนาดนั้น แสดงว่ารู้แล้ว ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร”
“ค่ะ”
“ใคร?”
ผู้เป็นแม่ถามอย่างใคร่รู้
“เอ่อ…คนที่หนูเอาอิมเมจมาเป็นพระเอกนิยายค่ะ”
ไม่รู้เธอคิดไปเองหรือยังไง ถึงรู้สึกว่าผู้เป็นแม่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าจากปากเธอ
“เรื่องไหน?”
“เรื่องล่าสุดค่ะ”
สาวน้อยอ้อมแอ้มหน้าแดงเรื่อ ซึ่งคราวนี้ยิ่งแปลกไปใหญ่ เมื่อแม่ถึงกับเกือบจะสำลักกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป แค่เธอลงลึกถึงรายละเอียดความฝันให้ฟัง ทำไมแม่ถึงได้มีปฏิกิริยาชวนประหลาดเช่นนั้น
“ความฝันก็คือความฝันอย่าไปใส่ใจให้มันมากนัก”
“ค่า ว่าแต่…แม่ไม่มีอะไรจะเล่าให้บี๋ฟังจริงๆ เหรอคะ”
“ยายบี๋! ลูกเป็นคนที่ไม่ไว้ใจแม่ตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
เสียงแข็งๆ ทำให้บูรณิมาหน้าเสียเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างอ้อนๆ
“แม่ขา…อย่าเข้าใจผิดสิคะ หนูก็แค่สงสัย”
“ไม่มีอะไรจะต้องสงสัยทั้งนั้น แม่บอกว่าไม่มีอะไรก็คือไม่มีอะไร เลิกหมกมุ่นกับเรื่องนี้เสียที” คนเป็นแม่เอ่ยอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงเข้มๆ ทำให้คนฟังหน้าจ๋อย
“ค่ะ” สาวน้อยรับคำเสียงอ่อย
“เกือบลืมบอกไปเลย นนนี่เขาบอกว่าติดต่อแม่ไม่ได้ค่ะ”
บูรณิมาเอ่ยบอกมารดาทันทีที่นึกขึ้นได้ แวบหนึ่งเธอเห็นเหมือนมีแววเครียดเขม็งพาดผ่านดวงตาของอีกฝ่าย แต่แค่เสี้ยวนาทีก็อันตรธาน แล้วแปรเปลี่ยนเป็นปกติดังเดิม
“เดี๋ยวแม่จะโทรหาเขาเอง”
“แม่กับนนนี่มีเรื่องอะไรกันเหรือเปล่าคะ”
หญิงสาวถามอย่างใคร่รู้ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าเพื่อนสนิทอย่างนลินนิภาจะติดต่อกับมารดาเป็นการส่วนตัว
“ก็เรื่องหนี้สินของพ่อเรานั่นแหละ”
น้ำคำบอกเล่าทำให้คนฟังเข้าใจได้ทันควัน เพราะระยะหลังๆ แม่เคยเปรยให้ฟังว่าจะให้นลินนิภาช่วยพูดกับพ่อของอีกฝ่าย เรื่องการขอยืมเงินมาใช้หนี้ของพ่อ เนื่องจากครอบครัวของเพื่อนรักมากทั้งบารมีและเงินตรา
“อ๋อค่ะ”
“ยายบี๋ ลูกอยากให้ความฝันเป็นจริงไหม”
อยู่ๆ ผู้เป็นแม่ก็โพล่งขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาลูกสาวถึงกับหน้าเหวอ
“แม่พูดอะไรคะ บี๋ไม่เข้าใจ”
“ก็เรื่องการมีสามีและลูก ตามความฝันไง”
คราวนี้บูรณิมาถึงกับหลุดขำพรืด เพราะคิดว่าแม่คงพูดเล่น คนเราทุกคนย่อมฝันได้ บางคนนอนมากก็ฝันมาก บางคนเครียด หมกมุ่น ฟุ้งซ่าน ฝังใจ จนเก็บไปฝันก็มี ซึ่งเธอเองไม่คิดว่าเรื่องราวในความฝันอันยาวนานจะเป็นเรื่องจริง เธอเพียงต้องการหาความจริงว่าช่วงที่เกิดอุบัติเหตุมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอมากไปกว่าที่รู้หรือไม่ ซึ่งประเด็นหลักๆ เธอคิดว่ามีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่ผีน้อยอาจจะเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายในเหตุการณ์เดียวกัน
“บางทีแม่อาจจะทำให้ความฝันของลูกเป็นจริงก็ได้”
ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่อย่างไร ทำไมเธอถึงได้รู้สึกว่าแววตาของแม่น่าหวาดหวั่นพิลึก
“แม่คิดจะทำอะไรคะ”
“ก็ทำให้ผู้ชายคนนั้นหันมาสนใจลูกไง บางทีชีวิตของลูกอาจเป็นเหมือนที่ผีน้อยบอกก็ได้ ไม่อยากให้ความฝันเป็นจริงหรือไง” ท่าทางมุ่งมั่นแปลกๆ ของมารดาทำให้เธอรีบส่ายหน้าหวือจนผมกระจาย
“ไม่ค่ะ! ไม่! ผู้ชายคนนั้นเขามีเมียมีลูกอยู่แล้ว บี๋ไม่ขอยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด อีกอย่างแม่ก็เป็นคนบอกบี๋เองนี่คะ ว่ามันก็เป็นแค่ความฝัน อย่าไปใส่ใจให้มันมากนัก”
“หนูสัญญาค่ะ”ฟ้าใสพยักหน้าอย่างแข็งขัน พอเห็นมารดายิ้มอบอุ่นให้ก็โผเข้าไปกอดอย่างอ้อนๆ จากนั้นก็วิ่งแจ้นไปหาพ่อและน้องๆ ที่กำลังก่อปราสาททราย พร้อมเสียงหัวเราะใสๆ “คุยอะไรกับลูกตั้งนานสองนานแน่ะที่รัก”หลังจากร่างทรงพลังที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่กางเกงขาสั้นตัวเดียวเดินมาหยุดลงตรงหน้า แล้วเอ่ยถามไถ่ คนที่เพิ่งจะหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่านต่อก็จำต้องลดหนังสือเจ้ากรรมลงวางบนตักดังเดิม “ความลับค่ะ”หน้าดื้อๆ และการขยิบตา ทำให้จักรพรรดิยื่นมือมาบีบจมูกรั้นด้วยความมันเขี้ยว ก่อนจะเดินไปทรุดกายลงนั่งตรงเก้าอี้ชายหาดตัวที่ลูกสาวคนโตเพิ่งลุกออกไปได้ไม่นาน รับน้ำแตงโมปั่นจากเมียไปดื่มดับกระหาย ชะโงกหน้ามาหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ จากนั้นก็หรี่ตามองอย่างจับผิด “เดี๋ยวนี้กล้ามีความลับกับผัวเหรอ บอกมาซะดีๆ ว่าคุยอะไรกับลูก”“ฮื้อ…ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เรื่องของผู้หญิงน่ะ”เสียงหวานบอกปัด“แน่นะ”“แน่สิ”“เฮ้อ…งั้นก็แล้วไป นึกว่ายายเด็กแสบนั่นจะหาทางพาเมียผมหนีไปอังกฤษซะอีก”คนที่กลัวลูกจะแย่งเมียไปถอนหายใจด้วยความโล่งอก อาการหวงเมียกับลูกมักจะหนักขึ้นเสมอในทุกครั้งที่ฟ้าใสกลับมาบ้านช่วงปิดเท
“ยายเห็นฟ้าใสใส่เสื้อสีแดงมา เหลนยายหายกลัวสีแดงแล้วเหรอ” คล้อยหลังเด็กทั้งสี่ที่พากันเอาของไปเก็บบนเรือน โดยมีลูกน้องของจักรพรรดิคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง นางละไมก็เอ่ยถามสองสามีภรรยาด้วยสีหน้าระมัดระวัง เพราะเรื่องนี้กระทบจิตใจของทั้งคู่ไม่น้อย “หายแล้วค่ะยาย”บูรณิมาเป็นคนเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม ทว่านัยน์ตากลับคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำใสๆ จนผู้เป็นสามีที่ยืนโอบอยู่ต้องลูบแขนเรียวเบาๆ อย่างปลอบประโลม ด้วยรู้ดีว่ากว่าลูกสาวคนโตจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ต้องใช้ความอดทนและแรงใจมากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้เขาและบูรณิมาเป็นอย่างมาก “ดีจริง”คนแก่ละล่ำละลักด้วยความยินดี “ต้องขอบคุณหมอที่รักษา เพื่อนผมคนนี้เขาเก่งมากจริงๆ”จักรพรรดิเอ่ยบอก ยกความดีความชอบให้พงษ์สวัสดิ์ที่มีวิธีหลอกล่อให้ลูกสาวของเขายอมเปิดใจรักษา ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้เลยว่าฟ้าใสจะใช้ชีวิตต่อไปในภายภาคหน้าได้อย่างไร ส่วนเรื่องรายละเอียดและวิธีการรักษาก็ไม่มีใครอยากเอ่ยลงลึกให้สะเทือนใจมากกว่าที่เป็นอยู่ “คิดถึงเรื่องนี้ทีไร หนูก็นึกอยากจะร้องไห้ทุกที”คนที่อยู่กับลูก คอยเป็นเพื่อน และคอยให้ก
สิบปีต่อมาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของทุกปี จักรพรรดิและบูรณิมาจะพาลูกๆ มาเยี่ยมนางละไมที่เกาะวาฬใหญ่ สิ่งนี้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวพวกเขาไปเสียแล้ว ด้วยสองสามีภรรยาสำนึกในบุญคุณของนางละไมที่เคยช่วยชีวิตบูรณิมาเอาไว้ หนำซ้ำยังให้การอุ้มชูดูแลรักและเอ็นดูประหนึ่งหลานในไส้ เพราะแบบนี้จึงต้องพาเด็กๆ มาหาคุณยายทวดทุกปี เพื่อเป็นการปลูกฝังไปในตัวว่าการรู้สำนึกบุญคุณถือเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติ ต่อให้คนคนนั้นจะไม่ใช่ญาติแท้ๆ แต่การหยิบยื่นน้ำใจไมตรีให้ก็สมควรจะได้รับการตอบแทนเฉกเช่นเดียวกัน ทันทีที่ก้าวลงจากเรือมาเหยียบบนผืนทรายนุ่ม ก็แลเห็นร่างผอมของคนแก่ที่ผมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแต่ยังแข็งแรงโบกมือไหวๆ ทักทายเหลน เด็กน้อยพากันเฮโลไปหาคุณทวด “สวัสดีค่ะ คุณทวด”ฟ้าใสหัวโจกใหญ่ของแก๊งฟันน้ำนมที่ตอนนี้อายุย่างสิบห้าปี เริ่มขายาว ผอม และสูงขึ้นกว่าเดิมมาก ยกมือไหว้คนแก่ จากนั้นก็ยื่นหน้าไปจูบแก้มที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลา เรียกเสียงหัวเราะขลุกขลักจากยายละไม อีกฝ่ายกอดเหลนตอบ ลูบไล้แผ่นหลังน้อยเบาๆ พร้อมเอ่ยอย่างนุ่มนวล “หวัดดีลูก”วินาทีต่อมาฟ้าใสก็ต้องหลีกทางให้
“โอ้ววววว…”จักรพรรดิแหงนหน้าสูดปากครางในวินาทีที่ปากอิ่มอ้าออกดูดรวบหน้าอกแบนราบ เสียงที่ดังเข้าหูทำให้บูรณิมายิ่งได้ใจ เธอดูดดึงยอดอกของเขา พลางบีบบี้อีกข้างที่ว่างเว้น ทำทุกอย่างเฉกเช่นที่เขาเคยทำกับร่างกายเธอ ครั้นเห็นสามีแหงนหน้าตาลอยก็ยิ่งคึกคะนอง ปากสีกุหลาบละห่างจากยอดอกแข็งเป็นไตอย่างอ้อยอิ่ง ชะม้ายตาขึ้นมองใบหน้าแดงก่ำของคนที่อุทิศเรือนร่างให้เธอเล้าโลมตามแต่ใจปรารถนา จูบสะเปะสะปะไล่ลงไปหาสะดือ จุมพิตเร็วๆ จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนตัวลงไปทางด้านล่าง พร้อมปากที่จูบซับเนื้อกายสีแทนไล่ลงสู่ใจกลางกายแกร่งความผงาดกล้าที่แทบจะชี้หน้าทำให้เรียวแก้มเนียนร้อนฉ่า วูบหนึ่งบูรณิมาคิดจะถอยหนี แต่กลับถูกมือกระด้างคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอย ขณะจงใจแอ่นสัดส่วนอลังการเข้าหา ทำให้รู้ว่าเธอจะถอยไม่ได้อีกแล้ว หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากครอบส่วนหัวบวมเป่ง “อูยยยยยยยย…”คนที่ถูกเมียดูดความกร้าวแกร่งสูดปากครางอย่างเสียวจัด กดท้ายทอยได้รูปขึ้นลงส่งให้ปากอิ่มรูดรั้งท่อนลำใหญ่ล่ำเป็นการนำทาง ไม่นานก็ปล่อยให้คนหัวไวได้กำหนดจังหวะเอง ยิ่งเธอเคลื่อนปากดูดดึงรัวเร็วเขาก็ยิ่งแอ่นหน้าขาส่งตัวตนอำน
กว่าจะปิดต้นฉบับนิยายได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองอาทิตย์ ซึ่งเป็นสองอาทิตย์ที่แสนทรหด เพราะบูรณิมาต้องทนคิดถึงลูกแทบขาดใจ แต่ก็ต้องข่มใจ เพราะถ้าอยู่ด้วยลูกจะติดแม่แจจนไม่ได้ทำอะไร ส่วนสามีนั้นโทรหาเธอแทบจะทุกชั่วโมงก็ว่าได้ในช่วงแรกๆ จนบูรณิมาต้องยื่นคำขาดว่าถ้ายังก่อกวนไม่เลิกเธอจะปิดเครื่อง นั่นล่ะพ่อคุณถึงได้ยอมโทรหาเธอทุกวันสามเวลาหลังอาหาร ตามที่ตกลงกันไว้ มีบ้างที่จะเกเรโทรมาช่วงดึกๆ หากวันไหนทนคิดถึงไม่ไหวจนนอนไม่หลับ ซึ่งบูรณิมาก็ยอมกดรับสาย เพราะที่จริงเธอก็คิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ของสามีเช่นกัน ทันทีที่รถตีโค้งมาจอดลงตรงหน้าคฤหาสน์หลังงาม ตากลมก็เหลือบไปเห็นจักรพรรดิอุ้มหนูน้อยฟ้าใหม่ มืออีกข้างจูงแขนยายหนูฟ้าใสมายืนรออยู่หน้าบ้าน สีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี ทำให้คนที่หนีสามีและลูกไปปั่นต้นฉบับเพราะกลัวงานจะเสร็จไม่ทันกำหนดถึงกับน้ำตาซึม รีบก้าวลงจากรถ “แม่จ๋ากลับมาแล้ว!”ยายหนูฟ้าใสร้องลั่นด้วยความยินดี สะบัดแขนจากมือพ่อ แล้ววิ่งแจ้นโผเข้าหาคนเป็นแม่ที่อ้าแขนรอรับ แขนน้อยกอดหมับเข้าที่เอวนุ่มน
“เมียจ๋า…”เสียงเรียกขานที่หวานหยดกว่าทุกคราทำให้บูรณิมาถึงกับไปไม่เป็น“…”“บี๋ขา…”อึ๋ยยยย…จั๊กจี้หูชะมัด ขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย “ถ้าบี๋ไม่ให้ผัวไปหา งั้นเรามาเล่นเซ็กส์โฟนกันได้ไหมคะ…นะคะคนดีขา” ท้ายประโยคพ่อคนหื่นทะลุโลกจงใจชักชวนเสียงห้าวปนกระเส่าจนเธอใจสั่น “ถ้าอยากมาก ก็ไปช่วยตัวเองในห้องน้ำโน่น”เสียงหวานไล่ส่งๆ เหมือนตัดรำคาญ แต่ที่จริงโคตรจะกระดากอาย “ช่วยตัวเองต่อหน้าบี๋ได้ไหมคะ” “!!!”ริมฝีปากงามได้แต่อ้าๆ หุบๆ เพราะไม่รู้จะสรรหาคำด่าทอไหนมากระแทกใส่หน้าสามีจอมหื่น นี่เขาไปอดอยากมาจากไหน ในเมื่อก่อนมาเขาก็จับเธอกินตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชนิดที่ว่าลูกประท้วงเพราะปะป๊าเอาแม่จ๋าไปกกไว้คนเดียวก็ไม่สน“บี๋ก็แค่ถือโทรศัพท์ไว้ แล้วมองตอนที่ป๋าช่วยตัวเอง” คราวนี้เจ้าของใบหน้าแดงเถือกที่ถูกสามีโอ้โลมมาตามสายถึงกับอ้าปากพะงาบๆ เพราะไม่รู้จะตอบโต้วาจาชวนวาบหวามสิบแปดบวกอย่างไรดี “แต่ถ้าจะให้ดี บี๋ต้องถอดเสื้อผ้าเล่นด้วยกัน” โอ๊ย! อีตาแก่นั่นกล้าใช้คำว่าเล่นเหรอ?นี่มันเหนือคำว่าเล่นในความหมายของเธอไปมากโข สถานการณ์ที่กำลังประสบอยู่ทำให้นักเขียนนิยายอีโรติกสุดฮอตฉ่า ที่เขียนฉา







