Masukลมเย็นยามเย็นพัดเฉื่อยผ่านลานกว้างหน้าคณะ แสงอาทิตย์ที่กำลังตกดินทอดยาวบนพื้นจนเป็นสีทองหม่นเตอร์ลากกระเป๋าเป้ใบเล็กไปตามทางเดินอย่างไร้อารมณ์นัก
แววตาเหม่อลอยราวกับไม่อยู่กับปัจจุบัน เตอร์ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองถอนหายใจไปกี่ครั้งตั้งแต่เลิกคลาสมา
วันนี้น้ำใสก็ไม่มาเรียน...ทำให้วันนี้ทั้งวันเขาต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางความเงียบที่อึดอัดแปลก ๆ แต่ถึงจะเงียบขนาดนั้นก็ยังดีกว่าต้องฝืนหัวเราะหรือพูดคุยกับใครตั้งแต่ต้องมาอยู่ในร่างวิคเตอร์เขาแทบไม่ได้มีเวลาเป็นตัวของตัวเองเลย
เสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหน้าเตอร์ชะงัก หันไปตามเสียงแล้วก็เห็นรถสปอร์ตสีดำมันปลาบแล่นเข้ามาช้า ๆ ก่อนจะจอดเทียบตรงทางเดินร่มไม้
ประตูฝั่งคนขับเปิดออกคนที่ก้าวลงมาคือนนท์ ชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีดำพอดีตัวกางเกงขายาวทรงเนี้ยบสวมแว่นกันแดดสีเข้ม มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือกอดอกพิงรถอย่างตั้งใจราวกับจะถ่ายโฆษณาน้ำหอม
“เล่นใหญ่ไปไหนวะ…” เตอร์ถึงกับหลุดหัวเราะในลำคอเขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเองพลางเดินเข้าไป
นนท์ถอดแว่นออกอย่างช้า ๆ แววตาคมใต้กรอบคิ้วเข้มทอดมองเขาอย่างนิ่ง ๆ แต่ในความนิ่งนั้นกลับมีอะไรบางอย่างแฝงอยู่คล้ายคนกำลังพิจารณาเหยื่อมากกว่าคนที่รอว่าที่เจ้าสาว
“ช้านะวันนี้” เสียงทุ้มเรียบพูดพลางขยับตัวออกจากรถแล้วเดินอ้อมมาฝั่งตรงข้ามก่อนจะเปิดประตูให้ มือหนาจับขอบประตูแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือพาดชัด
“อือ…” เตอร์เลิกคิ้วแปลกใจ เขาไม่ได้ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าเบา ๆ แล้วก้าวขึ้นรถไปเงียบ ๆ ยังไม่ทันจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าหัวใจเต้นแปลก ๆ ตั้งแต่เห็นสายตาคู่นั้น
สายตาที่โคตรไม่น่าไว้ใจ…
ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาใดนอกจากเสียงเครื่องยนต์กับเพลงเบา ๆ ที่คลออยู่ในลำโพง รถเคลื่อนไปตามถนนใหญ่แสงเมืองยามค่ำสะท้อนกระจกหน้าเป็นเงาสีทองอมส้ม
เตอร์เหลือบมองหน้านนท์เป็นพัก ๆ อย่างไม่รู้ตัวคนข้าง ๆ ยังคงขับนิ่ง สายตาจดจ่ออยู่กับถนนมือจับพวงมาลัยมั่นคงจนเห็นกล้ามแขนตึงเครียด
เขาหันกลับมามองข้างทางอีกครั้งพยายามไม่คิดอะไรแต่ในอกกลับรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้ามายังโรงแรมหรูใจกลางเมือง แสงไฟหน้าล็อบบี้สว่างตาเมื่อประตูรถเปิดออก เตอร์ก้าวลงจากรถแล้วเงยหน้ามองอาคารสูงตรงหน้าหรูหราจนแทบกลืนหายกับฟ้า
“โห…” เขาหลุดเสียงเบา ๆ ด้วยความตะลึงกับสถานที่จัดงานแต่งงาน
“นี่มันโรงแรมระดับห้าดาวเลยเหรอ”
ดอกไม้สีขาวและสีฟ้าถูกจัดเรียงทั่วโถงสูงโปร่ง ไล่เฉดกันราวกับหมอกบนยอดเขา พื้นหินอ่อนสะท้อนเงาไฟระยิบระยับเหมือนภาพฝัน
“ถ้าเห็นของจริงวันงาน คงตกใจมากกว่านี้” นนท์เดินเข้ามาข้าง ๆ เอ่ยเสียงเรียบ
“ขนาดแค่นี้ก็สุดแล้ว นี่จะจัดแต่งหรืองานประกวดนางงามวะเนี่ย” เตอร์หัวเราะนิด ๆ
อีกฝ่ายไม่ตอบมีเพียงรอยยิ้มมุมปากที่ผุดขึ้นเบา ๆ แล้วค่อยพาเขาเดินดูรอบ ๆ อย่างไม่รีบร้อน
“ไปดูห้องพักก่อนสิ คืนวันงานต้องค้างที่นี่” เมื่อมาถึงหน้าลิฟต์นนท์หันมาพูดเหมือนเอ่ยตามหน้าที่
“ต้องค้างที่นี่ด้วยเหรอ” เตอร์ขมวดคิ้วทันที
“อืม จบงานดึก กลับไม่ทันหรอก”
น้ำเสียงนั้นนิ่งชัดแต่ทุ้มลึกจนคนฟังใจสั่นโดยไม่รู้ตัว เตอร์ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพยักหน้าจำใจตามเข้าไปในลิฟต์เงียบ ๆ ขณะประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลง
แกร๊ก...เสียงประตูห้องดังก่อนที่แสงไฟนวลอุ่นจากเพดานจะเปิดขึ้นเผยให้เห็นห้องพักกว้างโอ่โถง เตอร์ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อก้าวเข้าไปดวงตาไล่มองไปรอบ ๆ อย่างอดทึ่งไม่ได้
ผ้าม่านสีครีมทองพลิ้วเบา ๆ จากลมแอร์พื้นพรมหนานุ่มน่าจมเท้า เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มวางอย่างมีระเบียบทุกชิ้น มีกลิ่นหอมละมุนของลาเวนเดอร์ลอยในอากาศ
“สวย หรูหรา สมราคาคืนละแสนจริง ๆ” เตอร์พูดขึ้นเบา ๆ พลางกอดอก เหม่อมองเพดานสูงที่ติดโคมไฟระย้าเล็ก ๆ อยู่ตรงกลาง ใบหน้าเต็มไปด้วยแววพอใจปนเหนื่อยใจ
เตอร์ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เข้าพักในที่แบบนี้ นนท์เดินเข้าไปที่ตู้เย็นข้างผนังเปิดมันออกอย่างสบายมือ ก่อนหยิบขวดไวน์แดงออกมา
“ดื่มไวน์สักหน่อยก่อนกลับไหม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียบ ๆ แต่แฝงด้วยเจตนาอะไรบางอย่างที่เตอร์จับไม่ทัน
เตอร์หันมามองอีกฝ่ายขณะนั้นเองที่ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจสะดุด นนท์ถือขวดไวน์ในมือข้างหนึ่งอีกข้างถือแก้วใสสองใบเดินเข้ามาช้า ๆ ใต้แสงไฟสีส้มอ่อนที่จับลงบนใบหน้าคมนั้นพอดี
“ไม่ดีกว่า ผมไม่ค่อย…ดื่ม” เตอร์พูดอ้อมแอ้มพยายามเบือนสายตา แต่เสียงเปิดจุกไวน์ดังป๊อกก็ดึงความสนใจกลับมา กลิ่นหอมจาง ๆ ของผลไม้สุกลอยแตะจมูกทันที
“ลองดูหน่อยสิ” นนท์เอ่ยพลางเทไวน์ลงในแก้วเสียงน้ำไวน์รินดังเบา ๆ ราวกับจงใจกลบความเงียบในห้อง
“เออ...ก็ได้ ลองสักหน่อย” เตอร์นิ่งไปอึดใจก่อนถอนหายใจแล้วนั่งลงที่ปลายเตียง ท่าทางเหมือนยอมจำนนกับสถานการณ์ ส่วนนนท์ก็นั่งฝั่งตรงข้าม บนเก้าอี้ข้างเตียงวางตัวนิ่งแต่สายตากลับจับจ้องไม่วาง
“ลองดู” นนท์ยื่นแก้วให้
เตอร์รับมาอย่างระวังยกขึ้นจิบช้า ๆ ของเหลวสีทับทิมแตะปลายลิ้นแล้วไหลผ่านคอ นุ่ม ละมุน หอมหวาน ไม่แสบ ไม่ขมเหมือนเหล้าขาวที่เคยดื่มหลังซ้อมมวยในชีวิตเก่า
“โห…อร่อยว่ะ” เตอร์เบิกตากว้างเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ เขาหลุดพูดออกมาอย่างจริงใจจนนนท์หัวเราะในลำคอ
“เห็นไหม บอกแล้ว” เสียงทุ้มข้างหน้าตอบพลางยกแก้วขึ้นจิบบ้าง แววตานิ่งแต่แฝงรอยยิ้มที่มุมปากอย่างคนได้เปรียบ
เวลาค่อย ๆ ละลายไปในเสียงพูดคุยเบา ๆ และไวน์ที่พร่องลงทีละแก้ว เตอร์ดื่มมากกว่าครึ่งขวดได้ เขาเริ่มหน้าแดงระเรื่อดวงตาเริ่มขุ่นพร่าเขาเอนหลังพิงเตียง หลับตาครู่หนึ่งเหมือนจะพักแต่ริมฝีปากกลับคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างเผลอตัว
นนท์วางแก้วของตัวเองลงบนโต๊ะเฝ้ามองภาพตรงหน้าเงียบ ๆ สายตาของเขาไม่แข็งกร้าวเหมือนเคย แต่สายตาเริ่มจับต้องมองไล่มองคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
“อร่อยไหม” นนท์ถามเสียงต่ำ
เตอร์หัวเราะแผ่ว ๆ ไม่ตอบปล่อยตัวเอนลงกับเตียงเต็มแรง ผมยุ่งเล็กน้อยปรกหน้าผาก ดวงหน้าขาวขึ้นสีชมพูระเรื่อของฤทธิ์แอลกอฮอล์จากไวน์ที่ดื่มไป
นนท์มองนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มมุมปากอย่างแผ่วเบาเขาก้าวเข้าไปใกล้ช้า ๆ นั่งลงข้างเตียง แสงจากโคมไฟหัวเตียงสาดลงบนเสี้ยวหน้าเรียวของเตอร์พอดี
มือหนาค่อย ๆ ยกขึ้นแตะที่ต้นขาอีกฝ่ายเบา ๆ สัมผัสนั้นช้าและแผ่วเหมือนกลัวว่าอีกคนจะตื่นรู้
“เข้าหอคืนนี้…ก่อนแต่งไหม” นนท์ไม่พูดเปล่าค่อย ๆ ขึ้นคร่อมร่างของวิคเตอร์พร้อมกับจรดริมฝีปากลงไปช้า ๆ แต่ก็เพียงเล็กน้อยก็กลืนกินริมฝีปากบางอย่างกระหาย
“อึก อื้อ” คิ้วของเตอร์ขมวดเข้าหากันเพราะยังไม่มีสติมากแต่วงแขนกับโอบรัดคอแกร่งเอาไว้แน่น
จูบอ้อยอิ่งของนนท์ไม่ได้รีบร้อนแต่ค่อยๆแตะลงริมฝีปากบางของเตอร์จนอีกฝ่ายเผลอใจไปตามอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้าขึ้นอย่างอย่างลืมตัว ร่างบอบบางขยับตัวเข้าหานนท์อย่างไม่รู้ตัวเอง เตอร์จูบตอบนนท์ตามสัญชาตญาณที่ร่างกายตอบสนอง
เตอร์ปล่อยให้นนท์ถอดเสื้อของเขาออก ผิวขาวเนียนของวิคเตอร์ทำให้นนท์ละสายตาไม่ได้ นนท์ไม่เคยจินตนาการมาก่อนว่าใต้ร่มผ้าวิคเตอร์จะสวยมากขนาดนี้ ตอนนี้ไฟในกายของทั้งคู่กำลังลุกโชน มือของนนท์ไล้ไปตามแผ่นอกของเตอร์ นิ้วเรียวยาวสัมผัสยอดอกอย่างแผ่วเบา ทำให้เตอร์สะดุ้งรับสัมผัสที่เขาไม่เคยรับรู้มาก่อน
"อื้อ..." เตอร์ครางเบาๆ
นนท์ยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาผละจูบจากเตอร์แล้วก้มลงจูบที่ซอกคอขาว ขบเม้มเบาๆแต่ลงน้ำหนักบางจุด ทิ้งรอยจูบแดงจากนั้นไซร้ริมฝีปากจูบลงมาผ่านที่หน้าอก อกของเตอร์ยกขึ้นมารับจูบของนนท์โดยอัตโนมัติ
"หยุดนะนนท์...อื้อ" เตอร์บอกนนท์อย่างไม่จริงจัง
“ร่างกายมึงไม่ปฏิเสธเลยนะ” นนท์กระซิบ มือของเขาเลื่อนลงต่ำ หยุดอยู่ที่ขอบกางเกงของเตอร์
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้







