LOGINนั่นเป็นชุดที่เธอเคยใส่เมื่อสามปีก่อน ตอนที่จากไป เธอไม่ได้หยิบอะไรติดตัวไปเลยสักอย่าง ผ่านไปสามปี...ไม่น่าเชื่อว่าเผยมู่เหยี่ยจะยังไม่ยอมทิ้งมันไปอีก หลินซีอินขมวดคิ้ว ก่อนจะก้มลงหยิบเดรสตัวนั้นขึ้นมาพาดไว้ที่แขน แล้วเดินออกจากห้องนอน เผยมู่เหยี่ยรอเธออยู่ด้านนอก ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง... หลินซีอินเอ่ยปาก: “ขอบคุณนะ มือถือของฉันอยู่ที่คุณหรือเปล่า” เธอไม่อยากถามว่าใครเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ ยิ่งไปกว่านั้น เนื้อตัวของเธอยังรู้สึกสะอาดสะอ้าน ไม่รู้ว่าถูกจับอาบน้ำหรือแค่เช็ดตัวให้ แต่เธอไม่อยากรับรู้ทั้งนั้น ตอนนี้เธอแค่อยากกลับบ้าน เผยมู่เหยี่ยยื่นมือถือคืนให้โดยไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่หลุบตาลงมองเธอ หลินซีอินปลดล็อกหน้าจออย่างรวดเร็ว ดูประวัติการโทร แล้วก็เข้าไปดูข้อความ ป้าจ้าวกับฉือเทียนหลินโทรมาหลายสาย ฉือเทียนหลินยังส่งข้อความทิ้งไว้อีกตั้งเยอะ แต่เธอไม่ได้กดเข้าไปอ่านรายละเอียดก็กดออกจากแอปฯ เสียก่อน ไม่มีข้อความจากเซียวรั่วอีเลย เธอล็อกหน้าจอมือถือ แล้วเงยหน้ามองเผยมู่เหยี่ยอีกครั้ง: “ขอบคุณนะ ฉันไปล่ะ” “กินข้าวก่อนค่อยไปสิ” “ไม่เป็นไรค่ะ” น
จังหวะที่เขาจะเดินจากไป เธอไม่ยอมปล่อย เผยมู่เหยี่ยแทบจะสะกดกลั้นสัตว์ร้ายในกายเอาไว้ไม่อยู่ เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ เขามักจะไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจมาแต่ไหนแต่ไร “งั้นยังอยากได้ไม้ขีดไฟอยู่ไหม?” เขาถาม หลินซีอินพยักหน้ารัว ๆ: “เอา!” เผยมู่เหยี่ยคว้าของบางอย่างใกล้มือยัดใส่มือเธอ: “อะ นี่ไงไม้ขีดไฟ” มันคือนาฬิกาข้อมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง หลินซีอินยิ้มกว้างทันที: “ฉันจะออกไปขายไม้ขีดไฟแล้วนะ” เธอล้มตัวลงนอนกอดนาฬิกาข้อมือไว้อย่างพึงพอใจ มุมปากของเผยมู่เหยี่ยยกยิ้มขึ้นมา รู้สึกอย่างบอกไม่ถูกว่าเธอในตอนนี้น่ารักน่าเอ็นดู และมีเสน่ห์เหลือเกิน เขาไม่เคยเห็นหลินซีอินในมุมนี้มาก่อนเลย หลินซีอินเพิ่งผ่านการร้องไห้มา ปลายจมูกจึงยังแดงรื้นนิด ๆ ทว่าริมฝีปากกลับอวบอิ่มแดงระเรื่อ แวววาวราวกับเยลลี่ ชวนให้คนมองอยากจะก้มลงไปจุมพิตสักที ลูกกระเดือกของเผยมู่เหยี่ยขยับขึ้นลงอีกครั้ง เขาเบือนหน้าหนีอย่างงุ่นง่านใจ ก่อนจะหลุดสบถคำหยาบออกมาคำหนึ่งในที่สุด ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน หลินซีอินยังไม่ทันลืมตาก็รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด เธอยกมือขึ้นนวดคลึงขมับทั้งสองข้าง ความทรง
หลินซีอินปวดฉี่ เธอฝันว่าตัวเองดื่มน้ำเข้าไปเยอะมากจนปวดหน่วงไปหมดทั้งท้อง แล้วก็กำลังเดินหาห้องน้ำไปทั่ว “ห้องน้ำอยู่ไหนเนี่ย อยู่ไหนกันนะ” เธอเริ่มเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ยกมือขยี้ตา แทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น ท้องฟ้าก็มืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นทาง รอบด้านไม่มีใครเลย เป็นป่าเขาลำเนาไพรที่ดูเหมือนห้องน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ หลินซีอินบ่นอุบอิบกับตัวเองอยู่สองสามคำ แต่สุดท้ายก็ก้าวข้ามกำแพงในใจตัวเองไม่ลง ยังคงดันทุรังจะหาห้องน้ำต่อไป พอเดินจนเหนื่อย เธอก็นั่งยอง ๆ พักครู่หนึ่ง แต่ท่าทางแบบนั้นกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกทรมานกว่าเดิม เธอจึงลุกขึ้น แล้วเดินร้องไห้กระซิก ๆ ต่อไปข้างหน้า “ทางนี้!” จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น สำหรับหลินซีอินแล้ว นี่มันเสียงสวรรค์ชัด ๆ แถมพอลืมตาขึ้นมา เธอก็เห็นชักโครกตั้งอยู่ตรงหน้า! วินาทีนี้ หลินซีอินรู้สึกว่าคงไม่มีอะไรในโลกที่จะโชคดีไปกว่านี้อีกแล้ว หลังจากประคองหลินซีอินเข้ามาในห้องน้ำและจับเธอนั่งลงบนชักโครกแล้ว เผยมู่เหยี่ยก็ยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง เขาเดินไปที่ประตูห้องน้ำแล้วดึงประตูปิดลง ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนฉวยโอกาสอะไรหรอก แต่เป็นเพร
เซียวรั่วอีที่เมามายไม่ได้สติถูกฮั่วเซียนหยางพาตัวไป เขาเป็นคนรับสายและบอกกับป้าจ้าวว่า: “ไม่ต้องห่วงครับ สบายใจได้ แต่คืนนี้เธอคงไม่ได้กลับไปแล้ว ฝากคุณป้าดูแลโยวโยวให้ดีด้วยนะครับ” ป้าจ้าวได้ยินดังนั้นก็เบาใจลง โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วหลินซีอินก็ถูกอดีตสามีพาตัวไปเช่นกัน หลินซีอินไม่เคยดื่มจนเมามายขนาดนี้มาก่อน เมื่อก่อนไม่เคย และช่วงสามปีมานี้ยิ่งไม่เคยเลย ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ เธอตั้งครรภ์อยู่จึงแตะต้องแอลกอฮอล์ไม่ได้ พอคลอดลูกและกลายเป็นคนเป็นแม่เต็มตัว นอกจากทำงานแล้วก็ต้องคอยดูแลลูก จึงยิ่งไม่มีเวลาไปดื่มสังสรรค์ที่ไหน อย่างมากที่สุดก็แค่จิบเบา ๆ กับเซียวรั่วอีหรือฉือเทียนหลินที่บ้านในวันเทศกาลสำคัญ ๆ อาจจะเป็นไวน์แดงสักนิด หรือไม่ก็บรั่นดีสักหน่อย แต่เธอรู้ลิมิตตัวเองดีว่าคออ่อน ดื่มไปแค่นิดเดียวก็เริ่มมึนแล้ว ทว่าครั้งนี้ที่ถูกเซียวรั่วอีชวนออกมา เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นอะไร ถึงได้อยากลองลิ้มรสชาติของการเมาให้รู้แล้วรู้รอดดูสักครั้ง หรือบางที... อาจเป็นเพราะพอเห็นผู้ชายอยู่เต็มห้อง เธอก็เกิดความประหม่าและอยากจะหลบเลี่ยง ดังนั้นถ้าเมาจนไม่ร
เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองอีกแวบหนึ่ง ภาพที่เห็นคือหลินซีอินนอนขดตัวกลมเป็นก้อนเล็ก ๆ อยู่บนโซฟา ไม่รู้ว่าหลับไปแล้วหรือว่าเมากันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คือข้างกายเธอไม่มีผู้ชายเลยสักคน พอเอามาเทียบกันแล้ว เซียวรั่วอีนี่มันช่างบริหารเสน่ห์ยั่วยวนผู้ชาย ไม่รู้จักรักนวลสงวนตัวเอาเสียเลย! ฮั่วเซียนหยางโมโหจัดจนฟาดก้นเธอไปหนึ่งที แล้วเดินลิ่วจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ในเวลานี้ ทั้งสายตาและหัวใจของเผยมู่เหยี่ยมีเพียงคนที่นอนอยู่บนโซฟานั้น โซฟาตัวนั้นทั้งใหญ่และกว้างขวาง ยิ่งขับเน้นให้หลินซีอินดูตัวเล็กบอบบางและน่าทะนุถนอม เธอคงจะดื่มมาไม่น้อย พอขยับเข้าไปใกล้ ก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยกรุ่นออกมาจากตัวเธอ ผสมปนเปไปกับกลิ่นหอมประจำตัวของเธอ... ทว่ากลับเป็นกลิ่นที่เผยมู่เหยี่ยไม่คุ้นเคย เป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน กลิ่นเหมือนซิตรัส เหมือนแสงแดดอุ่น ๆ และคล้ายกับจะมีกลิ่นน้ำนมอ่อน ๆ เจืออยู่ด้วย... แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังทำให้เผยมู่เหยี่ยใจเต้นแรงได้เหมือนเคย ตอนที่เจอกันครั้งก่อน เธอบอกว่าเธอมีคนใหม่ไปแล้ว แถมยังมีลูกด้วยกันแล้วอีกต่างหาก แต่พอมาเจอกันอีกครั้งใ
ฮั่วเซียนหยางรู้ดีเหลือเกินว่าเซียวรั่วอีเป็นผู้หญิงแบบไหน ทั้งสองคนพัวพันคาราคาซังกันมาตั้งหลายปี เขาย่อมรู้จักเธอทะลุปรุโปร่งไปถึงแก่น เรื่องที่รู้ว่าวันนี้เธอไปคลับแห่งนั้นก็เป็นความบังเอิญล้วน ๆ พอดีมีเพื่อนดันไปเห็นเธอที่ลานจอดรถเข้า จึงโทรศัพท์มาบอกเขา แม้เพื่อนจะพูดจาอ้อมแอ้มกำกวม แต่ฮั่วเซียนหยางฟังปุ๊บก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที อีกทั้งเขายังเดาออกในเสี้ยววินาทีว่า ผู้หญิงที่เซียวรั่วอีพาไปด้วยก็คือหลินซีอิน ตัวเองไปทำเรื่องเหลวไหลคนเดียวยังไม่พอ ยังจะลากหลินซีอินไปเสียคนด้วยอีก! ฮั่วเซียนหยางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อารมณ์ชั่ววูบพาไปให้เขากดโทรศัพท์หาเผยมู่เหยี่ยในฐานะทนายความชื่อดัง เขาย่อมมีเบอร์ติดต่อของเผยมู่เหยี่ยอยู่แล้ว เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เผยมู่เหยี่ยก็ชิงถามขึ้นมาก่อนว่า: “ฮั่วเซียนหยาง?” นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายก็มีเบอร์ติดต่อของเขาด้วยเหมือนกัน ฮั่วเซียนหยางไม่มีเวลามามัวขบคิดเรื่องนี้ เขาพุ่งเป้าฟ้องทันที: “อดีตเมียคุณไปหาผู้ชายที่คลับแล้วนะ นายจะจัดการไหม?” เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไรอยู่ รู้แค่ว่าสำหรับ