Masukต้าเหนิงเดินกลับเรือนพักว่าด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า ตอนหลังนางไม่ได้ฟังสิ่งที่บิดามารดา และแม่นมถิงหารือกันแม้แต่น้อย นางได้แต่ใคร่ครวญว่าเรื่องราวเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดรถม้าของพี่ชายน้องถึงได้ตกเขาไปได้
จื่อหานยังไม่ได้เร่งให้ต้าเหนิงนางเตรียมตัว เขาปล่อยให้นางได้ใคร่ครวญให้ดีเสียก่อน ถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็กะทันหันเกินไป เขาได้แต่ปลอบใจภรรยาอยู่ภายในเรือน
บ่าวไพร่ ในจวนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้านาย แต่เมื่อเห็นเรือนหลักถูกปิดล้อมด้วยองครักษ์อย่างแน่นหนา ทั้งสีหน้าของพ่อบ้าน แม่นมถิงต่างก็ไม่มีผู้ใดดี ก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานอย่างเงียบๆ
ยังดีที่บ่าวส่วนใหญ่รู้ความด้วยจื่อหานเป็นคนที่น่าเกรงขาม บ่าวไพร่ล้วนแต่หวาดกลัวเขา อีกทั้งผู้เป็นนายก็ไม่เคยข่มเหงรังแกบ่าวไพร่ ผู้ใดจะสิ้นคิดขนาดทำให้ตนเองถูกขายออกไป หรือขัดคำสั่งจนถูกโบยจนตายเล่า
ตอนที่ต้าเหนิงเดินกลับมาถึงเรือนพัก นางยังคงไร้สติ แม่นมถิงกับเสี่ยวเหยาช่วยจัดการล้างหน้าให้นาง นางยังดูไร้ชีวิตชีวาตกอยู่ในความคิดของตนเองไม่มีที่สิ้นสุด
“คุณหนู เข้านอนเถิดเจ้าค่ะ หากยังเป็นเช่นนี้ ท่านจะล้มป่วยไปด้วยอีกคน”
“แม่นม ท่านให้เสี่ยวเหยาไปที่เรือนของพี่ชายแล้วเอาตำราของเขามาให้ข้าสักหน่อยเถิด หากไม่รู้ว่าเป็นเล่มไหน ท่านถามกับอาสุ่นเล่มที่ท่านพี่ใช้เรียนในสำนักศึกษา ข้าว่าเขาน่าจะรู้”
“เอ่อ...ตอนนี้ท่านพักก่อนไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ”
“ไม่ ในเมื่อท่านพ่อกำหนดทุกสิ่งไว้แล้ว ข้ามิอาจจะปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ทำอันใดได้” นางส่ายหน้า ในเมื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้แล้ว นางก็ควรสวมบทบาทเป็นพี่ชายของนางให้สมจริงที่สุด
ทางสำนักศึกษาหลวงที่เสิ่นเฉิงเข้าเรียนอยู่ เป็นช่วงที่หยุดเรียนพอดี การหายไปของเสิ่นเฉิงจึงไม่มีผู้ใดสงสัยมากนัก ต้าเหนิงก็เก็บตัวอยู่แต่ภายในเรือน เพื่อศึกษาตำราอย่างจริงจัง
นับตั้งแต่เริ่มวางแผนการเปลี่ยนตัวสองฝาแฝด เสิ่นต้าเหนิงก็ต้องเรียนรู้ฝึกคัดตำราเลียนแบบลายมือของเสิ่นเฉิง เพื่อให้ผู้อื่นจับผิดนางได้น้อยที่สุด นางตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และจะเข้านอนอีกครั้งก็เมื่อยามจื่อ (23.00-01.00 น.) ไปแล้ว
เสิ่นต้าเหนิงจึงถูกจับให้เรียนคู่กับพี่ชายมาโดยตลอด แม้นางมิได้เข้าสำนักศึกษาหลวง แต่ก็นับว่าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง ถึงจะไม่เก่งเท่าเสิ่นเฉิง หากเมื่อนำไปเทียนกับคุณหนูจวนอื่นก็นับว่านางเก่งกว่าอยู่สามส่วน
จินเหรินปวดใจยิ่งนัก เมื่อต้องเห็นบุตรสาวของตนทุ่มเทมากถึงเพียงนี้ แต่มันคือหนทางเดียวที่นางจะรักษาครอบครัวของนางเอาไว้ได้ ยิ่งได้เห็นใบหน้าของบุตรสาวที่ซูบผอมลงอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่ถึงเดือน
“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม อีกสองวันก็จะต้องไปเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแล้ว” จื่อหานเอ่ยขึ้นมาในระหว่างที่ทานมื้อเย็นด้วยกัน
“เร็วเพียงนี้เลยหรือท่านพ่อ” ตะเกียบในมือของเสิ่นต้าเหนิงหลุดออกจากมือ
แม่นมถิงเดินเข้าไปเปลี่ยนตะเกียบให้นางเสียใหม่ ก่อนจะเดินเข้าไปเช็ดเสื้อผ้าที่เปื้อนน้ำแกงของนางให้อย่างใส่ใจ หากมีเรื่องสำคัญที่จะต้องพูดคุยกัน จะมีเพียงแม่นมถิงที่อยู่รับใช้เพียงผู้เดียว จึงไม่ต้องกังวลที่จะพูดสิ่งใดออกมา
“สำนักศึกษากลับมาเปิดเรียนเช่นเดิมแล้ว ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องไป” แววตาของเสิ่นจื่อหานมีความกังวลไม่ต่างจากบุตรี จินเหรินเองก็เม้มปากแน่นอย่างกังวล
“แล้ว แล้วบ่าวในจวนจะไม่สงสัยหรือเจ้าคะ ในเมื่อยังไม่เห็นพี่ใหญ่กลับมา แล้วข้าจะต้องกายเช่นพี่ใหญ่ไปสำนักศึกษา”
“พ่อเตรียมการเอาไว้แล้ว เจ้าอย่าได้กังวล ไม่ต้องเคร่งเครียดเกินไป อย่างไรพี่ชายเจ้าก็ไม่ตำหนิเจ้าแน่” แม้ในใจจื่อหานจะหวังให้บุตรชายสอบได้อันดับหนึ่งของจิ้นซื่อ แต่ตอนนี้เขาไม่หวังสูงเพียงนั้นแล้ว ขอเพียงต้าเหนิงนางสอบได้ ได้ที่เท่าใดเขาก็ดีใจแล้ว
“เจ้าค่ะ” นางก้มหน้าลง มองข้าวในชามก็หมดความรู้สึกอยากกินขึ้นมาทันที จึงได้วางตะเกียบลง แล้วรอคอยให้บิดาบอกกล่าวแผนการอย่างเงียบๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นรถม้าสามคันเคลื่อนตัวออกจากจวนตระกูลเสิ่นอย่างเงียบๆ ผ่านในรถม้าเป็นคุณหนูเสิ่นที่เดินทางไปพักเป็นเพื่อนท่านปู่ ท่านย่าที่ไม่ได้พบหน้าหลานสาวมานาน
ในตอนเย็นวันเดียวกัน รถม้าของเสิ่นเฉิงก็เดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง บุรุษหนุ่มใบหน้างดงามราวสตรี วัยสิบเจ็ดหนาว ก้าวเท้าลงมาจากรถม้าอย่างสง่างาม ข้างกายมีบ่าวอายุไม่ห่างกันมากนักยืนรอรับอยู่ไม่ห่าง
“อาเฉิง นับจากนี้พ่อจะให้เสี่ยวชุนติดตามเจ้า”
“คารวะคุณชายขอรับ” เสี่ยวชุนประสานมือก้มหัวลงอย่างนอบน้อม แต่แววตาของเขาเรียบเฉยราวกับมองทุกสิ่งอย่างไร้ความรู้สึก ใบหน้าของเขายิ่งเรียบเฉยเข้าไปใหญ่ ไม่แสดงออกมาว่ายินดีหรือยินร้ายที่ต้องติดตามนาง
“เอ่อ...” ต้าเหนิงมุมปากกระตุกไม่หยุด นางเงยหน้าขึ้นมองบิดาเพื่อขอคำตอบ
“อ้อ...เสี่ยวชุนเป็นคนของท่านตาเจ้า พ่อเห็นว่าเจ้าควรจะมีองครักษ์ข้างกาย อย่าดูแคลนเสี่ยวชุนเชียว ตาเจ้าบอกพ่อ...ว่าเขาปกป้องเจ้าได้” ประโยคหลังจื่อหานก้มลงกระซิบบอกความกับต้าเหนิง
“คุณชายไม่ต้องกังวล ไม่ว่าเรื่องใดจะไม่มีทางหลุดออกจากปากข้าน้อยเป็นอันขาด” เสี่ยวชุนเห็นความกังวลในแววตาของต้าเหนิง จึงได้เอ่ยออกมา ดูเหมือนว่าวันนี้เขาจะพูดมากกว่าปีที่ผ่านมาเสียอีก
“เอ่อ...ข้าเข้าใจแล้ว”
จื่อหานเป็นห่วงความปลอดภัยของต้าเหนิง แม้คนนอกจะเห็นว่านางเป็นคุณชายเสิ่น ในเมื่อนางต้องไปอยู่ท่ามกลางเหล่าบุรุษ พ่อตาและตนก็เห็นตรงกันว่านางควรจะมีองครักษ์อยู่ข้างกายคอยดูแล จึงได้เลือกเสี่ยวชุนที่มีนิสัยพูดน้อย เยือกเย็นมาอยู่ข้างกายนาง
ด้วยนิสัยของฝาแฝดคู่นี้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เสิ่นเฉิงสุขุม พูดน้อย ส่วนต้าเหนิง นางสดใสร่าเริง ราวกับว่าชีวิตนี้ของนางไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล จะมีเพียงสิ่งเดียวที่เหมือนกันคือ ใบหน้าของทั้งสอง หากจับแต่งกายเหมือนกัน น้อยคนนักถึงจะแยกออก
แต่ตอนนี้จื่อหานและจินเหรินก็ไม่แน่ใจแล้วเช่นกันว่าจะมีคนแยกสองพี่น้องออกหรือไม่ เมื่อต้าเหนิงนางเติบโตขึ้นมากกว่าเดิมไม่น้อย หน้าอกของนางต้องรัดหลายทบ เพื่อให้แบนราบเช่นบุรุษ ดวงตาก็เย้ายวนราวกับจะล่อลวงให้เล่าบุรุษตกลงมาสู่แทบเท้าของนาง ตอนนี้ต้าเหนิงจึงต้องทำหน้าเย็นชาอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ดูเคร่งขรึมเช่นพี่ชาย
“ลูกคารวะท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ” ต้าเหนิงกดเสียงให้ทุ้มต่ำ
“ท่านปู่กับท่านย่าสบายดีหรือไม่” จื่อหานเดินเข้ามาตบบ่าของนางเบาๆ เพื่อเป็นกำลังให้นาง ด้วยยามนี้มีสายตาของชาวบ้านหลายคู่ที่กำลังมองอยู่ ทำให้นางประหม่าอยู่ไม่น้อย
“สบายดีขอรับ”
“เข้าจวนก่อนเถิด” จินเหรินทนมองต่อไปอีกไม่ได้ นางกลัวว่านางจะร้องไห้ออกมาเสียก่อน
สามคนพ่อแม่ลูกใช้เวลาอยู่ภายในห้องโถงด้วยกัน ราวกับว่ากำลังสอบถามเรื่องที่เสิ่นเฉิงเดินทางไปซีเจียงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของท่านผู้เฒ่าเสิ่นทั้งสอง
รถม้าที่เดินทางออกไปเมื่อเช้าเป็นเสี่ยวเหยาที่เดินทางเอาของไปมอบให้คนตระกูลเสิ่น และแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเสิ่นเฉิง เพื่อให้คนทางซีเจียงจับตาดูให้อีกแรงหนึ่ง ต้าเหนิงที่นั่งรถม้าตามไปคันหลังก็เดินทางย้อนกลับมากลับมาพร้อมแม่นมถิงและเสี่ยวชุน
ต้าเหนิงย้ายมาอยู่ที่เรือนพักของเสิ่นเฉิงหลังจากที่กลับเข้ามาในจวน ตอนนี้นางคือเสิ่นเฉิง ไม่ใช่ต้าเหนิงอีกต่อไป ข้าวของภายในห้องก็เป็นของพี่ชายทั้งสิ้น มีเพียงแม่นมถิงและเสี่ยวชุนที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย
ร่างอวบอ้วนของฝาแฝดทั้งสามวิ่งไปที่เรือนพักของต้าเหนิงแทบจะในทันที แม้แต่บ่าวรับใช้และแม่นมยังวิ่งไล่ตามไม่ทัน“ลูกชายแม่กลับมาแล้ว” ต้าเหนิงยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ทั้งสามที่ปีนขึ้นมานั่งบนเตียง“ท่านแม่เป็นเช่นใดขอรับ เหตุใดถึงล้มป่วยได้เล่า” ลู่ซือเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“ต่อไปข้าไม่ไปจวนใดแล้ว” หนิงเจี้ยนมองใบหน้าซีดขาวของต้าเหนิงอย่างปวดใจ“ท่านแม่กินยาแล้วหรือยังขอรับ” ดวงตากลมโตที่เอ่ยคลอไปด้วยน้ำของหรงซิ่งที่มองมา ทำให้ต้าเหนิงนางในเหลวไปเลย“พระชายา จะมีน้องให้ซื่อจื่อทั้งสามเจ้าค่ะ มิได้ล้มป่วยหนักเช่นที่กังวล” อาซียิ้มมองทั้งสามอย่างเอ็นดู“น้องอยู่ไหน” หรงซิ่งมองหาน้องก็ไม่เห็นจะมี“เจ้าโง่ น้องก็ต้องอยู่ในท้องท่านแม่อย่างไรเล่า ดูท่านป้าสะใภ้ที่ท้องโตใกล้คลอด เจ้าไม่รู้ความเสียจริง” หนิงเจี้ยนปรายตามองหรงซิ่งอย่างดูแคลน“ในนี่หรือ ไม่เห็นจะใหญ่เช่นป้าสะใภ้เลย” หรงซิ่งลูบท้องของต้าเหนิงเบาๆ“อีกไม่กี่เดือนก็จะใหญ่เช่นฮูหยินน้อยเสิ่นแล้วเจ้าค่ะ” อาจิ่วพูดไปก็ยิ้มขบขันไปต้าเหนิงมองบุตรทั้งสามอย่างรักใคร่ ต่อให้พวกเขาจะดื้อรั้นเช่นใด แต่เมื่ออยู่กับนางก็เป็นเด็กที่ว่าง่ายยิ่งนักผ่า
แต่เต๋อซิ่วจะยอมได้อย่างไร ต่อให้ยังไม่มีบุตรสาวเขาก็ไม่ยอมรับ เต๋อซิ่วส่งหยกพกสีชมพูคืนกลับไปให้เจี้ยหรุน พร้อมจดหมายที่เขียนตำหนิร่ายยาวถึงสามแผ่นฝากไปให้เขาด้วยเจี้ยหรุนที่ได้อ่านก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องทรงงาน เขาคิดเช่นที่เต๋อซิ่วเข้าใจจริงๆ หากต้าเหนิงนางมีบุตรสาวไม่รู้ว่าจะงามล่มเมืองเช่นเดียวกับนางหรือไม่ จึงอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ก็เท่านั้นแต่เจี้ยหรุนรู้ดีว่า เต๋อซิ่วไม่มีทางยอม คนตระกูลเสิ่นไม่ยอมให้ลูกหลานของตนแต่งกับคนที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ แต่อย่างว่าโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อบุตรสาวของต้าเหนิงแต่งกับพระโอรสองค์ที่สามที่เกิดจากฮองเฮาของเจี้ยหรุนจริงๆจินเหรินและหลินหว่านเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลวงก่อน ต้าเหนิงนางต้องรอให้ฝาแฝดอายุครบหกเดือนก่อนถึงจะออกเดินทางคนที่ยินดีที่สุดอีกคนเห็นจะเป็นตงฟู่ ที่จะได้กลับเมืองหลวงเสียที ทั้งยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรอเขาอยู่อีกด้วยเต๋อซิ่ว ได้รับพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง แทนที่แม่ทัพหลิวท่านลุงของต้าเหนิงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนใต้ แทนตระกูลจ้าว จ้านอ๋องหรือมู่เฉียงยังคงเป็นกุนซือข้างกายของเต๋อซิ่วต่อไ
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจริง นางก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง“บาดเจ็บหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน อาซิ่ว...ข้ากลัว กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบท่านแล้ว” นางโอบกอดรอบคอเต๋อซิ่วเอาไว้แน่น“ข้ากลับมาแล้ว ไม่มีทางแยกจากเจ้าอีกแล้ว” นานเกือบหกเดือนที่เขาห่างจากนาง โดยที่ไม่รู้เลยว่านางตั้งครรภ์อยู่ หากกลับมาไม่ทันนางคลอด หรือหลินหว่านนางไม่เดินทางมาอยู่กับต้าเหนิง เต๋อซิ่วคงไม่อาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิตเต๋อซิ่วเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาเช่นกัน แต่ได้น้ำวิเศษของหลินหว่านช่วยเอาไว้ เขาจึงเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยโจวได้อย่างรวดเร็วยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเต๋อซิ่วไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว พอต้าเหนิงนางตรวจสอบดูจึงไม่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บเช่นที่เขาพูดเอาไว้“ขึ้นเถิด ขออยากเห็นลูก”“อืม...ที่นี่คือที่ใด” เต๋อซิ่วอุ้มต้าเหนิงขึ้นจากน้ำ“ห้วงมิติของพี่สะใภ้ อาหว่านนางแต่งให้พี่ชายข้าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ท่านแม่รู้ว่าเด็กในท้องข้ามีมากกว่าหนึ่งคน นางจึงช่วยพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลข้า หากนางไม่มา...” ต้าเหนิงเงียบเสียงลง ซุกเข้าไปในแผงอกของเต๋อซิ่ว“รอให้เจ้าพวกลูกเต่าโตเสียก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการพวกเขาเช่
ในมือขององครักษ์ของเต๋อซิ่วเหลือถุงน้ำที่ยังไม่ได้ใช้อีกเพียงแค่สี่ถุง ที่มู่เฉียงมีอีกถุง พวกเขาจึงอาศัยความวิเศษของน้ำ ดื่มวันละจอก แล้วเร่งเดินทางกลับตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้หยุดพักในตอนแรกเจี้ยหรุนเองก็อยากจะรั้งให้พวกเขาอยู่ที่แคว้นต้าเยี่ยสักหลายวัน เพื่อต้องการฝากของกำนัลไปมอบให้ต้าเหนิงที่นางมอบน้ำวิเศษให้ตน แต่เมื่อรู้เหตุผลก็ไม่อาจรั้งเต๋อซิ่วไว้ได้อีกต่อไปยังดีที่ตงฟู่ยังมิได้เดินทางกลับ เจี้ยหรุนจึงพอมีเวลาให้จัดเตรียมสิ่งของ เสบียงอาหารให้พวกเขา เจี้ยหรุนเองก็ไม่ได้หยุดพัก เมื่อต้องจัดการเรื่องในราชสำนักใหม่ทั้งหมด ไหนจะจัดการสนมนับพัน เรื่องราวที่เสด็จอาของตนสร้างเอาไว้มากมายสนมบางคนที่ยั่วยุให้ฮ่องเต้พระราชทานของมีค่า สร้างตำหนักพักตากอากาศให้ตน หรือรังแกเสด็จแม่ของเจี้ยหรุน ถูกตัดสิ้นให้ติดตามฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเดินทางไปปรโลกพร้อมกันขุนนางชั่ว ต่างก็ถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพียงพอให้เจี้ยหรุน นำมาฟื้นฟูแคว้นและปลอบขวัญครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตไปจินเหรินนางเดาเอาไว้ไม่ผิดนัก ว่าต้าเหนิงนางจะต้องคลอดก่อนกำหนดแน่ ในตำหนักจึงมีแม่นมเตรี
พอเข้ามาถึงในห้องโถง นอกจากฝูกงกง อาซีและอาจิ่วแล้ว สาวใช้คนอื่นต่างก็ออกไปรออยู่ด้านหน้า หลินหว่านนางต้องการตรวจครรภ์ให้ต้าเหนิง เครื่องมือที่นางใช้ ไม่มีในแคว้นต้าหลี่จึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นหูฟังแพทย์ ที่นางนำออกมา ตรวจฟังเสียงหัวใจของเด็กทารกในครรภ์ของต้าเหนิง“อื้มมมม ดูเหมือนว่าจะมีถึงสามคน” หลินหว่านมองครรภ์ของต้าเหนิงอย่างตกตะลึง“ห๊ะ!!! สามเลยหรือ” จินเหรินเริ่มจะเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วยามที่นางคลอดเสิ่นเฉิงและต้าเหนิง เพียงแค่สองคนก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่นี่...ต้าเหนิงนางมีถึงสามคนในท้อง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ อาเหนิงกับลูกของนางจะต้องปลอดภัยเจ้าค่ะ”จินเหรินจะไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านได้อย่างไร ในเมื่อนางเองก็ได้เห็นมิติของหลินหว่านแล้ว ทั้งยังเห็นของวิเศษของนางอีกด้วย“อีกสองเดือนจะคลอด ไม่รู้ว่าอาซิ่วจะกลับมาทันหรือไม่” ต้าเหนิงลูบท้องของนางอย่างเหม่อลอยต่อให้มีมารดาและพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลแล้ว แต่ต้าเหนิงนางก็ยังอยากให้เต๋อซิ่วอยู่ข้างนางตอนที่นางคลอดอยู่ดีทางด้านเต๋อซิ่ว เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยแล้ว ฮ่องเต้ของแค
ต้าเหนิงนางยังคงไม่เชื่อว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว“หากไม่ใช่เล่า พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจกันไป ข้าเพียงแค่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น” นางไม่เห็นจะมีอาการเช่นเกาซีม่านสหายของนางเลย ที่อาเจียนจนลุกจากที่นอนไม่ได้ ไหนจะต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง หากลุกขึ้นแล้วจะมันหัวจนเดินไม่ได้“เชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวตั้งครรภ์ ก็เหม็นกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ แต่บ่าวอาเจียนเสียลุกไม่ขึ้นอยู่นานหลายเดือน รอให้ท่านหมอมายืนยันอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”ต้าเหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลายวันมานี่ นางก็ไม่นึกอยากอาหาร ทั้งยังไม่อยากกินเนื้อสัตว์เช่นที่สาวใช้อาวุโสว่าจริงๆเมื่อท่านหมอมาถึง พอได้ตรวจชีพจรของต้าเหนิง หมอก็แจ้งข่าวมงคลกับนาง ต้าเหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว“เช่นนั้นก็ก่อนที่จะมาถึงเป่ยโจว แล้วเด็กในท้องข้าเป็นเช่นใดบ้าง” นางร้องถามอย่างรวดเร็ว“ครรภ์ของพระชายาแข็งแรงดีขอรับ มิต้องห่วง พระชายาเพียงต้องแข็งใจกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้ว เดือนหน้าข้าน้อยจะมาตรวจให้ท่านใหม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องกินยาบำรุงครรภ์ขอรับ”“ขอบคุณท่านมาก เรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ท่านหมอช่วยเก็บเป็นความลับเอาไว้เสียก่อน







