LOGIN“ยามข้ารักท่าน ท่านมิห่วงหา ยามข้าหมดใจ ไร้ซึ่งยินดียินร้าย เหตุใดท่านต้องแสร้งนึกถึงความหลัง เหนี่ยวรั้งข้าไว้ข้างกายเช่นนี้” เรื่องย่อ : เพราะเขาทนมองนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างเลือดเย็น เช่นนี้นางยังผูกใจรักเขาได้อยู่อีกหรือ บุรุษเช่นนี้หรือที่นางใฝ่หา เสิ่นหนิงจิน ฮองเฮาแห่งต้าหยาง เคยพยายามทุกวิถีทางให้นางได้อยู่ในสายตาชายที่รัก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรความสัมพันธ์อันเก่าก่อนของนางและเขาก็มิอาจหวนกลับ ‘จินเอ๋อร์ของอวี่เกอ’ ยากจะหวนกลับ คงหลงเหลือเพียง ‘ฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งต้าหยาง’เท่านั้น เจิ้งเฟยอวี่ x เสิ่นหนิงจิน “หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าคงไม่มองข้าด้วยสายตาเช่นนี้” “มิต้องกังวลไปเพคะ หม่อมฉันอยู่มองพระองค์ด้วยสายตาเช่นนี้อีกไม่นานนักหรอก” “หมายความว่าอย่างไร...” “หม่อมฉันมิอยากเป็นฮองเฮาแล้วเพคะ” “...” “หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”
View More‘เมื่อใดกันที่ในใจท่าน ไร้ซึ่งเงาของข้า หรืออันที่จริง...มันมิเคยมีข้าอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก’
สตรีสูงศักดิ์ในชุดปักดิ้นทอง กำลังใช้สองแขนตะเกียกตะกายอยู่ในผืนน้ำเย็นเฉียบ พยุงตัวให้ใบหน้าโผล่พ้นเพื่อกอบโกยเอาลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ทว่าร่างกายกลับเหมือนจะถูกฉุดดึงลงสู่ก้นสระ
“อึก ช่วย-” ฮองเฮาของแผ่นดิน ผลุบโผล่อยู่กลางสระน้ำที่หนาวเหน็บ ตากลมมองไปรอบข้าง มีผู้คนลอยคออยู่ในสระเกือบสิบชีวิต เพราะเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น
ช่วงสายของวันเหล่าสตรีของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ ผู้ปกครองแคว้นต้าหยาง พากันมานั่งเรือชมทิวทัศน์กลางสระหลวง บ้างก็มาเก็บดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน แต่กลับเกิดเหตุเรือชนกัน จนทำให้เรือของฮองเฮาเสิ่นหนิงจินและสนมขั้นกุ้ยเฟย ซ่งรั่วซีล่มลงกลางสระ
ขันทีกำนัลต่างหวีดร้องขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าผู้ที่พวกเขาหวังให้รอดชีวิตคงไม่พ้นสตรีทั้งสองนางขององค์กษัตริย์
“ฝะ ฝ่าบาท-” ภายใต้ความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่ หนิงจินก็มีความหวังขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสวามีของตนและเหล่าองครักษ์กำลังโดดลงกลางสระ
เสิ่นหนิงจินถีบยันมวลน้ำพยุงร่างกาย ในใจนึกเพียงว่าหากไม่หยุดยั้งความพยายาม อีกเพียงเสี้ยวลมหายใจผู้เป็นสวามีก็จะเข้ามาช่วย
ทว่ารอยยิ้มและแววตาแห่งความหวังก็เหือดหายไป ยามเห็นชายคนรักโอบอุ้มเอาสตรีอีกนางที่กำลังจะจมน้ำขึ้นแนบอก
ดวงใจราวกับถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทง เรี่ยวแรงพลันหมดไปในพริบตา ทุกส่วนของร่างกายหยุดการเคลื่อนไหวจมลงสู่ก้นสระ
เปลือกตากะพริบมองไปทางใดก็มีแต่ความมืดมิด มวลน้ำมากมายไหลเข้ามา จนแสบร้อนไปทั่วโพรงจมูก แต่นั่นกลับไม่เจ็บเท่ากับรับรู้ว่า เขาทนเห็นนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงๆ
‘หากเจ้าจะเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตายอยู่ตรงหน้า ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าอีก’
ฝ่าบาท พระองค์ทำเช่นที่พูดได้จริงๆ
หนิงจินหนอหนิงจิน เจ้าช่างโง่งมนัก หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ วันนั้นนางจะไม่เผลอใจให้เขาเป็นอันขาด
“เฮือก!” ร่างผ่ายผอมเกร็งกระตุก สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันที่แสนเจ็บปวด
“ฮองเฮา! ฮองเฮาฟื้นแล้ว ใครอยู่ด้านนอกไปตามหมอหลวงเร็วเข้า!”
“ฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ็บปวดที่ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“...” นัยน์ตาสีสวยเหลือบมองรอบข้างพบว่าเป็นห้องบรรทมในตำหนักของตนเอง สตรีที่คลานเข่าเข้ามานั่งข้างเตียงคือซูถิงแม่นมที่ดูแลเสิ่นหนิงจินมาตั้งแต่เกิด ส่วนอีกสองคนก็คงเป็นขันทีฟ่งหนาน กับองครักษ์อู่เต๋อคุน
“ฮองเฮาเพคะ อย่าได้เงียบเช่นนี้เลยเพคะ หม่อมฉันใจคอไม่ดี”
“ข้าหิวน้ำ”
“กระหม่อมไปเอาให้เองพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มหันหลังวิ่งออกจากห้องบรรทมของนายเหนือหัวอย่างรวดเร็ว ท่าทางดื้อซนเช่นนั้นทำให้หนิงจินขำออกมาเบาๆ ทั้งที่แววตายังคงเศร้าหมอง
“ข้ายังไม่ตายสินะ” เรื่องที่เกิดขึ้นมิใช่ความฝัน ความเจ็บปวดพวกนั้นล้วนจริง
“ตรัสสิ่งใดเพคะ มิเป็นมงคลเอาเสียเลย” มือเหี่ยวของนางกำนัลอาวุโสแตะลงบนแขนคนงามที่ยามนี้ซูบผอม ซูถิงรู้อยู่เต็มอกว่านายของตนเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเท่าใด
เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ
“...”
“น้ำมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนำชาอุ่นๆ มาให้ด้วย” องครักษ์อู่ถือถาดเข้ามาวางบนโต๊ะ ขันทีฟ่งจึงรับหน้าที่รินน้ำใส่ถ้วยหยกเนื้อดี
“ขอบใจเจ้านักเต๋อคุน เจ้าคงเป็นคนช่วยข้าไว้อีกแล้วใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่ายน้ำไม่คิดชีวิต แต่ก็ยังช้า ปล่อยให้ฮองเฮาจมน้ำหมดสติไปกว่าครึ่งเดือน” เต๋อคุนทำหน้าหมอง หากวันนั้นเขาว่ายน้ำเร็วกว่านี้ ฮองเฮาคงไม่ประชวร
“นี่ข้า หลับไปครึ่งเดือนเลยหรือ”
“เพคะ หมอหลวงเอ่ยว่าฮองเฮาได้รับไอเย็นจากน้ำ จึงมีอาการป่วยไข้ร่วมด้วย”
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว ช่วยพยุงข้าที” ซูถิงยื่นมือไปช่วยพยุงร่างมารดาแผ่นดิน ให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ก่อนที่จะรับน้ำจากขันทีฟ่งมาป้อนให้หนิงจินถึงปาก
คนถูกปรนนิบัติอย่างดีส่งยิ้มบางๆ ให้ข้ารับใช้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบไปเห็นดอกหลีฮวาที่ตนเองชอบ (梨花 ดอกแพร์)
“ดอกไม้นี่ของผู้ใดหรือ” มืออ่อนแรงเอื้อมไปหยิบดอกหลีฮวาที่ถูกเด็ดและมัดรวมกันเป็นช่อเล็กๆ
“ขององค์ชายไป่เฉิงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเก็บมาถวายฮองเฮาทุกเช้า ตรัสว่าหากฮองเฮาได้กลิ่นหอมจะได้ตื่นขึ้นมาเร็วๆ กระหม่อมจึงนำมาวางข้างหมอนให้ทุกเช้าพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินขันทีฟ่งหนานพูดเช่นนั้น เสิ่นหนิงจินก็รู้สึกสะท้อนใจ นึกถึงเด็กชายวัยเพียงแค่ห้าหนาว
เจิ้งไป่เฉิงเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ เกิดจากสนมขั้นเฟย เกาอันฝู หลังจากที่มารดาของเขาสิ้นลมไป หนิงจินก็ทูลขอองค์ชายมาเลี้ยงดู แต่ทั้งที่นางรับเขามาดูแลเพราะอยากเอาใจฝ่าบาท อยากให้สวามีหันมาสนใจตนเอง
แต่เด็กน้อยกลับนึกถึงนางถึงเพียงนี้
“ช่วยเรียกเขามาหาข้าทีนะ แล้ว…” ขันทีฟ่งหนานเงยหน้ามองรอรับคำสั่งถัดไป ทว่าเสียงหวานก็หยุดไว้เพียงเท่านั้น
เสิ่นหนิงจินตาร้อนผ่าว ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับลงคิดว่าตนเองคงไม่มีชีวิตรอด ยังนึกเสียใจที่ตนเองโง่งม เฝ้าหวังจะได้รับความรักจากอีกฝ่าย ในเมื่อมีชีวิตรอดมาได้ นางก็ไม่ติดจะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก
แต่เมื่อคิดจะตัด ก็ต้องตัดบัวมิให้เหลือใย
“ฝ่าบาท เขามาเยี่ยมข้าบ้างหรือไม่” ริมฝีปากซีดเอ่ยถาม นี่จะเป็นคำถามสุดท้าย เป็นใยเส้นสุดท้าย หนิงจินอยากรู้ให้กระจ่างว่านางยังมีความหมายเพียงน้อยนิดสำหรับบุรุษผู้นั้นหรือไม่
“เอ่อ เพราะร่างกายของฮองเฮาอ่อนแอ หมอหลวงเลยมิให้ผู้ใดเข้าเยี่ยม เกรงว่าจะนำโรคจากด้านนอกมาแพร่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฟ่งพูดติดๆ ขัดๆ ต่างจากเต๋อคุนที่กอดอกพ่นความจริงออกมาฉะฉาน
“ตอนนี้เลยพาเหล่าสนมออกไปเสพสุข ตั้งกระโจมล่าสัตว์อยู่นอกวังพ่ะย่ะค่ะ”
“เต๋อคุน ปากมากนัก!...มิได้เป็นเช่นนั้นหรอกเพคะ ฝ่าบาทคงจะมีกิจสำคัญต้องทำ” นางกำนัลอาวุโสพูดแก้ต่าง แต่มิได้ช่วยอันใด
“หึ!” หนิงจินแค่นหัวเราะใส่ตนเองที่หวังลมๆ แล้งๆ ขนาดจะตายต่อหน้าเขายังไม่ช่วย นับประสาอันใดกับแค่นอนป่วยอยู่ในตำหนัก
หนิงจินหนอหนิงจิน ยังคิดว่าเขาจะห่วงใยตนเองอยู่อีกหรือ
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บิดเบี้ยว อดกลั้นไว้ได้ไม่นาน สุดท้ายน้ำตาก็ร่วงอาบหน้างามราวห่าฝน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่เคยได้รับความใส่ใจ แต่ก็ยังเฝ้ารอไม่ต่างจากขอทานที่รอเศษอาหาร
ช่างน่าสมเพชเสียจริง
“ฮองเฮาเพคะ”
“เพราะเหตุใดหรือแม่นมซู เหตุใดสิ่งที่ข้าทำเพื่อเขา มันถึงไร้ค่าในสายตาเขาเช่นนี้ ฮึก” จากบุตรีสกุลขุนนางที่มารดาตรอมใจตายตามพี่ชาย บิดาหนีไปบวช ทิ้งขว้างให้นางใช้ชีวิตเพียงลำพัง เมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสที่จะได้อยู่เคียงข้างชายที่รักมาให้ นางผิดหรือที่คว้าเอาไว้ ผิดนักหรือที่อยากมีที่พักพิง
เสิ่นหนิงจินเปลี่ยนแปลงตนเองทุกอย่าง ให้เป็นสตรีอย่างที่ทุกคนมองว่าดี ยอมถูกดุด่า กดดันสารพัด เพื่อให้ได้เป็นหงส์เคียงข้างมังกร แต่แทนที่นางจะได้รับความรัก ได้รับรอยยิ้มเอ็นดูเหมือนเมื่อก่อน มันกลับกลายเป็นความเฉยชา
ไม่ว่านางจะทำอย่างไร กระทั่งยอมเอาอกเอาใจสนมรักของอีกฝ่าย เจิ้งเฟยอวี่ก็ไม่แม้แต่จะมองนางด้วยสายตาอื่น เย็นชาเช่นไร ก็ยังเป็นเช่นนั้น
“ฮึก ข้าไม่รู้ว่าข้าทำสิ่งใดผิดนักหรือ เหตุใดอวี่เกอจึงได้เกลียดชังข้าถึงเพียงนี้” ร่างผอมสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของซูถิง
บ่าวแก่นึกปวดใจตาม นางเลี้ยงดูฮองเฮามาตั้งแต่เกิด เคยเห็นพระนางร้องไห้ปานจะขาดใจเช่นนี้เพียงสามครั้ง
คราแรกคือวันที่คุณชายเสิ่นชุนสิ้นลม คราที่สองคือยามที่ฮูหยินตรอมใจตายตามคุณชายไป และคราที่สามคงเป็นครานี้ ขนาดวันที่นายท่านเสิ่นตัดสินใจออกบวช ทิ้งขว้างคุณหนูให้อยู่ลำพัง คุณหนูของนางก็เพียงน้ำตาซึมเท่านั้น
“ทูนหัวของบ่าว”
“ข้าเคยคิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงเอ็นดูข้าอย่างน้องสาว ยังนึกถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่าของพวกเรา ฮึก แต่มันมิใช่เลย”
“...”
“ในใจของเขา ไม่มีแม้แต่เงาของข้า มันไม่มีข้าอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะในฐานะใด ฮึก” เสิ่นหนิงจินสะอึกสะอื้นต่อหน้าคนสนิททั้งสามอย่างไม่อาย
เนิ่นนานจนเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ดวงหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา บัดนี้แห้งเหือดเหลือเพียงคราบ นัยน์ตาโศกเศร้าเสียใจเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งใด
“ดื่มชาก่อนพ่ะย่ะค่ะ น้ำในกายเสียไปมาก” ขันทีฟ่งหนานรินชายื่นให้ฮองเฮาของแคว้น
“เหอะ ก็เพราะฝ่าบาทของท่านขันที ฮองเฮาของข้าจึงทุกข์ใจเช่นนี้ หากครานี้ยังเข้าข้างกันอีก ท่านก็ไปอยู่กับนายเหนือหัวของท่านเสีย” อู่เต๋อคุนยังเด็ก อายุเพียงสิบหกหนาว จึงมิได้ทันระวังคำพูด
“ท่านองครักษ์พูดเกินไปแล้ว ข้าอยู่ตำหนักใด นายข้าย่อมเป็นผู้นั้น...เห็นฮองเฮาทุกข์ใจ กระหม่อมเองก็ทุกข์ใจไม่ต่างกัน” ขันทีฟ่งขยับเข้าใกล้แท่นบรรทม นั่งหมอบ เงยหน้ามองนายอยู่อย่างนั้น
จริงอยู่ว่าเขาพึ่งมารับใช้ฮองเฮา มิได้ติดตามมาอย่างซูถิงและเต๋อคุน แต่เขาก็รักและเคารพพระนางไม่ต่างกัน
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกข์ใจเพราะข้ามามาก อภัยให้ข้าด้วย แต่ต่อจากนี้มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว” สายตาเฉยชาและล่องลอย ทำเอาทั้งสามหันมองหน้ากันอย่างหวั่นใจ
“...”
“ครั้งนี้ข้าพอแล้ว ในเมื่อในใจของเขาไม่มีแม้แต่เงาของข้า”
“...”
“ข้าก็ไม่คิดจะผูกชีวิตไว้กับเขาอีก”
“เจ้า! เสด็จพี่ใหญ่ เจ้าคนนั้นที่แย่งหยกข้าไปจนมันแตกหัก” เสียงเล็กพูดขึ้นมาดังพอควร ทำให้คนรอบข้างต่างก็หันมอง“เสี่ยวซินนั่นองค์รัชทายาทแคว้นตงหลี่ ชี้หน้าเขาเช่นนั้นมิได้” ไป่เฉิงจับมือน้องสาวลง พลางค้อมศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอาหลานฝั่งตรงข้ามมองมาทางนี้เช่นกัน“รัชทายาทหรือ ตะ แต่นิสัยเขาแย่มากเลยนะเพคะ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า” ซินหรานหันไปกะพริบตาปริบๆ ทำตัวให้น่าสงสาร“เป็นรัชทายาทแล้วอย่างไร ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ ก็ต้องโดนดีเสียบ้าง”“จริงอย่างพี่รองว่า ท่านจะทำอันใดข้าเอาด้วย” พี่ชายทั้งสี่เห็นน้องสาวกลับเข้าวังมาร้องห่มร้องไห้ตาแดง เอ่ยว่าของขวัญที่จะให้เสด็จแม่เสียหายไปเพราะชายผู้หนึ่ง ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นใครที่ทำน้องสาวร้องไห้ ย่อมต้องโดนดีเสียบ้าง“อย่าทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายเล่า แคว้นตงหลี่มีสัมพันธ์อันดีกับเรามาโดยตลอด”“พี่ใหญ่วางใจ พกข้าเพียงเล่นสนุกขำๆ เท่านั้น” สี่พี่ชายกับน้องสาวอีกหนึ่ง แอบแวบออกมาอยู่สวนหลวง หลังจากที่พิธีการเสร็จสิ้น ซินหรานมองผ้าเช็ดหน้าที่ตนเองปักลายเองให้เป็นของขวัญพระมารดาแทนกำไลหยกที่ตั้งใจซื้อพอเข้าช่วงสังสรรค์ ซินหรานก็แอบกระ
‘อยากรู้นักว่าผู้ใดมันกล้าแตะต้องแก้วตาดวงใจของคนแคว้นต้าหยาง’แคว้นต้าหยางในหลายสิบปีที่ผ่านมา เจริญรุ่งเรืองทั้งการค้า การทหาร และอยู่ดีมีสุข เหตุผลหลักคงเพราะสถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งและรักราษฎร ขุนนางคนใดคิดฉ้อฉลคดโกงประชาชนล้วนถูกลงโทษจนผู้อื่นมิกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเหล่าองค์หญิงองค์ชายในราชวงศ์เจิ้งต่างก็เป็นที่รักของคนในแคว้น โดยเฉพาะองค์หญิงเพียงคนเดียวของราชวงศ์ เจิ้งซินหราน“เสี่ยวถัง เจ้าว่ากำไลหยกวงนั้นเป็นอย่างไร เหมาะกับเสด็จแม่หรือไม่”“เหมาะกับฮองเฮายิ่งนักเพคะ” บ่าวสาวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย“พ่อค้า ข้าเอาวงนั้น-”“พ่อค้า ข้าเอาวงนี้-” สองเสียงดังประสานขึ้นพร้อมกัน ตำแหน่งที่ชี้ไปก็เป็นตำแหน่งเดียวกัน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเด็กสาววัยเพียงสิบห้าหนาวสบสายตากับเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดี ทว่าลวดลายและรูปแบบของเสื้อผ้านั้นแปลกตา ราวกับมิใช่คนแคว้นต้าหยาง“ขออภัยคุณชาย ข้ายืนดูอยู่นานแล้ว”“แต่ข้าหยิบก่อน” เด็กหนุ่มผู้นั้นหยิบฉวยเอากำไลหยกที่ซินหรานอยากได้ไปต่อหน้าต่อตา ช่างเป็นกิริยาที่ต่ำนัก“ไร้มารยาท ข้ายืนมองก่อนแล้ว ต่อรองกับพ่อค้าก่อนเจ้าเสีย
งานเลี้ยงสังสรรค์การแต่งงานของบ้านสกุลหม่าเป็นไปอย่างครึกครื้นและยิ่งใหญ่ ชาวบ้านต่างเอ่ยว่าจัดงานได้ดีทัดเทียมงานแต่งของเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นมีฮ่องเต้และฮองเฮาที่กำลังตั้งครรภ์มาร่วมงาน“พวกเขาดูมีความสุขมาก” ชายหญิงนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปหอเลี่ยงซีตามที่หนิงจินได้เอ่ยขอไว้ตั้งแต่แรก ข้างกันมีเด็กชายที่จริงจังกับการแก้กลเครื่องเล่นไม้ที่ได้จากแม่ทัพเติ้ง“อืม วันเวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ยังจำได้ตอนที่พี่ไปเจรจากับท่านแม่ทัพ เพราะหม่าซานดันปีนกำแพงเข้าไปหาซูหลินถึงในเรือนสกุลเติ้ง”“คิก มิคิดว่าคนเงียบขรึมเช่นองครักษ์หม่าจะถูกพิษรักเล่นงานได้ถึงเพียงนี้”“เรื่องพิษรักต้องถามเจ้ามิใช่หรือ” คนเอ่ยค่อนแคะถูกตีไปหนึ่งที อวี่เกอก็เป็นเช่นนี้ มักเอาเรื่องเก่ามาเย้าแหย่นางอยู่เรื่อย“ตอนนี้หม่อมฉันมิได้มัวเมาแล้วเพคะ เสี่ยวไป่ไปกันเถิด ท่านป้ารอแล้วกระมัง” ว่าเพียงเท่านั้นว่าที่มารดาก็เดินลงรถม้าไป ทิ้งให้ชายหนุ่มที่พึ่งจะเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ถึงกับนั่งเหม่อ“นางเอ่ยเช่นนั้น มิใช่หมายความว่าไม่รักข้าแล้วหรอกหรือ...จะ จินเอ๋อร์ รอพี่ก่อน” ขาแกร่งรีบสาวเข้าใกล้ร่างท้วม รวบตัวพยุงแม่ของลูกให้เด
‘แม้จะเสียเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม’กำไลหยกในกล่องไม้ถูกหยิบขึ้นมาเชยชมอีกครั้ง เมื่อถึงวันครบรอบการตายของเสิ่นตงเป่า ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันที่เจิ้งเฟยอวี่และเสิ่นหนิงจินแทบล้มทั้งยืน เมื่อได้รับรายงานจากหม่าซานว่ามารดาและบิดาของพวกเขาจบชีวิตลงที่อารามหลิงเซียนพวกเขาผ่านเวลานั้นมาอย่างยากลำบาก ต่างคนก็ต่างเข้าใจเหตุผลของเรื่องราวในวันนั้นดี ท่านพ่อได้ลบล้างความเจ็บแค้นที่อดีตสนมทำไว้กับครอบครัว และจบชีวิตของตนเองลง“พวกเขามิคิดถึงข้าเลยสักนิด”“ฮองเฮาอย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลยเพคะ นายท่าน ฮูหยิน และคุณชายต่างก็รักฮองเฮาของหม่อมฉัน” แม่นมซูกล่าวปลอบใจ“อืม อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังทิ้งของดูต่างหน้าไว้ให้ข้า...ช่วยเอาไปเก็บให้ข้าที” หนิงจินยื่นกล่องกำไลให้นางกำนัลเอาไปเก็บหากเอ่ยว่าไม่น้อยใจก็คงโกหก แม้จะได้รับการดูแล เลี้ยงดูอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนกับที่พี่ใหญ่ได้รับ นางยังเคยนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นหญิงแต่ยังดีที่พี่ชายของนางแสนดีเป็นที่สุด“ทำสิ่งใดอยู่หรือ”“ฝ่าบาท” หนิงจินลุกขึ้นคำนับสวามี ข้ารับใช้ในตำหนักรู้ความ รีบลุกออกไปด้านนอกทันที ไม่ต้องรอให้ฝ่าบาทไล่เหมื
“เงียบ! เรื่องนี้ข้าส่งสารถึงราชสำนักซ่งแล้ว ซ่งรั่วซีย่อมได้รับโทษตามสมควร ส่วนนักพรตสายดำที่ทำพิธีพวกนั้น ข้ามิเว้นโทษตาย”“ฝ่าบาทตัดสินได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ การส่งสารไปแจ้งกับแคว้นซ่ง จะทำให้แคว้นซ่งมิอาจนำเรื่องการลงโทษซ่งกุ้ยเฟย มาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ ทั้งยังทำให้เราอยู่ลมบน ใช้เรื่อง
‘สตรีหน้าแดง เป็นอาการเขินอาย มิใช่กำลังโกรธหรือ’การเข้าหออย่างดุเดือดของฮองเฮาและฝ่าบาทถูกเล่าลือกันปากต่อปาก โดยเฉพาะห้องเครื่องในวังที่เป็นราวกับศูนย์กระจายข่าว พอนางกำนัลแต่ละตำหนักมายกสำรับให้นายเหนือหัว ก็จะได้รู้ความเป็นไปในวังทุกอย่าง“ข่าวว่าฮองเฮาโกรธที่ฝ่าบาทสั่งโบยคนทั้งตำหนักกวนผิง แต
‘ข้ามิได้ต้องการฮองเฮาที่ดี ข้าต้องการเพียงจินเอ๋อร์คนเดิม’เปลือกตาสีสวยกะพริบถี่ ฝืนลืมตาขึ้นมาด้วยความหนักอึ้งในหัว ดูจากม่านที่คลุมเตียงจึงรู้ว่าตนเองมิได้อยู่ที่ลานชมจันทร์และแน่นอนว่ามิใช่ตำหนักกวนผิงของนางอย่างแน่นอน“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”“...”“เจ้าเป็นไข้ ข้าจึงเรียกหมอหลวงมาดู เจ
“มะ มิได้เริ่ม ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรเพคะ” หนิงจินไม่ได้รับคำตอบเป็นคำพูด แต่กลับได้ประจักษ์แก่สายตาว่าสงครามครานี้พึ่งจะเริ่มจริงๆแท่งเนื้อที่แข็งขืนถูกนำออกมาจากกางเกงเนื้อดี มือใหญ่ชักรูดมันต่อหน้าต่อตาสตรีงามอย่างหน้าไม่อาย ก่อนที่ร่างสูงจะล้มตัวลงนอนตะแคงอยู่ข้างหนิงจินแขนข้างหนึ่งของฮ่องเ






reviews