LOGIN“ยามข้ารักท่าน ท่านมิห่วงหา ยามข้าหมดใจ ไร้ซึ่งยินดียินร้าย เหตุใดท่านต้องแสร้งนึกถึงความหลัง เหนี่ยวรั้งข้าไว้ข้างกายเช่นนี้” เรื่องย่อ : เพราะเขาทนมองนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างเลือดเย็น เช่นนี้นางยังผูกใจรักเขาได้อยู่อีกหรือ บุรุษเช่นนี้หรือที่นางใฝ่หา เสิ่นหนิงจิน ฮองเฮาแห่งต้าหยาง เคยพยายามทุกวิถีทางให้นางได้อยู่ในสายตาชายที่รัก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรความสัมพันธ์อันเก่าก่อนของนางและเขาก็มิอาจหวนกลับ ‘จินเอ๋อร์ของอวี่เกอ’ ยากจะหวนกลับ คงหลงเหลือเพียง ‘ฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งต้าหยาง’เท่านั้น เจิ้งเฟยอวี่ x เสิ่นหนิงจิน “หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าคงไม่มองข้าด้วยสายตาเช่นนี้” “มิต้องกังวลไปเพคะ หม่อมฉันอยู่มองพระองค์ด้วยสายตาเช่นนี้อีกไม่นานนักหรอก” “หมายความว่าอย่างไร...” “หม่อมฉันมิอยากเป็นฮองเฮาแล้วเพคะ” “...” “หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”
View More‘เมื่อใดกันที่ในใจท่าน ไร้ซึ่งเงาของข้า หรืออันที่จริง...มันมิเคยมีข้าอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก’
สตรีสูงศักดิ์ในชุดปักดิ้นทอง กำลังใช้สองแขนตะเกียกตะกายอยู่ในผืนน้ำเย็นเฉียบ พยุงตัวให้ใบหน้าโผล่พ้นเพื่อกอบโกยเอาลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ทว่าร่างกายกลับเหมือนจะถูกฉุดดึงลงสู่ก้นสระ
“อึก ช่วย-” ฮองเฮาของแผ่นดิน ผลุบโผล่อยู่กลางสระน้ำที่หนาวเหน็บ ตากลมมองไปรอบข้าง มีผู้คนลอยคออยู่ในสระเกือบสิบชีวิต เพราะเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น
ช่วงสายของวันเหล่าสตรีของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ ผู้ปกครองแคว้นต้าหยาง พากันมานั่งเรือชมทิวทัศน์กลางสระหลวง บ้างก็มาเก็บดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน แต่กลับเกิดเหตุเรือชนกัน จนทำให้เรือของฮองเฮาเสิ่นหนิงจินและสนมขั้นกุ้ยเฟย ซ่งรั่วซีล่มลงกลางสระ
ขันทีกำนัลต่างหวีดร้องขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าผู้ที่พวกเขาหวังให้รอดชีวิตคงไม่พ้นสตรีทั้งสองนางขององค์กษัตริย์
“ฝะ ฝ่าบาท-” ภายใต้ความยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่ หนิงจินก็มีความหวังขึ้นมา เมื่อเห็นว่าสวามีของตนและเหล่าองครักษ์กำลังโดดลงกลางสระ
เสิ่นหนิงจินถีบยันมวลน้ำพยุงร่างกาย ในใจนึกเพียงว่าหากไม่หยุดยั้งความพยายาม อีกเพียงเสี้ยวลมหายใจผู้เป็นสวามีก็จะเข้ามาช่วย
ทว่ารอยยิ้มและแววตาแห่งความหวังก็เหือดหายไป ยามเห็นชายคนรักโอบอุ้มเอาสตรีอีกนางที่กำลังจะจมน้ำขึ้นแนบอก
ดวงใจราวกับถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทง เรี่ยวแรงพลันหมดไปในพริบตา ทุกส่วนของร่างกายหยุดการเคลื่อนไหวจมลงสู่ก้นสระ
เปลือกตากะพริบมองไปทางใดก็มีแต่ความมืดมิด มวลน้ำมากมายไหลเข้ามา จนแสบร้อนไปทั่วโพรงจมูก แต่นั่นกลับไม่เจ็บเท่ากับรับรู้ว่า เขาทนเห็นนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้จริงๆ
‘หากเจ้าจะเป็นเช่นนี้ ต่อให้ตายอยู่ตรงหน้า ข้าก็จะไม่สนใจเจ้าอีก’
ฝ่าบาท พระองค์ทำเช่นที่พูดได้จริงๆ
หนิงจินหนอหนิงจิน เจ้าช่างโง่งมนัก หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ วันนั้นนางจะไม่เผลอใจให้เขาเป็นอันขาด
“เฮือก!” ร่างผ่ายผอมเกร็งกระตุก สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันที่แสนเจ็บปวด
“ฮองเฮา! ฮองเฮาฟื้นแล้ว ใครอยู่ด้านนอกไปตามหมอหลวงเร็วเข้า!”
“ฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ็บปวดที่ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“...” นัยน์ตาสีสวยเหลือบมองรอบข้างพบว่าเป็นห้องบรรทมในตำหนักของตนเอง สตรีที่คลานเข่าเข้ามานั่งข้างเตียงคือซูถิงแม่นมที่ดูแลเสิ่นหนิงจินมาตั้งแต่เกิด ส่วนอีกสองคนก็คงเป็นขันทีฟ่งหนาน กับองครักษ์อู่เต๋อคุน
“ฮองเฮาเพคะ อย่าได้เงียบเช่นนี้เลยเพคะ หม่อมฉันใจคอไม่ดี”
“ข้าหิวน้ำ”
“กระหม่อมไปเอาให้เองพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มหันหลังวิ่งออกจากห้องบรรทมของนายเหนือหัวอย่างรวดเร็ว ท่าทางดื้อซนเช่นนั้นทำให้หนิงจินขำออกมาเบาๆ ทั้งที่แววตายังคงเศร้าหมอง
“ข้ายังไม่ตายสินะ” เรื่องที่เกิดขึ้นมิใช่ความฝัน ความเจ็บปวดพวกนั้นล้วนจริง
“ตรัสสิ่งใดเพคะ มิเป็นมงคลเอาเสียเลย” มือเหี่ยวของนางกำนัลอาวุโสแตะลงบนแขนคนงามที่ยามนี้ซูบผอม ซูถิงรู้อยู่เต็มอกว่านายของตนเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากเท่าใด
เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ
“...”
“น้ำมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมนำชาอุ่นๆ มาให้ด้วย” องครักษ์อู่ถือถาดเข้ามาวางบนโต๊ะ ขันทีฟ่งจึงรับหน้าที่รินน้ำใส่ถ้วยหยกเนื้อดี
“ขอบใจเจ้านักเต๋อคุน เจ้าคงเป็นคนช่วยข้าไว้อีกแล้วใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมว่ายน้ำไม่คิดชีวิต แต่ก็ยังช้า ปล่อยให้ฮองเฮาจมน้ำหมดสติไปกว่าครึ่งเดือน” เต๋อคุนทำหน้าหมอง หากวันนั้นเขาว่ายน้ำเร็วกว่านี้ ฮองเฮาคงไม่ประชวร
“นี่ข้า หลับไปครึ่งเดือนเลยหรือ”
“เพคะ หมอหลวงเอ่ยว่าฮองเฮาได้รับไอเย็นจากน้ำ จึงมีอาการป่วยไข้ร่วมด้วย”
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว ช่วยพยุงข้าที” ซูถิงยื่นมือไปช่วยพยุงร่างมารดาแผ่นดิน ให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ก่อนที่จะรับน้ำจากขันทีฟ่งมาป้อนให้หนิงจินถึงปาก
คนถูกปรนนิบัติอย่างดีส่งยิ้มบางๆ ให้ข้ารับใช้ นัยน์ตาสีน้ำตาลเหลือบไปเห็นดอกหลีฮวาที่ตนเองชอบ (梨花 ดอกแพร์)
“ดอกไม้นี่ของผู้ใดหรือ” มืออ่อนแรงเอื้อมไปหยิบดอกหลีฮวาที่ถูกเด็ดและมัดรวมกันเป็นช่อเล็กๆ
“ขององค์ชายไป่เฉิงพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายเก็บมาถวายฮองเฮาทุกเช้า ตรัสว่าหากฮองเฮาได้กลิ่นหอมจะได้ตื่นขึ้นมาเร็วๆ กระหม่อมจึงนำมาวางข้างหมอนให้ทุกเช้าพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินขันทีฟ่งหนานพูดเช่นนั้น เสิ่นหนิงจินก็รู้สึกสะท้อนใจ นึกถึงเด็กชายวัยเพียงแค่ห้าหนาว
เจิ้งไป่เฉิงเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮ่องเต้เจิ้งเฟยอวี่ เกิดจากสนมขั้นเฟย เกาอันฝู หลังจากที่มารดาของเขาสิ้นลมไป หนิงจินก็ทูลขอองค์ชายมาเลี้ยงดู แต่ทั้งที่นางรับเขามาดูแลเพราะอยากเอาใจฝ่าบาท อยากให้สวามีหันมาสนใจตนเอง
แต่เด็กน้อยกลับนึกถึงนางถึงเพียงนี้
“ช่วยเรียกเขามาหาข้าทีนะ แล้ว…” ขันทีฟ่งหนานเงยหน้ามองรอรับคำสั่งถัดไป ทว่าเสียงหวานก็หยุดไว้เพียงเท่านั้น
เสิ่นหนิงจินตาร้อนผ่าว ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับลงคิดว่าตนเองคงไม่มีชีวิตรอด ยังนึกเสียใจที่ตนเองโง่งม เฝ้าหวังจะได้รับความรักจากอีกฝ่าย ในเมื่อมีชีวิตรอดมาได้ นางก็ไม่ติดจะกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก
แต่เมื่อคิดจะตัด ก็ต้องตัดบัวมิให้เหลือใย
“ฝ่าบาท เขามาเยี่ยมข้าบ้างหรือไม่” ริมฝีปากซีดเอ่ยถาม นี่จะเป็นคำถามสุดท้าย เป็นใยเส้นสุดท้าย หนิงจินอยากรู้ให้กระจ่างว่านางยังมีความหมายเพียงน้อยนิดสำหรับบุรุษผู้นั้นหรือไม่
“เอ่อ เพราะร่างกายของฮองเฮาอ่อนแอ หมอหลวงเลยมิให้ผู้ใดเข้าเยี่ยม เกรงว่าจะนำโรคจากด้านนอกมาแพร่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฟ่งพูดติดๆ ขัดๆ ต่างจากเต๋อคุนที่กอดอกพ่นความจริงออกมาฉะฉาน
“ตอนนี้เลยพาเหล่าสนมออกไปเสพสุข ตั้งกระโจมล่าสัตว์อยู่นอกวังพ่ะย่ะค่ะ”
“เต๋อคุน ปากมากนัก!...มิได้เป็นเช่นนั้นหรอกเพคะ ฝ่าบาทคงจะมีกิจสำคัญต้องทำ” นางกำนัลอาวุโสพูดแก้ต่าง แต่มิได้ช่วยอันใด
“หึ!” หนิงจินแค่นหัวเราะใส่ตนเองที่หวังลมๆ แล้งๆ ขนาดจะตายต่อหน้าเขายังไม่ช่วย นับประสาอันใดกับแค่นอนป่วยอยู่ในตำหนัก
หนิงจินหนอหนิงจิน ยังคิดว่าเขาจะห่วงใยตนเองอยู่อีกหรือ
รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่บิดเบี้ยว อดกลั้นไว้ได้ไม่นาน สุดท้ายน้ำตาก็ร่วงอาบหน้างามราวห่าฝน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าตนไม่เคยได้รับความใส่ใจ แต่ก็ยังเฝ้ารอไม่ต่างจากขอทานที่รอเศษอาหาร
ช่างน่าสมเพชเสียจริง
“ฮองเฮาเพคะ”
“เพราะเหตุใดหรือแม่นมซู เหตุใดสิ่งที่ข้าทำเพื่อเขา มันถึงไร้ค่าในสายตาเขาเช่นนี้ ฮึก” จากบุตรีสกุลขุนนางที่มารดาตรอมใจตายตามพี่ชาย บิดาหนีไปบวช ทิ้งขว้างให้นางใช้ชีวิตเพียงลำพัง เมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสที่จะได้อยู่เคียงข้างชายที่รักมาให้ นางผิดหรือที่คว้าเอาไว้ ผิดนักหรือที่อยากมีที่พักพิง
เสิ่นหนิงจินเปลี่ยนแปลงตนเองทุกอย่าง ให้เป็นสตรีอย่างที่ทุกคนมองว่าดี ยอมถูกดุด่า กดดันสารพัด เพื่อให้ได้เป็นหงส์เคียงข้างมังกร แต่แทนที่นางจะได้รับความรัก ได้รับรอยยิ้มเอ็นดูเหมือนเมื่อก่อน มันกลับกลายเป็นความเฉยชา
ไม่ว่านางจะทำอย่างไร กระทั่งยอมเอาอกเอาใจสนมรักของอีกฝ่าย เจิ้งเฟยอวี่ก็ไม่แม้แต่จะมองนางด้วยสายตาอื่น เย็นชาเช่นไร ก็ยังเป็นเช่นนั้น
“ฮึก ข้าไม่รู้ว่าข้าทำสิ่งใดผิดนักหรือ เหตุใดอวี่เกอจึงได้เกลียดชังข้าถึงเพียงนี้” ร่างผอมสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนของซูถิง
บ่าวแก่นึกปวดใจตาม นางเลี้ยงดูฮองเฮามาตั้งแต่เกิด เคยเห็นพระนางร้องไห้ปานจะขาดใจเช่นนี้เพียงสามครั้ง
คราแรกคือวันที่คุณชายเสิ่นชุนสิ้นลม คราที่สองคือยามที่ฮูหยินตรอมใจตายตามคุณชายไป และคราที่สามคงเป็นครานี้ ขนาดวันที่นายท่านเสิ่นตัดสินใจออกบวช ทิ้งขว้างคุณหนูให้อยู่ลำพัง คุณหนูของนางก็เพียงน้ำตาซึมเท่านั้น
“ทูนหัวของบ่าว”
“ข้าเคยคิดว่าอย่างน้อยเขาก็คงเอ็นดูข้าอย่างน้องสาว ยังนึกถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่าของพวกเรา ฮึก แต่มันมิใช่เลย”
“...”
“ในใจของเขา ไม่มีแม้แต่เงาของข้า มันไม่มีข้าอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะในฐานะใด ฮึก” เสิ่นหนิงจินสะอึกสะอื้นต่อหน้าคนสนิททั้งสามอย่างไม่อาย
เนิ่นนานจนเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) ดวงหน้าที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา บัดนี้แห้งเหือดเหลือเพียงคราบ นัยน์ตาโศกเศร้าเสียใจเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย ราวกับไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งใด
“ดื่มชาก่อนพ่ะย่ะค่ะ น้ำในกายเสียไปมาก” ขันทีฟ่งหนานรินชายื่นให้ฮองเฮาของแคว้น
“เหอะ ก็เพราะฝ่าบาทของท่านขันที ฮองเฮาของข้าจึงทุกข์ใจเช่นนี้ หากครานี้ยังเข้าข้างกันอีก ท่านก็ไปอยู่กับนายเหนือหัวของท่านเสีย” อู่เต๋อคุนยังเด็ก อายุเพียงสิบหกหนาว จึงมิได้ทันระวังคำพูด
“ท่านองครักษ์พูดเกินไปแล้ว ข้าอยู่ตำหนักใด นายข้าย่อมเป็นผู้นั้น...เห็นฮองเฮาทุกข์ใจ กระหม่อมเองก็ทุกข์ใจไม่ต่างกัน” ขันทีฟ่งขยับเข้าใกล้แท่นบรรทม นั่งหมอบ เงยหน้ามองนายอยู่อย่างนั้น
จริงอยู่ว่าเขาพึ่งมารับใช้ฮองเฮา มิได้ติดตามมาอย่างซูถิงและเต๋อคุน แต่เขาก็รักและเคารพพระนางไม่ต่างกัน
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกข์ใจเพราะข้ามามาก อภัยให้ข้าด้วย แต่ต่อจากนี้มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว” สายตาเฉยชาและล่องลอย ทำเอาทั้งสามหันมองหน้ากันอย่างหวั่นใจ
“...”
“ครั้งนี้ข้าพอแล้ว ในเมื่อในใจของเขาไม่มีแม้แต่เงาของข้า”
“...”
“ข้าก็ไม่คิดจะผูกชีวิตไว้กับเขาอีก”
เจิ้งเฟยอวี่เปิดอ่านบันทึกของท่านหมอหลวง หลังจากที่พี่ชายของเขาสิ้นลมไป เฟยอวี่ก็สงสัยเรื่องการตายของพี่ชายมาโดยตลอด เพราะฝีมือการต่อสู้ของท่านพี่และเสิ่นชุนถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ของแคว้น ทว่าในสถานที่เกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้น้อยเกินไปความสงสัยเล็กๆ นั่นทำให้เฟยอวี่ตัดสินใจสืบสาเหตุการตายของพี่ชาย ว่าเกิดจากการลอบปลงพระชนม์โดยนักฆ่าไร้สำนักอย่างที่ทุกคนรับรู้หรือไม่ทว่าสี่หน้าปีที่ผ่านมา วิกฤติบ้านเมืองและภาระหน้าที่ทำให้เฟยอวี่ติดตามเรื่องนี้ได้ไม่ต่อเนื่อง ซ้ำทุกอย่างยังแนบเนียน ไม่หลงเหลือหลักฐานให้สืบต่อ กระทั่งวันนี้“นี่อย่างไร...” นิ้วชี้เลื่อนไปตามตัวอักษรทีละแถว พิจารณาเนื้อความอย่างถี่ถ้วน กระทั่งไปสะดุดอยู่ประโยคหนึ่ง‘บริเวณเหนือสะโพกเป็นรอยเข็มทิ่มลงไป เนื้อรอบๆ มีสีม่วงดำ มิใช่รอยช้ำจากการฝังเข็ม ดูคล้ายเป็นพิษจากปลายเข็มมากกว่า’“พิษ!? เสด็จพี่มิได้ตายเพราะถูกมือสังหารฆ่า แต่เป็นเพราะพิษอย่างนั้นหรือ”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ในบันทึกหน้าถัดไปยังกล่าวว่าเป็นพิษสะสม”“หมายความว่ามีคนในวัง วางยาเสด็จพี่มานานแล้ว” มือใหญ่กุมขมับ คนในตำหนักของเสด็จพี่ล้วนเต็มใจถูกฝังไปพร้อมกับนา
‘ขนาดคนข้างกายยังหักหลังท่านได้ นี่น่ะหรือ อำนาจของผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน’“ฝ่าบาท ฮองเฮา จวนจะเข้ายามซื่อแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” (09:00 – 10:59 น.)เสียงร้องเรียกของขันทีเหล่ยดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ตั้งแต่ย่างเข้ายามเหม่า ( 05:00 – 06:59น.) จนป่านนี้ก็ไร้วี่แววว่าคนด้านในจะยอมออกมา ถึงกระนั้นเหล่ยลู่เปียวก็มิอาจยอมแพ้ ตะโกนข้ามผนังร้องเรียกนายเหนือหัวอยู่เช่นนั้น“อื้อ~” ดวงตาสองคู่กะพริบถี่ ตื่นจากห้วงนิทรา เจิ้งเฟยอวี่นิ่วหน้า รู้สึกชาไปทั้งแขน จึงต้องก้มมองหาสาเหตุ แต่เมื่อสายตาสอดประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ร่างชายหญิงพลันผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”“อะฮึ่ม! ข้ากำลังจะออกไป” องค์กษัตริย์ลุกขึ้นมานั่ง จัดระเบียบอาภรณ์ให้เข้าที่เข้าทาง ภาพเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไหลเวียนเข้ามาเป็นฉากๆ พลันทำให้ใบหูขึ้นสีแดงก่ำ ถึงกระนั้นคนปากหนักก็ไม่ยอมพูดสิ่งใดออกมาทำเรื่องน่าอายเช่นนั้น จะให้เฟยอวี่กล้าพูดอะไรอีกเล่า“...”“อย่าลืมอาบน้ำก่อนออกไปพบพวกสนม ตัวเจ้ามีแต่กลิ่นสุรา” ว่าเสร็จฮ่องเต้หนุ่มก็ลุกพรวด เดินตรงออกจากห้องตำราทันที ไม่คิดหันไปต่อล้อต่อเถียงคนที่ตะโกนตามหล
“เหตุใดข้าต้องทำ ข้ามิได้ทำอันใดผิด นางดื้อก็ต้องถูกลงโทษเช่นนี้”หม่าซานถึงกับยกมือตบหน้าผากของตนเอง ที่ฝ่าบาทคิดว่ากว่าห้าปีที่ผ่านมา ทำท่าบึ้งตึงเย็นชา เข้าข้างผู้อื่นตลอดเวลา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงการลงโทษที่พระนางดื้อรั้นอย่างนั้นหรือ“เฮ้อ~ ที่ต้องทำ เพราะตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งคนรู้จัก ฮองเฮาก็ไม่อยากมอบให้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“เจ้า! หม่าซาน เจ้าคนน่าตาย”“กระหม่อมพูดความจริงพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ฐานะของฝ่าบาทในใจฮองเฮา คงเป็นคนที่เกลียดที่สุด-” คำพูดขององครักษ์หม่าถูกตอบแทนด้วยเม็ดถั่วคั่วคนที่กำลังกรึ่มๆ ยกสุราขึ้นกรอกปากครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อดื่มสุราราวกับน้ำเปล่าเช่นนี้ต่อให้เป็นคนคอแข็งเพียงใดก็เมาไม่รู้เรื่องได้เหมือนกันองค์จักรพรรดิแคว้นต้าหยางปัดป้องตนเองจากเหล่าข้ารับใช้ที่พยายามเข้ามาพยุง สองขาเดินซวนเซมุ่งหน้าไปยังตำหนักของใครบางคน ที่ทำให้เขาวุ่นวายใจถึงขั้นต้องพึ่งน้ำเมา“ฝะ ฝ่าบาท”“หลีกไป! อึก!” สองมือผละประตูเข้าไปในตำหนัก จุดหมายปลายทางคงหนีไม่พ้นห้องบรรทมของหนิงจินทว่าเสียงของเฟยอวี่คงดังครึกโครมจนคนนอนหลับตื่นจากห้วงนิทรา เดินออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น และก็ต้องตกใจเมื่
‘ข้าเกลียดท่าน เหมือนดั่งที่ท่านเกลียดข้า’“ฝ่าบาทจะมิเข้าไปประทับในตำหนักก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีฟ่งหนานเอ่ยถามผู้ครองแคว้นเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ได้รับคำตอบแบบเดิมซ้ำๆ“ไม่ล่ะ” ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมลายมังกร บัดนี้ยืนมองหน้าต่างที่จุดไฟสลัวท่ามกลางความมืด นับตั้งแต่ได้ยินประโยคนั้นของเสิ่นหนิงจิน เขาก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง‘หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ’อิสระอย่างนั้นหรือ นางคิดสิ่งใดอยู่ ตั้งแต่วันแรกที่ย่างก้าวเข้ามานางควรรู้ว่าชีวิตของนางจะไร้อิสรภาพจนกว่าจะสิ้นลมหายใจก่อนที่นางจะขึ้นรับตำแหน่ง เขาก็บอกกับนางแล้ว แต่เป็นนางเองมิใช่หรือที่ดื้อรั้นจะเป็นฮองเฮาให้ได้แล้วเหตุใดวันนี้ถึงได้เอ่ยคำพวกนั้นออกมา“หม่าซาน เพิ่มทหารคุ้มกันตำหนักกวนผิงเป็นสามเท่า ตามติดฮองเฮาอย่าให้คลาดสายตา”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”เจิ้งเฟยอวี่ถอนหายใจหนัก ตาดุจ้องมองหน้าต่างบานนั้นอย่างขัดใจ กระทั่งแสงไฟดับมืดลง จึงตัดสินใจหันหลังกลับออกมาจากตำหนักกวนผิง“เอ่อ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ วันนี้ฝ่าบาทพลิกป้ายซ่งกุ้ยเฟย-” ขันทีเหล่ยลู่เปียวยอมเสี่ยงตายเอ่ยขัดอารมณ์ขุ่นมัวของนายเหนือหัว“ส่งคนไปแจ้งว่าวันน