Masuk“ยามข้ารักท่าน ท่านมิห่วงหา ยามข้าหมดใจ ไร้ซึ่งยินดียินร้าย เหตุใดท่านต้องแสร้งนึกถึงความหลัง เหนี่ยวรั้งข้าไว้ข้างกายเช่นนี้” เรื่องย่อ : เพราะเขาทนมองนางตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างเลือดเย็น เช่นนี้นางยังผูกใจรักเขาได้อยู่อีกหรือ บุรุษเช่นนี้หรือที่นางใฝ่หา เสิ่นหนิงจิน ฮองเฮาแห่งต้าหยาง เคยพยายามทุกวิถีทางให้นางได้อยู่ในสายตาชายที่รัก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรความสัมพันธ์อันเก่าก่อนของนางและเขาก็มิอาจหวนกลับ ‘จินเอ๋อร์ของอวี่เกอ’ ยากจะหวนกลับ คงหลงเหลือเพียง ‘ฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งต้าหยาง’เท่านั้น เจิ้งเฟยอวี่ x เสิ่นหนิงจิน “หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าคงไม่มองข้าด้วยสายตาเช่นนี้” “มิต้องกังวลไปเพคะ หม่อมฉันอยู่มองพระองค์ด้วยสายตาเช่นนี้อีกไม่นานนักหรอก” “หมายความว่าอย่างไร...” “หม่อมฉันมิอยากเป็นฮองเฮาแล้วเพคะ” “...” “หากฝ่าบาทจะกรุณา ช่วยมอบอิสระให้หม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”
Lihat lebih banyak“เจ้า! เสด็จพี่ใหญ่ เจ้าคนนั้นที่แย่งหยกข้าไปจนมันแตกหัก” เสียงเล็กพูดขึ้นมาดังพอควร ทำให้คนรอบข้างต่างก็หันมอง“เสี่ยวซินนั่นองค์รัชทายาทแคว้นตงหลี่ ชี้หน้าเขาเช่นนั้นมิได้” ไป่เฉิงจับมือน้องสาวลง พลางค้อมศีรษะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอาหลานฝั่งตรงข้ามมองมาทางนี้เช่นกัน“รัชทายาทหรือ ตะ แต่นิสัยเขาแย่มากเลยนะเพคะ พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า” ซินหรานหันไปกะพริบตาปริบๆ ทำตัวให้น่าสงสาร“เป็นรัชทายาทแล้วอย่างไร ไร้ความเป็นสุภาพบุรุษเช่นนี้ ก็ต้องโดนดีเสียบ้าง”“จริงอย่างพี่รองว่า ท่านจะทำอันใดข้าเอาด้วย” พี่ชายทั้งสี่เห็นน้องสาวกลับเข้าวังมาร้องห่มร้องไห้ตาแดง เอ่ยว่าของขวัญที่จะให้เสด็จแม่เสียหายไปเพราะชายผู้หนึ่ง ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นใครที่ทำน้องสาวร้องไห้ ย่อมต้องโดนดีเสียบ้าง“อย่าทำสิ่งใดที่เป็นอันตรายเล่า แคว้นตงหลี่มีสัมพันธ์อันดีกับเรามาโดยตลอด”“พี่ใหญ่วางใจ พกข้าเพียงเล่นสนุกขำๆ เท่านั้น” สี่พี่ชายกับน้องสาวอีกหนึ่ง แอบแวบออกมาอยู่สวนหลวง หลังจากที่พิธีการเสร็จสิ้น ซินหรานมองผ้าเช็ดหน้าที่ตนเองปักลายเองให้เป็นของขวัญพระมารดาแทนกำไลหยกที่ตั้งใจซื้อพอเข้าช่วงสังสรรค์ ซินหรานก็แอบกระ
‘อยากรู้นักว่าผู้ใดมันกล้าแตะต้องแก้วตาดวงใจของคนแคว้นต้าหยาง’แคว้นต้าหยางในหลายสิบปีที่ผ่านมา เจริญรุ่งเรืองทั้งการค้า การทหาร และอยู่ดีมีสุข เหตุผลหลักคงเพราะสถาบันกษัตริย์ที่เข้มแข็งและรักราษฎร ขุนนางคนใดคิดฉ้อฉลคดโกงประชาชนล้วนถูกลงโทษจนผู้อื่นมิกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเหล่าองค์หญิงองค์ชายในราชวงศ์เจิ้งต่างก็เป็นที่รักของคนในแคว้น โดยเฉพาะองค์หญิงเพียงคนเดียวของราชวงศ์ เจิ้งซินหราน“เสี่ยวถัง เจ้าว่ากำไลหยกวงนั้นเป็นอย่างไร เหมาะกับเสด็จแม่หรือไม่”“เหมาะกับฮองเฮายิ่งนักเพคะ” บ่าวสาวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย“พ่อค้า ข้าเอาวงนั้น-”“พ่อค้า ข้าเอาวงนี้-” สองเสียงดังประสานขึ้นพร้อมกัน ตำแหน่งที่ชี้ไปก็เป็นตำแหน่งเดียวกัน ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเด็กสาววัยเพียงสิบห้าหนาวสบสายตากับเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าเนื้อดี ทว่าลวดลายและรูปแบบของเสื้อผ้านั้นแปลกตา ราวกับมิใช่คนแคว้นต้าหยาง“ขออภัยคุณชาย ข้ายืนดูอยู่นานแล้ว”“แต่ข้าหยิบก่อน” เด็กหนุ่มผู้นั้นหยิบฉวยเอากำไลหยกที่ซินหรานอยากได้ไปต่อหน้าต่อตา ช่างเป็นกิริยาที่ต่ำนัก“ไร้มารยาท ข้ายืนมองก่อนแล้ว ต่อรองกับพ่อค้าก่อนเจ้าเสีย
งานเลี้ยงสังสรรค์การแต่งงานของบ้านสกุลหม่าเป็นไปอย่างครึกครื้นและยิ่งใหญ่ ชาวบ้านต่างเอ่ยว่าจัดงานได้ดีทัดเทียมงานแต่งของเชื้อพระวงศ์ ถึงขั้นมีฮ่องเต้และฮองเฮาที่กำลังตั้งครรภ์มาร่วมงาน“พวกเขาดูมีความสุขมาก” ชายหญิงนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปหอเลี่ยงซีตามที่หนิงจินได้เอ่ยขอไว้ตั้งแต่แรก ข้างกันมีเด็กชายที่จริงจังกับการแก้กลเครื่องเล่นไม้ที่ได้จากแม่ทัพเติ้ง“อืม วันเวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ยังจำได้ตอนที่พี่ไปเจรจากับท่านแม่ทัพ เพราะหม่าซานดันปีนกำแพงเข้าไปหาซูหลินถึงในเรือนสกุลเติ้ง”“คิก มิคิดว่าคนเงียบขรึมเช่นองครักษ์หม่าจะถูกพิษรักเล่นงานได้ถึงเพียงนี้”“เรื่องพิษรักต้องถามเจ้ามิใช่หรือ” คนเอ่ยค่อนแคะถูกตีไปหนึ่งที อวี่เกอก็เป็นเช่นนี้ มักเอาเรื่องเก่ามาเย้าแหย่นางอยู่เรื่อย“ตอนนี้หม่อมฉันมิได้มัวเมาแล้วเพคะ เสี่ยวไป่ไปกันเถิด ท่านป้ารอแล้วกระมัง” ว่าเพียงเท่านั้นว่าที่มารดาก็เดินลงรถม้าไป ทิ้งให้ชายหนุ่มที่พึ่งจะเข้าใจความหมายของประโยคนั้น ถึงกับนั่งเหม่อ“นางเอ่ยเช่นนั้น มิใช่หมายความว่าไม่รักข้าแล้วหรอกหรือ...จะ จินเอ๋อร์ รอพี่ก่อน” ขาแกร่งรีบสาวเข้าใกล้ร่างท้วม รวบตัวพยุงแม่ของลูกให้เด
‘แม้จะเสียเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม’กำไลหยกในกล่องไม้ถูกหยิบขึ้นมาเชยชมอีกครั้ง เมื่อถึงวันครบรอบการตายของเสิ่นตงเป่า ปีที่แล้ว วันนี้เป็นวันที่เจิ้งเฟยอวี่และเสิ่นหนิงจินแทบล้มทั้งยืน เมื่อได้รับรายงานจากหม่าซานว่ามารดาและบิดาของพวกเขาจบชีวิตลงที่อารามหลิงเซียนพวกเขาผ่านเวลานั้นมาอย่างยากลำบาก ต่างคนก็ต่างเข้าใจเหตุผลของเรื่องราวในวันนั้นดี ท่านพ่อได้ลบล้างความเจ็บแค้นที่อดีตสนมทำไว้กับครอบครัว และจบชีวิตของตนเองลง“พวกเขามิคิดถึงข้าเลยสักนิด”“ฮองเฮาอย่าได้เอ่ยเช่นนั้นเลยเพคะ นายท่าน ฮูหยิน และคุณชายต่างก็รักฮองเฮาของหม่อมฉัน” แม่นมซูกล่าวปลอบใจ“อืม อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังทิ้งของดูต่างหน้าไว้ให้ข้า...ช่วยเอาไปเก็บให้ข้าที” หนิงจินยื่นกล่องกำไลให้นางกำนัลเอาไปเก็บหากเอ่ยว่าไม่น้อยใจก็คงโกหก แม้จะได้รับการดูแล เลี้ยงดูอย่างดี แต่ก็ไม่เหมือนกับที่พี่ใหญ่ได้รับ นางยังเคยนึกน้อยเนื้อต่ำใจที่เกิดเป็นหญิงแต่ยังดีที่พี่ชายของนางแสนดีเป็นที่สุด“ทำสิ่งใดอยู่หรือ”“ฝ่าบาท” หนิงจินลุกขึ้นคำนับสวามี ข้ารับใช้ในตำหนักรู้ความ รีบลุกออกไปด้านนอกทันที ไม่ต้องรอให้ฝ่าบาทไล่เหมื
“เงียบ! เรื่องนี้ข้าส่งสารถึงราชสำนักซ่งแล้ว ซ่งรั่วซีย่อมได้รับโทษตามสมควร ส่วนนักพรตสายดำที่ทำพิธีพวกนั้น ข้ามิเว้นโทษตาย”“ฝ่าบาทตัดสินได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ การส่งสารไปแจ้งกับแคว้นซ่ง จะทำให้แคว้นซ่งมิอาจนำเรื่องการลงโทษซ่งกุ้ยเฟย มาเป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ ทั้งยังทำให้เราอยู่ลมบน ใช้เรื่อง
‘สตรีหน้าแดง เป็นอาการเขินอาย มิใช่กำลังโกรธหรือ’การเข้าหออย่างดุเดือดของฮองเฮาและฝ่าบาทถูกเล่าลือกันปากต่อปาก โดยเฉพาะห้องเครื่องในวังที่เป็นราวกับศูนย์กระจายข่าว พอนางกำนัลแต่ละตำหนักมายกสำรับให้นายเหนือหัว ก็จะได้รู้ความเป็นไปในวังทุกอย่าง“ข่าวว่าฮองเฮาโกรธที่ฝ่าบาทสั่งโบยคนทั้งตำหนักกวนผิง แต
‘ข้ามิได้ต้องการฮองเฮาที่ดี ข้าต้องการเพียงจินเอ๋อร์คนเดิม’เปลือกตาสีสวยกะพริบถี่ ฝืนลืมตาขึ้นมาด้วยความหนักอึ้งในหัว ดูจากม่านที่คลุมเตียงจึงรู้ว่าตนเองมิได้อยู่ที่ลานชมจันทร์และแน่นอนว่ามิใช่ตำหนักกวนผิงของนางอย่างแน่นอน“ตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง”“...”“เจ้าเป็นไข้ ข้าจึงเรียกหมอหลวงมาดู เจ
“มะ มิได้เริ่ม ฝ่าบาทหมายความว่าอย่างไรเพคะ” หนิงจินไม่ได้รับคำตอบเป็นคำพูด แต่กลับได้ประจักษ์แก่สายตาว่าสงครามครานี้พึ่งจะเริ่มจริงๆแท่งเนื้อที่แข็งขืนถูกนำออกมาจากกางเกงเนื้อดี มือใหญ่ชักรูดมันต่อหน้าต่อตาสตรีงามอย่างหน้าไม่อาย ก่อนที่ร่างสูงจะล้มตัวลงนอนตะแคงอยู่ข้างหนิงจินแขนข้างหนึ่งของฮ่องเ






Ulasan-ulasan