เกิดใหม่เป็นบุตรีเศรษฐีผู้ตกอับ

เกิดใหม่เป็นบุตรีเศรษฐีผู้ตกอับ

last updateDernière mise à jour : 2025-09-08
Par:  เทียนสื่อComplété
Langue: Thai
goodnovel16goodnovel
9
2 Notes. 2 commentaires
30Chapitres
6.8KVues
Lire
Bibliothèque

Partager:  

Report
Overview
Catalog
Scanner le code pour lire sur l'application

ชาติก่อนร่ำรวยดุจองค์หญิง เพราะอุบัติเหตุจึงได้เกิดใหม่เป็นคุณหนูผู้ตกอับที่บ้านล้มละลาย ซ้ำร้ายพ่อแม่ยังตายจาก ทิ้งน้องชายไว้ให้ดูแล โอกาสหนนี้คงต้องใช้สมองและสองมือดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเสียแล้ว

Voir plus

Chapitre 1

บทที่ 1 พลัดพรากจากห้วงเวลา

ถนนสายหลัก ณ กรุงปักกิ่ง รถหรูคันสีดำเคลื่อนตัวไปตามถนนคอนกรีตทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เวลานี้อยู่ในช่วงเหมันตฤดู บรรยากาศโดยรอบจึงเต็มไปด้วยละอองหิมะสีขาวโพลน เด็กสาววัยสิบห้าฉีกยิ้มกว้างส่งไปจนถึงดวงตาคล้ายพระจันทร์เสี้ยว 

"คุณพ่อ คุณแม่คะ วันนี้จูเอ๋อร์มีความสุขที่สุดเลย" เด็กสาวโผเข้ากอดมารดาแนบอก 

ผู้เป็นมารดาแย้มยิ้มอบอุ่น มือเรียวลูบไล้เส้นผมสีดำขลับด้วยความทะนุถนอม ส่วนบิดาโน้มกอดหญิงสาวที่ตนรักสุดหัวใจทั้งสองไว้ในอ้อมแขนพร้อมใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข

"จูเอ๋อร์ ไม่อยากเที่ยวต่อจริงเหรอลูก วันนี้จูเอ๋อร์อยากไปไหนพ่อจะพาไปทุกที่" 

"นั่นสิ ลูกเรียนมาหนักพอแล้ว วันเกิดทั้งที พ่อและแม่อยากให้หนูได้พักผ่อนบ้าง" ผู้เป็นแม่เอ่ยสำทับ 

เด็กสาวใบหน้าพริ้มเพราคลายอ้อมกอดออกจากมารดา แล้วจึงหันมาโอบรัดบิดาอีกทาง เธอแหงนมองผู้เป็นบิดาด้วยแววตาออดอ้อนระคนซุกซน 

"คุณพ่อขา...จูเอ๋อร์ไม่อยากไปไหนแล้วจริง ๆ ค่ะ ทุกปีเราก็ไปเที่ยวข้างนอกกันอยู่ตลอด ปีนี้เรากลับไปทานข้าวด้วยกันที่บ้านดีกว่านะคะ บ้านเราอบอุ่นที่สุดแล้วค่ะ" 

ทั้งพ่อและแม่ได้เห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนรู้จักคิดรู้จักพูดก็ปลื้มปริ่มจนน้ำตาซึม แม้ฐานะครอบครัวพวกเขาร่ำรวยล้นฟ้า เป็นถึงซีอีโอเครื่องสำอางชั้นนำของประเทศ ทว่า'จางหลินจู'กลับไม่เคยทำตัวหยิ่งผยองหรือโอ้อวดใด ซ้ำยังไม่เคยหยิบใช้ข้าวของฟุ่มเฟือยเกินราคา เพราะจางหลินจูรู้ดีว่า กว่าที่พ่อและแม่ของตนจะมีวันนี้ได้ต้องผ่านความยากลำบากมากมายเพียงใด 

"ตอนนี้จูเอ๋อร์อายุสิบห้าปี ลูกพ่อโตเป็นสาวแล้วนี่นา" มือหยาบระคายบีบจมูกเชิดรั้นของบุตรสาวพร้อมส่ายไปมาอย่างนึกเอ็นดู เสียงหัวเราะคิกคักบ่งบอกว่าพวกเขาทั้งสามคนมีความสุขเพียงใด 

"ท่านประธาน กลับเลยใช่ไหมครับ" 

"ใช่กลับเลย รีบหน่อยเล่า ผมจะได้ไปทำอาหารให้จูเอ๋อร์ทาน" 

"ครับ" คนขับรถรับปากพร้อมเร่งเครื่องให้เร็วขึ้น

เนื่องจากตอนนี้หิมะเริ่มปกคลุมหนาขึ้นทุกขณะ จางหลินจูเกิดเป็นห่วง เกรงว่าจะบดบังทัศนียภาพการขับขี่เอาได้  "คุณพ่อคะ ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ อันตรายนะคะ ให้คุณเจี่ยค่อย ๆ ขับเถอะนะคะ" 

"ไม่เป็นไร อาเจี่ยคุ้นทาง ขับรถให้พ่อมาเป็นสิบปี" 

คนขับรถมองภาพครอบครัวสุขสันต์ผ่านกระจกหน้ารถ เอ่ยสำทับ "คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงครับ ถนนสายนี้ผมคุ้นชินไปมาหลายครั้งแล้ว" 

จางหลินจูไม่วางใจเสียทีเดียว เพราะอกซ้ายของเธอมันดันเต้นแรงคล้ายวิตกกังวลจนผิดปกติ 

"จูเอ๋อร์"

"..."

"จูเอ๋อร์"

"..."

"คะ!" จางหลินจูสะดุ้งโหยง 

"เป็นอะไรลูก ใจลอยไปถึงไหน"

จางหลินจูส่งยิ้มแห้งขอด "เปล่าค่ะคุณแม่ จูเอ๋อร์แค่คิดถึงบ้านแล้วค่ะ" 

เสียงเล็กและเสียงทุ้มหัวเราะครืนประสานกันอย่างขบขัน "ดูสิเด็กคนนี้ อยากกลับบ้านขนาดนั้นเชียว" 

พริบตาก็มีบางอย่างหย่อนลงตรงหน้าของจางหลินจู เด็กสาวช้อนตาขึ้นแช่มช้า เธอกวาดสายตาเพื่อสำรวจครู่หนึ่ง  

"จูเอ๋อร์ สร้อยเส้นนี้พ่อให้หนู ชอบไหมลูก" 

สร้อยเส้นนี้มองด้วยตาเปล่ายังทราบได้ทันทีว่ามีมูลค่ามาก "ชอบค่ะ...แต่คุณพ่อ... นี่อะไรคะ ดูมีค่ามากเกินไปหรือเปล่า อีกอย่างลูกคงใส่ไปโรงเรียนไม่ได้หรอกค่ะ สวยอลังการขนาดนี้" 

"ใส่ไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นี่เป็นมรดกจากต้นตระกูลของเราเลยนะลูก สร้อยเส้นนี้ตกทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ไม่สามารถตีมูลค่าได้ ในเมื่อวันนี้ลูกไม่อยากได้อะไร ลูกก็เก็บเอาไว้ เผื่ออนาคตข้างหน้าลูกอาจได้ใช้" 

จางหลินจูขมวดคิ้ว เพราะเธอไม่ทราบความหมายจากคำพูดของบิดาเสียทีเดียว บางทีพ่อของจางหลินจูอาจหมายถึง เอาไว้ใช้ตอนที่เธอต้องไปออกงานสังคมอะไรทำนองนั้นก็ได้ จางหลินจูจึงไม่คิดสงสัยให้มากความอีก 

จางหลินจูแหงนหน้าขึ้น กระบอกตาทั้งสองร้อนรื้นแดงก่ำ ชีวิตคุณหนูเช่นจางหลินจูเปรียบดั่งองค์หญิงในนิยายก็จริง ครอบครัวของเธอสมบูรณ์เพอร์เฟกต์ซะจนใคร ๆ ก็ต้องอิจฉา ทว่าบรรดาเพื่อนหลายคนกลับเข้าหาเธอก็เพียงเพราะฐานะและหน้าตา แต่จางหลินจูกลับไม่เคยมีเพื่อนที่จริงใจกับเธอเลยสักคน 

"ขอบคุณนะคะ หนูรักคุณพ่อคุณแม่ที่สุดเลยค่ะ" 

สร้อยในมือบิดาสวมลงบนลำคอของลูกสาว จากนั้นคนทั้งสามก็โผกอดกันด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ขณะที่ดำดิ่งในห้วงแห่งความสุข จางหลินจูกลับรู้สึกว่ามีประกายบางอย่างกระทบเข้าม่านตาขณะที่ยังปิดสนิท 

แพขนตาหนาขยับไหว จางหลินจูเปิดปรือเปลือกตาขึ้นแช่มช้า พร้อมกับหรี่ตามองแสงที่สาดสะท้อนเข้ามา ภาพเบื้องหน้าคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ เปิดไฟสูงสาดลำแสงเข้ามายังกระจกหน้ารถของเธอ 

"ระวังค่ะ!"

คนขับรถได้สติ เพราะเมื่อครู่เขาเผลอวูบไปชั่วขณะ ทำให้รถหลุดจากเลนของตน 

"เหวอ..." 

ทุกคนในรถเบิกตาค้าง พ่อแม่ที่นั่งขนาบซ้ายขวา กอดกายจางหลินจูไว้แน่น 

เอี๊ยด....

โครม!

ทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบสงัดชั่วพริบตา หูของจางหลินจูอื้ออึงไปหมด ร่างกายของเธอก็ชาวาบจนไม่อาจขยับไหว จางหลินจูพยายามปรือตาขึ้น กวาดสายตามองหาคนที่รักสุดหัวใจ จางหลินจูเห็นพ่อและแม่ของเธอนอนไร้สติจมกองโลหิตสีแดงฉาน  

คะ...คุณพ่อ คุณแม่ ปลอดภัยไหมคะ 

ทั้งที่ภาพด้านหน้าฟ้องอยู่ตำตา จางหลินจูยังเลือกหลอกตัวเอง ตอนนี้จางหลินจูไม่อาจเปล่งเสียงหรือเคลื่อนไหวใด เพราะร่างกายมันชาไปหมด เปลือกตาก็หนักอึ้ง ลมหายใจที่หลงเหลือเริ่มขาดห้วงกระเพื่อมถี่ 

ไม่นานจางหลินจูก็ได้ยินเสียงไซเรนดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแฟลชจากกล้องถ่ายภาพที่สาดสะท้อนเข้าม่านตาจนต้องปิดแน่น จางหลินจูพยายามโกยอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด 

นี่เรา... เรากำลังจะตายงั้นเหรอ คุณพ่อ คุณแม่คะ จูเอ๋อร์เจ็บจังเลยค่ะ...

"เร็วเข้า ๆ มีคนเกิดอุบัติเหตุ" 

"เอ๊ะ รถนี่มัน...ไม่ใช่รถของประธานจางหรอกเหรอ" 

"นั่นสิ น่าสงสารจริง ๆ จะรอดไหมเนี่ย"

"ยับเยินขนาดนั้น ถ้ารอดก็ปาฏิหาริย์แล้วล่ะ" 

จางหลินจูได้ยินผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ตบตีกันเต็มโซนสมองไปหมด ก่อนที่เสียงจะค่อย ๆ เบาลงพร้อมสติของเธอ เรียวมือซึ่งเปื้อนเลือดสีสดยกขึ้นกอบกุมสร้อยหยกบนลำคอด้วยความหวงแหน จางหลินจูไม่อาจประคองสติของตนเองไหวอีกแล้ว หัวใจของเธอกำลังเต้นช้าลงทุกขณะ 

สวรรค์ หนูยังไม่อยากตาย ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย หากวันเกิดปีนี้สามารถขอพรได้หนึ่งสิ่ง หนูขอให้หนูได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งกับ....

จางหลินจูใช้เรี่ยวแรงที่หลงเหลือเฮือกสุดท้ายอ้อนวอนสรวงสวรรค์ แต่เสียงสุดท้ายดันแผ่วโหยก่อนจบประโยค ท้ายที่สุดแสงจากแฟลชที่สาดเข้ามาก็มืดดับลง พร้อมลมหายใจที่ขาดสะบั้นของเธอ....

.

.

"เฮือก!!" 

"ฮื่อ....พี่หญิง พี่หญิงตื่นเถอะขอรับ พี่หญิง" 

เด็กสาวที่นอนตัวเย็นอยู่บนฟางแห้งเบิกตาโพลง พร้อมหอบหายใจกระเพื่อมถี่ นัยน์ตากลมโตกลอกมองไปมาด้วยอาการมึนงง 

นี่มันที่ไหน บ้านไม้งั้นเหรอ ทำไมหนาวจัง?

"ฮื่อ...ท่านแม่ ท่านแม่ พี่หญิงฟื้นแล้วขอรับ" 

พี่หญิง ใครกันพี่หญิง? 

จางหลินจูลดสายตาลงแช่มช้า ก็พบเข้ากับเด็กชายอายุราวห้าขวบนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ตรงหน้า เธออยากเปล่งเสียงแต่รู้สึกว่าลำคอของตนตอนนี้แห้งผากประหนึ่งขาดน้ำมาหลายวัน 

"นะ...หนูจ๊ะ" 

เด็กน้อยสูดน้ำมูกเสียงดังพรืด จากนั้นยกแขนเล็กซับน้ำตาที่เปื้อนสองข้างแก้มออกด้วยความรีบรน 

"จูเอ๋อร์ ได้สติแล้วหรือลูก" เสียงสั่นเครือของสตรีแว่วเข้ามา

ครั้นเหลือบมองผ่านลาดไหล่ของเด็กน้อยไป ม่านตาของจางหลินจูก็ขยายกว้าง น้ำตาพลันเอ่อคลอขึ้นเต็มเบ้าทันควัน "คุณแม่ คุณแม่ปลอดภัยใช่ไหมคะ" 

เพราะน้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่างแหบแห้ง สตรีวัยกลางคนจึงช่วยพยุงเธอลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ป้อนน้ำให้ดื่ม 

แค่ก แค่ก 

"ใจเย็น ๆ ลูก" 

ไม่นานจางหลินจูก็ดื่มน้ำจนอิ่ม จางหลินจูสำรวจเด็กน้อยและหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความงงงวย หญิงคนนี้ใบหน้าคล้ายมารดาของเธอมากราวกับฝาแฝด ทว่าการแต่งกายสุดมอซอแบบนี้จะใช่แม่ของจางหลินจูแน่หรือ

เมื่อฉุกนึกไปถึงอุบัติเหตุที่เพิ่งเกิดขึ้น จางหลินจูจึงคิดว่าอาจเป็นเพราะเหตุการณ์ในตอนนั้น จางหลินจูคว้าแขนอันผอมกะหร่องของมารดามากอบกุมอย่างรวดเร็ว 

"คุณแม่ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ เจ็บตรงไหนไหม แล้วคุณพ่อล่ะคะ" 

จางหลินจูกวาดสายตามองหาบุคคลที่เอ่ยถึง ทว่ากลับพบเพียงตาใสแป๋วของเด็กชายที่ยืนมองเธอแทบไม่กะพริบ 

"ละ...แล้วหนูน้อยนี่ใครคะ" 

อยู่ ๆ เด็กน้อยก็ร้องไห้โฮไม่มีปี่มีขลุ่ย จากนั้นโผเข้ามาสวมกอดจางหลินจูแน่น "ฮื่อ...พี่หญิง ชวนเอ๋อร์จะไม่ดื้ออีกแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ไปเล่นใกล้แม่น้ำ จะไม่ให้ท่านต้องลงไปเก็บของเล่นให้ข้าอีกแล้ว ข้าขอโทษ" 

"หา...หนูจ๊ะ หมายความว่ายังไง" 

เด็กน้อยสะอึกสะอื้น ผู้เป็นมารดาเห็นจางหลินจูยังตกอยู่ในความงงงันจึงเรียกบุตรชายตัวเล็กมาหาตน "ชวนเอ๋อร์ มานี่มา พี่สาวยังป่วยอยู่ อย่าไปกวนพี่เขา" 

"ขอรับ"

เด็กตัวจ้อยคลายอ้อมแขนออก จากนั้นเดินเตาะแตะไปหย่อนกายนั่งลงบนตักของมารดา จางหลินจูไม่รู้ว่าตัวเองนั้นมีน้องชายเมื่อไหร่ และอะไรคือเก็บของเล่นในแม่น้ำ

"จูเอ๋อร์ ดูเหมือนเจ้ายังอาการไม่ค่อยดี ไว้แม่จะหาเงินเพื่อไปจ้างหมอมาตรวจอีกที เจ้าพักผ่อนเถิดนะ" 

"เดี๋ยวสิคะ คุณแม่หมายความว่าไงคะ" 

"จูเอ๋อร์ แม่รู้ว่าเจ้ายากจะยอมรับว่าบ้านเราล้มละลาย ไม่ใช่เศรษฐีเช่นเมื่อก่อนแล้ว หนนี้ก็ตกน้ำหมดสติไปตั้งหลายวัน นี่ก็เข้ายามจื่อ [1] แล้วด้วย เจ้านอนต่อก่อนเถอะนะลูก" 

จางหลินจูหูดับไปเสียแล้ว เธอไม่สามารถปะติดปะต่ออะไรได้เลย ราวกับว่ากำลังฝันอยู่ กระทั่งตัดสินใจหยิกแขนตนไปหนึ่งหน 

"โอ๊ย!" 

ไม่ได้ฝันเหรอเนี่ย นี่มัน!...นี่มันที่ไหน เกิดเรื่องประหลาดอะไรกับคุณแม่กัน!? 

เชิงอรรถ

^ยามจื่อ (子:zǐ) คือ 23.00 – 24.59 น.

Déplier
Chapitre suivant
Télécharger

Dernier chapitre

Plus de chapitres

commentaires

Anděl K
Anděl K
กระชับ ฉับไว รู้เรื่อง เข้าใจ ผลงานนี้สนุกมาก ยอดเยี่ยม
2025-10-04 07:04:07
1
0
Nattery
Nattery
เนื้อเรื่องอ่านได้เรื่อยๆ กลิ่นอายไทยมาก ขอบคุณที่อัพเดทจนจบ
2025-10-21 10:38:34
1
0
30
บทที่ 1 พลัดพรากจากห้วงเวลา
ถนนสายหลัก ณ กรุงปักกิ่ง รถหรูคันสีดำเคลื่อนตัวไปตามถนนคอนกรีตทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เวลานี้อยู่ในช่วงเหมันตฤดู บรรยากาศโดยรอบจึงเต็มไปด้วยละอองหิมะสีขาวโพลน เด็กสาววัยสิบห้าฉีกยิ้มกว้างส่งไปจนถึงดวงตาคล้ายพระจันทร์เสี้ยว "คุณพ่อ คุณแม่คะ วันนี้จูเอ๋อร์มีความสุขที่สุดเลย" เด็กสาวโผเข้ากอดมารดาแนบอก ผู้เป็นมารดาแย้มยิ้มอบอุ่น มือเรียวลูบไล้เส้นผมสีดำขลับด้วยความทะนุถนอม ส่วนบิดาโน้มกอดหญิงสาวที่ตนรักสุดหัวใจทั้งสองไว้ในอ้อมแขนพร้อมใบหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข"จูเอ๋อร์ ไม่อยากเที่ยวต่อจริงเหรอลูก วันนี้จูเอ๋อร์อยากไปไหนพ่อจะพาไปทุกที่" "นั่นสิ ลูกเรียนมาหนักพอแล้ว วันเกิดทั้งที พ่อและแม่อยากให้หนูได้พักผ่อนบ้าง" ผู้เป็นแม่เอ่ยสำทับ เด็กสาวใบหน้าพริ้มเพราคลายอ้อมกอดออกจากมารดา แล้วจึงหันมาโอบรัดบิดาอีกทาง เธอแหงนมองผู้เป็นบิดาด้วยแววตาออดอ้อนระคนซุกซน "คุณพ่อขา...จูเอ๋อร์ไม่อยากไปไหนแล้วจริง ๆ ค่ะ ทุกปีเราก็ไปเที่ยวข้างนอกกันอยู่ตลอด ปีนี้เรากลับไปทานข้าวด้วยกันที่บ้านดีกว่านะคะ บ้านเราอบอุ่นที่สุดแล้วค่ะ" ทั้งพ่อและแม่ได้เห็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนรู้จักคิดรู้จักพูดก็ปลื้มปริ่มจนน้ำตาซ
Read More
บทที่ 2 ตื่นมาอีกทีมีน้องชายไปเสียอย่างนั้น
จางหลินจูหลับไปอีกครั้งเพราะความอ่อนล้า กระทั่งรุ่งอรุณมาเยือนจึงรู้สึกตัว“พี่หญิง ตื่นแล้วหรือขอรับ นี่น้ำขอรับ”จางหลินจูยังไม่หายสับสน แต่ก็ยังเอื้อมมือรับจอกน้ำชาจากมือเล็กคู่นั้น จางหลินจูสำรวจองคาพยพของเด็กชายตรงหน้าพักใหญ่ ผิวพรรณของเขาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดู เพียงแต่สภาพดูมอมแมมไปบ้าง สังเกตดี ๆ เด็กคนนี้หน้าคล้ายจางหลินจูสมัยวัยกระเตาะเป็นอย่างมากกระทั่งดื่มน้ำจนไม่รู้สึกกระหายแล้ว จางหลินจูจึงเอ่ยถาม “หนูจ๊ะ คือ…หนูเป็นใครงั้นเหรอ”เด็กชายตัวน้อยเริ่มเบะปากเตรียมร้องไห้ จางหลินจูทำตัวไม่ถูก หันรีหันขวางแล้วจึงส่งยิ้มแหย มือเรียวเอื้อมลูบไหล่เล็กเพื่อปลอบประโลม “ไม่ร้องนะคะ ไม่ร้อง พี่ไม่เป็นไรแล้ว ถ้าเป็นเด็กดีพี่จะซื้อขนมให้กิน ดีไหมครับ”เด็กชายหุบปากฉับเมื่อได้ยินคำว่าขนม พลางกลั้นเสียงสะอื้นจนหน้าแดงแก้มป่อง จางหลินจูลุ้นตามจนตัวงอ ครั้นเจ้าตัวเล็กควบคุมอารมณ์ได้แล้ว จางหลินจูจึงค่อย ๆ ตะล่อมถาม พร้อมยกมือทำท่าสูดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะให้อีกฝ่ายกำหนดลมหายใจตาม แทนที่จะเป็นจางหลินจูที่ต้องได้รับการปลอบใจ แต่กลับกลายเป็นว่า จางหลินจูดันมีน้องชายให้ต้องคอยดูแลเสียอย่างนั้น แ
Read More
บทที่ 3 ยอมรับความจริง
หลายวันผันผ่านจางหลินจูได้รับการดูแลจากสองแม่ลูกอย่างดี จางหลินจูจึงทำใจยอมรับความจริงที่ว่า ตนได้เกิดใหม่ในร่างคุณหนูตระกูลเศรษฐีซึ่งตอนนี้กำลังตกอับและจนตรอกมารดาของจางหลินจูในมิติแห่งนี้ยังมีนามว่า หวงเจิ้นอี๋ ส่วนบิดานามว่าจางเฉินซี ทว่าบิดาของจางหลินจูได้ตรอมใจตายไปเมื่อหลายวันก่อนจางหลินจูร้องไห้จนแทบไม่หลงเหลือน้ำตาให้ไหลอีก จากนั้นความทรงจำและความรู้สึกต่าง ๆ ที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ก็พรั่งพรูเข้ามาดุจทำนบแตก ช่างเป็นการเกิดใหม่ที่อัศจรรย์พันลึกยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตาเพียงเสี้ยวเดียว โดยการส่งจางหลินจูให้เกิดใหม่เพื่อมาดิ้นรนเอาชีวิตรอดในโลกอีกด้านบางทีอาจเพราะชีวิตในโลกใบเดิม จางหลินจูอยู่สุขสบายมากจนเกินไป จางหลินจูจึงเลิกน้อยใจต่อโชคชะตาและคิดเพียงว่าสวรรค์กำลังยื่นบททดสอบมาให้ต่างหาก ปลายทางสุดท้ายอาจเป็นความสุขที่แท้จริงซึ่งกำลังรออยู่ก็ได้ “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าหายดีแล้ว แต่ท่านดูจะป่วยหนักกว่าข้าอีกนะเจ้าคะ”จางหลินจูสังเกตอาการป่วยไข้ของหวงเจิ้นอี๋มาสักระยะแล้ว ใบหน้าของมารดาในยามนี้ช่างซูบตอบ กระดูกบริเวณแก้มผุดโผล่เด่นชัด ริมฝีปากแห้งผากขาวซีด หวงเจิ้นอี๋
Read More
บทที่ 4 พี่ชายปริศนา
จางหลินจูเดินห่างออกมาจากเพิงพักเรื่อย ๆ ภายในใจครุ่นคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่าง ๆ นานา เพราะไม่รู้ว่าต่อจากนี้ควรใช้ชีวิตอย่างไร ดูเหมือนว่าในโลกอีกด้าน ครอบครัวของจางหลินจูคงไม่หลงเหลือใครอีกแล้วเพียงคะนึงถึง ภาพครอบครัวแสนอบอุ่นก็ฉายซ้ำไปมาตอกย้ำความเจ็บปวด กระบอกตาคู่งามร้อนรื้นแดงก่ำ ดวงตากลมโตเริ่มเกิดม่านน้ำตาเสียจนภาพเบื้องหน้าพร่าเบลอ จางหลินจูพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นกลางลำคอลงไปด้วยความยากลำบาก จากนั้นก็ยกมือขึ้นซับน้ำตาซึ่งร่วงเผาะลงมาเมื่อใดก็สุดจะรู้คุณพ่อคุณแม่คะ ไม่ต้องห่วงจูเอ๋อร์นะคะ ลูกสัญญาจะใช้ชีวิตนับจากนี้ให้ดี “โอ๊ย!”“เดินไม่ดูตาม้าตาเรือบ้างหรือไง”“ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”จางหลินจูไม่ทันระวัง มุ่งหน้าโดยไร้ทิศด้วยจิตใจเหม่อลอย เป็นเหตุให้ชนกับบุรุษร่างกำยำเข้าโครมใหญ่อีกฝ่ายชักสีหน้าไม่สบอารมณ์ ทว่าเมื่อเขาสำรวจเรือนร่างและใบหน้าของจางหลินจู ภายในใจก็ผุดความคิดสกปรก น้ำเสียงแข็งกระด้างพลิกกลับเดี๋ยวนั้น “แม
Read More
บทที่ 5 คุณหนูผู้อาภัพ
ร่างระหงนอนทอดยาวไร้สติอยู่บนฟูกนอนขาวสะอาดด้านในโรงหมอ เมื่อผู้เป็นหมอเห็นใบหน้าผู้ป่วยกระจะตาก็อุทานขึ้น“เอ๊ะ นังหนูนี่ หน้าคุ้น ๆ”เด็กหนุ่มจึงเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย “ท่านรู้จักนางหรือ”หมอวัยกลางคนพิเคราะห์องคาพยพจางหลินจูครู่หนึ่ง ไม่นานก็นึกออก “อ่า…เป็นนางนี่เอง ซื่อจื่อแม่นางน้อยคนนี้ข้าเคยรักษาให้ไม่กี่วันก่อนขอรับ”คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “เช่นนั้นท่านคงทราบว่านางเป็นใคร”ท่านหมอถอนหายใจยาว จากนั้นเหลือบมองจางหลินจูอย่างนึกเวทนา “ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่านางคือใคร แต่ดูเหมือนนางจะเป็นคนต่างแคว้น มารดาป่วยกระเสาะกระแสะ น้องชายก็ยังเล็กนัก”“ที่ท่านบอกว่าเคยรักษานาง นางป่วยเป็นอะไรงั้นหรือ”“จากที่มารดานางเล่าให้ฟัง ดูเหมือนนางจะเกิดอุบัติเหตุพลัดตกน้ำขอรับ ร่างกายเลยมีไอหยินมากเกินไป แล้วดูยามนี้ ถูกผู้ใดรังแกมาอีกเล่า”มีคนที่ชีวิตอาภัพได้เพียงนี้ด้วยหรือ “เช่นนั้นท่านก็ช่วยรักษานาง ข้าจะรอจนกว่านางได้สติ”“ขอรับ”ร่างสูงหย่อนกายลงนั่งบริเวณเก้าอี้มุมห้อง สายตายั
Read More
บทที่ 6 จากลา
 เสียงกีบเท้าม้าห้อตะบึงมายังหน้าโรงหมอ บุรุษร่างสูงกระโจนลงจากหลังม้าด้วยความเร่งร้อน“ซื่อจื่อ” ผู้ช่วยหมอหลี่ค้อมศีรษะเล็กน้อยผู้มาเยือนคือซื่อจื่อแห่งเมืองอันเจียง นามว่า ‘ซวี่ฟางจิ้น’ และเขาเป็นคนช่วยเหลือจางหลินจูเอาไว้“ท่านหมอหลี่เล่า”“ท่านหมอออกไปแล้วขอรับ”คิ้วเข้มเลิกขึ้นหนึ่งฝั่ง “ไปแล้ว ข้าบอกให้รอข้าก่อนไม่ใช่หรือ แล้วนาง…” ซวี่ฟางจิ้นแอบลังเลเมื่อกล่าวถึงเด็กสาวที่ตนเพิ่งพบเจอไม่กี่ชั่วยามผู้ช่วยหมอหลี่ลุ้นจนตัวโก่งก็ยิ้มแหยออกมา เขายกมือเกาศีรษะเล็กน้อย เอ่ยขึ้นว่า “ท่านหมอออกไปกับแม่นางน้อยที่ท่านพามาขอรับ แต่ข้าน้อยก็ไม่ทราบว่าไปที่ใดกัน เพราะท่านหมอไม่ได้บอกไว้”ดูเหมือนเขากำลังสวนทางกับอีกฝ่ายเข้าเสียแล้ว เหตุใดจึงรู้สึกเสียดายพิกล กระทั่งองครักษ์ตามมาถึง“นายน้อย ได้เวลาแล้วนะขอรับ”ใบหน้าของซวี่ฟางจิ้นดูผิดหวังเสียจนองครักษ์อย่างจินฝานงงงวย เวลานับสิบเจ็ดปีเขาแทบไม่เคยเห็นนายน้อยแ
Read More
บทที่ 7 เริ่มต้นชีวิตใหม่
สองพี่น้องยืนไว้อาลัยที่หน้าหลุมศพของมารดา บริเวณด้านข้างก็เป็นหลุมฝังร่างของบิดาเช่นกันจางหลินชวนยังคงร้องไห้อย่างหนัก เกาะมือพี่สาวไว้แน่น จางหลินจูเองก็ระบายอารมณ์จนไม่หลงเหลือหยดน้ำตาใด ๆ ให้หลั่งออกมาอีกมือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยข้างกาย ริมฝีปากซีดขาวเผยยิ้มอบอุ่น ร่างระหงยอบกายลงแช่มช้า ยามนี้โซนสมองของจางหลินจูมันกำลังเต็มไปด้วยหมอกควันสีขาว สูญเสียครอบครัวมาแล้วหนึ่งชาติภพ มาหนนี้ก็ยังต้องประสบปัญหาเดิมนับว่ายังดีที่ข้างกายมีเจ้าตัวน้อยอยู่เคียงข้าง จางหลินจูไม่ได้โดดเดี่ยว นับจากนี้นางจะพาน้องชายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ และต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ให้ได้“ชวนเอ๋อร์ เป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง เข้าใจหรือไม่”จางหลินชวนสะอื้นตัวโยน พลางสูดน้ำสีใสเข้าจมูกเสียงดัง เสียงเล็กตอบรับเบาหวิว “ขอรับ ชวนเอ๋อร์จะไม่ร้องอีกแล้ว แต่ว่าพี่หญิง ต่อไปนี้เราจะไม่มีท่านพ่อท่านแม่แล้วหรือขอรับ”ในแววตาคู่งามฉายความเจ็บปวดทรมานออกมา ริมฝีปากบางเฉียบขบเม้มเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น จางหลินจูแหงนหน้าเล็กน้อยเพื่อกักน้ำตาไม่ให้หลั่งริน ต่อแต่นี้ไปนางจะต
Read More
บทที่ 8 เส้นทางของตนเอง
ยามค่ำคืน ณ โรงหมอกลางหมู่บ้าน ด้านในสะท้อนแสงสว่างจากเปลวเทียนที่ทอประกายวูบไหวกลางโต๊ะกินข้าวทรงกลม“จูเอ๋อร์”“เจ้าคะ”มือเรียววางตะเกียบลง จางหลินจูช้อนสายตามองตอบหมอวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามด้วยสีหน้าที่ประดับไปด้วยคำถามจางหลินจูและจางหลินชวนอาศัยอยู่ที่โรงหมอเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม อายุของจางหลินจูก็เลยวัยปักปิ่นไปอีกหนึ่งปี ส่วนเจ้าเด็กขี้แยชวนเอ๋อร์อายุได้หกขวบ“เจ้ายังต้องเดินทางไปหาญาติหรือไม่”ท่านหมอหลี่เอ็นดูสองพี่น้องเป็นอย่างมาก ทว่าเด็กทั้งสองไม่อาจอยู่กับเขาไปตลอดได้ เพราะเดิมทีมารดาของจางหลินจูจะพาพวกเด็ก ๆ เดินทางไปพบญาติตั้งแต่แรกจางหลินจูเงียบไปครู่หนึ่ง ภายใต้จิตสำนึกเจ้าของร่างเดิมบอกนางว่าถึงเวลาต้องเดินหน้าต่อแล้ว แท้จริงจางหลินจูไม่อยากจากท่านหมอหลี่ไปเลย เพราะทั้งหลี่จงหยางและเสี่ยวหลงรวมถึงบรรดาชาวบ้านที่นี่ ล้วนใจดี มีน้ำใจกับนางและจางหลินชวนเป็นอย่างมาก ท่านหมอหลี่มีสิ่งใดก็หยิบยื่นน้ำใจแบ่งปัน ไม่เคยหวงแหนกระทั่งความรู้ศาสตร์การแพทย์ ท่านหมอหลี่ล้วนถ่ายทอดให้จางหลินจูทั้งหมดทว่าผ่านมานับปีแล้ว จางหลินจู
Read More
บทที่ 9 สหายเก่า
สีหน้าของจางหลินจูเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม นางพยายามระงับอาการหวาดกลัวเอาไว้ เพราะชายคนดังกล่าวหันไปสนใจเส้นทางเบื้องหน้าแล้ว ดูท่าทางเขาใจเย็นอยู่ไม่น้อยจางหลินจูคิดหาทางออก ทว่าเส้นทางสายนี้ดูเปลี่ยวร้างมาก ไม่เพียงเท่านั้นรถม้ายังเคลื่อนตัวไปด้วยความรวดเร็วอีกด้วย นางยังมีน้องชายที่รอคอยอยู่ด้านใน จะกระโดดลงไปย่อมไม่เป็นผลดีแน่ชายคนนี้คำนวณมาอย่างถ้วนถี่และที่เขายังใจเย็น นั่นเพราะเขาทราบดีว่าจางหลินจูจะไม่มีทางเลือกกระโดดลงรถม้าเป็นแน่ เนื่องจากยังมีเจ้าตัวเล็กอยู่จางหลินจูรวบรวมความกล้า เอ่ยปากถามปะทะสายลมที่โกรกเข้าหน้า “เจ้าเป็นใคร เหตุใดต้องทำเช่นนี้แล้วคนขับรถม้าเล่า”จางหลินจูได้ยินเสียงแค่นยิ้มจากอีกฝ่าย ฟังแล้วรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั่วสรรพางค์“นังหนู เจ้าอย่าแสร้งเป็นลืมไปหน่อยเลย ซื่อจื่ออะไรนั่นทำข้าแสบนัก ข้าต้องเสียดวงตาไปข้าง เจ้าทั้งสองต้องรับผิดชอบ!”นัยน์ตาเข้มตวัดมองฉับ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจชะลอรถม้า จางหลินจูสะดุ้งเฮือก ครั้นประสานสายตากับอีกฝ่ายนางก็จำได้ทันทีว่าเป็นผู้ใด และใช่ จางหลินจูจำเขาได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น
Read More
บทที่ 10 กลวิธีเอาตัวรอดจากชายปริศนา
โชคดียิ่งที่จางหลินจูไหวตัวทัน เสียงใสกระซิบเบา “ชวนเอ๋อร์ อย่าเอามือออกมานะ”“ขอรับ”ชายร่างสูงหรี่นัยน์ตาด้วยความคลางแคลง ทว่าเขาไม่อาจทิ้งม้าที่กำลังวิ่งไปด้านหน้าได้จางหลินจูคิดหาอุบาย “เอ่อ…คือ น้องของข้าหิวน้ำ ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะมีน้ำหรือไม่”เขาจิ๊ปากไม่สบอารมณ์ “ยุ่งยากจริง ๆ อีกครึ่งชั่วยามอดไว้ก่อน เจ้าเด็กนี่ข้าน่าจะบีบคอมันให้ตายไปซะ”จางหลินชวนเบะปาก ขอบตาแดงก่ำ“ชู่ว…ชวนเอ๋อร์ มีพี่อยู่ พี่ไม่ปล่อยให้เขาทำเช่นนั้นแน่”จางหลินชวนกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พร้อมกับพยักหน้าหงึกหงักม่านประตูถูกลดลงแล้ว จางหลินจูระบายลมหายใจด้วยความโล่งอก“ชวนเอ๋อร์ หยิบย่ามให้พี่หน่อย”“ขอรับ”มือเล็กคว้าย่ามมาใกล้ตน“เก่งมาก ด้านในมีมีดสั้นอยู่ เจ้าหาให้พี่หน่อย”“ขอรับ”จางหลินจูมองเห็นทางสว่างเสียที ช่างปลื้มใจจริงแท้ ที่จางหลินชวนเป็นเด็กฉลาดว่าง่าย ไม่โฉ่งฉ่างเฉกเช่นเด็กทั่วไป แม้น้องชายตัวน้อยเจ้าน้ำตาไปบ้างแต่ยังนับว่าเป็นอารมณ์ประสาเด็ก พริบตามีดสั้นซึ่งมีปลอกหนังหุ้มเอาไว้ก็ถูกค้นพบ
Read More
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status