Masukเสิ่นต้าเหนิงยังต้องคัดตำราและทบทวนตำราก่อนนอนอีกสองชั่วยาม ไม่ว่าอย่างไรตัวอักษรของนางก็ไม่อาจสู้เสิ่นเฉิงได้ ทำได้เพียงแค่คล้ายคลึงสามส่วนเท่านั้น
สองมือของนางเท้าอยู่ที่แก้ม แววตาของนางเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างจากไร้จุดหมาย นางคัดตัวอักษรโดยมีตำราที่เสิ่นเฉิงเคยคัดลอกเอาไว้วางอยู่บนโต๊ะ มาได้เกือบชั่วยามแล้ว
“หากเหนื่อยแล้ว เข้านอนดีหรือไม่เจ้าคะ” แม่นมถิงเอ่ยถามอย่างเห็นใจ แม้คุณหนูจะต้องเรียนคู่กับคุณชายมาตั้งแต่เล็ก แต่นางก็ไม่เคยต้องทนคัดตำรา อ่านตำรามากเพียงนี้มาก่อน
“ไม่ได้ ข้ายังไม่อาจเขียนได้เหมือนท่านพี่จะหยุดมือมิได้ แม่นม...ข้ากลัว กลัวว่าข้าไม่อาจสุขุมได้เหมือนท่านพี่ แล้วจะถูกจับได้” นางอดที่จะสั่นสะท้านออกมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงความลับของพวกนางสองพี่น้องถูกเปิดเผยออกไป
“อย่าเพิ่งกังวลไปเลยเจ้าค่ะ เรื่องราวยังไม่เกิดขึ้น คุณแม่ของบ่าวรู้ดีว่าควรทำเช่นไร” ฝ่ามือที่อบอุ่นของแม่นมถิงปลอบประโลมนางไปด้วย
“แต่ข้าไม่คุ้นชินกับสหายของท่านพี่เลยสักคน”
“สหายของคุณชายที่สนิทก็มี คุณชายเหอ คุณชายโจว ท่านเพิ่งแค่พูดคุยกับทั้งสองเล็กน้อยเท่านั้นก็พอ”
เสิ่นต้าเหนิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เหอซูกวนกับโจวอู๋หลาง สองคนนี้นับว่าเป็นสหายสนิทของพี่ชาย เคยมาเที่ยวเล่นอยู่ที่จวนหลายหน นางยังเคยเห็นทั้งสองจากที่ไกลๆ นับว่ายังไม่เคยได้สนทนาสักครั้ง แต่ฟังจากปากของพี่ชาย ก็นับว่าทั้งสองนิสัยดีไม่น้อย
ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่อาจสงบใจได้ จนล้มตัวลงนอนอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง ดวงตาของนางเหม่อมองอยู่ที่ม่านมุ่งสีครามพลางทอดถอนใจหลายหน
หน้าประตูห้องนอน นางยังเห็นร่างของเสี่ยวชุนที่ยืนเฝ้าไม่ห่างอยู่รางๆ พอได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของต้าเหนิง เสี่ยวชุนก็กลับไปที่ห้องพักที่แม่นมถิงจัดเตรียมไว้ให้เขาอยู่ไม่ห่างจากห้องของต้าเหนิง
ความจริง เสี่ยวชุนอยากจะนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องต้าเหนิง แต่มีแม่นมอยู่เฝ้านางแล้ว เขาจึงยอมกลับไปนอนห้องที่ถูกจัดเอาไว้ให้อย่างเชื่อฟัง
คงเป็นเพราะเมื่อคืนกว่านางจะฝืนตาหลับไปก็ดึกมากแล้ว พอรุ่งเช้าแม่นมถิงต้องงัดนางขึ้นมาจากเตียง นางจึงได้หงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
“คุณหนู สาวใช้กำลังเข้ามาเจ้าค่ะ” แม่นมถิงกระซิบเตือนนางที่กำลังขยี้ผมอยู่
“...” ต้าเหนิงตาตื่นเต็มที่ ก่อนจะขยับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วนั่งหลังตรงเลียนแบบเสิ่นเฉิง
ท่าทางของเสิ่นเฉิงนางเลียนแบบได้อย่างไร้ที่ติ สองพี่น้องมักจะคลุกคลีอยู่ด้วยกัน ต้าเหนิงนางก็ชอบเลียนแบบท่าทางที่เคร่งขรึมของพี่ชายอยู่เสมอ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะทำออกมาได้คล้ายเสิ่นเฉิงถึงเจ็ดส่วน
สาวใช้เริ่มเข้ามาปรนนิบัติต้าเหนิงล้างหน้า นอกจากล้างหน้า ทุกสิ่งล้วนเป็นแม่นมถิงที่จัดการให้ต้าเหนิง สาวใช้คนอื่นจะถูกไล่ออกไปจากห้อง เมื่อนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
วันนี้เป็นวันแรกที่นางจะต้องไปสำนักศึกษาหลวง หลังจากรับมื้อเช้าเรียบร้อย ต้าเหนิงนางก็ขึ้นรถม้าออกไปพร้อมกับเสี่ยวชุนที่ทำหน้าที่ติดตามนาง
“เสี่ยวชุน เจ้าคงไม่อาจเข้าไปได้ เจ้ารอข้าอยู่แถวนี้ได้หรือไม่” ต้าเหนิงมองประตูสำนักศึกษาอย่างร้อนรน
“คุณชายอย่าได้กังวล ข้าน้อยจะเฝ้าท่านไม่ห่าง หากเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าน้อยย่อมช่วยเหลือท่านเอาไว้ได้ทัน”
“เจ้าจะไม่ทิ้งข้าใช่หรือไม่” นางหันไปมองเสี่ยวชุนอย่างจริงจัง
“ขอรับ” เขาตอบรับด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเช่นเดิม
ต้าเหนิงสูดลมหายใจเข้าหลายหน ก่อนที่นางจะทำใจเดินเข้าไปด้านในได้ แต่ก็ยังคงเหลียวกลับมามองที่เสี่ยวชุนอยู่บ่อยครั้งอย่างเป็นกังวล
นางไม่ได้ร่ำเรียนพร้อมกับคุณชายในเมืองหลวงเท่านั้น ยังมีองค์ชายและซื่อจื่ออีกหลายคน จะไม่ให้นางกังวลได้อย่างไร ชื่อเสียงของพี่ชายนางก่อนหน้านี้ก็เป็นที่เลื่องลือ หากนางที่มีเพียงความรู้ตื้นเขินแสดงความโง่เขลาออกมาจนเป็นที่ขบขัน นางจะต้องทำเช่นไร
แววตาของต้าเหนิงมีแต่ความกังวล ท่าทางที่แสดงออกมาจึงไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด นางเดินไปนั่งที่โต๊ะเรียนด้านหลังสุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นที่โดดเด่นมากนัก แต่เหมือนสวรรค์จะไม่เข้าข้างนาง เมื่อเหอซูกวนและโจวอู๋หลางมาถึง ก็เดินเข้ามาหานางอย่างแปลกใจ
“อาเฉิง เหตุใดถึงไม่ไปนั่งที่ของเจ้าเล่า” เหอซูกวนเอ่ยถามออกมาอย่าแปลกใจ
ทุกครั้งเสิ่นเฉิงจะนั่งอยู่แถวหน้าสุด เขาเป็นคนที่ตั้งใจเรียนไม่น้อย ทั้งยังตอบคำถามของอาจารย์ได้อย่างเฉลียวฉลาด
“อ้อ...” นางหลบสายตาของพวกเขา ต้าเหนิงจะรู้ได้อย่างไรว่าที่นั่งของพี่ชายนางอยู่ที่ใด
โจวอู๋หลางดึงแขนเสิ่นต้าเหนิงให้ลุกตามเขาไปยังที่นั่งของนาง
ความตื่นตกใจที่อยู่ๆ ถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัวเช่นนี้ ต้าเหนิงนางสะบัดมือออกอย่างรวดเร็ว ทำให้สหายทั้งสองจ้องมองเขาด้วยความแปลกใจ แม้นางจะรักษาท่าทีที่สุขุมเช่นพี่ชายเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังความกังวลในแววตาเอาไว้ได้
“ดะ ได้ ข้าเดินไปเอง” นางก้มหน้าเก็บสี่สิ่งล้ำค่า (พู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึก) ของตนเองอย่างลนลาน
“เจ้าเป็นอันใดไป มา...ข้าช่วย” ซูกวนก้มลงช่วยนางเก็บอย่างแปลกใจ
เดิมเสิ่นเฉิงก็สุขุมจนเกือบจะเรียกได้ว่าเยือกเย็นอยู่แล้ว เมื่อเห็นคนต้องหน้ามือไม้สั่น เก็บของไม่ได้ก็อดจะแปลกใจไม่ได้
“อาเฉิง เดินทางไปเมืองซีเจียงเกิดสิ่งใดขึ้นหรือไม่” โจวอู๋หลางส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ สหายของเขาเปลี่ยนไปมากนักเมื่อกลับมาจากเมืองซีเจียงในครั้งนี้
ต้าเหนิงรีบปรับอารมณ์ที่ตื่นกลัวของนางให้สงบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอคำพูดสงสัยของอู๋หลาง หากนางยังตื่นตระหนกเช่นนี้ต่อไป ผู้อื่นจะต้องจับได้แน่นอนว่านางไม่ใช่เสิ่นเฉิง
เพียงไม่นาน คนอื่นก็เริ่มเข้ามาภายในห้องเรียน ต้าเหนิงยืดแผ่นหลังตั้งตรงโดยที่นางก็ไม่รู้ตัว เมื่อเสียงพูดคุยภายในห้องเรียนดังขึ้นเรื่อย ๆ เนื้อตัวของนางก็แข็งแกร่งอย่างน่าสงสาร
“หึ คุณชายเสิ่นเจ้าแปลกไปไม่น้อยเลย” เสียงดูแคลนที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ลมหายใจของเสิ่นต้าเหนิงยุ่งเหยิงไปใหญ่
“แปลกที่ใด เจ้าก็เห็นอยู่ว่าตรงหน้าก็เป็นอาเฉิง” ซูกวนปรายตามองเว่ยซีหมิ่นอย่างไม่ชอบใจ
“พวกเจ้าดูไม่ออกจริงรึ คุณชายเสิ่นเตี้ยลงกว่าเดิมต้องหลายชุ่น (ประมาณ3.33 เซนติเมตร) ทั้งยังบอบบางราวกับสตรี” เว่ยซีหมิ่นใช้สายตาดูแคลนกวาดขึ้นมองเรือนร่างของต้าเหนิงอย่างโจ่งแจ้ง
“เพ้ย!!! อาเฉิงเพิ่งเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงเมื่อวาน ระหว่างทางคงลำบากไม่น้อย ถึงได้ซูบผอมเช่นนี้ หากไม่มีสิ่งใดจะพูด ก็หุบปากของเจ้าไปเสีย” อู๋หลางกระโดดออกมาแยกเขี้ยวอย่างไม่พอใจ
ต้าเหนิงยังคงนั่งนิ่งเช่นเดิม นางมิได้ตอบโต้หรือหันไปสนใจว่าเมื่อครู่เป็นผู้ใดที่เอ่ยขึ้นมา ต้าเหนิงไม่สนใจมิใช่ว่าซูกวนและอู๋หลางจะไม่สนใจ ทั้งสองโกรธจนหน้าดำคล้ำ เต้นเร่า ๆ ชี้หน้าตำหนิคนที่เอ่ยปากดูแคลน ต้าเหนิง
"เห้อ...ข้าพูดสิ่งใดผิดหรือ" เว่ยซีหมิ่นยิ้มเยาะออกมา จากสายตาของเขาก็เห็นอยู่ว่าเสิ่นเฉิงเปลี่ยนไปจนน่าประหลาดใจ
“จะ เจ้า...”
ร่างอวบอ้วนของฝาแฝดทั้งสามวิ่งไปที่เรือนพักของต้าเหนิงแทบจะในทันที แม้แต่บ่าวรับใช้และแม่นมยังวิ่งไล่ตามไม่ทัน“ลูกชายแม่กลับมาแล้ว” ต้าเหนิงยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ทั้งสามที่ปีนขึ้นมานั่งบนเตียง“ท่านแม่เป็นเช่นใดขอรับ เหตุใดถึงล้มป่วยได้เล่า” ลู่ซือเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“ต่อไปข้าไม่ไปจวนใดแล้ว” หนิงเจี้ยนมองใบหน้าซีดขาวของต้าเหนิงอย่างปวดใจ“ท่านแม่กินยาแล้วหรือยังขอรับ” ดวงตากลมโตที่เอ่ยคลอไปด้วยน้ำของหรงซิ่งที่มองมา ทำให้ต้าเหนิงนางในเหลวไปเลย“พระชายา จะมีน้องให้ซื่อจื่อทั้งสามเจ้าค่ะ มิได้ล้มป่วยหนักเช่นที่กังวล” อาซียิ้มมองทั้งสามอย่างเอ็นดู“น้องอยู่ไหน” หรงซิ่งมองหาน้องก็ไม่เห็นจะมี“เจ้าโง่ น้องก็ต้องอยู่ในท้องท่านแม่อย่างไรเล่า ดูท่านป้าสะใภ้ที่ท้องโตใกล้คลอด เจ้าไม่รู้ความเสียจริง” หนิงเจี้ยนปรายตามองหรงซิ่งอย่างดูแคลน“ในนี่หรือ ไม่เห็นจะใหญ่เช่นป้าสะใภ้เลย” หรงซิ่งลูบท้องของต้าเหนิงเบาๆ“อีกไม่กี่เดือนก็จะใหญ่เช่นฮูหยินน้อยเสิ่นแล้วเจ้าค่ะ” อาจิ่วพูดไปก็ยิ้มขบขันไปต้าเหนิงมองบุตรทั้งสามอย่างรักใคร่ ต่อให้พวกเขาจะดื้อรั้นเช่นใด แต่เมื่ออยู่กับนางก็เป็นเด็กที่ว่าง่ายยิ่งนักผ่า
แต่เต๋อซิ่วจะยอมได้อย่างไร ต่อให้ยังไม่มีบุตรสาวเขาก็ไม่ยอมรับ เต๋อซิ่วส่งหยกพกสีชมพูคืนกลับไปให้เจี้ยหรุน พร้อมจดหมายที่เขียนตำหนิร่ายยาวถึงสามแผ่นฝากไปให้เขาด้วยเจี้ยหรุนที่ได้อ่านก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องทรงงาน เขาคิดเช่นที่เต๋อซิ่วเข้าใจจริงๆ หากต้าเหนิงนางมีบุตรสาวไม่รู้ว่าจะงามล่มเมืองเช่นเดียวกับนางหรือไม่ จึงอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ก็เท่านั้นแต่เจี้ยหรุนรู้ดีว่า เต๋อซิ่วไม่มีทางยอม คนตระกูลเสิ่นไม่ยอมให้ลูกหลานของตนแต่งกับคนที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ แต่อย่างว่าโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อบุตรสาวของต้าเหนิงแต่งกับพระโอรสองค์ที่สามที่เกิดจากฮองเฮาของเจี้ยหรุนจริงๆจินเหรินและหลินหว่านเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลวงก่อน ต้าเหนิงนางต้องรอให้ฝาแฝดอายุครบหกเดือนก่อนถึงจะออกเดินทางคนที่ยินดีที่สุดอีกคนเห็นจะเป็นตงฟู่ ที่จะได้กลับเมืองหลวงเสียที ทั้งยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรอเขาอยู่อีกด้วยเต๋อซิ่ว ได้รับพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง แทนที่แม่ทัพหลิวท่านลุงของต้าเหนิงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนใต้ แทนตระกูลจ้าว จ้านอ๋องหรือมู่เฉียงยังคงเป็นกุนซือข้างกายของเต๋อซิ่วต่อไ
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจริง นางก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง“บาดเจ็บหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน อาซิ่ว...ข้ากลัว กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบท่านแล้ว” นางโอบกอดรอบคอเต๋อซิ่วเอาไว้แน่น“ข้ากลับมาแล้ว ไม่มีทางแยกจากเจ้าอีกแล้ว” นานเกือบหกเดือนที่เขาห่างจากนาง โดยที่ไม่รู้เลยว่านางตั้งครรภ์อยู่ หากกลับมาไม่ทันนางคลอด หรือหลินหว่านนางไม่เดินทางมาอยู่กับต้าเหนิง เต๋อซิ่วคงไม่อาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิตเต๋อซิ่วเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาเช่นกัน แต่ได้น้ำวิเศษของหลินหว่านช่วยเอาไว้ เขาจึงเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยโจวได้อย่างรวดเร็วยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเต๋อซิ่วไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว พอต้าเหนิงนางตรวจสอบดูจึงไม่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บเช่นที่เขาพูดเอาไว้“ขึ้นเถิด ขออยากเห็นลูก”“อืม...ที่นี่คือที่ใด” เต๋อซิ่วอุ้มต้าเหนิงขึ้นจากน้ำ“ห้วงมิติของพี่สะใภ้ อาหว่านนางแต่งให้พี่ชายข้าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ท่านแม่รู้ว่าเด็กในท้องข้ามีมากกว่าหนึ่งคน นางจึงช่วยพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลข้า หากนางไม่มา...” ต้าเหนิงเงียบเสียงลง ซุกเข้าไปในแผงอกของเต๋อซิ่ว“รอให้เจ้าพวกลูกเต่าโตเสียก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการพวกเขาเช่
ในมือขององครักษ์ของเต๋อซิ่วเหลือถุงน้ำที่ยังไม่ได้ใช้อีกเพียงแค่สี่ถุง ที่มู่เฉียงมีอีกถุง พวกเขาจึงอาศัยความวิเศษของน้ำ ดื่มวันละจอก แล้วเร่งเดินทางกลับตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้หยุดพักในตอนแรกเจี้ยหรุนเองก็อยากจะรั้งให้พวกเขาอยู่ที่แคว้นต้าเยี่ยสักหลายวัน เพื่อต้องการฝากของกำนัลไปมอบให้ต้าเหนิงที่นางมอบน้ำวิเศษให้ตน แต่เมื่อรู้เหตุผลก็ไม่อาจรั้งเต๋อซิ่วไว้ได้อีกต่อไปยังดีที่ตงฟู่ยังมิได้เดินทางกลับ เจี้ยหรุนจึงพอมีเวลาให้จัดเตรียมสิ่งของ เสบียงอาหารให้พวกเขา เจี้ยหรุนเองก็ไม่ได้หยุดพัก เมื่อต้องจัดการเรื่องในราชสำนักใหม่ทั้งหมด ไหนจะจัดการสนมนับพัน เรื่องราวที่เสด็จอาของตนสร้างเอาไว้มากมายสนมบางคนที่ยั่วยุให้ฮ่องเต้พระราชทานของมีค่า สร้างตำหนักพักตากอากาศให้ตน หรือรังแกเสด็จแม่ของเจี้ยหรุน ถูกตัดสิ้นให้ติดตามฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเดินทางไปปรโลกพร้อมกันขุนนางชั่ว ต่างก็ถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพียงพอให้เจี้ยหรุน นำมาฟื้นฟูแคว้นและปลอบขวัญครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตไปจินเหรินนางเดาเอาไว้ไม่ผิดนัก ว่าต้าเหนิงนางจะต้องคลอดก่อนกำหนดแน่ ในตำหนักจึงมีแม่นมเตรี
พอเข้ามาถึงในห้องโถง นอกจากฝูกงกง อาซีและอาจิ่วแล้ว สาวใช้คนอื่นต่างก็ออกไปรออยู่ด้านหน้า หลินหว่านนางต้องการตรวจครรภ์ให้ต้าเหนิง เครื่องมือที่นางใช้ ไม่มีในแคว้นต้าหลี่จึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นหูฟังแพทย์ ที่นางนำออกมา ตรวจฟังเสียงหัวใจของเด็กทารกในครรภ์ของต้าเหนิง“อื้มมมม ดูเหมือนว่าจะมีถึงสามคน” หลินหว่านมองครรภ์ของต้าเหนิงอย่างตกตะลึง“ห๊ะ!!! สามเลยหรือ” จินเหรินเริ่มจะเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วยามที่นางคลอดเสิ่นเฉิงและต้าเหนิง เพียงแค่สองคนก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่นี่...ต้าเหนิงนางมีถึงสามคนในท้อง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ อาเหนิงกับลูกของนางจะต้องปลอดภัยเจ้าค่ะ”จินเหรินจะไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านได้อย่างไร ในเมื่อนางเองก็ได้เห็นมิติของหลินหว่านแล้ว ทั้งยังเห็นของวิเศษของนางอีกด้วย“อีกสองเดือนจะคลอด ไม่รู้ว่าอาซิ่วจะกลับมาทันหรือไม่” ต้าเหนิงลูบท้องของนางอย่างเหม่อลอยต่อให้มีมารดาและพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลแล้ว แต่ต้าเหนิงนางก็ยังอยากให้เต๋อซิ่วอยู่ข้างนางตอนที่นางคลอดอยู่ดีทางด้านเต๋อซิ่ว เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยแล้ว ฮ่องเต้ของแค
ต้าเหนิงนางยังคงไม่เชื่อว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว“หากไม่ใช่เล่า พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจกันไป ข้าเพียงแค่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น” นางไม่เห็นจะมีอาการเช่นเกาซีม่านสหายของนางเลย ที่อาเจียนจนลุกจากที่นอนไม่ได้ ไหนจะต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง หากลุกขึ้นแล้วจะมันหัวจนเดินไม่ได้“เชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวตั้งครรภ์ ก็เหม็นกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ แต่บ่าวอาเจียนเสียลุกไม่ขึ้นอยู่นานหลายเดือน รอให้ท่านหมอมายืนยันอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”ต้าเหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลายวันมานี่ นางก็ไม่นึกอยากอาหาร ทั้งยังไม่อยากกินเนื้อสัตว์เช่นที่สาวใช้อาวุโสว่าจริงๆเมื่อท่านหมอมาถึง พอได้ตรวจชีพจรของต้าเหนิง หมอก็แจ้งข่าวมงคลกับนาง ต้าเหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว“เช่นนั้นก็ก่อนที่จะมาถึงเป่ยโจว แล้วเด็กในท้องข้าเป็นเช่นใดบ้าง” นางร้องถามอย่างรวดเร็ว“ครรภ์ของพระชายาแข็งแรงดีขอรับ มิต้องห่วง พระชายาเพียงต้องแข็งใจกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้ว เดือนหน้าข้าน้อยจะมาตรวจให้ท่านใหม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องกินยาบำรุงครรภ์ขอรับ”“ขอบคุณท่านมาก เรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ท่านหมอช่วยเก็บเป็นความลับเอาไว้เสียก่อน







