Masukเพียงไม่นาน พ่อบ้านก็วิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของจื่อหาน เนื้อตัวสั่นเทาหวาดกลัวยิ่งนัก
“นายท่าน เจอรถม้าขอรับ แต่ไม่พบร่างของคุณชาย”
“ฮือออออ” เสียงร้องของมารดากับแม่นมถิงดังขึ้นมาพร้อมกัน
“ท่านแม่!!!” ต้าเหนิงประคองมารดาเอาไว้ ยามนี้นางตกใจจนหมดสติไปแล้ว
“ไปตามหมอมา!!!” เขาเสียบุตรชายไปแล้ว จะเสียภรรยาอีกไม่ได้
“แล้ว...จะให้ข้าน้อยจัดการเช่นใด” ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่มีผู้ใดรู้ แม้ชาวบ้านที่เห็นรถม้าของเสิ่นเฉิงตกลงไปก็ไม่รู้ว่าเป็นรถม้าของผู้สูงศักดิ์ท่านใด
“ปิดข่าวไว้ จัดการให้เรียบร้อย ทิ้งคนให้ออกตามหาโดยรอบ หากตายต้องเห็นศพ หากเป็นต้องเห็นคน” จื่อหานถอนหายใจออกมา ในเมื่อไม่เห็นร่างของบุตรชายในรถม้า ย่อมต้องมีความหวัง ไม่แน่อาจจะมีคนช่วยเหลือบุตรชายเอาไว้ก็ได้
“เหนิงเออร์ เรื่องนี้อย่าเพิ่งพูดออกไป เจ้าอยู่ดูแลท่านแม่ของเจ้า พ่อจะออกไปจัดการเรื่องพี่ชายของเจ้าก่อน”
“ท่านพ่อ พี่ชาย...ท่านจะพาพี่ชายกลับมาใช่หรือไม่เจ้าคะ” ดวงตาของนางเอ่อคลอไปด้วยน้ำ ก่อนจะไหลออกมาราวกับไข่มุกเม็ดงามที่ร่วงหล่นไม่ขาดสาย
“ใช่ พ่อจะพาพี่ชายเจ้ากลับมา” จื่อหานลูบหัวบุตรสาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะเดินหายออกไปจากห้อง
ตอนนี้นางทำได้เพียงแค่ดูแลมารดาเพื่อไม่ให้นางเป็นอะไรไปอีกคน
จื่อหาน เมื่อออกจากจวนเสิ่นไปแล้ว เขามุ่งหน้าไปที่จวนตระกูลหลิว จวนของท่านพ่อตา หลิวกุ้ย อย่างไรเรื่องที่เสิ่นเฉิงหายไป ผู้ที่จะช่วยเขาออกตามหาและจัดการเรื่องที่จะตามมาได้ก็มีเพียงท่านพ่อตาเท่านั้น
“ท่านพ่อตา ท่านมีความเห็นเช่นใดบ้างขอรับ” หลิวกุ้ยที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ นั่งใบหน้าซีดขาว สายตาของเขาพร่ามัว หูแทบจะไม่ได้ยินในสิ่งที่จื่อหานถามเลยสักนิด
จื่อหานเองก็ไม่ได้เอ่ยเร่งขอคำตอบ เขานั่งรออย่างใจเย็น แม้ภายในอกกำลังลุกไหม้เป็นผุยผงไปแล้วก็ตาม
“ข้าจะส่งคนออกตามหาอาเฉิงอีกแรง ส่วนเหนิงเออร์...” เขาเว้นช่วงไปหลายอึดใจ อย่างทำใจยอมรับไม่ได้ “ทำตามที่เจ้าว่า แต่เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องปิดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะพบอาเฉิง” ผู้เฒ่าหลิวก็มีความคิดเช่นบุตรเขยเช่นกัน อย่างไรก็ต้องให้เห็นกับตาว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่
หลิวกุ้ยโบกมือให้จื่อหานกลับไปดูภรรยา เขาไม่อาจรั้งตัวไว้ได้นานยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องเร่งจัดการ แม้แต่ภรรยาของเขาหรือบุตรชายก็ไม่อาจให้เรื่องนี้หลุดรอดออกไปได้
จื่อหาน แบกหัวใจที่หนักอึ้งกลับมาที่จวนเสิ่น เขาไม่รู้ว่าจะพูดเรื่องที่คิดเอาไว้ให้ภรรยากับบุตรสาวเข้าใจได้อย่างไร แต่หากไม่ทำตามที่คิดเอาไว้ หากเสิ่นเฉิงยังมีชีวิตอยู่ อนาคตภายหน้าของเขาจะเป็นเช่นใด หากมิได้มีเพียงหลิวจินเหริน เป็นภรรยาเพียงผู้เดียว เขาคงคิดอ่านได้ง่ายกว่านี้
“ท่านพี่” เสียงสะอื้นที่เอ่ยเรียกทันที หลังจากที่เดินก้าวเข้ามาในเรือนหลักของหลิวจินเหริน ทำให้จื่อหานใจกระตุก
“สงบใจก่อนเถิดอาเหริน ท่านพ่อตาจะช่วยออกตามหาอีกแรง ในเมื่อยังไม่เห็น...อย่างไรย่อมมีหวัง” จินเหรินรู้ว่าสามีไม่พูดคำนั้นออกมา ย่อมหมายถึงร่างของบุตรชายนาง นางจะสงบใจเช่นที่เขาพูดได้อย่างไร
“ข้า ข้าจะเชื่อท่าน” ในเมื่อยังมีหวังแม้เพียงหนึ่งส่วนนางก็จะเชื่อว่าสามีจะพาบุตรชายกลับคืนมาให้นาง
“ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องบอกเจ้า”
ต้าเหนิงเห็นว่าบิดามีเรื่องสำคัญจะพูดกับมารดา นางจึงคิดที่จะเดินเลี่ยงออกไปอย่างรู้ความ แต่ถูกผู้เป็นบิดาเอ่ยรั้งให้นั่งลง เช่นเดียวกับแม่นมถิง นางก็ต้องอยู่ด้วย
“ทะ ท่าน ท่านพ่อ ท่านว่าอย่างไรนะ” ต้าเหนิงไม่อยากจะเชื่อหู แม้แต่จินเหรินและแม่นมถิงก็ตกใจกับความคิดของจื่อหานเช่นกัน
“ได้ยินไม่ผิด พี่ชายเจ้าจะเข้าสอบจิ้นซื่อในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าต้องปลอมตัวเป็นพี่ชายของเจ้า”
“เหลวไหล!!! ท่านพี่ เหนิงเออร์นางเป็นสตรี ท่านจะให้นางทำเช่นนี้ได้อย่างไร”
“ฟังข้าก่อน ยามนี้แม้คลื่นลมในราชสำนักจะสงบ แต่อาเหริน เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ฝ่าบาทมีความเช่นใดกับข้า” จื่อหานมองภรรยาอย่างลึกซึ้ง
มิใช่ว่านางไม่รู้ว่ายามนี้ฮ่องเต้ ต้องการให้สามีนางรับจ่างกงจู่เข้าเป็นฮูหยินรอง จ่างกงจู่ หลี่อิน เป็นน้องสาวของฮ่องเต้ ที่ถูกส่งตัวไปแต่งเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นต้าโจว แต่เมื่อสองปีที่แล้ว ฮ่องเต้ทำสงครามกับแคว้นต้าโจวจนรวมเข้าเป็นหนึ่งกับแคว้นต้าหลี่
น้องสาวที่แต่งออกไปในยามนั้นจึงถูกรับตัวกลับมา คงจะเป็นความรู้สึกผิดในใจของฮ่องเต้ที่มีต่อน้องสาวผู้นี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมานางเอ่ยปากขอให้ฮ่องเต้ช่วยทำให้นางสมหวังกับเสิ่นจื่อหาน ด้วยนางลุ่มหลงจื่อหานมาตั้งแต่ที่ยังไม่ถูกส่งไปแต่งงาน
แต่เพราะเสิ่นจื่อหาน มีภรรยาที่รักใคร่ปรองดอง ทั้งยังมีบุตรชายหญิงเพียบพร้อม ไหนจะบ้านเดิมของหลิวจินเหริน ที่ฮ่องเต้ยังต้องไว้หน้า คำสาบานของจื่อหานในวันที่สู่ขอเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเขาจะไม่ยอมมีสตรีอื่นนอกจากหลิวจินเหริน เรื่องนี้จึงถูกปฏิเสธไป หากการหายตัวไปของเสิ่นเฉิงล่วงรู้ไปถึงวังหลวง ย่อมต้องเป็นข้ออ้างให้จื่อหานรับนางเข้าจวนอย่างแน่นอน
จ่างกงจู่ นับว่าเป็นเรื่องยากที่ตระกูลเสิ่นจะรับนางเข้ามาในจวนได้ ไหนจะนิสัยที่ร้ายกาจเจ้าคิดเจ้าแค้นของนาง หากรับเข้ามาจินเหรินจะต้องถูกรังแกเป็นแน่ ต่อไปผู้ใดจะรู้เล่า ว่าเผือกร้อนหัวนี้ที่ฮ่องเต้ยัดเหยียดมาให้เขามันจะไม่ลวกมือ
อย่างไร ตระกูลเสิ่นก็ต้องมีผู้สืบทอด แม้จื่อหานจะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญก็ตาม น้องชายทั้งสองคนของเขายังมีหลานชายให้เขาอยู่หลายคน หากเสิ่นเฉิงเคราะห์ร้ายจริง เขาย่อมเลือกเด็กสักคนมาจดชื่อในผังตระกูล
“แล้วข้าเลือกได้หรือไม่เล่า” จินเหรินยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง ความรักที่สามีมีให้นางเป็นของจริง แต่นางก็ปวดใจที่ต้องให้บุตรสาวต้องทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของนาง
“เชื่อข้า อีกไม่นานอาเฉิงต้องกลับมา เหนิงเออร์ พ่อรู้ถึงความลำบากใจของเจ้า แต่เจ้าเข้าใจพ่อกับแม่ใช่หรือไม่”
ต้าเหนิงพยักหน้ารับน้อยๆ นางรู้ดีว่าบิดาไม่ต้องการแต่งสตรีอื่น เพียงแต่นางยังตกใจเรื่องของพี่ชายไม่หาย ยังต้องมารับรู้เรื่องที่นางต้องปลอมตัวเป็นพี่ชายอีก จะให้นางเข้าใจในทันทีเห็นจะไม่ใช่
“ท่านพ่อ ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่าข้า...ไม่เก่งเท่าพี่ชาย”
เสิ่นเฉิง เฉลียวฉลาดตั้งแต่เด็ก เพียงห้าขวบเขาก็นั่งคัดตำราอย่างมุ่งมั่น ลายมือดีเสียกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก พอแปดขวบกลอนอวยพรในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่จวนตระกูลหลิวก็สร้างชื่อให้เขาแล้ว
“อย่าได้ดูแคลนตัวเอง เจ้าก็มีความเก่งไม่ต่างกับพี่ชาย พ่อไม่หวังให้เจ้าสอบได้จอหงวน แต่หวังเพียงเจ้าช่วยให้ตระกูลเสิ่นผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากไปได้ก็พอ” จื่อหานเดินเข้ามาลูบหัวต้าเหนิงอย่างปวดใจ
หากมีหนทางอื่น เขาย่อมไม่เลือกหนทางนี้
จินเหรินสวมกอดบุตรสาวเอาไว้แน่น ตอนนี้นางทำได้เพียงแค่รอฟังข่าวการค้นหาตัวของบุตรชาย ตระกูลเสิ่นและตระกูลหลิวย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างวู่วามได้ แม้จะร้อนใจแต่เรื่องทั้งหมดจะต้องสืบหาอย่างค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป
ร่างอวบอ้วนของฝาแฝดทั้งสามวิ่งไปที่เรือนพักของต้าเหนิงแทบจะในทันที แม้แต่บ่าวรับใช้และแม่นมยังวิ่งไล่ตามไม่ทัน“ลูกชายแม่กลับมาแล้ว” ต้าเหนิงยิ้มอย่างอ่อนแรงให้ทั้งสามที่ปีนขึ้นมานั่งบนเตียง“ท่านแม่เป็นเช่นใดขอรับ เหตุใดถึงล้มป่วยได้เล่า” ลู่ซือเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง“ต่อไปข้าไม่ไปจวนใดแล้ว” หนิงเจี้ยนมองใบหน้าซีดขาวของต้าเหนิงอย่างปวดใจ“ท่านแม่กินยาแล้วหรือยังขอรับ” ดวงตากลมโตที่เอ่ยคลอไปด้วยน้ำของหรงซิ่งที่มองมา ทำให้ต้าเหนิงนางในเหลวไปเลย“พระชายา จะมีน้องให้ซื่อจื่อทั้งสามเจ้าค่ะ มิได้ล้มป่วยหนักเช่นที่กังวล” อาซียิ้มมองทั้งสามอย่างเอ็นดู“น้องอยู่ไหน” หรงซิ่งมองหาน้องก็ไม่เห็นจะมี“เจ้าโง่ น้องก็ต้องอยู่ในท้องท่านแม่อย่างไรเล่า ดูท่านป้าสะใภ้ที่ท้องโตใกล้คลอด เจ้าไม่รู้ความเสียจริง” หนิงเจี้ยนปรายตามองหรงซิ่งอย่างดูแคลน“ในนี่หรือ ไม่เห็นจะใหญ่เช่นป้าสะใภ้เลย” หรงซิ่งลูบท้องของต้าเหนิงเบาๆ“อีกไม่กี่เดือนก็จะใหญ่เช่นฮูหยินน้อยเสิ่นแล้วเจ้าค่ะ” อาจิ่วพูดไปก็ยิ้มขบขันไปต้าเหนิงมองบุตรทั้งสามอย่างรักใคร่ ต่อให้พวกเขาจะดื้อรั้นเช่นใด แต่เมื่ออยู่กับนางก็เป็นเด็กที่ว่าง่ายยิ่งนักผ่า
แต่เต๋อซิ่วจะยอมได้อย่างไร ต่อให้ยังไม่มีบุตรสาวเขาก็ไม่ยอมรับ เต๋อซิ่วส่งหยกพกสีชมพูคืนกลับไปให้เจี้ยหรุน พร้อมจดหมายที่เขียนตำหนิร่ายยาวถึงสามแผ่นฝากไปให้เขาด้วยเจี้ยหรุนที่ได้อ่านก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นห้องทรงงาน เขาคิดเช่นที่เต๋อซิ่วเข้าใจจริงๆ หากต้าเหนิงนางมีบุตรสาวไม่รู้ว่าจะงามล่มเมืองเช่นเดียวกับนางหรือไม่ จึงอยากจะได้มาเป็นลูกสะใภ้ก็เท่านั้นแต่เจี้ยหรุนรู้ดีว่า เต๋อซิ่วไม่มีทางยอม คนตระกูลเสิ่นไม่ยอมให้ลูกหลานของตนแต่งกับคนที่ไม่อาจมีภรรยาเดียวได้ แต่อย่างว่าโชคชะตาช่างเล่นตลก เมื่อบุตรสาวของต้าเหนิงแต่งกับพระโอรสองค์ที่สามที่เกิดจากฮองเฮาของเจี้ยหรุนจริงๆจินเหรินและหลินหว่านเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลวงก่อน ต้าเหนิงนางต้องรอให้ฝาแฝดอายุครบหกเดือนก่อนถึงจะออกเดินทางคนที่ยินดีที่สุดอีกคนเห็นจะเป็นตงฟู่ ที่จะได้กลับเมืองหลวงเสียที ทั้งยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรรอเขาอยู่อีกด้วยเต๋อซิ่ว ได้รับพระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ในเมืองหลวง แทนที่แม่ทัพหลิวท่านลุงของต้าเหนิงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนใต้ แทนตระกูลจ้าว จ้านอ๋องหรือมู่เฉียงยังคงเป็นกุนซือข้างกายของเต๋อซิ่วต่อไ
เมื่อเห็นว่าเป็นเขาจริง นางก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง“บาดเจ็บหรือไม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน อาซิ่ว...ข้ากลัว กลัวเหลือเกินว่าจะไม่ได้พบท่านแล้ว” นางโอบกอดรอบคอเต๋อซิ่วเอาไว้แน่น“ข้ากลับมาแล้ว ไม่มีทางแยกจากเจ้าอีกแล้ว” นานเกือบหกเดือนที่เขาห่างจากนาง โดยที่ไม่รู้เลยว่านางตั้งครรภ์อยู่ หากกลับมาไม่ทันนางคลอด หรือหลินหว่านนางไม่เดินทางมาอยู่กับต้าเหนิง เต๋อซิ่วคงไม่อาจให้อภัยตนเองได้ชั่วชีวิตเต๋อซิ่วเองก็ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบมาเช่นกัน แต่ได้น้ำวิเศษของหลินหว่านช่วยเอาไว้ เขาจึงเดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยโจวได้อย่างรวดเร็วยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเต๋อซิ่วไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว พอต้าเหนิงนางตรวจสอบดูจึงไม่เห็นว่าเขาได้รับบาดเจ็บเช่นที่เขาพูดเอาไว้“ขึ้นเถิด ขออยากเห็นลูก”“อืม...ที่นี่คือที่ใด” เต๋อซิ่วอุ้มต้าเหนิงขึ้นจากน้ำ“ห้วงมิติของพี่สะใภ้ อาหว่านนางแต่งให้พี่ชายข้าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ท่านแม่รู้ว่าเด็กในท้องข้ามีมากกว่าหนึ่งคน นางจึงช่วยพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลข้า หากนางไม่มา...” ต้าเหนิงเงียบเสียงลง ซุกเข้าไปในแผงอกของเต๋อซิ่ว“รอให้เจ้าพวกลูกเต่าโตเสียก่อน คอยดูว่าข้าจะจัดการพวกเขาเช่
ในมือขององครักษ์ของเต๋อซิ่วเหลือถุงน้ำที่ยังไม่ได้ใช้อีกเพียงแค่สี่ถุง ที่มู่เฉียงมีอีกถุง พวกเขาจึงอาศัยความวิเศษของน้ำ ดื่มวันละจอก แล้วเร่งเดินทางกลับตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ได้หยุดพักในตอนแรกเจี้ยหรุนเองก็อยากจะรั้งให้พวกเขาอยู่ที่แคว้นต้าเยี่ยสักหลายวัน เพื่อต้องการฝากของกำนัลไปมอบให้ต้าเหนิงที่นางมอบน้ำวิเศษให้ตน แต่เมื่อรู้เหตุผลก็ไม่อาจรั้งเต๋อซิ่วไว้ได้อีกต่อไปยังดีที่ตงฟู่ยังมิได้เดินทางกลับ เจี้ยหรุนจึงพอมีเวลาให้จัดเตรียมสิ่งของ เสบียงอาหารให้พวกเขา เจี้ยหรุนเองก็ไม่ได้หยุดพัก เมื่อต้องจัดการเรื่องในราชสำนักใหม่ทั้งหมด ไหนจะจัดการสนมนับพัน เรื่องราวที่เสด็จอาของตนสร้างเอาไว้มากมายสนมบางคนที่ยั่วยุให้ฮ่องเต้พระราชทานของมีค่า สร้างตำหนักพักตากอากาศให้ตน หรือรังแกเสด็จแม่ของเจี้ยหรุน ถูกตัดสิ้นให้ติดตามฮ่องเต้ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเดินทางไปปรโลกพร้อมกันขุนนางชั่ว ต่างก็ถูกเก็บกวาดจนไม่เหลือ ทรัพย์สินที่ยึดมาได้เพียงพอให้เจี้ยหรุน นำมาฟื้นฟูแคว้นและปลอบขวัญครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตไปจินเหรินนางเดาเอาไว้ไม่ผิดนัก ว่าต้าเหนิงนางจะต้องคลอดก่อนกำหนดแน่ ในตำหนักจึงมีแม่นมเตรี
พอเข้ามาถึงในห้องโถง นอกจากฝูกงกง อาซีและอาจิ่วแล้ว สาวใช้คนอื่นต่างก็ออกไปรออยู่ด้านหน้า หลินหว่านนางต้องการตรวจครรภ์ให้ต้าเหนิง เครื่องมือที่นางใช้ ไม่มีในแคว้นต้าหลี่จึงไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นหูฟังแพทย์ ที่นางนำออกมา ตรวจฟังเสียงหัวใจของเด็กทารกในครรภ์ของต้าเหนิง“อื้มมมม ดูเหมือนว่าจะมีถึงสามคน” หลินหว่านมองครรภ์ของต้าเหนิงอย่างตกตะลึง“ห๊ะ!!! สามเลยหรือ” จินเหรินเริ่มจะเกิดความกลัวขึ้นมาแล้วยามที่นางคลอดเสิ่นเฉิงและต้าเหนิง เพียงแค่สองคนก็เกือบจะเอาชีวิตกลับมาไม่ได้ แต่นี่...ต้าเหนิงนางมีถึงสามคนในท้อง จะไม่ให้นางหวาดกลัวได้อย่างไร“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงมีข้าอยู่ อาเหนิงกับลูกของนางจะต้องปลอดภัยเจ้าค่ะ”จินเหรินจะไม่เชื่อคำพูดของหลินหว่านได้อย่างไร ในเมื่อนางเองก็ได้เห็นมิติของหลินหว่านแล้ว ทั้งยังเห็นของวิเศษของนางอีกด้วย“อีกสองเดือนจะคลอด ไม่รู้ว่าอาซิ่วจะกลับมาทันหรือไม่” ต้าเหนิงลูบท้องของนางอย่างเหม่อลอยต่อให้มีมารดาและพี่สะใภ้มาอยู่ดูแลแล้ว แต่ต้าเหนิงนางก็ยังอยากให้เต๋อซิ่วอยู่ข้างนางตอนที่นางคลอดอยู่ดีทางด้านเต๋อซิ่ว เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเยี่ยแล้ว ฮ่องเต้ของแค
ต้าเหนิงนางยังคงไม่เชื่อว่านางจะตั้งครรภ์แล้ว“หากไม่ใช่เล่า พวกเจ้าก็อย่าเพิ่งดีใจกันไป ข้าเพียงแค่กินอาหารไม่ลงเท่านั้น” นางไม่เห็นจะมีอาการเช่นเกาซีม่านสหายของนางเลย ที่อาเจียนจนลุกจากที่นอนไม่ได้ ไหนจะต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง หากลุกขึ้นแล้วจะมันหัวจนเดินไม่ได้“เชื่อบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ตอนที่บ่าวตั้งครรภ์ ก็เหม็นกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ แต่บ่าวอาเจียนเสียลุกไม่ขึ้นอยู่นานหลายเดือน รอให้ท่านหมอมายืนยันอีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ”ต้าเหนิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลายวันมานี่ นางก็ไม่นึกอยากอาหาร ทั้งยังไม่อยากกินเนื้อสัตว์เช่นที่สาวใช้อาวุโสว่าจริงๆเมื่อท่านหมอมาถึง พอได้ตรวจชีพจรของต้าเหนิง หมอก็แจ้งข่าวมงคลกับนาง ต้าเหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว“เช่นนั้นก็ก่อนที่จะมาถึงเป่ยโจว แล้วเด็กในท้องข้าเป็นเช่นใดบ้าง” นางร้องถามอย่างรวดเร็ว“ครรภ์ของพระชายาแข็งแรงดีขอรับ มิต้องห่วง พระชายาเพียงต้องแข็งใจกินอาหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้ว เดือนหน้าข้าน้อยจะมาตรวจให้ท่านใหม่ ตอนนี้ยังไม่ต้องกินยาบำรุงครรภ์ขอรับ”“ขอบคุณท่านมาก เรื่องที่ข้าตั้งครรภ์ ท่านหมอช่วยเก็บเป็นความลับเอาไว้เสียก่อน







