Mag-log in“องค์ชายแปด ข้าเคยคิดว่าคนที่สามารถช่วยลีลี่และตระกูลจางให้พ้นจากเงื้อมมือหมิงเฉิงได้ คงมีเพียงข้ากับคนของข้าเท่านั้น แต่ตอนนี้ข้าเห็นแล้วว่า ข้าอาจประเมินท่านต่ำเกินไป”เหวินเฉิงยิ้มรับเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงหันไปตรวจดูขวดยาอีกครั้ง ในใจคิดถึงบันทึกพิษโบราณที่เคยอ่านผ่านตามาหลายปีก่อน หากจำไม่ผิด ตำรับดั้งเดิมของพิษชนิดนี้อาจไม่ได้มีไว้เพียงควบคุมคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับยาถอนพิษอีกชนิดหนึ่งที่ถูกลบชื่อออกจากบันทึกไปแล้วลีลี่ที่นั่งมองดอกเหมยร่วงหล่น“ข้าตัดสินใจแล้ว คืนนี้จะเอาคืนหมิงเฉิงสักหน่อย”พูดกระซิบกับโจวชิงฉือด้วยสีหน้าจริงจัง ของที่วางอยู่ตรงหน้ากลับมีเพียงผ้าสีดำสำหรับปิดหน้า เชือกเส้นหนึ่ง และถุงผ้าขนาดเล็กที่บรรจุผงยาสลบเอาไว้โจวชิงฉือเหลือบมองของบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองเจ้านายสาว “คุณหนูเรื่องนี้หากองค์ชายแปดกับบิดาท่ารู้เข้า”“แล้วจะบอกพวกเขาทำไม”“ท่านจะไปด้วยตัวเองหรือ”“แน่นอนเขาทำกับบิดาข้าและคนอื่นล้วนแต่ต่ำช้า ข้าเจ็บใจจริงๆ ไม่เอาคืนไม่ได้แน่”“ท่านจะวางยาไท่จือหรือ” เหลือบตามองยาสลบบนโต๊ะ“พูดจาให้ดีหน่อย ข้าเป็นคนมีคุณธรรม จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น
ใต้เท้าจางสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ใต้ผิวหนัง ลมหายใจติดขัด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก แม้แต่จะเปล่งเสียงเรียกคนสักคำก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก“อึก...”เสียงครางหลุดจากลำคอ เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ความปวดที่แล่นจากหน้าอกลงไปถึงแขนขากลับทำให้ร่างทรุดลงอีกครั้ง“ใต้เท้าจาง อย่าเพิ่งขยับ”เหวินเฉิงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบเข้ามาประคองไหล่เขา มืออีกข้างคว้าถ้วยยาที่เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาช่วยพยุงให้ใต้เท้าจางเอนพิงหมอนอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบเม็ดยาสีน้ำตาลเข้มออกมาจากกล่องไม้ขนาดเล็ก“กลืนยานี่ลงไปก่อน จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้”ใต้เท้าจางพยายามลืมตาขึ้นมอง แต่ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะความทรมาน เหวินเฉิงจึงยกถ้วยน้ำขึ้นจ่อริมฝีปาก ค่อยๆ ป้อนยาให้เขาทีละน้อย เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายกลืนยาลงไปหมดแล้ว จึงวางถ้วยลงและใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้อย่างระมัดระวังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง อาการปวดรุนแรงจึงเริ่มทุเลาลง แม้ความทรมานยังไม่หมดไป แต่ใต้เท้าจางก็สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น สีหน้า
เหวินเฉิงหลุดหัวเราะเบาๆ ไม่รู้เพราะคำขู่หรือเพราะสีหน้าของลีลี่ที่กำลังพยายามรักษาความน่าเกรงขามทั้งที่ถูกเขาจับทางได้หมดแล้ว เขาก้มลงเล็กน้อย คล้ายต้องการมองบาดแผลบริเวณสีข้างให้ชัดขึ้น แต่ลีลี่กลับเข้าใจว่าเขาจะพูดอะไร จึงรีบยกมืออีกข้างขึ้นดันใบหน้าเขาไว้“หยุดอยู่ตรงนั้น”เหวินเฉิงชะงัก มองฝ่ามือที่แนบอยู่กับแก้มตนเองแล้วเลิกคิ้ว “ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย”“สายตาท่านไม่น่าไว้ใจ”“ข้าเพิ่งรู้ว่าดวงตาของข้าสามารถทำให้คนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้”“อย่าเปลี่ยนเรื่อง ถอยไปเลย”ลีลี่อาศัยจังหวะที่เขาเผลอพูด บิดข้อมือแล้วหมุนตัวหมายจะหลุดจากอ้อมแขน แต่เหวินเฉิงกลับขยับตามอย่างรวดเร็ว เขาใช้แขนโอบเอวไว้เพื่อกันไม่ให้เสียหลัก ขณะเดียวกันก็โน้มหน้าลงมาแตะริมฝีปากลงบนแก้มของลีลี่อย่างรวดเร็วลีลี่เบิกตากว้าง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนเสียงตะโกนจะดังขึ้นจนคนที่อยู่ด้านนอกแทบสะดุ้ง“หลี่… เหวิน….. เฉิง”เหวินเฉิงปล่อยมือจากข้อมือทันที แต่แขนที่ประคองเอวยังคงอยู่เพียงชั่วครู่เพื่อให้แน่ใจว่าลีลี่ยืนได้มั่นคง ก่อนจะถอยออกมาหนึ่งก้าวอย่างเรียบร้อย สีหน้าสุขุมขององค์ชายแปดกลับมาเหมือนเดิม ราวกับเมื่อ
“ใช่ ยาบรรเทาพิษต้องได้รับทุกสามเดือน มิฉะนั้นพิษจะกำเริบ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผู้ถูกพิษจะทนได้กี่ครั้ง เพราะในบันทึกไม่ได้กล่าวถึงวิธีถอนพิษอย่างสมบูรณ์ ใต้เท้าจางรู้ว่าจะต้องไปดื่มชาที่ตำหนักบูรพาจึงส่งข่าวมาถึงเซียวถง และกินยาถอนพิษร้อยแปดไว้แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจต้านพิษที่รุนแรง ข้าจะปรุงยาถอนพิษให้อีกครั้ง”ลีลี่หันกลับไปมองบิดาที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ความโกรธค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอกจนแทบควบคุมไม่ได้ หมิงเฉิงถึงกับใช้วิธีสกปรกเช่นนี้กับคนที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของตน หากท่านพ่อไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ป่านนี้คงถูกขังอยู่ในห้องลับและกลายเป็นเครื่องมือให้ไท่จือบงการไปแล้ว“สารเลว” ลีลี่กัดฟันแน่น“ข้าจะไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าเหตุใดจึงกล้าทำกับท่านพ่อเช่นนี้”ลีลี่ลุกพรวดขึ้นหมายจะเดินออกจากห้อง แต่เพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว เหวินเฉิงก็รีบคว้าข้อมือไว้“เดี๋ยวก่อน”“ข้าจะต้องไปสั่งสอนหมอนั่นให้หลาบจำว่าไม่ควรมายุ่งกับข้าปล่อยข้าไปจัดการเขาเถอะ” ลีลี่หันกลับมาจ้องเขา “เขาวางยาท่านพ่อ ขังท่านพ่อไว้ในห้องลับ แล้วยังใช้พิษควบคุมชีวิตคนอีก ข้าจะไม่ไปหาเรื่องเขาแล้วจะ
ความคิดนั้นทำให้หมิงเฉิงเงยหน้าขึ้นทันที เขานึกถึงใต้เท้าจางที่นั่งดื่มชาอยู่ตรงหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ชายชราผู้นั้นไม่เคยแสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังยอมดื่มชาที่เขารินให้โดยไม่ลังเล หากอีกฝ่ายรู้ว่าชาในถ้วยมีปัญหา เหตุใดจึงยังดื่มจนหมดเว้นเสียแต่ว่า...หมิงเฉิงกำมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วใต้เท้าจางอาจรู้ตั้งแต่แรกว่าตนเองกำลังถูกวางยา และการยอมหมดสติก็เป็นเพียงการแสดงเพื่อให้เขาตายใจ“ดี...ดีมาก ใต้เท้าจาง” หมิงเฉิงกัดฟันเอ่ยทีละคำ “ท่านคิดจะเล่นเกมกับข้าใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าท่านจะซ่อนตัวได้นานเพียงใด”เขาหันไปสั่งตั่วเค่อเป็นครั้งสุดท้าย “อย่าตามหาเขาอย่างเปิดเผย ส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางจากตำหนักบูรพาไปยังจวนตระกูลจาง รวมถึงโรงเตี๊ยม ร้านยา และบ้านพักทุกแห่งที่เขาอาจใช้หลบซ่อน ข้าไม่เชื่อว่าคนที่เพิ่งหมดสติจะหายไปได้โดยไม่มีใครช่วย”ตั่วเค่อรีบรับคำสั่ง ก่อนลนลานลุกขึ้นออกไปจัดการเมื่อห้องลับกลับมาเหลือเพียงหมิงเฉิง เขาก็หยิบถ้วยชาที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาดม กลิ่นชาจางๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ไม่มีสิ่งใดผิดปก
หมิงเฉิงเดินเข้าไปในห้องลับใต้ตำหนักบูรพาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม แต่เมื่อประตูห้องลับถูกเปิดออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นเพียงเก้าอี้ว่างเปล่า เชือกที่ใช้มัดนักโทษถูกทิ้งกองอยู่บนพื้น ไม่มีใต้เท้าจาง และไม่มีแม้แต่ร่องรอยการต่อสู้ให้เห็นชัดเจนหมิงเฉิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง เขาก้มลงหยิบเชือกขึ้นมาพิจารณา ปลายนิ้วลูบรอยที่ถูกคลายออกอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความเดือดดาล“คนอยู่ที่ไหน”เสียงตวาดดังสะท้อนไปทั่วทางเดินลับ องครักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบคุกเข่าลงกับพื้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาหมิงเฉิงเหวี่ยงเชือกลงพื้นแล้วหันกลับมามองพวกเขา “ข้าสั่งให้พวกเจ้าคุมตัวใต้เท้าจางไว้ไม่ใช่หรือ แล้วคนหายไปไหน หรือพวกเจ้าคิดว่าห้องนี้มีประตูลับอีกบานที่ข้าไม่รู้จัก”“ทูลไท่จือ พวกกระหม่อมไม่ทราบจริงๆ ขอรับ ตอนที่นำตัวใต้เท้าจางเข้ามา ไท่จือยังทรงกำชับให้เฝ้าอย่างเข้มงวด พวกกระหม่อมจึงไม่กล้าห่างไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว”“แล้วใต้เท้าจางหายไปไหนแล้ว”หมิงเฉิงทวนคำด้วยเสียงต่ำ จากนั้นพลันยกเท้าถีบเก้าอี้ว่างเปล่าจนมันก







