เข้าสู่ระบบ“ใช่ ยาบรรเทาพิษต้องได้รับทุกสามเดือน มิฉะนั้นพิษจะกำเริบ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผู้ถูกพิษจะทนได้กี่ครั้ง เพราะในบันทึกไม่ได้กล่าวถึงวิธีถอนพิษอย่างสมบูรณ์ ใต้เท้าจางรู้ว่าจะต้องไปดื่มชาที่ตำหนักบูรพาจึงส่งข่าวมาถึงเซียวถง และกินยาถอนพิษร้อยแปดไว้แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจต้านพิษที่รุนแรง ข้าจะปรุงยาถอนพิษให้อีกครั้ง”ลีลี่หันกลับไปมองบิดาที่นอนหมดสติอยู่บนเตียง ความโกรธค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในอกจนแทบควบคุมไม่ได้ หมิงเฉิงถึงกับใช้วิธีสกปรกเช่นนี้กับคนที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของตน หากท่านพ่อไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ป่านนี้คงถูกขังอยู่ในห้องลับและกลายเป็นเครื่องมือให้ไท่จือบงการไปแล้ว“สารเลว” ลีลี่กัดฟันแน่น“ข้าจะไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าเหตุใดจึงกล้าทำกับท่านพ่อเช่นนี้”ลีลี่ลุกพรวดขึ้นหมายจะเดินออกจากห้อง แต่เพิ่งก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว เหวินเฉิงก็รีบคว้าข้อมือไว้“เดี๋ยวก่อน”“ข้าจะต้องไปสั่งสอนหมอนั่นให้หลาบจำว่าไม่ควรมายุ่งกับข้าปล่อยข้าไปจัดการเขาเถอะ” ลีลี่หันกลับมาจ้องเขา “เขาวางยาท่านพ่อ ขังท่านพ่อไว้ในห้องลับ แล้วยังใช้พิษควบคุมชีวิตคนอีก ข้าจะไม่ไปหาเรื่องเขาแล้วจะ
ความคิดนั้นทำให้หมิงเฉิงเงยหน้าขึ้นทันที เขานึกถึงใต้เท้าจางที่นั่งดื่มชาอยู่ตรงหน้าเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน ชายชราผู้นั้นไม่เคยแสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังยอมดื่มชาที่เขารินให้โดยไม่ลังเล หากอีกฝ่ายรู้ว่าชาในถ้วยมีปัญหา เหตุใดจึงยังดื่มจนหมดเว้นเสียแต่ว่า...หมิงเฉิงกำมือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว ความคิดหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วใต้เท้าจางอาจรู้ตั้งแต่แรกว่าตนเองกำลังถูกวางยา และการยอมหมดสติก็เป็นเพียงการแสดงเพื่อให้เขาตายใจ“ดี...ดีมาก ใต้เท้าจาง” หมิงเฉิงกัดฟันเอ่ยทีละคำ “ท่านคิดจะเล่นเกมกับข้าใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าท่านจะซ่อนตัวได้นานเพียงใด”เขาหันไปสั่งตั่วเค่อเป็นครั้งสุดท้าย “อย่าตามหาเขาอย่างเปิดเผย ส่งคนไปตรวจสอบเส้นทางจากตำหนักบูรพาไปยังจวนตระกูลจาง รวมถึงโรงเตี๊ยม ร้านยา และบ้านพักทุกแห่งที่เขาอาจใช้หลบซ่อน ข้าไม่เชื่อว่าคนที่เพิ่งหมดสติจะหายไปได้โดยไม่มีใครช่วย”ตั่วเค่อรีบรับคำสั่ง ก่อนลนลานลุกขึ้นออกไปจัดการเมื่อห้องลับกลับมาเหลือเพียงหมิงเฉิง เขาก็หยิบถ้วยชาที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะขึ้นมาดม กลิ่นชาจางๆ ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ไม่มีสิ่งใดผิดปก
หมิงเฉิงเดินเข้าไปในห้องลับใต้ตำหนักบูรพาด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม แต่เมื่อประตูห้องลับถูกเปิดออก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็นเพียงเก้าอี้ว่างเปล่า เชือกที่ใช้มัดนักโทษถูกทิ้งกองอยู่บนพื้น ไม่มีใต้เท้าจาง และไม่มีแม้แต่ร่องรอยการต่อสู้ให้เห็นชัดเจนหมิงเฉิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก่อนก้าวเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง เขาก้มลงหยิบเชือกขึ้นมาพิจารณา ปลายนิ้วลูบรอยที่ถูกคลายออกอย่างเป็นระเบียบ สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความเดือดดาล“คนอยู่ที่ไหน”เสียงตวาดดังสะท้อนไปทั่วทางเดินลับ องครักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบคุกเข่าลงกับพื้น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาหมิงเฉิงเหวี่ยงเชือกลงพื้นแล้วหันกลับมามองพวกเขา “ข้าสั่งให้พวกเจ้าคุมตัวใต้เท้าจางไว้ไม่ใช่หรือ แล้วคนหายไปไหน หรือพวกเจ้าคิดว่าห้องนี้มีประตูลับอีกบานที่ข้าไม่รู้จัก”“ทูลไท่จือ พวกกระหม่อมไม่ทราบจริงๆ ขอรับ ตอนที่นำตัวใต้เท้าจางเข้ามา ไท่จือยังทรงกำชับให้เฝ้าอย่างเข้มงวด พวกกระหม่อมจึงไม่กล้าห่างไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว”“แล้วใต้เท้าจางหายไปไหนแล้ว”หมิงเฉิงทวนคำด้วยเสียงต่ำ จากนั้นพลันยกเท้าถีบเก้าอี้ว่างเปล่าจนมันก
ยามบ่าย ณ ตำหนักบูรพา ใต้เท้าจางได้รับเทียบเชิญให้เข้าพบไท่จือโดยอ้างว่าเป็นการหารือเรื่องราชการ ทว่าทันทีที่ก้าวผ่านประตูตำหนัก หมิงเฉิงก็ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มสุภาพ ใบหน้าหล่อเหลาประดับด้วยความอ่อนโยนเช่นเดียวกับทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่“ใต้เท้าจางท่านยมาแล้วหมิงเฉิงยินดีที่ยิ่งที่ท่านยอมมาพบข้าเพื่อดื่มชาหารือเรื่องทั่วไปเราสองคนไม่ควรบาดหมาง ข้าได้ยินว่าท่านงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนจึงให้คนนำชาดีของตำหนักบูรพามาให้ชิม”หมิงเฉิงกล่าวพลางเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง ทั้งยังสั่งนางกำนัลให้ยกขนมและชาชั้นดีออกมาต้อนรับด้วยตนเอง หากมีคนนอกอยู่ด้วย คงอดชื่นชมไม่ได้ว่าไท่จือทรงให้ความเคารพขุนนางอาวุโสเพียงใดแต่ใต้เท้าจางกลับไม่แม้แต่จะมองขนมบนโต๊ะ เขานั่งลงอย่างสบายใจ ยกมือจัดแขนเสื้อแล้วมองหมิงเฉิงด้วยสายตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าคนหนุ่มตรงหน้าหลายสิบปี“ไท่จือ ไม่ต้องแสร้งทำแล้วพ่ะย่ะค่ะ คนของตำหนักนี้ไม่มีใครอยู่ด้วย ข้าก็ไม่ใช่ชาวบ้านที่เพิ่งเคยพบพระองค์เป็นครั้งแรก เราต่างรู้ไส้รู้พุงกันหมดแล้ว จะอ้อมค้อมไปทำไมให้เสียเวลา มีเรื่องใดต้องการบอกกล่าวหรือชี้แนะเชิญได้เลย”
ภายในบ้านหลบซ่อนของกลุ่มต่อต้านไท่จือ จางลีลี่กำลังนั่งให้หมอทำแผลที่สีข้าง ขณะที่สายตาจับจ้องแผนผังตำหนักบูรพาซึ่งเซียวถงนำมากางไว้บนโต๊ะ ใบหน้าของนางดูสงบจนแทบไม่เหมือนคนที่เพิ่งหนีออกจากคุกหลวงและจัดการองครักษ์ไปสี่คนเมื่อไม่นานมานี้“แผลนี้ห้ามขยับแรงๆ อย่างน้อยสามวัน” หมอกำชับพลางเก็บอุปกรณ์ “หากแผลปริขึ้นมาอีก ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยไม่ได้”“ขอบคุณท่านหมอ ข้าจะจำไว้ให้ดีเจ้าค่ะ”ลีลี่รับคำอย่างว่าง่าย พอหมอเดินออกไป นางก็เอื้อมมือไปหยิบแผนผังทันทีเหวินเฉิงที่นั่งอยู่ข้างๆ ยื่นมือมาคว้ากระดาษไว้ก่อน “ท่านหมอเพิ่งพูดว่าสามวัน”“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าจะไปปีนกำแพงเสียหน่อย ข้าแค่จะดูแผนที่”“คนที่พูดเช่นนี้ มักจะหาทางปีนกำแพงในอีกครึ่งชั่วยามต่อมา”เซียวถงหลุดหัวเราะ ส่วนโจวชิงฉือที่กำลังยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “องค์ชายแปดกล่าวได้ถูกต้อง คุณหนูของข้าเคยรับปากว่าจะพักผ่อน แล้วหลังจากนั้นก็สั่งให้ข้าเตรียมเชือก เตรียมมีด และเตรียมทางหนีสามเส้น ข้ายังจำได้ดี”ลีลี่หันไปมององครักษ์ของตน “โจวชิงฉือ เจ้าอยากกลับไปฝึกยืนกลางแดดหรืออย่างไร”“ข้าน้อยเพียงชื่นชมความสามารถของ
“ดีตรงไหน”“เมื่อก่อนหมิงเฉิงทำทุกอย่างอยู่หลังฉาก เขาเชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่ตอนนี้เขาต้องรีบตามหาข้า รีบปิดปากคนของตัวเอง และยังต้องรักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าฝ่าบาทพร้อมกัน” ลีลี่พยักหน้าขึ้นลง“คนที่ต้องจัดการหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน ย่อมมีโอกาสทำผิดพลาดมากขึ้น”เหวินเฉิงมองนาง “เจ้าคิดจะใช้ความวุ่นวายครั้งนี้ล่อให้เขาเผยหลักฐานหรือ”“ไม่ใช่แค่หลักฐาน แต่หางงอกออกมาเลย และเขาก็จะไม่ระวังตำหนักบูรพาของเขาคราวนี้เห็นเราที่จะเข้าไปหาหลักฐานได้ง่ายๆ” ลีลี่เงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววจริงจัง “เราจะต้องหาหลักฐานมัดตัวเขา แม้แต่ฮองเฮายังยอมช่วยเขาปกปิดเรื่องเหล่านั้น หากเรารู้เพียงว่าเขาเป็นคนเลว แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังปกปิดอะไร เราก็ยังไม่มีทางทำให้คนทั้งเมืองเชื่อได้”เซียวถงพยักหน้าช้าๆ “เช่นนั้นเราจะเริ่มจากเรือนเก็บของเก่าที่เซียวหลิงพูดถึง และบ่อร้างหลังตำหนักอาจจะพอหลงเหลือหลักฐานบ้าง”เหวินเฉิงมองหญิงสาวที่ยังมีสีหน้าซีดเซียวจากอาการบาดเจ็บ แต่กลับวางแผนต่อเนื่องโดยไม่คิดพัก แล้วอดถอนหายใจไม่ได้“เจ้าเพิ่งออกจากคุกหลวง ทั้งยังบาดเจ็บควรพักให้หายดีก่อน”ลีลี่หันไปยิ







