LOGINเหวินเฉิงเงยหน้ามองนางผ่านกรอบแว่น ใบหน้าไม่มีแววโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับยิ่งทำให้ลีลี่รู้สึกระแวงมากกว่าเดิม หากเขาตวาดใส่นางสักคำ นางยังพอหาทางเถียงกลับได้ แต่พออีกฝ่ายนิ่งสงบเช่นนี้ นางกลับไม่รู้ว่าควรรับมืออย่างไรลีลี่จ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ก็แค่บวมเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เห็นต้องทำเรื่องใหญ่โตเลย เจ้าโจวชิงฉือตัวดีสินะไปฟ้องท่าน”เหวินเฉิงไม่ได้ตอบ เขารับมือของนางมาวางบนฝ่ามือตนเองอย่างระมัดระวัง นิ้วเรียวยาวพลิกตรวจดูรอยบวมบริเวณข้อนิ้ว ก่อนใช้นิ้วกดเบาๆ รอบแผลเพื่อประเมินอาการ“เจ็บหรือไม่”“ไม่เจ็บ”เขาเพิ่มแรงกดขึ้นเพียงเล็กน้อย“โอ๊ย ท่านจะฆ่าข้าหรือ”“เมื่อครู่ใครเป็นคนบอกว่าไม่เจ็บ”“ข้าแค่รักษาหน้าตัวเองไม่ได้หรือ”เหวินเฉิงหลุดยิ้ม ก่อนหยิบขี้ผึ้งสมุนไพรออกจากกล่อง กลิ่นเย็นอ่อนๆ ลอยขึ้นเมื่อเขาเปิดฝา เขาใช้นิ้วแตะเนื้อขี้ผึ้งเพียงเล็กน้อยแล้วค่อยๆ ทาลงบนข้อนิ้วที่บวมแดง จากนั้นจึงเริ่มนวดคลึงอย่างเบามือสัมผัสของเขาอ่อนโยนกว่าที่ลีลี่คาดไว้มาก ปลายนิ้วค่อยๆ ไล้ไปตามข้อนิ้วและหลังมืออย่างระมัดระวัง ไม่กดแรงจนเกินไป ทั้งยังคอยสังเกตสีหน้าของนางอยู่เป็นระยะ เมื่อเห็นนางขมวดคิ
ทุกคนรีบถอยออกจากห้องโดยไม่มีใครกล้าโต้แย้ง เหลือเพียงตั่วเค่อที่เพิ่งฟื้นจากอาการหมดสติและยังเดินกะเผลกอยู่เล็กน้อย เขาคุกเข่าลงห่างจากเตียง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองเจ้านายหมิงเฉิงยกมือแตะใบหน้าที่บวมช้ำ ความเจ็บทำให้เขานึกถึงกำปั้นของลีลี่ที่กระแทกลงมาแต่ละครั้ง เขาจำได้ทุกอย่าง จำได้ว่านางหลบกระบี่ของเขาอย่างไร จำได้ว่านางทำให้เขาเสียหลักซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจำได้ชัดเจนที่สุดถึงแววตาที่ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อยนางไม่ได้มองเขาเหมือนสามี ไม่ได้มองเขาเหมือนองค์รัชทายาท และยิ่งไม่ได้มองเขาเหมือนบุรุษที่มีอำนาจเหนือชีวิตคนอื่นนางมองเขาราวกับเป็นเพียงคนโง่ที่สมควรถูกสั่งสอน“ฮ่า...” หมิงเฉิงหัวเราะออกมาเบาๆ แต่เสียงนั้นแห้งแล้งจนตั่วเค่อรู้สึกขนลุก “ดีมาก จางลีลี่...ดีมาก”ตั่วเค่อก้มหน้าต่ำกว่าเดิม “ไท่จือ ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องท่านได้ ขอทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”“ลงโทษ” หมิงเฉิงหันขวับมามอง “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เรื่องนี้จบลงด้วยการลงโทษเจ้าอย่างนั้นหรือ”“กระหม่อมไม่กล้า”“เจ้าถูกคนตีจนหมดสติ ส่วนข้าถูกหญิงคนหนึ่งซ้อมจนต้องให้คนหามกลับตำหนัก” เขาตวาดจนแผลตรงมุมปากปริออ
ลีลี่ยิ้มบางๆ “แหม ไท่จือยังจำข้าได้ด้วยหรือ ข้านึกว่าท่านยุ่งกับการวางแผนทำร้ายคนจนลืมหน้าภรรยาตัวเองไปแล้วเสียอีก”หมิงเฉิงกำกระบี่แน่น ความตกใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธอย่างรวดเร็ว “เจ้าหนีออกจากคุกหลวงแล้วยังกล้ากลับมาที่นี่อีก ดี ข้ากำลังตามหาเจ้าอยู่พอดี วันนี้ข้าจะจับเจ้ามัดแล้วลากกลับไปให้ได้”“พูดจาใหญ่โตเหมือนเดิมเลยนะ” ลีลี่ขยับคอคลายความเมื่อยล้า “แต่ก่อนจะคิดเรื่องจับคน ข้าว่าท่านควรห่วงตัวเองก่อนดีกว่า”หมิงเฉิงไม่รอให้พูดจบ เขาก้าวเข้าฟันกระบี่ใส่นางทันที ลีลี่เอนตัวหลบคมกระบี่ไปเพียงนิดเดียว ก่อนใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่ข้อมือเขาจนกระบี่เบี่ยงออก จากนั้นก็หมุนตัวเตะเข้าที่หัวเข่า ทำให้หมิงเฉิงเสียหลักไปครึ่งก้าวเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ไม่ได้ไร้ฝีมือ แต่ความโกรธทำให้การโจมตีขาดความรอบคอบ ขณะที่ลีลี่กลับตั้งใจเล่นงานจุดสำคัญอย่างแม่นยำ นางไม่ปล่อยให้เขามีเวลาตั้งกระบวนท่า ใช้การหลบประชิด สับข้อมือ กระแทกข้อศอก และโจมตีลำตัวสลับกันจนหมิงเฉิงตั้งรับแทบไม่ทัน“นังสารเลว”หมิงเฉิงตวาดแล้วเหวี่ยงหมัดใส่ใบหน้านาง ลีลี่หลบได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจับแขนเขาบิดไปด้านหลังและใช้เข่ากระแทกเข้าท
“องค์ชายแปด ข้าเคยคิดว่าคนที่สามารถช่วยลีลี่และตระกูลจางให้พ้นจากเงื้อมมือหมิงเฉิงได้ คงมีเพียงข้ากับคนของข้าเท่านั้น แต่ตอนนี้ข้าเห็นแล้วว่า ข้าอาจประเมินท่านต่ำเกินไป”เหวินเฉิงยิ้มรับเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาเพียงหันไปตรวจดูขวดยาอีกครั้ง ในใจคิดถึงบันทึกพิษโบราณที่เคยอ่านผ่านตามาหลายปีก่อน หากจำไม่ผิด ตำรับดั้งเดิมของพิษชนิดนี้อาจไม่ได้มีไว้เพียงควบคุมคน แต่ยังเกี่ยวข้องกับยาถอนพิษอีกชนิดหนึ่งที่ถูกลบชื่อออกจากบันทึกไปแล้วลีลี่ที่นั่งมองดอกเหมยร่วงหล่น“ข้าตัดสินใจแล้ว คืนนี้จะเอาคืนหมิงเฉิงสักหน่อย”พูดกระซิบกับโจวชิงฉือด้วยสีหน้าจริงจัง ของที่วางอยู่ตรงหน้ากลับมีเพียงผ้าสีดำสำหรับปิดหน้า เชือกเส้นหนึ่ง และถุงผ้าขนาดเล็กที่บรรจุผงยาสลบเอาไว้โจวชิงฉือเหลือบมองของบนโต๊ะ ก่อนเงยหน้ามองเจ้านายสาว “คุณหนูเรื่องนี้หากองค์ชายแปดกับบิดาท่ารู้เข้า”“แล้วจะบอกพวกเขาทำไม”“ท่านจะไปด้วยตัวเองหรือ”“แน่นอนเขาทำกับบิดาข้าและคนอื่นล้วนแต่ต่ำช้า ข้าเจ็บใจจริงๆ ไม่เอาคืนไม่ได้แน่”“ท่านจะวางยาไท่จือหรือ” เหลือบตามองยาสลบบนโต๊ะ“พูดจาให้ดีหน่อย ข้าเป็นคนมีคุณธรรม จะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น
ใต้เท้าจางสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ใต้ผิวหนัง ลมหายใจติดขัด มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก แม้แต่จะเปล่งเสียงเรียกคนสักคำก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก“อึก...”เสียงครางหลุดจากลำคอ เขาพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ความปวดที่แล่นจากหน้าอกลงไปถึงแขนขากลับทำให้ร่างทรุดลงอีกครั้ง“ใต้เท้าจาง อย่าเพิ่งขยับ”เหวินเฉิงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงรีบเข้ามาประคองไหล่เขา มืออีกข้างคว้าถ้วยยาที่เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เขาช่วยพยุงให้ใต้เท้าจางเอนพิงหมอนอย่างระมัดระวัง ก่อนจะหยิบเม็ดยาสีน้ำตาลเข้มออกมาจากกล่องไม้ขนาดเล็ก“กลืนยานี่ลงไปก่อน จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้”ใต้เท้าจางพยายามลืมตาขึ้นมอง แต่ภาพตรงหน้าพร่าเลือนเพราะความทรมาน เหวินเฉิงจึงยกถ้วยน้ำขึ้นจ่อริมฝีปาก ค่อยๆ ป้อนยาให้เขาทีละน้อย เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายกลืนยาลงไปหมดแล้ว จึงวางถ้วยลงและใช้ผ้าเช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้อย่างระมัดระวังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง อาการปวดรุนแรงจึงเริ่มทุเลาลง แม้ความทรมานยังไม่หมดไป แต่ใต้เท้าจางก็สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น สีหน้า
เหวินเฉิงหลุดหัวเราะเบาๆ ไม่รู้เพราะคำขู่หรือเพราะสีหน้าของลีลี่ที่กำลังพยายามรักษาความน่าเกรงขามทั้งที่ถูกเขาจับทางได้หมดแล้ว เขาก้มลงเล็กน้อย คล้ายต้องการมองบาดแผลบริเวณสีข้างให้ชัดขึ้น แต่ลีลี่กลับเข้าใจว่าเขาจะพูดอะไร จึงรีบยกมืออีกข้างขึ้นดันใบหน้าเขาไว้“หยุดอยู่ตรงนั้น”เหวินเฉิงชะงัก มองฝ่ามือที่แนบอยู่กับแก้มตนเองแล้วเลิกคิ้ว “ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย”“สายตาท่านไม่น่าไว้ใจ”“ข้าเพิ่งรู้ว่าดวงตาของข้าสามารถทำให้คนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้”“อย่าเปลี่ยนเรื่อง ถอยไปเลย”ลีลี่อาศัยจังหวะที่เขาเผลอพูด บิดข้อมือแล้วหมุนตัวหมายจะหลุดจากอ้อมแขน แต่เหวินเฉิงกลับขยับตามอย่างรวดเร็ว เขาใช้แขนโอบเอวไว้เพื่อกันไม่ให้เสียหลัก ขณะเดียวกันก็โน้มหน้าลงมาแตะริมฝีปากลงบนแก้มของลีลี่อย่างรวดเร็วลีลี่เบิกตากว้าง สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนเสียงตะโกนจะดังขึ้นจนคนที่อยู่ด้านนอกแทบสะดุ้ง“หลี่… เหวิน….. เฉิง”เหวินเฉิงปล่อยมือจากข้อมือทันที แต่แขนที่ประคองเอวยังคงอยู่เพียงชั่วครู่เพื่อให้แน่ใจว่าลีลี่ยืนได้มั่นคง ก่อนจะถอยออกมาหนึ่งก้าวอย่างเรียบร้อย สีหน้าสุขุมขององค์ชายแปดกลับมาเหมือนเดิม ราวกับเมื่อค







