Masukเวลาไม่ถึงสามวัน บ่อน้ำร้างด้านหลังตำหนักบูรพาก็ถูกขุดลอกจนถึงก้นบ่ออย่างละเอียดแต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่กรมอาญาพบกลับทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงโครงกระดูกมนุษย์ที่เน่าเปื่อยจนแทบไม่เหลือสภาพถูกนำขึ้นมาจากก้นบ่อทีละร่าง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ก็พบว่าทั้งหมดเป็นศพของหญิงสาว และมีจำนวนมากถึงห้าศพด้วยกันเศษอาภรณ์ เครื่องประดับ และป้ายประจำตัวนางกำนัลบางชิ้นถูกเก็บแยกไว้เป็นหลักฐาน กลิ่นเหม็นจากซากศพยังคงติดอยู่ตามอุปกรณ์ที่ใช้ขุดลอก แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามจัดการอย่างระมัดระวังแล้วก็ตามเมื่อรายงานเรื่องนี้ไปถึงห้องทรงงาน ฮ่องเต้ฉีเฉิงถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ“ห้าศพ...”พระองค์ทวนคำเบาๆ ราวกับยังไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “บ่อน้ำร้างแห่งเดียวกลับมีศพหญิงสาวถึงห้าคน แล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครรายงานเรื่องนี้ให้ข้ารู้เลยหรือ”ขันทีคนสนิทก้มหน้าตอบ “กรมอาญากำลังตรวจสอบตัวตนของผู้เสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ เบื้องต้นพบว่าบางคนหายตัวไปจากทะเบียนนางกำนัลเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม”ฮ่องเต้หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนวางมือบนโต๊ะ “สั่งให้สอบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด ตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยว
ภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ฉีเฉิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ เบื้องหน้ามีรายงานจากกรมอาญาวางเรียงอยู่หลายฉบับ ตั้งแต่การตรวจสอบบัญชีนางกำนัลที่หายตัวไปในช่วงสามปีที่ผ่านมา ไปจนถึงหลักฐานที่ขุดพบจากบ่อน้ำร้างด้านหลังตำหนักบูรพายิ่งอ่าน สีหน้าของฮ่องเต้ก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น“ฝ่าบาท พระองค์ควรพักสักหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนสนิทเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวังฮ่องเต้ไม่ได้เงยหน้าขึ้น เพียงยกมือกดหว่างคิ้วแล้วถอนหายใจยาว “หมิงเฉิงทำให้ข้าผิดหวังไม่น้อย”ขันทีคนสนิทก้มหน้าลง ไม่กล้าออกความเห็น“ข้าไม่เคยคิดว่าทุกอย่างจะชี้ไปที่เขาคนเดียว” ฮ่องเต้หยิบรายงานฉบับหนึ่งขึ้นมาอีกครั้ง สายตาหยุดอยู่ตรงรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายนางกำนัล “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับตำหนักบูรพามาหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็มีเหตุผลมาอธิบาย มีคนออกหน้ารับผิดแทน หรือไม่ก็หลักฐานหายไปก่อนที่ข้าจะได้ตรวจสอบ”พระองค์วางรายงานลงอย่างแรง“นี่ข้าหูหนวกตาบอดมาตลอดหรือไร”“ฝ่าบาทอย่าทรงกล่าวเช่นนั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ เรื่องบางอย่างถูกปกปิดไว้อย่างแนบเนียน คนที่อยู่เบื้องหลังย่อมเตรียมการมาเป็นอย่างดี”“แต่ข้าเป็นบิดาของเขา เป็
“ในที่สุดก็สำเร็จเสียที หลายคืนมานี้ข้าเห็นองค์ชายแทบไม่ได้นอน ทั้งอ่านตำรา ทั้งทดลองยา จนข้านึกว่าต่อไปคงต้องย้ายที่นอนมาไว้ข้างเตาปรุงยาแล้วเสียอีก”ลีลี่หลุดหัวเราะ “ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ ข้าคงต้องสั่งคนทำป้ายแขวนไว้หน้าห้องว่า ห้ามรบกวนท่านหมอเหวิน กำลังปรุงยาเพื่อช่วยชีวิตคน และห้ามเสี่ยวจื่อเข้าไปบ่น”“คุณหนูจางท่านเรียกองคืชายของเราว่าท่านหมอจนติดปากแล้วสินะ” เสี่ยวจื่อหันมาประท้วง “ข้าชื่นชมองค์ชายต่างหากเล่า”เหวินเฉิงมองทั้งสองคนสลับกัน รอยยิ้มบนใบหน้าชัดเจนขึ้น “ไม่คยมีใครเรียกข้าแบบนี้มาก่อน”ลีลี่ยกมือกอดอก “ก็ท่านเหมือนหมอนี่ใส่แว่นสายตาด้วยและข้าก็ดีใจที่ท่านปรุงยาได้สำเร็จด้วย”“ข้าก็ดีใจเช่นกันขอรับ” เสี่ยวจื่อรีบเสริมใต้เท้าจางซึ่งนั่งฟังอยู่บนเตียงหัวเราะเบาๆ ก่อนมองไปยังเหวินเฉิงด้วยสายตาขอบคุณ “องค์ชายแปด ครั้งนี้ข้าติดค้างน้ำใจท่านมาก หากไม่ได้ท่านช่วยชีวิตไว้ ไม่รู้ว่าข้าจะต้องทนทุกข์กับพิษนี้ไปอีกนานเท่าใด”เหวินเฉิงรีบประสานมือ “ใต้เท้าจางกล่าวเกินไปแล้ว ท่านเป็นบิดาของลีลี่ ข้าย่อมไม่อาจมองดูท่านเป็นอะไรไปได้”ประโยคสุดท้ายทำให้ลีลี่หันไปมองเขาทันที ส่วนเสี
เมื่อขบวนของฮ่องเต้มาถึงบ่อน้ำร้างด้านหลังตำหนักบูรพา เจ้าหน้าที่กรมอาญาก็รีบเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที องครักษ์หลวงกระจายกำลังล้อมบริเวณโดยรอบ ป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตฮ่องเต้หยุดยืนอยู่ห่างจากปากบ่อเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง “ลงไปตรวจดูข้างล่าง มีอะไรอยู่ในนั้นบ้างก็รายงานมาตามตรง”“ขอรับ”ชายผู้นั้นรับคำ จากนั้นจึงนำเชือกผูกเอวแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในบ่อร้าง บ่อน้ำแห่งนี้แห้งขอดมานานแล้ว ภายในเต็มไปด้วยดินโคลนแห้ง เศษกิ่งไม้ และขยะที่ถูกทิ้งสะสมมาหลายปีทว่าเมื่อชายผู้นั้นลงไปถึงก้นบ่อได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด“ฝ่าบาท ฝ่าบาท”เสียงตะโกนดังขึ้นจากก้นบ่อ น้ำเสียงสั่นเครือจนคนด้านบนหันมองหน้ากัน “มีอะไรอยู่ข้างล่าง” เจ้าหน้าที่กรมอาญาตะโกนถามชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเผือด มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดจมูก อีกข้างชี้ไปยังมุมหนึ่งของก้นบ่อ “กลิ่น...กลิ่นเหม็นมากขอรับ เหมือนกลิ่นซากศพ ข้างล่างต้องมีบางอย่างอยู่แน่พ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนั้นทำให้คนที่ยืนอยู่รอบบ่อพากันมองหน้ากันด้วยความตกใจ บิดาของอวี้เอ๋อร์ถึงกับก้าวออกมาอย่างลืมตัว “ร่างลู
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ”
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถูก







