LOGINน้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก
“เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ”
“อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก”
ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ”
“โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ”
“ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
“อยู่ในสวนโน่นแน่ะ สั่งต้นอะไรมาใหม่ไม่รู้เยอะแยะ ช่วยกันปลูกอยู่กับคนสวนโน่น”
“งั้นผมไปคุยกับคุณพ่อหน่อยนะครับ พาเจ้าสองชาไปสวัสดีคุณปู่ด้วย”
“ไปเถอะ คุณปู่ก็คิดถึงหลานมากเหมือนกัน”
“เด็กๆ ไปหาคุณปู่กับพ่อเร็ว” ภูริดลอุ้มลูกสาวคนเล็กพร้อมจูงมือลูกสาวคนโตเดินออกไป
น้ำมณีมองตามลูกชายแล้วอดยิ้มไม่ได้ “ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าผู้ชายแข็งกระด้างอย่างดินจะเป็นพ่อที่อบอุ่นได้ขนาดนี้ เป็นเพราะหนูฟ้าที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตดิน แม่ขอบคุณหนูมากนะ ขอบคุณจริงๆ ถ้าดินไม่ได้แต่งงานกับหนูฟ้าก็คงไม่เป็นผู้เป็นคนอย่างทุกวันนี้หรอก”
“ไม่เป็นผู้เป็นคนแล้วจะเป็นอะไรคะคุณแม่”
“เป็นผีบ้า”
น้ำมณีพูดขำๆ ซึ่งทำให้ฟ้าพราวพลอยขำตามไปด้วย เพราะตอนแรกที่แต่งงานกัน เธอก็แอบเรียกเขาใจในว่า ‘ผัวผีบ้า’ อยู่เหมือนกัน
“เออนี่หนูฟ้า หนูคิดจะมีลูกอีกสักคนมั้ย”
“คิดค่ะ” ฟ้าพราวตอบด้วยรอยยิ้ม “พี่ดินอยากได้ลูกชายอีกคนเอาไว้ดูแลพี่สาว แต่ติดที่ยุ่งๆ ทั้งเรื่องงานในไร่และเรื่องดูแลเจ้าสองชา”
“เพราะแบบนี้ไงแม่ถึงได้ขอให้เจ้าสองชามาอยู่กับแม่สักพัก หนูฟ้ากับดินจะได้มีเวลาสวีตกันเต็มที่” น้ำมณีพูดยิ้มๆ “ลองจัดทริปฮันนีมูนกันหน่อยดีมั้ย”
“ไม่เอาหรอกค่ะ ฟ้าห่วงลูก” ฟ้าพราวรีบบอก “ถ้าไปเที่ยว ฟ้าก็อยากพาลูกไปด้วย”
“ถ้าไม่หาเวลาอยู่กับดินตามลำพังบ้างแล้วเมื่อไหร่จะมีหลานชายให้แม่สักทีล่ะ” น้ำมณีทำหน้าห่อเหี่ยวผิดหวัง
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณแม่ สามวันที่เจ้าสองชาอยู่ที่นี่ ฟ้าจะรีบปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ” ฟ้าพราวรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ทำให้น้ำมณียิ้มอย่างมีความหวังขึ้นมาทันที
ภูริดลกับฟ้าพราวอยู่กินข้าวเย็นกับลูกๆ ที่บ้านของน้ำมณีก่อนแล้วค่อยกลับมาที่บ้านไร่ เมื่อมาถึงบ้าน ฟ้าพราวเห็นของเล่นลูกที่วางอยู่ในห้องโถงก็เดินไปเก็บเข้าที่ด้วยสีหน้าเหงาๆ
“เพิ่งห่างลูกไม่ถึงชั่วโมงก็จะร้องไห้แล้วเหรอ” คนเป็นสามีพูดแซวพลางเดินเข้าไปสวมกอดภรรยาจากทางด้านหลัง
“ลูกไม่เคยอยู่ห่างพวกเราเลยนะคะ โดยเฉพาะน้ำชา ไม่รู้ว่าคุณแม่จะพาเข้านอนได้หรือเปล่า” คนเป็นแม่พูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล ปกติเวลาพาเด็กๆ ไปค้างบ้านคุณย่า เธอกับภูริดลก็จะค้างด้วยทุกครั้ง
“ถ้าฟ้าเป็นห่วงลูกมาขนาดนี้เราก็ไปนอนกับลูกที่บ้านคุณแม่เถอะ”
ฟ้าพราวพลิกตัวอยู่ในวงแขนของสามีหันมามองหน้าเขา “ประชดหรือเปล่าคะ”
“พี่จะประชดทำไม” ภูริดลพูดกลั้วหัวเราะ “ความจริงพี่ก็ห่วงลูกเหมือนกัน แต่เห็นคุณแม่อยากเปิดโอกาสให้เราอยู่กันสองคนมาก พี่ก็เลยยอมตามใจคนแก่ไปอย่างนั้นเอง”
“ถ้างั้นเรารีบจัดกระเป๋าไปหาลูกกันดีกว่า” ว่าแล้วก็รีบเดินเข้าห้องนอนแล้วเก็บเสื้อผ้าทั้งของตัวเองและของสามียัดใส่กระเป๋า
สองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านของน้ำมณีตอนสองทุ่ม พบกว่าใบชาและน้ำชากำลังเล่นกับคุณปู่ คุณย่าและอาคะนิ้งอย่างสนุกสนาน โดยเฉพาะน้ำชา ไม่มีอาการงอแงร้องไห้หาพ่อกับแม่อย่างที่ฟ้าพราวกังวลแต่อย่างใด
“อ้าวดิน หนูฟ้า กลับมาทำไม” น้ำมณีถาม เมื่อเห็นลูกชายและลูกสะใภ้อ้ำอึ้งจึงพูดต่ออย่างรู้ทัน เป็นห่วงลูกกันล่ะสิ”
“ค่ะ” ฟ้าพราวยิ้มแหย “เด็กๆ ไม่เคยห่างพ่อกับแม่ โดยเฉพาะน้ำชา ฟ้ากลัวลูกร้องกลางดึกแล้วคุณแม่จะเอาไม่อยู่”
น้ำมณียิ้มอย่างเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ดี “สรุปคืนนี้ก็นอนที่นี่กันทั้งหมดนี่แหละนะ”
“ครับคุณแม่” ภูริดลตอบรับแล้วหอมแก้มเอาใจคนแก่ไปหนึ่งฟอด “คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะจัดหลานชายให้คุณแม่ให้เร็วที่สุด”
“จ้า แม่เตรียมทอง เตรียมที่ดินไว้รับขวัญหลานเยอะแยะ ถ้าไม่มีหลานชายให้แม่ก็อดนะ”
“เอาที่ดิน เอาทองมาล่อขนาดนี้ คืนนี้รอลูกหลับแล้วเดี๋ยวผมจัดให้เลยครับ” ภูริดลพูดจาเปิดเผยอย่างหน้าไม่อายเหมือนเคยเลยโดนภรรยาแอบหยิกไปหนึ่งครั้งเบาๆ โทษฐานที่ทำให้เธอเขินอายต่อหน้าผู้ใหญ่
สองเดือนต่อมา ฟ้าพราวเดินออกมาจากห้องน้ำในตอนเช้าพร้อมกับไขว้มือไว้ข้างหลัง
“ซ่อนอะไรไว้” สามีถามพลางพยายามมองไปยังมือที่อยู่ด้านหลังของภรรยา
“สองขีดชัดแจ๋ว” คุณแม่ลูกสองยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นที่ตรวจการตังครรภ์ด้วยตัวเองสามอันให้สามีดู “ชัดแจ๋วทั้งสามอันค่ะ”
“ท้องแล้วเหรอ” ภูริดลถามด้วยความดีใจแล้วก้าวยาวๆ เข้าไปกอดภรรยาด้วยความรักสุดหัวใจ
“ท้องแล้วค่ะ”
“ซุ่มเงียบเลยนะ สงสัยว่าจะท้องทำไมไม่บอกพี่”
“ฟ้าอยากรอให้แน่ใจก่อน ไม่อยากให้พี่ดินดีใจเก้อ”
“เตรียมตัวไปรับทองกับพี่ดินจากคุณแม่ได้เลย” ภูริดลยิ้มอย่างมาดมั่นว่าท้องนี้ต้องเป็นลูกชายแน่นอน
“อย่าเพิ่งมั่นใจขนาดนั้นเลยค่ะ” ฟ้าพราวไม่อยากให้สามีผิดหวังหากลูกคนที่สามคลอดออกมาเป็นผู้หญิงอีก
“พี่ยังไงก็ได้ มีแต่คุณแม่คนเดียวที่จะผิดหวัง” ภูริดลหัวเราะเบาๆ “ถ้าคนนี้เป็นผู้หญิงอีก พี่ก็จะทำหมัน พอแล้ว พี่ไม่อยากเห็นฟ้าเหนื่อยอุ้มท้องอีกแล้ว”
“ทำไมน่ารักขนาดนี้เนี่ย” ฟ้าพราวจุ๊บแก้มสามีเป็นการขอบคุณ “ฟ้ารักพี่ดินที่สุดเลย ไม่เคยเสียใจเลยที่แต่งงานกับพี่ดิน”
“พี่ก็รักฟ้ามาก รักคนเดียวมาตลอด” พูดออกไปแล้วก็นึกได้ “ไม่สิ ตอนนี้มีเจ้าสองชาที่หลับอยู่ห้องโน้นด้วย แล้วก็มีเจ้าก้อนน้อยในท้องนี่อีกคน”
“พี่ดินไปปลุกลูกให้เตรียมตัวไปโรงเรียนได้แล้วค่ะ ฟ้าจะไปเตรียมอาหารเช้า”
“ครับผม” ภูริดลจุ๊บแก้มภรรยาแล้วเดินไปห้องลูก ส่วนฟ้าพราวเดินแยกไปที่ห้องครัว
หนึ่งปีต่อมา บ้านหลังน้อยในไร่ภูสรวงก็มีเสียงร้องของเด็กทารกอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ผสมผสานด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเจ้าสองชาที่คอยช่วยคุณแม่หญิงฟ้าเลี้ยงน้องชายตัวจิ๋ววัยสามเดือน ภูริดลนั่งมองฟ้าพราวที่กำลังให้นมลูกโดยมีใบชากับน้ำชาประกบเฝ้าน้องชายในอ้อมกอดของแม่ไม่ห่างก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ชีวิตที่เคยเว้าแหว่งขาดวิ่นในอดีตของเขาถูกเติมเต็มด้วยความรักของฟ้าพราวและความสดใสของลูกๆ ทั้งสามคนแล้วในวันนี้
Happy ending
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







