LOGINภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ
“พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา”
“ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ”
ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย
“น้องเจ้าหญิงคะ”
คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง
“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”
“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม
“ใช่ค่ะ”
“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปากซอยแล้ว ขอบคุณมากนะคะ”
“ขึ้นมาเถอะค่ะ ยังไงพี่ก็ต้องไปปากซอยอยู่แล้ว” ฟ้าพราวบอกอย่างมีน้ำใจ เมื่อเห็นเธอทำหน้าเหมือนเกรงใจฟ้าพราวจึงบอกอีกครั้ง “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ดึกแล้ว เดินคนเดียวในซอยแบบนี้มันอันตราย”
“งั้นเพลินรบกวนด้วยนะคะ” เจ้าหญิงแสนสวยบอกด้วยน้ำเสียงน่ารักก่อนจะเปิดประตูรถแล้วขึ้นมานั่งที่เบาะหลัง
ระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน ฟ้าพราวชวนหญิงสาวที่แทนตัวเองว่า ‘เพลิน’ คุย จนได้รู้ว่าเธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่สี่ของมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ เธอมีความสามารถด้านการใช้เสียงได้อย่างหลากหลายจึงรับงานเกือบทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการเสียงของเธอ อาทิเช่น การเล่านิทาน ร้องเพลง และลงเสียงสปอร์ตโฆษณาต่างๆ
“พี่จอดตรงสถานีบีทีเอสข้างหน้าด้วยนะคะ” เจ้าหญิงผมแดงบอกเมื่อรถของภูริดลเลี้ยวออกจากซอยมาได้นิดหนึ่ง พอภูริดลจอดรถเทียบเชิงบันไดสถานีรถไฟฟ้าเธอก็ลงจากรถแล้วยกมือไหว้ขอบคุณภูริดลและฟ้าพราวอย่างอ่อนน้อมก่อนจะวิ่งหายขึ้นไปบนสถานี
“เดี๋ยวนี้เมาธ์เก่งนะ” ภูริดลที่นั่งเงียบมาตลอดทางแซวภรรยาขณะที่เบี่ยงรถกลับเข้าสู่ถนน
“ไม่ได้เมาธ์ซะหน่อย ฟ้าแค่ชวนคุยไม่ให้น้องอึดอัด” ฟ้าพราวไม่อยากจะพูดความจริงว่าที่เธอกลัวสาวน้อยเพื่อนร่วมทางจะอึดอัดก็เพราะภูริดลเอาแต่นั่งเงียบ ทำหน้านิ่งมาตลอดทาง ไม่แม้แต่จะชำเลืองมองสาวสวยที่นั่งอยู่เบาะหลังสักนิดเลยด้วยซ้ำ “ฟ้ารักพี่ดินจัง”
“หือ? อารมณ์ไหน” ชายหนุ่มที่ขับรถอยู่หันหน้ามามองภรรยานิดหนึ่งด้วยความแปลกใจแล้วหันกลับไปมองถนนเบื้องหน้าตามเดิม
“อารมณ์อยากบอกรักสามี” ภูริดลไม่ใช่สามีที่สมบูรณ์แบบ แต่เขาก็ไม่เคยทำให้เธอเสียใจ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงอื่นที่ไม่มีมากวนใจเลยตั้งแต่แต่งงานกัน
“พี่ก็มีอารมณ์” คนหื่นบอกหน้าตายแล้วยังจะถามย้ำอีก “รู้ใช่มั้ยว่าอารมณ์ไหน”
“รู้ค่ะ” ฟ้าพราวตอบสั้นๆ อย่างรู้ใจสามี คืนนี้เขาต้องพาเธอโต้รุ่งอีกแน่ๆ
หลังกลับจากงานวันเกิดเอลล่าที่กรุงเทพฯ ฟ้าพราวก็ลงมา ช่วยงานในไร่ชาของภูริดลอย่างเต็มตัว งานของฟ้าพราวเป็นงานวางแผนการตลาดและการประชาสัมพันธ์ โปรเจคแรกของเธอคือ ทำแบรนด์ชาของตัวเองเพื่อตีตลาดในประเทศก่อน จากนั้นจะขยายไปตลาดต่างประเทศ ดังนั้น ตอนเช้าของทุกวันเธอก็จะเข้าออฟฟิศที่อยู่ในไร่พร้อมกับภูริดล ตอนเย็นก็กลับบ้านพร้อมกัน เรียกว่าทั้งคู่อยู่ในสายตากันและกันแทบจะตลอดเวลาจนถูกผู้จัดการไร่คนสนิทแซวว่า ‘เมียมาคุม’ แต่แทนที่จะโกรธ เขากลับหัวเราะชอบใจ และไม่ว่าจะทำงานหนักขนาดไหน ภูริดลก็ยังมีแรงทำการบ้านก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอ จนในที่สุดความขยันของเขาก็เป็นผล เมื่อฟ้าพราวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้างุนงงในเช้าวันหนึ่ง
“พี่ดิน”
“หือ” ภูริดลที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปทำงานขานรับในลำคอพลางติดกระดุมเสื้อเชิ้ตแขนยาวไปด้วย
“ช่วยดูอันนี้หน่อยสิคะ”
“ดูอะไร”
“เนี่ยค่ะ” ฟ้าพราวยื่นที่ตรวจครรภ์ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งยาวสีขาวตรงกลางมีช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ สำหรับการแสดงผล
“เหตุการณ์แบบนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยเกิดขึ้นมาแล้วเลย” ภูริดลมองแท่งสีขาวตรงหน้าที่ถูกมือเล็กๆ ของภรรยาปิดช่องแสดงผลเอาไว้แล้วอดนึกถึงครั้งก่อนไม่ได้ วันนั้นฟ้าพราวก็เดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมแท่งสีขาวแบบเดียวกันนี้แล้วบอกให้เขาช่วยดู
‘มันขึ้นแบบนี้อีกแล้ว เส้นนึงชัดมาก เส้นนึงจางมาก’
‘แบบนี้มันห้าสิบ-ห้าสิบนะ’
ครั้งนั้นสองผัวเมียมองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจว่าจะท้องหรือไม่ท้อง จากนั้นก็พากันไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลออกว่า ‘ไม่ท้อง’ ทำให้ภูริดลผิดหวังมากพอสมควร ครั้งนี้เขาจึงลุ้นมากเป็นพิเศษ
“ท้องหรือไม่ท้อง” ภูริดลถามเสียงเบา แววตาลุ้นระทึก
“ท้องค่ะ” ฟ้าพราวตอบเสียงดังฟังชัดแล้วเปิดช่องแสดงผลของที่ตรวจการตั้งครรภ์ให้สามีดู คราวนี้ขึ้นขีดสีแดงสองขีดชัดเจนแบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย
ภูริดลเฮลั่นด้วยความดีใจ รวบตัวภรรยาเข้ามากอดไว้แน่นๆ แล้วจุ๊บแก้มซ้าย แก้มขวา สลับกันไปมาไม่หยุด ฟ้าพราวเองก็หัวเราะอย่างมีความสุขที่ได้เห็นสามีดีใจมากขนาดนี้
สี่ปีต่อมา ฟ้าพราวสวมหมวกปีกกว้างยืนมองไร่ชาที่กว้างใหญ่ สุดลูกหูลูกตาด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม หลายปีมานี้ภูริดลทำงานหนักมาก เขาซื้อที่ดินขยายไร่ มีโรงอบใบชา อีกทั้งยังปั้นแบรนด์ใบชาของตัวเองจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนร้านน้ำชาที่เคยวางแผนว่าจะทำร่วมกับน้ำมณีก็เปิดมาได้สองปีแล้ว กิจการไปได้ดี เป็นสถานที่เช็กอินที่ใครมาเที่ยวเชียงรายจะต้องแวะมาจิบชาและถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียต่างๆ
“พี่ดิน ใบชาอยู่ไหนคะ” ฟ้าพราวตะโกนถามสามีที่กำลังง่วนอยู่ท่ามกลางต้นชา
“จะเอาใบชาแบบไหนล่ะ ใบแก่ ใบอ่อน ใบสดหรือใบอบแห้ง” ภูริดลตะโกนถามกลับมาเป็นชุด
“พี่ดินอย่ากวนโมโหฟ้านะ บอกมาว่าใบชาอยู่ไหน” ภรรยาเจ้าของไร่ชาแยกเขี้ยวใส่สามี อยู่ด้วยกันมาหลายปี ภูริดลเปลี่ยนไปมาก จากคนปากหนักพูดน้อยกลายเป็นต่อปากต่อคำ จากเสื้อยิ้มยาก เดี๋ยวนี้เขากลายเป็นคนขี้เล่น ชอบแกล้ง แถมยังชอบยั่วโมโหอีกต่างหาก
“ตกลงจะเอาใบชาแบบไหนกันแน่ เอาไปทำอะไร จะได้เลือกให้ถูก” ภูริดลถามอย่างยียวน
“เอาไปทานข้าวเที่ยง”
“ใบชาอะไรทานข้าวได้” ภูริดลหัวเราะร่วนแล้วเดินมาบีบแก้มทั้งสองข้างของภรรยาอย่างมันเขี้ยว แก้มเธอยังนุ่มเหมือนตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ไม่มีผิด
“ฟ้าไม่ตลกด้วยนะพี่ดิน” ฟ้าพราวจ้องหน้าสามีตาดุ และทันใดนั้นก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างลักษณะเป็นแท่งนุ่มๆ จิ้มจึกๆ ที่บริเวณหลังเอว พอเอี้ยวตัวไปมองก็เห็นว่ามีเด็กหญิงอายุสามขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูใช้ปลายนิ้วเล็กๆ จิ้มเธออยู่
“ใบชาอยู่นี่ค่าคูมหญิงแม่ฟ้าขา”
“หนูมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก” ฟ้าพราวอุ้มลูกสาวขึ้นมาแล้วใช้มือเช็ดเหงื่อที่หน้าผากเล็กๆ อย่างเบามือ “คุณแม่บอกให้เรียก ‘คุณแม่’ เฉยๆ ไงคะ”
เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าสับสนงุนงง คุณปู่กับคุณอาคะนิ้งเรียกแม่ของเธอว่า ‘คุณหญิง’ คุณย่าเรียกว่า ‘หนูฟ้า’ ส่วนคุณพ่อเรียกว่า ‘ฟ้า’ เฉยๆ เธอไม่รู้จะเรียกว่าอะไรจึงเอาทุกคำมารวมกันเสียเลย
“ลูกอยากเรียกอะไรก็ปล่อยให้เรียกไปสิ” ภูริดลพูดด้วยรอยยิ้มพลางโอบไหล่ภรรยาที่อุ้มลูกสาวตัวน้อยไปขึ้นรถแล้วขับกลับไปที่บ้านพักหลังน้อยในไร่
ความจริงตั้งแต่ฟ้าพราวท้อง เขาก็ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านของนทีในเมืองเพื่อความสะดวกเพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาลมากกว่า อีกทั้งยังมีน้ำมณีช่วยดูแลฟ้าพราวเวลาที่เขามาทำงานในไร่ตอนกลางวันด้วย นานๆ ทีเขาถึงจะพาลูกและภรรยามาค้างที่บ้านไร่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ซึ่งเด็กหญิงใบชาชอบมาก ทุกครั้งที่บอกว่าจะพามานอนบ้านไร่ เจ้าตัวเล็กจะตื่นเต้นดีใจมาก
“พี่จะพาลูกไปอาบน้ำ ฟ้าตั้งโต๊ะรอเลยนะ” ภูริดลบอกภรรยาเมื่อกลับมาถึงบ้าน
“แค่สิบห้านาทีพอนะคะ อย่ามัวแต่เล่นน้ำกันเพลิน” ฟ้าพราวคร้านที่จะบ่น เพราะเวลาที่คุณพ่ออาบน้ำให้ลูกทีไรก็จะเล่นน้ำกันเพลินจนลืมเวลาทุกที
“คร้าบคูมแม่”
“ค่าคูมหญิงแม่ฟ้า”
สองพ่อลูกประสานเสียงหน้าระรื่นแล้วพากันวิ่งหายเข้าไปในห้องนอน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







