Mag-log in
โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต
และโปรดอย่าถาม ว่าอดีต ฉันเคยรักใคร
รู้ไว้อย่างเดียว เดี๋ยวนี้รักเธอ และรักตลอดไป
รักมากเพียงไหน กำหนดวัดได้ เท่าดวงใจฉัน
อย่าเพียรถาม ว่าฉันรัก เธอนานเท่าใด
ฉันตอบไม่ได้ ว่าฉันรัก ชั่วกาลนิรันด์
เพราะชีวิตฉัน คงไม่ยืนยาวไปถึงป่านนั้น
รู้แต่เพียงฉัน หมดสิ้นรักเธอ เมื่อฉันหมดลม
(เพลง จงรัก / คำร้อง จงรัก จันทร์คณา)
เสียงดนตรีเปียโนบรรเลงแผ่วพลิ้ว คละเคล้ากับเสียงใสราวระฆังแก้วของนักร้องที่ยืนร้องคลออยู่ข้างๆ กับเปียโนสีดำ Yamaha รุ่น UK บรรเลงโดยนักดนตรีซึ่งเป็นเพียงเด็กชายร่างสูงโย่ง ผิวขาวจัด นิ้วของเขาบรรเลงไปตามคีย์ของเปียโนอย่างเชี่ยวชาญ มีลูกเล่นเฉพาะตัวทำให้เพลงอมตะนั้นฟังไพเราะยิ่งนัก จนกองเชียร์อีกสองคนที่ยอมสละงานบ้านมายืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับเคลิ้มกันไปเลยทีเดียว
เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเงียบเสียงตัวโน้ตตัวสุดท้ายแล้ว นักดนตรีตัวน้อยหันมายิ้มให้กับมารดาจนแก้มบุ๋ม ตาหยีจนแทบจะปิด กันทิราโอบบ่าเล็กๆ นั้นไว้ ก่อนจะมองหน้าของบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ
“ถูกใจไหมจ๊ะ ตัวเล็ก ของขวัญวันเกิดของแม่”
ตัวเล็ก อย่างที่มารดาเรียกขาน แต่ใครๆ ในบ้านเรียกว่าคุณวี ลุกขึ้นโอบรอบร่างเพรียวของมารดา เงยหน้ามองดูท่านด้วยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เด็กชายยังไม่ยอมหุบยิ้มแห่งความปลื้มเปรมนั้นโดยง่าย เขามองเปียโนตัวงามอย่างแสนรัก มีตัวอักษรชื่อย่อเค สลักอยู่ที่ตรงฝาครอบคีย์ บ่งบอกว่ามันเป็นของขวัญที่ถูกซื้อมาเพื่อเขา
“ถูกใจที่สุดเลยครับ ผมจะใช้เปียโนตัวนี้ฝึกทุกวัน จนถึงวันลงแข่งเลยนะครับแม่เกด ผมจะต้องคว้ารางวัลที่หนึ่งของระดับเยาวชนมาให้ได้”
“ขอให้เป็นสิ่งที่ตัวเล็กมีความสุข แม่ก็มีความสุขเหมือนกันกับตัวเล็กด้วยจ้ะ”
ท่านโอบรัดเขาแน่นเข้า สองแม่ลูกกอดกันอย่างอบอุ่น ทำให้หญิงต่างวัยอีกสองคนลอบมองหน้ากัน สองสายตาที่สบกันนั้น มีแววแห่งความวิตกกังวลซ่อนอยู่เมื่อมองที่เปียโนหลังงาม ของขวัญวันเกิดของ กันต์ระวี บุตรชายคนเดียวของบ้าน พิพิธชัยสกุล
“ป้าแช่ม พี่แววครับ อยากฟังเพลงอะไรบอกมาได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะเล่นให้ฟัง”
กันต์ระวีหันมาเอ่ยเสียงแจ้วกับพวกเธอที่ยืนอยู่ หญิงวัยกลางคนหน้าตาใจดีรีบยิ้มตอบ พลางเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ
“ป้ารู้จักแต่เพลงลูกทุ่งน่ะคุณวี เพลงเพราะๆ ลูกกรุงอย่างที่คุณผู้หญิงร้อง ป้าไม่ค่อยรู้จักหรอกค่ะ คุณวีเล่นไปเถอะค่ะ คุณวีเล่นเพลงอะไรก็เพราะ”
“ถ้าอย่างนั้น...”
เด็กชายย่นจมูก ใบหน้าขาวๆ นั้นแดงเรื่อเล็กน้อยอย่างขัดเขิน เมื่อหยิบโน้ตเพลงที่ใช้ดินสอเขียนและมีรอยลบบางแห่งออกมาวางไว้ตรงหน้า
“ผมมีเพลงที่แต่งเองน่ะครับ อยากให้ลองฟังกันดู แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเพลงเลย ผมแต่งให้แม่เกดครับ”
คำพูดนั้นของบุตรชายทำให้กันทิราเต็มตื้น จนต้องลอบเช็ดน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มนั้น เสียงเปียโนดังขึ้นอย่างไพเราะ มีท่วงทำนองอ่อนหวาน จากฝีมือของบุตรชายที่ได้ยินตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้กันทิราเชื่อมั่นว่าบุตรชายเกิดมาเพื่อเป็นอัจฉริยะทางนี้โดยแท้
เสียงเพลงนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น และอ่อนหวาน ราวกับกำลังเดินท่องเที่ยวอยู่ในทุ่งดอกไม้ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ แม้แต่สองสาวต่างวัยที่ไม่รู้จักเพลงคลาสสิคอย่างนางแช่มหรือแวว ก็ยังพลอยรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นไปด้วย เมื่อเด็กชายบรรเลงจบลง จึงเรียกเสียงปรบมือขึ้นมาได้อีกรอบ
“นี่มันอะไรกัน!”
เสียงตวาดห้วนๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ขัดจังหวะช่วงเวลามีความสุขของทุกคนในบ้านพิพิธสกุลชัย แช่มและแววรีบหลบหลีกหนีไปอย่างนกรู้ ที่ว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของเจ้านาย
“เอ่อ...คุณหยง”
กันทิราถึงกับกลืนน้ำลายเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของสามี เขามีสีหน้าบึ้งตึงยามที่ตวัดตามองเปียโนหลังงามที่มีบุตรชายกำลังนั่งอยู่ตรงนั้นยิ่งนัก หยงชางเดินตรงเข้ามาหาภรรยา ก่อนจะฝืนยิ้มให้กับบุตรชายที่ทำตาโตเมื่อเห็นพ่อตีหน้ายักษ์ใส่แม่ มือของเขาจับต้นแขนนิ่มเนียนไว้แน่น ถลึงตาใส่เธอเป็นเชิงปราม พลางเอ่ยเสียงนุ่มนวลลงให้กับกันต์ระวี
“วี ลูกขึ้นไปข้างบนก่อนนะลูก ป๊ามีธุระอยากจะคุยกับแม่เขา วันนี้มีการบ้านไหม?”
“มะ...มีครับ”
กันต์ระวีค่อยๆ ลุกเดินออกมาจากที่นั่ง แล้วมองบิดาด้วยสายตาขลาดๆ หยงชางไม่เหมือนกันทิรา เพราะเขาเป็นคนค่อนข้างดุ และมีมาตรฐานที่เข้มงวดกับบุตรชาย จึงทำให้กันต์ระวีค่อนข้างจะกลัวเกรงท่านมาก
“ถ้าอย่างนั้นวีขึ้นไปทำการบ้าน ป๊าหวังว่าคงจะไม่ได้ยินเสียงเปียโนนี่อีกตลอดวันนี้ แล้วเดี๋ยวป๊าจะขึ้นไปตรวจ”
ขาดคำของหยงชาง กันต์ระวีก็รีบวิ่งขึ้นไปบนชั้นสองอย่างรวดเร็ว เข้าไปในห้องของตนเอง ที่มีรูปโปสเตอร์ของการ์ตูนตัวโปรดติดอยู่ที่หน้าประตูห้อง
เด็กชายลงมือรื้อค้นกระเป๋านักเรียน แล้วดึงเอาสมุดการบ้านออกมา เขากัดริมฝีปากก่อนจะเริ่มอ่านและตั้งใจมีสมาธิกับงานตรงหน้า แต่แล้วหูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงทุ่มเถียงดังมาจากชั้นล่าง จนต้องละงานที่ทำค้างไว้ แล้วค่อยแอบย่องออกมาจากห้องนอน เสียงที่ดังนั้นเป็นเสียงของบิดา ส่วนของมารดามีเพียงเสียงของท่านร้องไห้กระซิกเพียงเท่านั้น
กันต์ระวีเกาะราวบันไดแน่น แล้วกัดริมฝีปาก เด็กชายตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านพิพิธชัยสกุล ตั้งแต่จำความได้ ทั้งบิดาและมารดาของเขารักกันมาก แต่หยงชางมีอาการแปลกไปเมื่อสองสามเดือนมานี้ บิดาของเขามักจะหาเรื่องมาทะเลาะกับมารดาเสมอ และแทบทุกคืน กันทิราก็จะมานอนห้องเดียวกับบุตรชาย กอดกันต์ระวีแนบอก เขารับรู้ว่าบางคราวท่านร้องไห้ แต่กันต์ระวีก็ไม่กล้าถามไถ่ ว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านทั้งสองถึงต้องมาทะเลาะกันแบบนี้
“เปียโนนี่ ของนายวี เธอมีปัญญาซื้อด้วยเหรอ เกด เงินของใคร ของมันใช่ไหม?”
“คุณหยง!”
กันทิราร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น ขณะที่หยงชางกอดอก มองดูภรรยาคู่ชีวิตที่เขาเคยรักมาตลอดสิบสามปี
ใช่! เขาเคยรักนางแพศยานี่ แต่ตอนนี้เขาหมดรักเธอแล้ว ตั้งแต่รู้ชัดกับตา ว่ากันทิราสวมเขาให้กับเขา! และชายชู้ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลเลย แต่กลับกลายเป็นณัฐเพื่อนรักของเขาเอง
“เธอจะมีปัญญาที่ไหนมาซื้อของแพงๆ แบบนี้ให้ลูก หึๆ”
หยงชางหัวเราะ สายตาที่มองเธอช่างโหดร้ายนัก เขากอดอก มองร่างอวบอิ่มงดงามของภรรยาชนิดหัวจรดเท้า เล่นเอาหญิงสาวหน้าร้อนวูบ เมื่อถูกมองด้วยสายตาดูถูกแบบนั้น ร่างกายของเธอตอบโต้ไปก่อนที่สมองจะทันสั่งให้หยุด ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายไปกว่านี้
เพี๊ยะ!
ใบหน้าขาวจัดคมสันหันไปตามแรงตบ กันทิรากรี๊ดใส่หน้าเขา ก่อนจะวิ่งออกไปจากบ้าน กันต์ระวีได้ยินชัดทุกถ้อยคำ สมองของเด็กวัยสิบสองเริ่มประมวลผล พ่อกับแม่ทะเลาะกัน เพราะว่าพ่อบอกว่าแม่มีชู้ มีชู้ก็คือการนอกใจ น้ำตาของกันต์ระวีไหลพราก ความเชื่อมั่นในตัวของมารดา ทำให้เด็กชายไม่เชื่อว่ากันทิราจะทำแบบนั้นจริงๆ
เขาค่อยเดินไหล่ตก หนีเข้าไปในห้อง ขึ้นไปยังเตียงขนาดเล็กของตนเอง และคว้าตุ๊กตาอุลตร้าแมนตัวโปรดที่เป็นตัวที่เขาติดกอดนอนแม้จะอายุเกือบจะเข้าวัยรุ่นแล้วก็ตาม แต่เจ้าตุ๊กตาสีตุ่นๆ เก่าๆ นี่ก็เป็นของรักของหวง เพราะเป็นของที่บิดาและมารดาซื้อให้
กันต์ระวีร้องไห้สะอื้น ซุกหน้าเปื้อนน้ำตากับเจ้าตุ๊กตาตัวโปรด หัวใจของเด็กชายแตกร้าว กับสิ่งที่ได้ยิน เขาโกรธบิดาที่กล่าวหามารดาของเขาแบบนั้น
ป๊าใจร้าย ใจร้ายที่สุด แม่เกดเป็นคนดี แม่เกดไม่นอกใจ ไม่ทำผิดศีล ป๊าด่าแม่เกด ป๊าใจร้าย...
............................................................................................................................................................
อ้อมแขนนุ่มนวลโอบรัดเขาจากเบื้องหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมที่คุ้นเคย ทำให้เด็กชายตื่นขึ้นมาจากภวังค์ แล้วหันหน้าไปซุกกับอกนุ่มตามสัญชาตญาณ กันทิรายิ้มออกมาเมื่อแขนเล็กๆ นั่นโอบตอบเธอ หญิงสาวกระซิบที่ข้างหูของบุตรชายเสียงแผ่วหวาน
“ยังไม่นอนหรือจ๊ะ ตัวเล็ก แม่กวนให้หนูตื่นหรือเปล่า?”
“เปล่าครับ”
กันต์ระวีตอบเสียงอู้อี้ เขากอดท่านแน่นขึ้นอีกหน่อย อยากจะถามไถ่ว่าบิดาหายโกรธท่านแล้วหรือยัง แต่ก็ไม่กล้า กันทิราหัวเราะเบาๆ ลูบหลังให้บุตรชายเหมือนจะเห่กล่อม
“เพลงที่ตัวเล็กแต่งเอง เพราะมากเลยนะลูก ลูกชายของแม่เก่งมากจริงๆ”
“แม่เกดตั้งชื่อเพลงให้หน่อยสิครับ”
เด็กชายเงยหน้ามองใบหน้าของมารดา แม้จะอยู่ในเงาสลัว แต่เขาก็จำท่านได้ทุกรายละเอียด จำได้กับใบหน้าของท่าน รอยยิ้ม... และเสียงหัวเราะของท่าน บอกตัวเองไม่ถูกว่าวันนี้ทำไม... ใจคอของเขามันถึงรุ่มร้อน ไม่ค่อยจะปรกติสุขนัก อาจะเพราะสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อตอนบ่ายก็เป็นได้
“อืม...เอาเป็นอะไรดีนะ เอาชื่อนี้ก็แล้วกัน สวนดอกไม้แห่งความรัก ดีไหมจ้ะ แม่เกดฟังที่ตัวเล็กเล่นเปียโนแล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข เหมือนได้ไปชมสิ่งสวยงามอย่างดอกไม้”
“แม่เกดเก่งจังเลยครับ ชื่อนี้เพราะมาก ผมจะตั้งเป็นชื่อของเพลงนี้เลย”
กันต์ระวียิ้มออกมาได้ แล้วหอมแก้มของท่านเบาๆ กันทิรายิ้มและกอดบุตรชายให้แน่นขึ้น เธอหายเศร้าเพียงแค่ได้กอดร่างน้อยนี้ไว้แนบอก ตอนนี้หัวใจของเธอมันกำลังทุกข์ระทมมากมายเหลือเกิน
“นอนได้แล้วจ้ะ พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า”
“ครับ”
กันต์ระวีหลับตาลงอย่างว่าง่าย เพียงแค่พักเดียว เด็กชายก็หลับปุ๋ยไปในอ้อมแขนอันอ่อนโยนของมารดา กันทิราจูบหน้าผากของเขาเบาๆ แล้วค่อยคลายวงแขนออก เธอทรงตัวขึ้นนั่ง มองมายังร่างที่นอนอย่างสบายของบุตรชาย สายตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่อย่างสุดหัวใจ มือเรียวลูบแก้มนิ่มนั้นเบาๆ พลางถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ตอนนี้เธอกำลังเหนื่อยเหลือเกิน...เหนื่อยกับสิ่งที่เป็นอยู่ ท้อกับสิ่งเลวร้ายที่แผ้วพานเข้ามาในชีวิต และสิ่งนี้กำลังจะทำให้ชีวิตคู่ของเธอและคนที่เธอรักที่สุดอาจจะพังทลาย
ไม่ใช่อาจจะ...กันทิรายิ้มเหยียดกับตนเอง มันใกล้จะพังทลายแล้วต่างหาก หยงชางเกลียดเธอ นัยน์ตาคมกริบยาวรีของเขาบอกความหมายว่าแบบนั้น เธอจะประสานรอยร้าวนี้ได้อย่างไร เมื่อมีสิ่งที่ต้องทำอีกอย่าง และมันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตรักระหว่างเขาและเธอต้องถึงจุดจบเร็วขึ้น!
ร่างบางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินทอดขาอย่างเหนื่อยล้าออกไปจากห้องของบุตรชาย ความผิดพลาดที่เธอโง่งมจน เผลอก้าวเท้าลงไปในกับดักนายพรานอย่างณัฐ มันทำลังจะทำให้ชีวิตที่เหลือของกันทิราต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็น
กันต์ระวีจมอยู่ในห้วงนิทราอันน่าหวาดกลัว มีสัตว์ร้ายไล่ล่าทำร้ายเขา เด็กชายพยายามวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง แต่กรงเล็บแหลมนั่นกำลังตรงเข้ามาเพื่อฉีกกระชากชีวิตเขาออกไป
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
เสียงปืนดังแผดก้องกัมปนาท ปลุกทุกคนในบ้านพิพิธชัยสกุลให้ตื่นขึ้นมา กันต์ระวีเองก็ผวาเฮือกสะดุ้งตื่นขึ้นสุดตัว เขาหันขวับไปข้างตัวแบบเคยชิน หวังจะได้พบมารดานอนเคียงข้างและโอบกอดปลอบเขา แต่ที่นอนเย็นเชียบและไร้แม้แต่เงาของท่าน
“คุณวี ฮือๆ คุณวี”
ป้าแช่มเปิดประตูห้องผั๊วะเข้ามา น้ำตากลบตาของหญิงวัยกลางคน นางคว้าร่างของเด็กชายเข้าไปกอดรัดไว้แน่น กันต์ระวีที่พึ่งจะตื่นนอนได้แต่งุนงงและถามออกไปอย่างไร้เดียงสา
“มีอะไรครับป้าแช่ม ทำไมถึงมีเสียงดังแต่เช้า ใครจุดพลุ หรือประทัดหรือครับ”
“ฮือๆ คุณวี โฮ!”
นางตอบเขาได้เพียงแต่เสียงร้องไห้ และสะอื้นตัวโยน สักพักแววก็เข้ามากอดเด็กชายร้องห่มร้องไห้ไปอีกคน แต่สิ่งที่แววตอบเขามันฟังชัดเจนกว่ายิ่งนัก
“คุณวีขา คุณผู้ชาย กับคุณผู้หญิงท่านไม่อยู่แล้วค่ะ โฮ!”
ไฟประดับสีต่างๆ ถูกเปิดขึ้นเมื่อย่างเข้าเวลายามพลบค่ำ คนงานที่ถูกให้ทำหน้าที่ช่วยงานพิเศษเป็นพนักงานบริกร และช่วยดูแลความเรียบร้อยของงานสำคัญในวันนี้ ต่างก็เตรียมตัวกันอย่างพรั่งพร้อม บริเวณลานกว้างของไร่ส้มถูกเนรมิตให้เป็นงานเลี้ยง ที่ตกแต่งไว้อย่างอบอุ่น หรูหรา สมเกียรติกับเจ้าภาพในวันนี้นักหญิงสาวร่างเล็กบาง ที่อยู่ในชุดเดรสสีครีม แขนตุ๊กตา ผ้าชีฟองพลิ้ว กระโปรงสั้นเหนือเข่า รองเท้าแบบสายไพล่ทำจากผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ผมยาวหยักศกป้ายไปด้านหนึ่ง และถักเป็นเปียคาดไว้ ประดับเรือนผมด้วยที่เสียบผมประดับมุก เข้ากับสร้อยแขนและสร้อยคอที่เป็นมุกเช่นกัน ใบหน้าสวยหวานแต่งอ่อนๆ ด้วยโทนสีน้ำตาลอมชมพู เน้นใบหน้านั้นให้ใสกระจ่าง สวยจับใจคนมองนักเธอกำลังยืนดูการจัดเตรียมงานอยู่ นัยน์ตาหวานสดใสมองไปยังเปียโนที่ตั้งอยู่บนเวทีอย่างพรั่งพร้อม เธอทราบว่าณัฐมีรสนิยมชอบฟังเปียโน เธอจึงลงทุนจ้างนักเปียโนชื่อดังมาจากกรุงเทพฯ แบบไม่เกี่ยงค่าตัว เพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นของขวัญให้กับบิดา เธอเตรียมเพลงโปรดของเขา และเพลงร่วมสมัยหลายเพลงให้กับนักเปียโนได้ซักซ้อม เพราะแขกจะได้ไม่เบื่อ ส่วนช่วงดึกนั้นคงจะปล่อ
กันต์ระวีมองดูหน้าของเจ้านายสาว ที่เดินยิ้มออกมาจากร้านอาหาร เมื่อเขาโทรศัพท์บอกว่าเขามาถึงแล้ว เพชรน้ำบุษก็เดินออกมาทันที ด้วยท่าทีที่รื่นเริงนัก“เอ...ทำไมเสร็จเร็วจังครับคุณหนูบุษ”“บุษอิ่มน่ะค่ะ อิ่มอกอิ่มใจ”เพชรน้ำบุษตอบยิ้มๆ ใบหน้านั้นดูสดชื่นนัก นัยน์ตาหวานเป็นประกายระยับ ชายหนุ่มเพียงแค่ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เขาสตาร์ทรถแล้วเคลื่อนขับออกไปทันที เมื่อพ้นจากบริเวณร้านอาหารมาได้สักครู่ เพชรน้ำบุษก็ถามเขาเสียงใส“พี่วีกินอะไรหรือยังคะ? ยายหนูนาเลี้ยงข้าวหรือเปล่า”กันต์ระวีหัวเราะเบาๆ นึกถึงหญิงสาวร่างเพรียว หน้าตาน่ารัก ที่พยายามรั้งเขาไว้กินอาหารเย็นด้วย หากแต่เขาปฏิเสธ โดยอ้างว่าต้องรีบกลับมาทำหน้าที่บอดีการ์ดให้เพชรน้ำบุษ นึกถึงสีหน้าของเธอตอนเขาเอ่ยไปแบบนั้น มันทั้งตัดพ้อ และดูเศร้าหมองจนน่าสงสารนัก‘ค่ะ หนูนาเข้าใจ ก็ยายบุษเป็นหน้าที่ของพี่วีนี่คะ ที่ต้องคุ้มครอง’‘ไม่ใช่หน้าที่อย่างเดียวหรอกครับ น้องบุษเหมือนเป็นคนสำคัญ ที่พี่จะปล่อยให้เป็นอะไรไปไม่ได้’ประโยคนั้นเหมือนจะประกาศความรู้สึกภายในของเขากลายๆ อีกฝ่ายดูนิ่งอึ้งยิ่งนักที่เขาเอ่ยออกมาแบบนั้นลัลนากัดริมฝี
เพชรน้ำบุษก้มลงอ่านเอกสารในมือที่เธอเขียนตระเตรียมแผนงานวันเกิดของบิดาไว้ แผนงานคร่าวๆ ถูกตระเตรียมไว้พร้อมแล้วเรียบร้อย เพื่อวันสำคัญของบิดาของเธอ ซึ่งหญิงสาวตั้งใจจัดให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติของท่าน พ่อเลี้ยงณัฐ มีแต่คนนับหน้าถือตา งานครบรอบวันเกิดของเขา จึงจะจัดแบบเล็กๆ ธรรมดาไม่ได้“เรียบร้อยนะครับ คุณบุษ จะปรับเปลี่ยนอะไรอีกไหมครับ?”“อืม...” นัยน์ตาหวานระยับมองกวาดไล่ตามแผนงานอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างตกลงชอบใจกับสิ่งที่เห็น“ทั้งหมดนี้เพอร์เฟคแล้วล่ะค่ะ นักดนตรีที่จะจ้างมาเล่นเปียโนในงานนี่ จะมาสักกี่โมงคะ เพราะว่าบุษอยากจะให้เขาบรรเลงเพลงวันเกิดให้กับคุณพ่อ”“คงจะสักราวสองทุ่มน่ะครับ เครื่องดนตรีทั้งหมดตั้งในสวนใช่ไหมครับ งานนี้จัดในสวนส้ม เพื่อให้ได้บรรยากาศที่คุณบุษต้องการเราเลยจัดพวกเครื่องตกแต่งทุกอย่างให้เป็นสีส้ม พวกดอกไม้ที่ใช้ในงานก็เป็นโทนขาว แดง เหลืองนะครับ แล้วก็พวกเวทีผมก็ให้เด็กจัดการเข้าไปเคลียร์พื้นที่จัดงานวันนี้ แล้วก็หลังสามทุ่มไปจะเปลี่ยนเป็นเพลงขยับจังหวะขึ้นมานิดหนึ่งแล้วก็จัดเป็นคาราโอเกะ”“ค่ะ เอาตามนี้”เพชรน้ำบุษตอบตกลง ใบหน้างดงามยิ้มให้กับช
“จะกินได้หรือเปล่า?”ประโยคหลังเป็นเสียงห้าวๆ ที่ดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินมาด้วยท่าทางเขยกขาเล็กน้อย ลัทธพลหายไปนานเพราะไปอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ เขาส่องกระจกแล้วส่องกระจกอีกว่าตัวเองดูดีหรือยัง ดูไม่เวอร์ไปที่จะลงไปทานอาหารเย็นใช่ไหม หมุนไปหมุนมาอยู่นานกว่าจะทำใจให้มาปรากฏตัวต่อหน้าหญิงสาวที่ทำให้เขาใจเต้นแรงทุกคราที่เจอเธออย่างเพชรน้ำบุษ“ปากนะพี่ไนซ์ กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกินย่ะ”ลัลนาแลบลิ้นให้กับพี่ชาย แล้วยิ้มหวานให้กับกันต์ระวี น้ำเสียงที่ใช้กับชายหนุ่มต่างจากที่ใช้กับพี่ชายแท้ๆ ของตนเองนัก“เชิญนั่งสิคะพี่วี แหม...วันนี้หนูนามีผู้ช่วยอย่างพี่วีมาถึงที่ สงสัยกับข้าวมื้อนี้แม่ช้อยต้องมารำให้แน่ๆ”“หนูนารำก่อนแม่ช้อยก็ได้นะ เห็นปลื้มกับข้าวมื้อนี้จัง”เพื่อนรักเอ่ยกระเซ้า ทำเอาเธอต้องค้อนขวับ“ยายบุษนี่ มีแซวนะ มากินข้าวกันดีกว่า จะได้พิสูจน์ว่าอร่อยจริงๆ ไหม”ตลอดมื้ออาหาร ลัลนาแทบจะยึดกันต์ระวีไว้กับตนเองเพียงคนเดียว เธอชวนเขาคุยและตักอาหารให้อย่างเอาใจ ขณะที่ลัทธพลเองก็เขี่ยข้าวในจานเล่นไปมา ตาก็คอยเหลือบมองดูเพชรน้ำบุษ ที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเป็นของโปรดของเธอ
“กรี๊ดๆ ๆ”เสียงกรี๊ดอย่างดีใจของลัลนา ทำเอาเพชรน้ำบุษต้องปิดหู ก่อนจะรีบเอื้อมมือปิดปากเพื่อนสนิท เพราะเกรงว่าเสียงของลัลนาจะทำให้คนทั้งโรงแรมแตกตื่น เธอนัดกับเพื่อนรักที่โรงแรมแห่งนี้ ที่เธอติดต่อกับทางภัตราคารไว้เพื่อเตรียมอาหารไปในงานจัดเลี้ยงวันเกิดของบิดาในวันมะรืน หลังจากที่บอกเล่าเรื่องบอดีการ์ดคนใหม่ให้กับเพื่อนสนิทฟัง ลัลนาก็มีอาการกรี๊ดกร๊าดดีใจอย่างลืมตัว“เบาๆ สิยายหนูนา เสียงดังคนตกใจหมด ดูสิบริกรมองใหญ่แล้ว”เพชรน้ำบุษจุ๊ปาก มือยังคงปิดปากเพื่อนรักไว้ ลัลนาพยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลงนั่นแหละ เธอถึงปล่อยมือออก ลัลนาจับมือของเพชรน้ำบุษมาเขย่าอย่างดีใจ นัยน์ตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ“จริงๆ น่ะเหรอ ตายแล้ว! พี่วีเป็นการ์ดของบุษแทนอีตาพี่ช้างที่เดี้ยง เราดีใจจริงๆ เลย แบบนี้เราก็โชคสองชั้นได้เจอทั้งบุษทั้งพี่วีสินะ ดีใจมากๆ ตอนแรกเราไม่เห็นพี่วีพาเจ้ายุ่งมาวิ่งที่สวน ก็ใจหายหมดนึกว่าย้ายไปที่อื่นเสียแล้ว นี่แบบว่าได้ไปทำงานกับบุษ เราล่ะสุดแสนจะดีใจที่ได้เจอพี่วีอีก”“เราก็ตกใจเหมือนกันแหละที่รู้ว่าเป็นพี่วีน่ะ”เพชรน้ำบุษตอบยิ้มๆ เห็นอาการดีอกดีใจของเพื่อนสนิทแล้วก็นึกเอ็นดูลั
“พี่วีทำไมถึงมาทำงานกับคุณพ่อได้กันคะ”เพชรน้ำบุษเอ่ยถามคนตรงหน้าอย่างสงสัย เมื่อเธอและเขากำลังรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันในร้านอาหารใกล้ๆ กับที่ทำงานของเธอ ปรกติเธอมักจะทานมื้อกลางวันร่วมกับไอยราทุกวันอย่างไม่ถือตัว และกับกันต์ระวีเองก็เช่นกัน ยิ่งชายหนุ่มเป็นเหมือนคนเคยมีบุญคุณกับเธอด้วยแล้ว เพชรน้ำบุษจึงยิ่งอยากจะให้เขาทำงานกับเธอเพื่อจะได้ตอบแทนเขาบ้าง เพราะรู้ว่าชายหนุ่มกำลังหางานทำอยู่กันต์ระวีเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ก่อนที่นัยน์ตาสีนิลดำจะมองจ้องเธอ นัยน์ตานั้นเปล่งประกายระยับ จนคนมองสบด้วยเริ่มแก้มแดง ภาพในคืนนั้นแม้จะบอกใจให้ลืม แต่มันก็วนเวียนกลับมาทุกครั้งให้เธอได้รู้สึกไหวหวั่นยามคิดถึงเขา“มีคนแนะนำมาน่ะครับ พี่ดีใจมากที่รู้ว่าตัวเองได้มาทำงานคุ้มกันน้องบุษ ดีใจมากจริงๆ”คำพูดของเขาและสายตาที่ส่งมาบอกความนัยบางอย่าง มันทำให้เพชรน้ำบุษยิ่งหน้าร้อน หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าเพื่อจะเรียกพลังและสติให้กับตัวเอง บอกย้ำกับหัวใจซ้ำไปมา ว่าเขาเป็นผู้ชายต้องห้ามสำหรับเธอ“มาทำงานที่บ้านบุษ แล้วเจ้ายุ่งล่ะคะ มันอยู่กับใคร”เธอชวนเขาคุยถึงเจ้าหมาตัวน้อย พันธุ์มินิเจอร์ที่เธอแสนจะติดใจใน







