Mag-log in“ไม่นะ ไม่!”
เสียงห้าวตะโกนออกมาดังลั่น พร้อมกับร่างหนาแกร่งที่สะดุ้งลุกพรวดขึ้นสุดตัว มือของเขายังคงไขว่คว้าไปในอากาศ เหมือนจะเกาะเกี่ยวไขว่คว้าหาสิ่งที่หลุดลอยไปจากมือ ฝันร้ายของเขาเกิดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันหายไปมานานหลายปี
ชายหนุ่มหอบฮัก หัวใจของเขาเต้นถี่ระรัวราวกับไปวิ่งออกกำลังมา กันต์ระวีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อทำให้การหายใจเป็นปรกติ เหงื่อของเขาผุดขึ้นทั่วใบหน้าคมสัน ร่างสูงลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินดุ่มตรงไปยังห้องน้ำ เขาเปิดน้ำที่อ่างล้างหน้าก่อนจะวักน้ำสาดใส่ใบหน้าคมคาย เหมือนจะให้น้ำให้สติและความสดชื่นคืนมาแก่ร่างกาย
กันต์ระวีเงยใบหน้าที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ มองดูเงาสะท้อนของตนเองในกระจกเงา มันสะท้อนภาพชายหนุ่มใบหน้าเรียวยาว ผิวขาวจัด คิ้วเข้ม นัยน์ตาสีนิลยาวรี บอกเชื้อชาติของเขาได้ชัดเจน จมูกโด่งสวย ริมฝีปากบางได้รูป ตอนนี้มีไรเคราขึ้นเขียวครึ้ม ทำให้ใบหน้านั้นดูคมเข้มมากขึ้น
ชายหนุ่มลูบไล้ใบหน้าของตนเอง มองพินิจถึงเครื่องหน้าแต่ละชิ้น ก่อนจะรำลึกถึงผู้ให้กำเนิดทั้งสอง นัยน์ตาสีนิลของเขาคล้ายบิดา รวมถึงจมูกโด่งได้รูปสวย ริมฝีปากบางและรูปหน้าของเขาได้มาจากมารดา เป็นส่วนผสมที่ลงตัวและงดงาม
เขาคงไม่ใช่ผลิตผลของความผิดบาปของมารดา สมองของเขาเผลอคิดตรงนี้ขึ้นมาชั่วแวบ ก่อนจะกำกำปั้นทุบผนังห้องน้ำแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ กัดริมฝีปากของตนเองเพื่อเรียกสติ เพราะฝันนั่น ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน การสูญเสียที่เขาได้ประสบตั้งแต่เยาว์วัย มันทำให้กันต์ระวี กลายเป็นเด็กชายขี้ระแวง และไร้สุข ปรารถนาจะทวงคืนในสิ่งที่เคยเป็นของครอบครัวคืนมา เขาต้องการทวงทุกอย่างคืนมาจากชายโฉดคนนั้น! คนที่ปลูกฝังฝันร้ายให้ตามหลอกหลอนเขาจนวันนี้
‘หน้าตาคล้ายๆ ฉันเหมือนกันนะเราน่ะ หึๆ หรือว่าจะเป็น...’
คำพูด รวมถึงสายตาที่มองเขาแบบหัวจรดเท้า ด้วยแววตาราวกับหมาป่าแสนเจ้าเล่ห์ ที่ยังจำฝังใจในเด็กชายอายุสิบสอง ที่กำลังเคว้งคว้างจับต้นชนปลายไม่ถูก บิดาของเขาใช้ปืนยิงกันทิรา ก่อนจะยิงตัวตาย มีจดหมายพินัยกรรมมอบทุกสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของกันทิราให้กับชายหนุ่มอีกคนอย่างเคลือบแคลง แต่นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นลายมือของเธอ จดหมายนั้นถูกต้องและพินัยกรรมมีผลทางกฎหมาย
ณัฐอ้างหนี้สินที่หยงชางติดค้างชำระเขาในการเข้ายึดบ้านพิพิธสกุลชัย และยึดไร่ส้ม รวมถึงบ้านของพวกเขา หยงฟางที่ไปร่วมงานศพของพี่ชายต่างมารดาทนไม่ไหวที่หลานชายต้องกลายเป็นลูกกำพร้า และแทบจะไม่เหลือสิ้นซึ่งอนาคต หรือแม้แต่ญาติพี่น้องที่จะมาดูดำดูดี เขาจึงนำพากันต์ระวีหลายชายที่ได้พบเจอหน้ากันยังไม่ถึงอาทิตย์ไว้เป็นบุตรบุญธรรมและพามาเสียจากเมืองไทย กลับมาที่ฮ่องกง ซึ่งเขามีธุรกิจอยู่ที่นี่ เขาได้ส่งเสียเลี้ยงดูกันต์ระวีจนเติบโตเป็นชายหนุ่มฉกรรจ์ ให้ความรู้การศึกษาอย่างดี กันต์ระวีกลายเป็นมือขวาที่เก่งกาจ และหยงฟางที่ไม่มีลูกหรือภรรยาก็ต้องการให้ชายหนุ่มสืบทอดกิจการของตระกูลแซ่เซี่ยต่อไป
แต่สิ่งที่ติดค้างในใจของชายหนุ่มมาตลอดยี่สิบปี คือการทวงคืนทุกสิ่งมาอย่างถูกต้องให้กับครอบครัวของเขา กันต์ระวีต้องการอย่างยิ่งที่จะไปทวงความเป็นธรรมให้กับมารดาที่ถูกนินทาว่าร้ายว่าเป็นชู้กับชายเลวคนนั้น และทวงสิ่งของๆ ครอบครัวคืนมา ไร่ส้มที่เขารัก ที่เขาเคยวิ่งเล่นซุกซนไปทุกตารางนิ้วนั่น เปียโนตัวที่มารดาซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เขาหวังว่ามันจะยังคงอยู่ที่นั่น แม้จะเหลือเพียงแต่ซาก แต่กันต์ระวีก็ยังจะต้องการทวงทุกสิ่งของเขาคืน
การแก้แค้น!
คำๆ นี้เป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจของชายหนุ่มมาตลอด เขาพยายามเรียนให้จบและตอบแทนผู้เป็นอาที่ได้ชุบเลี้ยงเขามา ตอนนี้ธุรกิจของหยงฟางไม่น่ามีอะไรเป็นห่วง และกำลังก้าวหน้าไปด้วยดี เขาปั้นมือขวาที่เอาไว้แทนตัวได้ถ้าเกิดเขาไปไหนไกลๆ สักพัก กันต์ระวียิ้มที่มุมปากขณะที่แต่งตัวเพื่อเตรียมจะไปทำงานของตนเองตามปรกติ เต๋ออี้ ไว้ใจทำงานแทนเขาได้ และคงจะช่วยหยงฟางได้ดีเทียบเท่ากับเขา
“ทำไมวันนี้ลงมาสายนักล่ะ หยาง”
หยงฟางเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แล้วเอ่ยทักทายหลานชายที่เดิมเข้ามาร่วมโต๊ะอาหารเช้าด้วย กันต์ระวีมีชื่อจีนว่า หยาง ซึ่งผู้เป็นอาตั้งให้ เขาเหมือนกับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ เด็กชายกันต์ระวีไม่รู้ภาษาจีนเลยสักคำ ส่วนหยงฟางนั้นความรู้ภาษาไทยก็มีพอพูดได้บ้าง
เขาและพี่ชายอย่างหยงชางเป็นพี่น้องที่รักกันมากแม้จะต่างมารดา มารดาของหยงชางเป็นคนไทย ส่วนมารดาของเขาเป็นคนจีน บิดาของเขา หลี่เพ่ย มีภรรยาสองคน คือ เหม่ยหง และ นารถยา หลี่เพ่ยทำธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ต้องติดต่อไปมาระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนเสมอ ภรรยาของเขาทั้งคู่อยู่กันคนละประเทศ รับรู้ถึงการมีตัวตนของแต่ล่ะฝ่าย แต่ก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกัน และหลี่เพ่ยก็เป็นสามีที่บริหารเวลาได้ค่อนข้างดี ไม่ให้มีปัญหาน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งกันและกัน รวมถึงบุตรชายทั้งสอง ที่เขามักจะพาไปเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ จนทั้งคู่สนิทกัน รวมถึงเรียนด้วยกันในระดับปริญญาที่เขาส่งสองพี่น้องให้ไปเรียนที่อเมริกา
หยงชางเลือกที่จะอยู่เมืองไทย เพราะหลงรักกับการทำสวนส้ม ทั้งที่ร่ำเรียนมาทางด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งแม้ตอนแรกหลี่เพ่ยจะคัดค้านและถึงขั้นเกือบจะตัดขาดกับบุตรชายคนโต แต่แล้วเวลาก็ช่วยเยียวยาสองพ่อลูกนี้ได้ อีกทั้งหยงฟางก็เป็นหนุ่มนักธุรกิจที่เก่งกาจนัก จนหลี่เพ่ยฝากกิจการไว้ที่เขาได้ และหยงฟางยังคงต่อยอดความสำเร็จมาเป็นธุรกิจอีกตัวหนึ่งคือธุรกิจการประกอบรถยนต์ที่ฮ่องกง โดยมีหลานชายคนเก่งอย่างกันต์ระวีมาช่วยดูแลเต็มตัวตอนนี้
ชีวิตของกันต์ระวีที่นี่ตอนแรกแม้จะขลุกขลักนัก แต่ด้วยญาติพี่น้องที่แวดล้อมเป็นครอบครัวใหญ่อย่างตระกูล เซี่ย และมีคนที่รักเขามากมาย มันก็ทำให้เด็กชายกันต์ระวีผู้แสนจะหวาดกลัวทุกสิ่งจากเมืองไทย เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย จนกลายเป็นเก่งและแกร่ง กลายเป็นหลานชายที่ปู่ภูมิใจ เป็นหลานชายที่หยงฟางรักจนเหมือนลูกแท้ๆ พวกญาติๆ ส่วนมากสงสารลูกกำพร้าอย่างกันต์ระวี ไม่มีใครเหยียดเยาะหรือพูดจาทำร้ายเขาแม้แต่น้อย
“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะครับ อา”
ชายหนุ่มตอบสั้นๆ เขาจิบกาแฟดำเพราะอยากให้คาเฟอีนทำให้ร่างกายกระเตื้องขึ้นบ้าง ฝันร้ายเมื่อคืนทำเอาเขานอนหลับไม่สนิท หยงฟางมองดูใบหน้าคมสันของหลานชาย ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วเอ่ยลอยๆ ขึ้นเสียงทุ้ม
“ไปทำอะไรมาหรือเปล่า? หยางจงมารับเราไปเหลวไหลแถวถนนนาธานอีกล่ะสิ”
กันต์ระวีถึงกับหัวเราะเมื่อผู้เป็นอาพูดแบบนั้น หยางจงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ซึ่งค่อนข้างจะสนิทสนมกับกันต์ระวีมาก อีกฝ่ายเป็นหนุ่มเพลย์บอยและค่อนข้างหลักลอยยังไม่ได้ทำงานเป็นแก่นสารเท่าที่ควร จึงมักจะพากันต์ระวีไปเถลไถลตามประสาหนุ่มโสดอยู่บ้าง
“เปล่าครับ หยางจงไปที่มาเก๊า มาชวนผมอยู่เหมือนกันว่าอยากให้พักร้อนบ้าง แต่ผมปฏิเสธไปแล้ว”
“ไปกับหยางจงมีแต่จะพากันไปเรื่อยไถล ระวังเถอะปู่เราจะจับไปอบรมยาว แต่พูดถึงพักร้อน หยางลาบ้างก็ดีนะ กรำงานมาหนักเหลือเกิน จนอาชักจะรู้สึกผิดที่ใช้งานหลานชายหนักจนเกินควร”
“หึๆ ผมก็กำลังจะขอลาเหมือนกันแหละครับอาฟาง คงจะไปนานพอสมควรเลย แต่เต๋ออี้เลขาของผมก็เชื่อใจได้เขาทำงานทุกอย่างได้ดีและรู้จักระบบการทำงานในแบบของผม เรียกได้ว่าเป็นหยางเบอร์สองก็คงไม่แปลกนัก อาคงจะไม่ต้องห่วงมากนัก ถ้าผมจะไปไหนสักพัก”
“หืม?”
หยงฟางมองดูใบหน้าคมสันของหลานชายพลางเลิกคิ้ว เขาวางหนังสือพิมพ์ในมือลงทันที กันต์ระวีไม่เคยลาพักร้อนไปที่ไหนมาก่อนเลยจนบางทีเขาอยากจะให้หลานชายได้พักบ้าง แต่นี่มาบอกว่าจะลายาว แถมฝากฝังงานไว้ที่เลขานุการมือดีเสร็จสรรพ หรือว่า...
“หยาง เราจะกลับเมืองไทยหรือไง”
หยงฟางที่พอจะรู้เรื่องของหลานชายบ้างถึงกับดักคอ เขารู้ว่ากันต์ระวีมีความฝังใจลึกล้ำเรื่องอะไร และหวังจะให้ชายหนุ่มลืมมันไปและมีชีวิตใหม่ที่นี่ ไม่ใช่เมืองไทย ที่ๆ มีความหลังอันเจ็บปวด
“ครับ”
ชายหนุ่มรับคำ พลางยิ้มที่มุมปาก นัยน์ตาคมกริบเปล่งแววตาวาวโรจน์ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาอยากทำเมื่อกลับถึงเมืองไทย ความหอมหวานของการแก้แค้นได้รอรับเขาอยู่ที่นั่น มันสั่งสมมาตลอดยี่สิบปี เสียงของหัวใจเรียกร้องให้เขาไปทวงทุกอย่างคืน!
“จะกลับไปทำไม ทุกๆ อย่างของเราอยู่ที่นี่”
ผู้เป็นอาเอ่ยขึ้นมาเสียงขรึมๆ เขามองใบหน้าคมสันนั่นแล้วส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่ต้องกลับไปหรอก หยาง ที่ของหลานคือที่นี่”
“ที่เมืองไทยต่างหากล่ะครับ คือที่ของผม ที่นั่นมีรกรากของผม มีสวนส้ม บ้าน ทุกๆ อย่างของพ่อและแม่ อยู่ที่นั่น”
“แต่ตอนนี้มันเป็นของคนอื่น ยี่สิบปีมาแล้วนะหยาง อาว่า...”
“บ้านอยู่ที่ไหน หัวใจอยู่ที่นั่นครับ อาฟาง หัวใจของผมอยู่ที่บ้าน นั่นคือเมืองไทย และตอนนี้หัวใจของผมถูกคนชั่วขโมยไป ผมจึงต้องไปทวงคืนมันกลับมา”
หยงฟางถึงกับย่นคิ้ว เมื่อหลานรักยกเอาคำคมขึ้นมา เขากระแอมพลางเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
“กุศลกรรมไม่มีอะไรยิ่งใหญ่เท่ากับการให้อภัย หลานเคยได้ยินคำนี้ไหม?”
“ผมเคยได้ยินแต่ล้างแค้นสิบปียังไม่สายครับอาฟาง”
กันต์ระวีเอ่ยกลั้วหัวเราะ เหมือนเขาเอ่ยล้อเล่น แต่นัยน์ตาคมกริบนั้นเอาจริงเอาจังนัก หยงฟางถอนใจ มองหน้าหลานชายแน่วแน่ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แล้วถ้าอาจะห้ามไม่ให้เราไปล่ะ หยาง”
“ผมก็คงจะยืนยันว่าผมจะไปให้ได้อยู่ดีล่ะครับ อาฟาง”
กันต์ระวียืนยันหนักแน่น นัยน์ตาคมกริบมองสบตากับผู้เป็นอาอย่างไม่ยอมหลบ หยงฟางลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาหลานชายที่นั่งอยู่พลางตบบ่ากว้างเบาๆ
“อาก็คงจะห้ามอะไรเราไม่ได้หรอกนะ หยาง แต่จงจำไว้อย่าเพลินกับความแค้น แม้รสชาติของมันจะหอมหวาน แต่มันก็ซ่อนไว้ด้วยความขมขื่น ขมขื่นที่ใจของเรานั่นแหละหยาง มันมีสุขแล้วหรือกับสิ่งที่อยากจะกระทำ อาอยากจะให้ หยางลองถามตัวเองและลองทบทวนทุกอย่างดูอีกที ก่อนจะคิดหรือตัดสินใจทำอะไร”
“ผมคิดดีแล้วครับอาฟาง”
กันต์ระวียิ้มให้กับผู้เป็นอา หัวใจของเขามันอยู่ที่เมืองไทย ความสุขของเขาอยู่ที่การได้ทุกอย่างคืนมาและเห็นผู้ชายเลวๆ อย่าง ณัฐ ดิลกธรรมชัย พินาศย่อยยับไม่ต่างจากครอบครัวของเขาในอดีต
ไฟประดับสีต่างๆ ถูกเปิดขึ้นเมื่อย่างเข้าเวลายามพลบค่ำ คนงานที่ถูกให้ทำหน้าที่ช่วยงานพิเศษเป็นพนักงานบริกร และช่วยดูแลความเรียบร้อยของงานสำคัญในวันนี้ ต่างก็เตรียมตัวกันอย่างพรั่งพร้อม บริเวณลานกว้างของไร่ส้มถูกเนรมิตให้เป็นงานเลี้ยง ที่ตกแต่งไว้อย่างอบอุ่น หรูหรา สมเกียรติกับเจ้าภาพในวันนี้นักหญิงสาวร่างเล็กบาง ที่อยู่ในชุดเดรสสีครีม แขนตุ๊กตา ผ้าชีฟองพลิ้ว กระโปรงสั้นเหนือเข่า รองเท้าแบบสายไพล่ทำจากผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดหมู ผมยาวหยักศกป้ายไปด้านหนึ่ง และถักเป็นเปียคาดไว้ ประดับเรือนผมด้วยที่เสียบผมประดับมุก เข้ากับสร้อยแขนและสร้อยคอที่เป็นมุกเช่นกัน ใบหน้าสวยหวานแต่งอ่อนๆ ด้วยโทนสีน้ำตาลอมชมพู เน้นใบหน้านั้นให้ใสกระจ่าง สวยจับใจคนมองนักเธอกำลังยืนดูการจัดเตรียมงานอยู่ นัยน์ตาหวานสดใสมองไปยังเปียโนที่ตั้งอยู่บนเวทีอย่างพรั่งพร้อม เธอทราบว่าณัฐมีรสนิยมชอบฟังเปียโน เธอจึงลงทุนจ้างนักเปียโนชื่อดังมาจากกรุงเทพฯ แบบไม่เกี่ยงค่าตัว เพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นของขวัญให้กับบิดา เธอเตรียมเพลงโปรดของเขา และเพลงร่วมสมัยหลายเพลงให้กับนักเปียโนได้ซักซ้อม เพราะแขกจะได้ไม่เบื่อ ส่วนช่วงดึกนั้นคงจะปล่อ
กันต์ระวีมองดูหน้าของเจ้านายสาว ที่เดินยิ้มออกมาจากร้านอาหาร เมื่อเขาโทรศัพท์บอกว่าเขามาถึงแล้ว เพชรน้ำบุษก็เดินออกมาทันที ด้วยท่าทีที่รื่นเริงนัก“เอ...ทำไมเสร็จเร็วจังครับคุณหนูบุษ”“บุษอิ่มน่ะค่ะ อิ่มอกอิ่มใจ”เพชรน้ำบุษตอบยิ้มๆ ใบหน้านั้นดูสดชื่นนัก นัยน์ตาหวานเป็นประกายระยับ ชายหนุ่มเพียงแค่ขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เขาสตาร์ทรถแล้วเคลื่อนขับออกไปทันที เมื่อพ้นจากบริเวณร้านอาหารมาได้สักครู่ เพชรน้ำบุษก็ถามเขาเสียงใส“พี่วีกินอะไรหรือยังคะ? ยายหนูนาเลี้ยงข้าวหรือเปล่า”กันต์ระวีหัวเราะเบาๆ นึกถึงหญิงสาวร่างเพรียว หน้าตาน่ารัก ที่พยายามรั้งเขาไว้กินอาหารเย็นด้วย หากแต่เขาปฏิเสธ โดยอ้างว่าต้องรีบกลับมาทำหน้าที่บอดีการ์ดให้เพชรน้ำบุษ นึกถึงสีหน้าของเธอตอนเขาเอ่ยไปแบบนั้น มันทั้งตัดพ้อ และดูเศร้าหมองจนน่าสงสารนัก‘ค่ะ หนูนาเข้าใจ ก็ยายบุษเป็นหน้าที่ของพี่วีนี่คะ ที่ต้องคุ้มครอง’‘ไม่ใช่หน้าที่อย่างเดียวหรอกครับ น้องบุษเหมือนเป็นคนสำคัญ ที่พี่จะปล่อยให้เป็นอะไรไปไม่ได้’ประโยคนั้นเหมือนจะประกาศความรู้สึกภายในของเขากลายๆ อีกฝ่ายดูนิ่งอึ้งยิ่งนักที่เขาเอ่ยออกมาแบบนั้นลัลนากัดริมฝี
เพชรน้ำบุษก้มลงอ่านเอกสารในมือที่เธอเขียนตระเตรียมแผนงานวันเกิดของบิดาไว้ แผนงานคร่าวๆ ถูกตระเตรียมไว้พร้อมแล้วเรียบร้อย เพื่อวันสำคัญของบิดาของเธอ ซึ่งหญิงสาวตั้งใจจัดให้ยิ่งใหญ่สมเกียรติของท่าน พ่อเลี้ยงณัฐ มีแต่คนนับหน้าถือตา งานครบรอบวันเกิดของเขา จึงจะจัดแบบเล็กๆ ธรรมดาไม่ได้“เรียบร้อยนะครับ คุณบุษ จะปรับเปลี่ยนอะไรอีกไหมครับ?”“อืม...” นัยน์ตาหวานระยับมองกวาดไล่ตามแผนงานอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างตกลงชอบใจกับสิ่งที่เห็น“ทั้งหมดนี้เพอร์เฟคแล้วล่ะค่ะ นักดนตรีที่จะจ้างมาเล่นเปียโนในงานนี่ จะมาสักกี่โมงคะ เพราะว่าบุษอยากจะให้เขาบรรเลงเพลงวันเกิดให้กับคุณพ่อ”“คงจะสักราวสองทุ่มน่ะครับ เครื่องดนตรีทั้งหมดตั้งในสวนใช่ไหมครับ งานนี้จัดในสวนส้ม เพื่อให้ได้บรรยากาศที่คุณบุษต้องการเราเลยจัดพวกเครื่องตกแต่งทุกอย่างให้เป็นสีส้ม พวกดอกไม้ที่ใช้ในงานก็เป็นโทนขาว แดง เหลืองนะครับ แล้วก็พวกเวทีผมก็ให้เด็กจัดการเข้าไปเคลียร์พื้นที่จัดงานวันนี้ แล้วก็หลังสามทุ่มไปจะเปลี่ยนเป็นเพลงขยับจังหวะขึ้นมานิดหนึ่งแล้วก็จัดเป็นคาราโอเกะ”“ค่ะ เอาตามนี้”เพชรน้ำบุษตอบตกลง ใบหน้างดงามยิ้มให้กับช
“จะกินได้หรือเปล่า?”ประโยคหลังเป็นเสียงห้าวๆ ที่ดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวที่เดินมาด้วยท่าทางเขยกขาเล็กน้อย ลัทธพลหายไปนานเพราะไปอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ เขาส่องกระจกแล้วส่องกระจกอีกว่าตัวเองดูดีหรือยัง ดูไม่เวอร์ไปที่จะลงไปทานอาหารเย็นใช่ไหม หมุนไปหมุนมาอยู่นานกว่าจะทำใจให้มาปรากฏตัวต่อหน้าหญิงสาวที่ทำให้เขาใจเต้นแรงทุกคราที่เจอเธออย่างเพชรน้ำบุษ“ปากนะพี่ไนซ์ กินไม่ได้ก็ไม่ต้องกินย่ะ”ลัลนาแลบลิ้นให้กับพี่ชาย แล้วยิ้มหวานให้กับกันต์ระวี น้ำเสียงที่ใช้กับชายหนุ่มต่างจากที่ใช้กับพี่ชายแท้ๆ ของตนเองนัก“เชิญนั่งสิคะพี่วี แหม...วันนี้หนูนามีผู้ช่วยอย่างพี่วีมาถึงที่ สงสัยกับข้าวมื้อนี้แม่ช้อยต้องมารำให้แน่ๆ”“หนูนารำก่อนแม่ช้อยก็ได้นะ เห็นปลื้มกับข้าวมื้อนี้จัง”เพื่อนรักเอ่ยกระเซ้า ทำเอาเธอต้องค้อนขวับ“ยายบุษนี่ มีแซวนะ มากินข้าวกันดีกว่า จะได้พิสูจน์ว่าอร่อยจริงๆ ไหม”ตลอดมื้ออาหาร ลัลนาแทบจะยึดกันต์ระวีไว้กับตนเองเพียงคนเดียว เธอชวนเขาคุยและตักอาหารให้อย่างเอาใจ ขณะที่ลัทธพลเองก็เขี่ยข้าวในจานเล่นไปมา ตาก็คอยเหลือบมองดูเพชรน้ำบุษ ที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เพราะเป็นของโปรดของเธอ
“กรี๊ดๆ ๆ”เสียงกรี๊ดอย่างดีใจของลัลนา ทำเอาเพชรน้ำบุษต้องปิดหู ก่อนจะรีบเอื้อมมือปิดปากเพื่อนสนิท เพราะเกรงว่าเสียงของลัลนาจะทำให้คนทั้งโรงแรมแตกตื่น เธอนัดกับเพื่อนรักที่โรงแรมแห่งนี้ ที่เธอติดต่อกับทางภัตราคารไว้เพื่อเตรียมอาหารไปในงานจัดเลี้ยงวันเกิดของบิดาในวันมะรืน หลังจากที่บอกเล่าเรื่องบอดีการ์ดคนใหม่ให้กับเพื่อนสนิทฟัง ลัลนาก็มีอาการกรี๊ดกร๊าดดีใจอย่างลืมตัว“เบาๆ สิยายหนูนา เสียงดังคนตกใจหมด ดูสิบริกรมองใหญ่แล้ว”เพชรน้ำบุษจุ๊ปาก มือยังคงปิดปากเพื่อนรักไว้ ลัลนาพยักหน้าเป็นเชิงว่าตกลงนั่นแหละ เธอถึงปล่อยมือออก ลัลนาจับมือของเพชรน้ำบุษมาเขย่าอย่างดีใจ นัยน์ตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ“จริงๆ น่ะเหรอ ตายแล้ว! พี่วีเป็นการ์ดของบุษแทนอีตาพี่ช้างที่เดี้ยง เราดีใจจริงๆ เลย แบบนี้เราก็โชคสองชั้นได้เจอทั้งบุษทั้งพี่วีสินะ ดีใจมากๆ ตอนแรกเราไม่เห็นพี่วีพาเจ้ายุ่งมาวิ่งที่สวน ก็ใจหายหมดนึกว่าย้ายไปที่อื่นเสียแล้ว นี่แบบว่าได้ไปทำงานกับบุษ เราล่ะสุดแสนจะดีใจที่ได้เจอพี่วีอีก”“เราก็ตกใจเหมือนกันแหละที่รู้ว่าเป็นพี่วีน่ะ”เพชรน้ำบุษตอบยิ้มๆ เห็นอาการดีอกดีใจของเพื่อนสนิทแล้วก็นึกเอ็นดูลั
“พี่วีทำไมถึงมาทำงานกับคุณพ่อได้กันคะ”เพชรน้ำบุษเอ่ยถามคนตรงหน้าอย่างสงสัย เมื่อเธอและเขากำลังรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันในร้านอาหารใกล้ๆ กับที่ทำงานของเธอ ปรกติเธอมักจะทานมื้อกลางวันร่วมกับไอยราทุกวันอย่างไม่ถือตัว และกับกันต์ระวีเองก็เช่นกัน ยิ่งชายหนุ่มเป็นเหมือนคนเคยมีบุญคุณกับเธอด้วยแล้ว เพชรน้ำบุษจึงยิ่งอยากจะให้เขาทำงานกับเธอเพื่อจะได้ตอบแทนเขาบ้าง เพราะรู้ว่าชายหนุ่มกำลังหางานทำอยู่กันต์ระวีเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ ก่อนที่นัยน์ตาสีนิลดำจะมองจ้องเธอ นัยน์ตานั้นเปล่งประกายระยับ จนคนมองสบด้วยเริ่มแก้มแดง ภาพในคืนนั้นแม้จะบอกใจให้ลืม แต่มันก็วนเวียนกลับมาทุกครั้งให้เธอได้รู้สึกไหวหวั่นยามคิดถึงเขา“มีคนแนะนำมาน่ะครับ พี่ดีใจมากที่รู้ว่าตัวเองได้มาทำงานคุ้มกันน้องบุษ ดีใจมากจริงๆ”คำพูดของเขาและสายตาที่ส่งมาบอกความนัยบางอย่าง มันทำให้เพชรน้ำบุษยิ่งหน้าร้อน หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าเพื่อจะเรียกพลังและสติให้กับตัวเอง บอกย้ำกับหัวใจซ้ำไปมา ว่าเขาเป็นผู้ชายต้องห้ามสำหรับเธอ“มาทำงานที่บ้านบุษ แล้วเจ้ายุ่งล่ะคะ มันอยู่กับใคร”เธอชวนเขาคุยถึงเจ้าหมาตัวน้อย พันธุ์มินิเจอร์ที่เธอแสนจะติดใจใน







