登入ฟางข้าวพึมพำเมื่อเห็นว่าหน้าบ้านไม่ได้ล็อกประตูไว้ เธอเดินเข้าบ้านอย่างเหงาๆ กลิ่นไก่ยางหอมๆ ลอยมาแตะปลายจมูกเบาๆ ฟางแก้วอดยิ้มออกมาไม่ได้เธอเดินตามเข้ามาในห้องนั่งเล่นก็เห็นน้าแหวนนิลนอนเอกเขนกบนโซฟา ขาเรียวพาดบนโต๊ะ มือข้างหนึ่งถือน่องไก่อยู่สายตาจับจ้องที่โทรทัศน์เครื่องเล็ก
“ฟางบอกน้าแหวนกี่ครั้งแล้ว เวลาอยู่คนเดียวล็อกประตูบ้านบ้าง”
ฟางข้าวบ่นก่อนจะนั่งลงข้างน้าสาว
“ก็รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวหลานรักก็เข้าบ้านแล้ว น้าเลยเปิดประตูรอไงจ๊ะ” แหวนนิลตอบแต่สายตายังมองที่โทรทัศน์ “ช่องนี้แต่งหน้าดาราไม่แจ่มเลย แย่มากๆ ดูซิ!ปัดแก้มยังไงเป็นปืดๆ ไม่เนียนเลย”
“วิญาณช่างแต่หน้าเข้าสิงอีกแล้ว” ฟางข้าวแซวก่อนมองดูที่โต๊ะข้างหน้ามีไก่ย่าง ข้าวเหนียววางอยู่ “เงินเดือนออกแล้วเหรอคะ”
“แหม!ถ้าเงินเดือนไม่ออกน้าจะซื้อไก่ย่างห้าดาวมากินไม่ได้เหรอ” แหวนนิลหัวเราะยกขาลงจากโต๊ะ “วันนี้ได้ทิปจากลูกค้าเยอะหนะ”
“ดีจังค่ะ” ฟางข้าวยิ้มกว้าง เธอไม่ค่อยได้ช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านอะไรนัก
แหวนนิลมองดูตำราหนาหลายเล่มที่หลานสาวหอบเข้ามาบ้านก่อนที่จะมองหน้าหลานรักสลับไปมา
“นี่ไปรับทำรายงานอีกแล้วเหรอ”
“เอ่อ...ค่ะ” ฟางขยับแว่นสายตาอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี
“ของใครอีกแหล่ะ” แหวนนิลถอนหายใจ
“ก็นักศึกษาภาคพิเศษค่ะ คราวนี้ของคณะเศรษฐศาสตร์ ฟางได้ความรู้ใหม่เยอะเลย”
“อย่ามาแก้ตัวด้วยมุกเดิมๆ เลยจ๊ะ” แหวนนิลส่ายหน้าไปมา“น้าเข้าใจว่าฟางอยากช่วยน้าหาเงิน แต่น้าก็ไม่อยากให้ฟางทำงานหนักเกินตัว แล้วอีกอย่างไปรับทำรายงานให้นักศึกษามหาวิทยาลัยแบบนี้ ไอ้พวกนั้นมันเรียนจบไปจะได้ความรู้อะไรละ”
“น้าแหวนอย่าพูดให้ฟางรู้สึกผิดนักซิคะ” ฟางข้าวพูดเสียงอ่อย “ส่วนใหญ่ฟางก็รับเฉพาะนักศึกษาภาคพิเศษอย่างพวกผู้ใหญ่บ้านที่เขาไม่มีเวลาเข้าเรียน ไม่มีมีเวลาทำรายงาน คนพวกนี้เอาวุฒิการศึกษาไป
ของปรับเงินเดือนนะคะ ไม่ได้ใช้พวกนักศึกษาทั่วไป”
“แม่พระจริงๆหลานฉัน” แหวนนิลหัวเราะออกมา “ไปอาบน้ำอาบท่าเร็วแล้วมากินข้าวคืนนี้น้าจะไปคลับเอสหนะ”
“ไปคลับเอสอีกแล้วเหรอคะ” ฟางข้าวหันมาถามอย่างเป็นห่วง
“แหม! คลับเอสคนมาเที่ยวเยอะจะตาย น้าไปรับแต่งหน้าพวกสาวๆ ที่มาเที่ยวคืนหนึ่งได้ตั้งหลายตังค์ ไม่ต้องมาเป็นห่วงน้าหรอก น้าดูแลตัวเองได้สบายมาก”
แหวนนิลมองร่างเพรียวบางของหลานสาวแล้วถอนหายใจ เธอเป็นช่างแต่งหน้าทำผมชอบแต่งตัวก็จริง แต่กับหลานสาวคนเดียว เธอไม่อยากให้หลานแต่งตัวนักจึงยอมให้ทำผมทรงเดียว แต่งตัวเชยสวมแว่นตาหนา อย่างน้อยก็ปลอดจากพวกผู้ชายเจ้าชู้ทั้งหลาย สมัยก่อนเมื่อครั้งที่แหวนนิลอายุเท่าฟางข้าวแบบนี้ เธอไม่ค่อยสนใจเรียนเอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ จนผลการเรียนตกต่ำ แต่ยังโชคดีที่ได้งานทำ แม้จะเป็นเพียงพนักงานทำผมแต่เธอก็ฝึกฝนฝีมือจนมีลูกค้าประจำพอควร
แหวนนิลอดคิดถึง“แหวนพลอย” ไม่ได้ พี่สาวที่สวยสมบูรณ์แบบแต่ด่วนจากไปพร้อมกับสามีเมื่อหกปีที่แล้ว ทิ้งให้ฟางข้าวต้องอยู่ตามลำพังโดยที่ไม่มีญาติฝ่ายสามีมาร่วมรับผิดชอบ เพราะพี่เขยของแหวนนิลนั้นมาแต่งงานกับแหวนพลอยโดยที่ทางญาติของฝ่ายชายไม่ยอมรับ เธอถึงกับประกาศในงานศพของพี่สาวว่าจะดูแลฟางข้าวให้ดีจนพวกเขาจะต้องเสียดายและรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งเด็กคนนี้!
แหวนนิลอยากเห็นฟางข้าวเรียนจบใส่ชุดครุยรับปริญญา แต่เด็กเรียนดีอย่างฟางข้าวคงเรียนต่อระดับสูงกว่านั้นได้สบายๆ ถ้าไม่ติดเรื่องทุนทรัพย์ เพราะฉะนั้นทางใดก็ตามที่จะทำให้หลานสาวคนเดียวมีอนาคตที่ดี เธอยอมทำได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด
เพียงแค่คิดถึงความสำเร็จในวันข้างหน้าของฟางข้าว แหวนนิลก็ยิ้มออกมาและหายเหนื่อยทันที!
>>>>
“กรี๊ดๆ พี่เวย์หล่อที่สุดเลย หนูรักพี่เวย์ค่ะ”
เสียงแฟนคลับมิสเตอร์เวย์ หรือ นายเวย์ อนันดาที่กำลังแจกลายเซ็นอยู่ที่งานmeeting แฟนคลับ ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ดังสนั่นจนแสบแก้วหู
“เวย์! ยิ้มให้แฟนคลับหน่อย!” พีระกระซิบข้างหูดาราหนุ่มที่ตอนนี้กลายควบตำแหน่งนักร้องชื่อดังด้วย
“คอนเซปผมหล่อแบบขรึมๆ ไม่ต้องยิ้มก็ได้ไม่ใช่เหรอครับผู้จัดการ” อนันดาตอบกลับเสียงไม่ดังนักแต่คนฟังก็ถึงกับสะดุ้ง
พีระกัดฟันฝืนยิ้มออกมา ได้แต่ด่าตัวเองในใจไม่น่าตบปากรับคำที่ต้องมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ศิลปินเรื่องมากแบบนี้
เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย
“ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ
นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร
“ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล
พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม