로그인เวย์ หรือ อนันดา บัลลังก์ทองคนนี้โด่งดังอย่างเหลือเชื่อในเวลาเพียงสองปี เขากลายเป็นไอดอลขวัญใจวัยรุ่นทั่วไทยและยังดังไปไกลถึงประเทศจีน
“มันได้เวลาเลิกงานแล้วไม่ใช่เหรอผู้จัดการ” อนันดาถามทั้งที่มือยังเซ็นชื่อบนแผ่นโปสการ์ดให้แฟนคลับ
“วันนี้ไม่มีคิวไปไหนต่อ...ก็อยู่เพิ่มอีกสักสิบนาทีไม่ได้หรือไง”
พีระต่อรอง
“ไม่ได้!” เวย์ส่งเสียงไม่ดังนักแต่ใช้สายตาคมกริบมองมาที่ผู้จัดการส่วนตัว “เวลาทำงานยังให้ไปทำตรงเวลา เวลาเลิกงานก็เลิกตรงเวลาบ้าง! ถ้าคุณไม่จัดการอะไรสักอย่าง ผมจะลุกหนีไปเฉยๆ เลยนะ”
“ไม่ได้นะนายเวย์” พีระร้องห้ามแล้วกุมขมับอย่างปวดหัว “โอเค. ฉันจัดการให้”
พีระหันไปคุยกับสตาร์ฟร่วมงานสองสามคนก่อนย้ายสายตามองที่แฟนคลับที่ยังเข้าคิวอย่างหนาแน่น แต่เขาก็ต้องตัดใจ(จากกำไรงามๆ) สูดลมหายใจลึกๆ แล้วเข้าไปกันนักร้องหนุ่มสุดฮอต
“ขอโทษนะครับน้องๆ วันนี้นายเวร เอ๊ย! เวย์ต้องไปแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ บ้างแล้ว ต้องขอตัวกลับก่อนนะครับน้องๆ แต่ถ้าใครอยากส่งกำลังใจให้เวย์ก็ช่วยก็โหวตเพลงแอบรักให้เวย์เยอะๆ นะครับ หรือไม่ก็เข้าไปคุยกันในแฟนเพจของเวย์ได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย”
เวย์ อนันดายิ้มที่มุมปากกับความสามารถของผู้จัดการส่วนตัวของเขา เรื่องรักษาภาพพจน์และรักษาน้ำใจแฟนคลับต้องยกให้เลย เมื่อสตาร์ฟมาช่วยกันแฟนคลับให้เขาเดินเข้ามาหลบด้านในร้านได้แล้ว เขาก็ถอดเสื้อยืดสีดำที่สวมอยู่หยิบเสื้อโปโลสีขาวที่เตรียมไว้มาใส่แทน
“แหม!ทีแบบนี้ละเร็วเชียวนะเวย์” พีระอดกัดไม่ได้เมื่อเห็นเวย์จัดการแปลงกายเสร็จในเวลาอันรวดเร็วเหมือนซูปเปอร์แมนเดินเข้าตู้โทรศัพท์ก่อนที่จะเหาะไปช่วยชาวโลกยังไงยังงั้น
“เวลาเป็นเงินเป็นทองทำอะไรชักช้าได้ไง”
อนันดาพูดด้วยประโยคของพีระที่ชอบพูดกับเขาบ่อยๆ ก่อนยิ้มยียวนออกมา ตอนนี้เขาเปลี่ยนจากนักร้องเพลงป๊อปร็อค ที่สวมเสื้อยืดเรียบๆ และกางเกงยีนสีดำอยู่ตลอดเวลา มาเป็นเสื้อโปโลสีขาวกับกางเกงแสลคสีครีมให้ความรู้สึกของผู้ชายอบอุ่นขึ้นมาทันที
“จะไปไหนล่ะ” พีระถามพลางเปิดดุสมุดคิวงาน “พรุ่งนี้มีถ่ายละครตอนเก้าโมงเช้านะ ฉันจะไปรับตอนเจ็ดโมงครึ่ง”
“ไม่ได้เป็นแฟนกันจะรีบเอาหน้ามาให้ผมเห็นแต่เช้าทำไม”
อนันดาเบ้ปาก
“ฉันไม่หน้ามืดตามัวไปรักนายได้หรอกนายเวร เอ๊ย!เวย์” พีระกระตุกยิ้มที่มุมปาก “ถ้าฉันไม่ไปรับแต่เช้าแล้วกว่าจะฝ่ารถติดไปถ่ายละครได้มันจะทันเรอะ!”
“บ่นเป็นคนแก่จริงๆ ตาลุงนี่”
“ใครแก่!อย่ามาเรียกฉันว่าลุงนะเฟ้ย ฉันเพิ่งสามสิบห้า”
อนันดาสวมแว่นตาดำก่อนเดินออกมาจากหลังร้าน เขาผิวปากสบายอารมณ์เมื่อรู้ว่าไม่มีใครติดตามมา เขายอมรับว่าเป็นคนเลือกเดือนในถนนสายบันเทิงนี้เอง เขาไม่ได้ขัดสนเงินทอง ไม่ได้ทำประชดชีวิต เขาอยากรู้ว่าตัวเขาสามารถทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ชายหนุ่มหยิบมือถือขึ้นดูเวลาจำได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาลหนังนานาชาติ โชคดีหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจที่วันนี้มีคิวแจกลายเซ็นที่นี้พอดี และเหลืออีกสิบนาทีภาพยนตร์ที่อยากดูก็จะเริ่มฉายแล้ว
ฟางข้าวยืนถอนหายใจเบาๆ วันนี้เธอมาทำงานพิเศษด้วยการเป็นผู้แนะนำภาพยนตร์ต่างประเทศที่จะเข้าฉายในแต่ละวันของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ด้วยความที่ฟางข้าวเชี่ยวชาญเรื่อง ภาษาต่างประเทศมากถึงสามภาษา ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศสและจีน ทำให้ก็สอบเข้าทำงานพิเศษครั้งนี้ผ่านสบายๆ แต่ที่ทำให้ฟางข้าวต้องลำบากใจคือการที่ต้องอยู่ในห้องแอร์แบบนี้ ขนาดว่าขออนุญาตเจ้าของงานใส่เสื้อคลุมแขนยาวทับเสื้อชุดนักศึกษาแล้วเธอยังรู้สึกหนาวอยู่เลย
ขณะที่ฟางข้าวพยายามขยับตัวบ่อยๆ กลัวว่าแข้งขาจะกลายเป็นแหนบ เธอก็มองเห็นผู้ชายตัวสูงโปร่งยืนดูโปรแกรมภาพยนตร์พิเศษอยู่ เธอมองรอบข้างเมื่อไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้าไปให้ข้อมูลผู้ชายคนนี้เธอจึงเดินเข้าไปทักทายตามหน้าที่
“สวัสดีค่ะ สนใจชมภาพยนตร์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติไหมคะ”
อนันดาหันมาตามเสียงหวานใสที่ได้ยิน แต่ก็ต้องก้มลงมามองเพราะคนที่เข้ามาคุยตัวเล็กนิดเดียว แถมใส่แว่นตาหนาผมยาวถักเปียดูเชยๆ ชอบกล และทำให้ยิ่งดูผอมบางจนเหมือนพวกเด็กขาดสารอาหารยังไงไม่รู้ นี่ยังมีคนทำผมเชยๆ แบบนี้อยู่อีกเหรอ
“ก็ยืนดูโปรแกรมหนังอยู่นี่ไม่ได้ดูเมนูอาหาร”
ฟางข้าวอ้าปากค้าง เธอขยับแว่นตาให้ชิดใบหน้าก่อนที่จะรวบรวมสติของตัวเอง
“สนใจซื้อตั๋วแบบแพ็คเก็จไหมคะ ซื้อใบเดียวดูได้ทุกเรื่องทุกรอบที่ต้องการ หรือจะซื้อเฉพาะรอบที่ต้องการชมก็ได้ ถ้ามีบัตรนักเรียน,นักศึกษาจะได้รับส่วนลดสี่สิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ”
เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย
“ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ
นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร
“ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล
พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม







