Masukเอื้อมดาวขับรถเข้าไปจอดในบ้านเป็นปกติเช่นทุกครั้ง รู้สึกรำคาญใจทุกทีที่เห็นพ่อบ้านออกมารับหน้าบ้านอย่างนี้ ทำเหมือนเธอเป็นคุณหนูเสมอ
“วันนี้ทำงานเหนื่อยไหมครับคุณหนูดาว”
“เมื่อไหร่ลุงพงศ์จะเลิกเรียกดาวว่าคุณหนูคะ ดาวแค่เป็นหลานเจ้าของบ้าน ไม่ต้องใส่ใจดาวมากนักก็ได้ค่ะ”
เอื้อมดาวไม่ยอมให้ลุงพงศ์ หรือพ่อบ้านพงศ์ ผู้ดูแลบ้านบัลลังก์ทอง ช่วยถือแฟ้มเอกสารให้เธอ หญิงสาวเดินตรงเข้าไปในคฤหาสน์หลังใหญ่ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงบันไดก็ถูกเรียกตัวซะก่อน
“มาคุยกันที่ห้องทำงานหน่อยได้ไหมยัยดาว”
“ได้ค่ะ คุณนรัศ”
เอื้อมดาวเดินตามหลังคุณนรัศ บัลลังก์ทอง เศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ห้องทำงานอยู่ปีกขวาของคฤหาสน์ เมื่อผลักประตูไม้สักทองเข้าไปคุณหญิงแจ่มจรัสก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
‘สงสัยจะไม่พ้นเรื่องตาเวย์แน่ๆ’
“ขอโทษที่ต้องเรียกดาวมานะจ๊ะ” คุณหญิงแจ่มจรัสยิ้มอ่อนโยน ผิดกับสามีที่หน้าบึ้งตึงตลอดเวลา
“อย่าพูดแบบนั้นซิคะคุณอา ดาวมาอาศัยบ้านคุณอาทั้งสองอยู่ ถ้าต้องการเรียกใช้อะไรก็ได้เลยค่ะ”
“เข้าเรื่องเลยแล้วกัน” คุณนรัศตัดบท “เวย์มันโทรมาหาดาวบ้างไหม”
“คุณคะ!อย่าเรียกลูกว่ามันซิคะ” คุณหญิงแจ่มจรัสหันไปดุสามีก่อนจะหันมายิ้มน้อยๆ ให้เอื้อมดาวซึ่งเธอก็ชินกับนิสัยของอาทั้งสองท่านนี่ดีอยู่แล้ว
“ก็คุยกันบ้างค่ะ ครั้งล่าสุดก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก่อนที่จะออกคอนเสิร์ต”
“มันจะทำอะไรก็เรื่องของมัน” คุณนรัศหัวเสียทุกครั้งที่ได้ยินทุกเรื่องราวของลูกชายคนเดียว “ฉันห่วงแค่เรื่องเรียนอย่างเดียว ไม่อยากอับอายเพราะมันเรียนไม่จบเอาแต่เต้นกินรำกินแบบนี้!”
“คุณคะ!อย่าว่าลูกแบบนั้นซิคะ” คุณหญิงแจ่มจรัสหันไปดุสามีอีกครั้ง
“ดาวเข้าใจค่ะ”
จะไม่เข้าใจได้ยังไง เธอเองก็เป็นคนหนึ่งละที่ดื้อไม่ยอมไปทำงานในบริษัทของคุณนรัศ แต่เลือกที่จะไปเป็นทำงานบรรณารักษ์แทน “แต่ผลการเรียนของคุณเวย์ก็สอบผ่านหมดทุกวิชานะคะ”
“เกือบตกละซิไม่ว่า!!!” คุณนรัศตะคอกเสียงดังจนเอื้อมดาวต้องยกมือปิดหู “อย่านึกว่าฉันไม่รู้ว่าผลสอบมันเกาะขอบเหวแค่ไหน”
“ค่ะ” เอื้อมดาวอยากใช้มือตบหูเบาๆ รู้สึกเหมือนขี้หูไหลออกมากองยังไงไม่รู้แหะ
“อาเห็นว่าดาวสนิทกับเวย์ อยากให้ดาวกล่อมให้เวย์กลับมาเรียนหนังสือเหมือนเดิมจ๊ะ” คุณหญิงแจ่มจรัสพูดขึ้นแทน
“หรือจะทำยังไงก็ได้ให้ผลการเรียนมันดีขึ้นกว่านี้!” คุณนรัศยังหัวเสียอยู่
“หาครูเก่งๆ ไปสอนพิเศษให้เวย์ก็ได้จ๊ะหนูดาว” คุณหญิงเสนอทางเลือก
“แต่คุณเวย์เป็นคนดื้อจะหาครูสอนพิเศษที่ไหนไปสอนค่ะ เมื่อก่อนคุณเวย์ก็เคยแผลงฤทธิ์จนไม่มีใครกล้ามาสอนพิเศษ”
เอื้อมดาวนึกถึงวีรกรรมแสบซ่าของหลานชาย ที่ทำให้บรรดาอาจารย์พิเศษที่ค่าตัวแพงลิบลิวแค่ไหนก็เผ่นออกจากบ้านแทบไม่ทัน
“พูดถึงไอ้ลูกคนนี้แล้วปวดหัว ดาวไปจัดการให้หน่อย จะเสียเงินเท่าไหร่ก็ไม่ว่า” คุณนรัศพูดแล้วลุกขึ้นเดินพรวดพลาดออกไป
“พอดีคุณนรัศต้องไปงานเลี้ยงต่อนะจ๊ะ” คุณหญิงแก้ตัวแทนสามี หล่อนเดินมาจับมือเอื้อมดาวอย่างคาดหวัง
“ฝากเรื่องตาเวย์ด้วยนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
เสร็จธุระแล้วเอื้อมดาวเดินเข้ามาห้องนอนของตัวเองแล้วก็สลัดรองเท้าแตะสำหรับใส่อยู่ในบ้านกระเด็นไปคนละทิศละทาง ก่อนที่จะทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนเตียง คนบางคนอยากเรียนกลับไม่เงินจะได้เรียน ต้องไปทำงานพิเศษงกๆ แต่บางคนร่ำรวยล้นฟ้าไม่รู้จักสนใจหาความรู้ใส่ตัวเอง หญิงสาวรู้ดีในฐานะที่เป็นญาติของเวย์ เขาไม่ใช่คนขี้เกียจหรือเอาแต่ความสบายแต่เวย์มีเหตุผลส่วนตัวบ้างอย่างที่เลือกที่จะเดินเส้นทางที่ต่อต้านผู้เป็นพ่ออย่างนี้
“จะมีใครกล้ามาเป็นครูพิเศษให้นายเวย์หนอ” เอื้อมดาวพึมพำ “น่าจะมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันมาเป็นติวเตอร์ให้นายเวย์ได้นะ คนอายุใกล้ๆ กันน่าจะคุยกันเข้าใจ แต่ใครจะฉลาดล้ำลึกมาสอนนายเวย์ได้นะ ต้องระดับอัจฉริยะแล้ว เอ๊ะ! อัจฉริยะเหรอ?”
เอื้อมดาวดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงทันที ภาพเด็กสาวแก่เรียนที่สวมแว่นหนาถักเปียสองข้างที่ชอบมาช่วยงานในห้องสมุดบ่อยๆ ลอยขึ้นมาในหัวทันที
“ลืมสาวน้อยอัจฉริยะ อย่างหนูฟางไปได้ไงเนี่ย!!!”
เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย
“ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ
นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร
“ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล
พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม







