로그인“เหรอ” อนันดายกมือขึ้นเกาคางตัวเอง ใจจริงเขาสนใจภาพยนตร์ทุกเรื่องแต่ไม่รู้จะมีเวลาแวบมาดูได้ไหม แต่ถ้าซื้อด้วยบัตรนักเรียนได้ส่วนลดนี่น่าสนใจเหมือนกัน
“งั้นผมซื้อแบบแพ็คเก็จ แล้วนี้บัตรนักเรียนของผม แล้วช่วยทำอย่างเร็วด้วยผมอยากดูหนังที่จะฉายอีกสิบนาทีนี่ด้วยนะ”
“ได้ค่ะ”
‘อีตานี่ยังเป็นนักศึกษาอีกเหรอ ตัวโตอย่างกับตึกใบหยก แถมสั่งเอาๆ ยังกับเราเป็นคนรับใช้ สงสัยอยู่บ้านจะเป็นคนหนูได้แต่ขยับปากสั่ง แบบนี้สงสัยจะโตแต่ตัวแต่ไร้เรี่ยวแรง’
ฟางข้าวแอบด่าในใจแต่มือก็ทำงานอย่างคล่องแคล่วยื่นบัตรชมภาพยนตร์ส่งให้เขา
“ขอบคุณค่ะ ขอให้สนุกกับการชมภาพยนตร์นะคะ” ฟางข้าวยกมือไหว้และยิ้มหวานทั้งที่จำใจแต่มันเป็นหน้าที่
อนันดารับบัตรมาอย่างแปลกใจผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดที่เห็นบัตรนักศึกษาของเขา ชื่ออนันดา บัลลังก์ทอง ก็น่าจะคุ้นหูอยู่นะ
“ดิฉันถอนเงินไม่ครบหรือคะ” เธอถามเมื่อเห็นเขายังยืนอยู่
“เอ่อ...เปล่า... ขอบคุณ” อนันดาเอ่ยเบาๆ คำง่ายๆ อย่างนี้เขาก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่นักหรอก เขาเร่งเดินเข้าไปโรงภาพยนตร์ที่ระบุไว้ในบัตรทันที
ฟางข้าวมองตามแผ่นหลังคนตัวสูงจนลับสายตาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ และเผลอจามออกมา ‘ถ้าเป็นหวัดขึ้นมาจะคุ้มค่าไหมเนี่ย’ เธอบ่นใจพลางยกนาฬิกาข้อมือดู
สามปีที่ผ่านมาเธอได้แต่ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสืออย่างหนักทำงานพิเศษหลายอย่างไม่อายแม้ว่าจะถูกสายตาดูแคลนอยู่บ้าง เธอก็คิดเหมือนกับที่น้าแหวนนิลพูดเมื่อวันก่อน แต่ทำไงได้ละ เธอต้องใช้เงินนี่นะ แล้วนักศึกษาแต่ละคนที่เธอรับทำรายงานส่วนใหญ่ก็อายุมากเรียกว่า ‘ลุง’ ได้เต็มปากเต็มคำ นานๆ ทีถึงจะมีงานพิเศษแบบที่เธอกำลังทำอยู่นี่...
“เอ๊ะ! นี่ก็ได้เวลาที่นัดเอารายงานไปส่งแล้วนี่” ฟางข้าวนึกขึ้นมาได้ เธอเดินไปขออนุญาตเข้าห้องน้ำกับรุ่นพี่คนหนึ่งก่อนจะหยิบถุงผ้าแล้วเดินแอบกดโทรศัพท์โทรหาลูกค้าของเธอ
“ที่ร้านอาหารจีนเหรอคะ แต่หนูไม่มีเวลานั่งคุยด้วยนะค่ะ หนูต้องรีบกลับมาทำงานต่อ”
ฟางข้าววางโทรศัพท์เมื่อปลายสายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ดึงตัวเธอไว้นาน มีบางครั้งที่ลูกค้าที่จ้างเธอทำรายงานจะเลี้ยงอาหารเธอสักมื้อ หรือไม่ก็มีขนมผลไม้มาให้ด้วย และมีหลายครั้งที่บางคนที่สอบผ่านเรียนจบรับปริญญาก็จะโทรมาหาเพื่อขอบใจเธอ เรื่องแค่นี้ก็ทำให้ความรู้สึกผิดบางเบาลง เด็กสาวเร่งเดินมาที่ร้านอาหารจีนที่นัดหมายไว้
ลูกค้าคราวนี้เป็นกำนันจากจังหวัดหนึ่งใกล้กรุงเทพฯ ลูกค้าของเธอส่วนใหญ่เป็นปากต่อปากมากกว่า เธอไม่เคยไปโพสทางอินเตอร์เนทว่ารับทำรายงานหรือรับทำงานวิจัย เรื่องมีอยู่ว่าบังเอิญวันหนึ่งเธอไปหาข้อมูลที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เห็นลุงคนหนึ่งนั่งกุมขมับอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง เธอจึงเข้าไปถามเผื่อว่าจะช่วยเหลือได้ เมื่อเธอรู้ว่าลุงคนนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งที่เดี๋ยวนี้รัฐกำลังปรับนโยบายใหม่พนักงานราชการต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างต่ำ ทำให้ลุงต้องมานั่งเรียนหนังสือเอาตอนแก่อย่างนี้ เธอจึงอาสาช่วยเหลือและลุงท่านนั้นก็ตอบแทนเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่มากนักแต่มันเป็นเงินก้อนแรกที่ได้จากการทำงาน และต่อมาเธอก็ได้ลุงท่านนั้นที่ช่วยหางานมาให้เรื่อยๆ ฟางข้าวไม่ค่อยมาพบใครนัก นอกจากขอรายละเอียดทางอีเมล์และมาเจอตอนส่งงานและรับเงินเท่านั้น เหมือนกับคราวนี้เอง
“หนูฟางข้าวใช่ไหม กินข้าวกินปลามาหรือยัง มากินข้าวด้วยกันก่อนซิ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูรีบต้องไปทำงานพิเศษต่อ” ฟางข้าวหยิบเอารายงานออกมาจากถุงผ้าแล้วส่งให้ชายร่างอ้วนผิวเข้มที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“ขอบใจหนูฟางมากๆ ลุงสอบวิชานี้มาสิบสองครั้งแล้วยังไม่ผ่านเลย” เขาหยิบไปพลิกอ่านคราวๆ ก่อนยิ้มกว้างออกมา “กินข้าวด้วยกันก่อนหรือไม่กินก็ห่อไปกินที่บ้านก็ได้นะ”
“เอ่อ...แล้วแต่ท่านก็ได้ค่ะ” ฟางข้าวไปไม่เต็มเสียงนักเพราะเกรงใจและกลัวว่าจะถูกตำหนิถ้ากลับไปทำงานช้า ลูกค้าใจดีสั่งเป็ดย่างให้เธอถึงครึ่งตัว
“แหม!ถ้าลูกสาวฉันขยันเหมือนหนูดีซินะ ใครเป็นพ่อเป็นแม่ต้องชื่นใจแน่ๆ”
“ขอบคุณค่ะ พ่อแม่หนูเสียไปหกปีแล้วค่ะ”
“อ้าว!เหรอ ขอโทษที มีอะไรที่ลุงช่วยได้ก็โทรหาลุงได้นะ”
“ขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ”
ฟางข้าวมือไหว้ก่อนรับเงินค่าจ้างและถุงใส่เป็ดย่างแล้วรีบออกมาจากร้านอาหารจีนทันที โดยไม่รู้ว่ามีสายตาไม่เป็นมิตรคู่หนึ่งจ้องมองอย่างจับผิด!
“มองอะไรอยู่จ๊ะลูกชมพูของแม่” คุณมรกต-หรือเจ๊มรกตของชาวบ้านถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนก่อนที่จะกิน ‘พระกระโดดกำแพง’ ซึ่งวันนี้คุณมรกตพาชมพูมากินโต๊ะแชร์กับเพื่อนๆ แม่
“รู้สึกเหมือนเจอลูกหนี้เราค่ะแม่”
ชมพูพูดยิ้มๆ แต่คุณแม่ทำหน้างง
‘น้ำหน้าอย่างนั้นไม่มีปัญหามากินอาหารแพงๆ หรูๆ แบบนี้หรอก มันต้องมีเสี่ยเลี้ยงชัวร์! โธ่เอ๊ย!แม่ยอดอัจฉริยะของมหาวิทยาลัย ที่แท้ก็หาลำไพ่พิเศษแบบนี้นี่เอง! วันจันทร์นี่ได้มีอะไรสนุกๆ ทำที่อีกแล้ว แหม!ยัยฟางเน่าเอ๊ย! เธอนี่ทำให้ฉันอยากไปเรียนจริงๆ เลยนะเนี่ย’
เรื่องอะไรที่ทำให้เธออ่อนแอขนาดนี้คำถามมากมายผุดขึ้นในสมองของผม แต่ไม่อาจเอ่ยถามออกมาได้ เพียงเพราะคนที่อยู่ในอ้อมกอดไม่พร้อมที่จะโดนรุมล้อมด้วยคำถามซึ่งอาจเป็นปัญหาที่เธอไม่อยากคิดจะเจอมันในเวลานี้ ผมได้แต่ลูบเส้นผมของเธอแผ่วเบาคล้ายปลุกปลอบปล่อยให้เธอสะอื้นอยู่กับอกของผมจนรู้สึกถึงความชื้นจากหยดน้ำตาของพราย ถ้าเป็นไปได้ผมอยากแบ่งหยดน้ำตาและความเจ็บช้ำมาที่ตัวผม อย่างน้อยให้เธอปวดเจ็บน้อยที่สุด“โคมคงไม่ว่านะที่มีผู้หญิงมาหาตอนกลางคืนแล้วก็มาร้องไห้อยู่อย่างนี้” เธอเอ่ยขึ้นแล้วดันตัวเองออกมาจากอกของผม รู้สึกเสียดายลึกๆ เสียดายที่เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน“ไม่หรอก...คนอื่นจะว่ายังไงโคมไม่เคยสนใจ ที่โคมสนใจคือตัวพรายและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพรายเพราะโคมไม่ได้อยู่ใกล้ๆพรายและรับรู้เรื่องราวว่าพรายเป็นยังไง นอกจากที่พรายเขียนมาเล่าทางจดหมายเท่านั้น แต่โคมก็อยากให้พรายรู้ว่าถึงยังไงพรายจะยังมีโคมเสมอทุกเวลาที่พรายต้องการ”ผมเห็นพรายยิ้ม เธอยิ้มทั้งน้ำตา ผมจะเช็ดหยดน้ำที่ใบหน้าของเธอก็เช็ดมันออกเสียเอง“พรายจะไม่ขี้แยอีกแล้วล่ะ พรายจะเช็ดน้ำตาด้วยตัวพรายเอง พรายดีใจที่รู้ว่าโคมยังเข้าใจพราย
“ถามทำไม”“จะเพ้นท์เสื้อให้โคมสักตัวนะ” เธอตอบเสียงดังแข่งกับเสียงลมที่เร็วขึ้นตามแรงบิดคันเร่งของผม“ของฟรีหรือเปล่า”ผมถามเมื่อส่งเธอตามที่หมายเธอพยักหน้าก่อนโบกมือลา เล่นเอาคนแถวนั้นมองผมเป็นตาเดียวแล้วอีกสัปดาห์ถัดมาเสื้อยืดพื้นสีขาวสะอาดก็ถูกส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ พรายเพ้นท์รูปตะเกียงที่มีเปลวไฟสีเขียวอ่อนอย่างที่ผมชอบมาให้ เธอแนบจดหมายมาด้วย ผมจึงรู้ว่าเธอย้ายไปอยู่แพร่กับอาแท้ๆของเธอที่เข้าใจว่าเธอต้องการเรียนสิ่งใด เธอไม่ได้เพ้นท์เสื้อให้ผมคนเดียวหรอก แต่ยังรวมถึงพี่หัวหน้าและคนที่เธอนับเป็นเพื่อนด้วย แต่สำหรับผมแล้วถือเป็นมิตรภาพอย่างหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ ผมตอบจดหมายของเธอตามที่อยู่ที่เธอเขียนไว้ที่มุมบนของจดหมาย แล้วเรื่องราวต่างระหว่างผมและพรายก็ติดตามมา ผมเริ่มรอจดหมายของเธอเมื่อหายไปนานๆและเป็นห่วงเธอเสมอ เธอเองก็ดูจะห่วงผมที่ชอบเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดจนน้อยใจและเสียใจบ้างบางเวลา บางครั้งดอกไม้แห้งที่บรรจุในกล่องอย่างดีก็เดินทางมาถึงพร้อมกับถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใย ผมไม่อยากเข้าข้างใจตัวเองว่าเธอมีผมเพียงคนเดียวที่เธอห่วงอย่างนี้ ก็ขนาดเสื้อเธอยังเพ้นท์แจ
นาฬิการูปตัวการ์ตูนที่แขวนอยู่ข้างห้องบอกเวลาเพิ่ง 2 ทุ่มกว่าๆ เท่านั้น ผมย้ายสายตากลับมาที่นอกหน้าต่างอีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เม็ดฝนกำลังเหยียบย้ำพื้นดินเป็นจังหวะแผ่วเบาคล้ายดนตรีเต้นรำที่เชื่องช้าทว่านุ่มนวล ผมชักอยากเต้นรำจังหวะสายฝนดูสักครั้งหากแต่ไม่กังวลงานที่กองอยู่เต็มโต๊ะตรงหน้า มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ตัวผมเองตะเกียดตะกายเร่งให้ตัวเองจบเร็วๆ และใช้ชีวิตของคนทำงานเร็วกว่าคนอื่น ถ้าเปรียบเทียบกันแล้วในเวลานี้เพื่อนๆรุ่นผมคงอยู่แค่ปี 3 ในขณะที่ผมทำงานมัณฑนากรได้เกือบ 2 ปีแล้ว ความจริงผมเรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เรียน ม.ต้นแล้วและเริ่มชินขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจำเป็นของทางบ้านที่ส่งผมเรียนอย่างที่ผมตั้งใจไม่ได้ผมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง เวลาส่วนใหญ่ของผมจึงมีแค่เรื่องเรียนและงาน ต้องรู้จักที่จะปรับตัวเองเข้ากับสังคมที่หาความจริงใจยากขึ้นทุกวัน ต้องคอยหลบเหลี่ยมคนที่จะมาเอาเปรียบ ผมไม่เคยคิดเอาเปรียบใครแต่ก็ไม่ต้องการให้ใครมาเอาเปรียบด้วย และนี้ก็คือข้อแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเวลาที่อยู่กับเพื่อนๆของผม ที่มักจะมองว่าผมเป็น “คนแก่” แก่คิดนะ ผมร
“ญาณาฝันร้าย...” น้ำเสียงแผ่วเบาของเธอ คล้ายเสียสะอื้นไห้ แขมโอบกอดร่างที่สั่นน้อยๆ นั่นไว้อก ลูบเส้นผมของเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน ให้เธอนั่งพักที่ขั้นบันได“ไม่เป็นไรแล้ว แขมอยู่นี้ คงจะไข้ขึ้นนะ เดี๋ยวแขมไปส่งเข้านอนแล้วกัน”“ญาณาไม่อยากหลับแล้ว” เธองอแงอย่างกับเด็กเกเรจนแขมชักนึกอย่างลงโทษให้เข็ดหลาบสักที“ญาณากลัวฝันร้าย...” ดวงตาของเธอเริ่มจะปิด แต่ปากของเธอยังขยับส่งเสียงแผ่วๆ ที่แขมเองอยากแนบหูลงใกล้ๆ ริมฝีปากบางๆ ของเธอ อยากได้ยินชัดๆว่าเธอพูดอะไร“แขมจะอยู่เป็นเพื่อน” แขมไม่รอฟังว่าเธอจะเถียงว่าจะนอนหรือไม่...พาเธอกลับไปที่นอนของเธอ...ที่เตียงของเขา“บางทีญาณาเองก็ไม่รู้ตัวเองกำลังทำอะไร เสียใจแค่ไหนกับที่เจฟไม่ใยดีกับญาณาแล้ว รู้เพียงแต่ ไม่อยากอยู่ตรงนั้น...ไม่อยากเจอคนๆนั้น...แขมเข้าใจไหม”“เข้าใจซิ”ชายหนุ่มรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองเขา นาทีต่อมาเธอก็ยื่นหน้าประกบริมฝีปากกับเขา ตัวเธอเย็นจนน่าสงสาร เขารั้งเธอมากอดเพื่อมอบไออุ่น ทรวงอกที่ไร้ชุดชั้นในเบียดแนบชิดแผงอกแม้จะมีเสื้อผ้าของทั้งคู่สวมอยู่“จะดีเหรอ” เขาถาม มีมารและเทวดาส่งเสียงโต้เถียงกันอยู่ในหัว“ญาณาหวาว แขม
พายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทะเลยามค่ำคืนในเวลานี้ช่างดูน่ากลัวเหลือเกินต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ริมหาดคล้ายจะหักลงเมื่อลมพัดอย่างแรงแขมอุ้มร่างบางๆ ของญาณาเข้ามาในบ้านพักริมหาดของเขาอย่างลำบากไม่ใช่ว่าตัวของเธอจะหนัก แต่กลับเป็นเพราะมือทั้งสองข้างดูเหมือนจะไม่พอใช้งานเลยกว่าจะไขกุญแจบ้านแล้วอุ้มเธอมาถึงห้องรับแขกได้ ก็ผ่านอุปสรรคหลายๆ ด่านมากทีเดียวเขาวางร่างของเธอลงบนโซฟาตัวยาวใหญ่กลางห้อง ก่อนที่จะเดินไปเปิดไฟฟ้าให้ภายในห้องได้สว่างขึ้น ได้เห็นใบหน้าใสๆ ที่เวลานี้ปิดเปลือกตาสนิท เสื้อผ้าของเธอเปียก แขมถอนหายใจหนักๆ ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปที่ห้องของตัวเอง เตรียมที่นอนใหม่ให้เธอพร้อมกับเสื้อผ้าของเขา ก่อนที่จะย้ายร่างที่หลับใหลไปที่ห้องนอนของเขาเอง...“ญาณา ไหวไหม เปลี่ยนเสื้อก่อน เดี๋ยวไม่สบายนะ” แขมพยายามปลุกเธอญาณาปรือตาขึ้นก่อนพยักหน้ารับช้าๆ คว้าเสื้อของเขาไป แขมขยับแว่นสายตากรอบหนากระชับใบหน้าก่อนหันหลังให้เธอ มองเหม่อไปที่ภาพนอกหน้าต่าง ทะเลที่แสนสวยงาม เวลานี้ดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก“เสร็จแล้วแขม” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ในความเงียบภายในห้องนั้นก็ทำให้เขาได้ยินเสียงของเธอชัดเจน แล
พริ้มมาทำงานปกติ หมดเดือนที่สองของการทำงานแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังจะเปิดเทอมในไม่ช้า แม้ว่าเธอไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนทุกวันก็ได้ แต่ตอนนี้เธออยากเอาเวลาทั้งหมดทุ่มเทให้การเรียนและเธอตั้งใจจะเรียนออกแบบเสื้อผ้าไปด้วย ซึ่งแม่ก็ต้องการให้เธอมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน วันนี้พริ้มตั้งใจเข้ามาคุยกับพี่เดือนเพ็ญ เพื่อว่าจะขอทำงานเฉพาะวันเสาร์หรือทำตอนเย็น เธอยังต้องการรายได้สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่จะไม่ทำให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมเงินใครมาเธอเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานของพี่เดือนเพ็ญแต่เมื่อเคาะประตูแล้วไม่มีใครเปิด เธอก็ถอยหลังไม่แน่ใจว่าคุณเดือนเพ็ญอยู่หรือไม่ แต่สายตาเธอเหลือบไปเห็นห้องประธาน เธอสูดลมหายใจลึก ใครๆ ก็บอกว่าท่านประธานเจ้าของโรงงานเป็นคนใจดีมีเมตตา บางทีท่านอาจจะพอรับฟังปัญหาของเธอได้บ้าง“ขออนุญาตคะ”“เชิญครับ”“คือหนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้พริ้มชะงักไปและพริ้มพูดได้แค่นั้นก็ต้องอ้าปากค้าง ชายหนุ่มที่นั่งตรงหน้าก้มหน้าก้มตาอยู่กับเอกสารกองโต อีกฝ่ายไม่ได้ยินคำพูดใดๆ ต่อจึงเงยหน้าขึ้น แล้วก็เป็นเขาที่ตกใจจนหน้าซีด ร่างสูงรีบลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ “พริ้ม







