Masukผ่านไปหนึ่งกระบวนท่าโจรป่าพวกนั้นถูกสังหารจนหมดสิ้นเหลือเพียงตัวหัวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหนักนอนหายใจรวยริน
“เหตุใดถึงนอนนิ่งเช่นนั้นเล่า มิอยากชมเชยสตรีแล้วหรือ”
“มะ ไม่แล้ว ท่านจอมยุทธ์ได้โปรดไว้ชีวิตข้า ข้าสัญญาจะไม่ทำเรื่องชั่วช้าอีก”
“เรื่องนี้เจ้าควรไปบอกกับท่านเหยียนหลัวหวาง[1]ในปรโลก แล้วรอพี่น้องลูกเมียของเจ้าอยู่ที่นั่น ข้าสัญญาว่าจะต้องส่งพวกเขาไปหาเจ้าครบทุกคน”
“มะ ไม่!” สิ้นเสียงร้องนั้น เขากดกระบี่ที่ปักอยู่บริเวณอกทำให้หัวหน้าโจรป่าสิ้นใจไปในทันที
นัยน์ตาคมที่กวาดมองร่างของเหล่าโจรป่าฉายแววเย็นชา ก่อนที่เขาจะทรุดกายคุกเข่าลงบนพื้นดินอย่างหมดแรง แม้แผนการที่วางเอาไว้จะผิดพลาดไปแต่ทว่าสุดท้ายเขาก็สามารถเอาชีวิตรอดมาได้
‘หึ! หนีรอดสายตาของพวกนั้นมาได้ถึงเมืองหลวงแล้ว แต่กลับเกือบตายเพราะผลประโยชน์ที่รับปากเอาไว้’ คิดจบเขาก็ปรายตามองต้นไม้ใหญ่ที่ซ่อนเร้นคุณหนูผู้นั้นเอาไว้
เขาฝืนร่างกายที่บาดเจ็บลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ต้นไม้ต้นนั้น ก่อนจะส่งเสียงเรียกให้นางโผล่หน้าออกมา
“คุณชายหานท่านได้รับบาดเจ็บ!” จางซีถิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“อืม นอกจากบาดเจ็บ ข้ายังหมดแรงอีก”
“ท่านหมดแรง แล้วข้าจะลงไปอย่างไรเจ้าคะ” นางร้องเสียงหลง แม้จะหวาดกลัวเขาเพราะภาพที่เห็นเมื่อครู่แต่ทว่าเมื่อไตร่ตรองดู หากไม่ต่อสู้ เข่นฆ่า เขาก็คงต้องเป็นฝ่ายถูกเข่นฆ่าแทนและนางก็คงต้องถูกเจ้าคนชั่วช้าพวกนั้นย่ำยีศักดิ์ศรีมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย
“ปีนลงมาเอง”
“ข้าปีนต้นไม้เป็นที่ใดกันเจ้าคะ”
“หากไม่ปีนลงมา เช่นนั้นเจ้าก็อยู่รอให้คนมาช่วยก็แล้วกัน ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้รอ”
“นั่งคนเดียวเหงานะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร ข้าคุ้นชินกับความโดดเดี่ยวแล้ว”
“ดูเหมือนท่านได้รับบาดเจ็บไม่น้อย ข้าสามารถดูแลท่านได้”
“แต่ข้าไร้เรี่ยวแรงไม่สามารถใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปพาเจ้าลงมาได้”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้เลือดไหลหมดตัวไปเถิด” นางเอ่ยเสียงเบาแต่ทว่าตั้งใจให้เขาได้ยิน นางเชื่อว่าหากคิดจะช่วยเขาช่วยนางได้
“ข้าได้ยิน! เอาล่ะ เจ้ากระโดดลงมาแล้วข้าจะรอรับอยู่เบื้องล่าง”
“ไม่ดีกระมังเจ้าคะ”
“ย่อมดี หรือเจ้าจะนั่งมองซากศพโจรพวกนั้นต่อ รอจนพวกโจรป่าที่ยังเหลือรอดตามมาพบ”
“ก็ได้เจ้าค่ะ ๆ ข้าจะกระโดด” เมื่อครู่มิใช่บอกจะนั่งรอด้านล่างเป็นเพื่อนนางรอคนมาช่วยหรือ
“อืม” เขาฝืนร่างกายที่เหนื่อยล้าลุกขึ้นยืนก่อนจะอ้าแขนเพื่อรอรับตัวนาง
“ท่านจะรับตัวข้าจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“อืม ข้าจะรอรับ”
“ท่านห้ามปล่อยให้ข้าตกลงบนพื้นดินนะเจ้าคะ”
“อืม”
“ท่านห้าม...” นางกำลังจะเอ่ยวาจาต่อก็โดนเขารีบตัดบท
“หากไม่กระโดด ข้าจะไปแล้วนะ”
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะกระโดดแล้วนะ” สิ้นเสียงกล่าวนางก็กระโดดลงจากต้นไม้
พรึ่บ! อั่ก! แม้ต้นไม้จะไม่สูงมากแต่ทว่าเพราะร่างกายที่ไม่พร้อม ทำให้การรับตัวเป็นไปอย่างทุลักทุเล บุรุษรูปร่างกำยำที่บาดเจ็บหลายแห่งล้มลงไปนอนบนพื้นพร้อมกับจางซีถิง เมื่อฝุ่นหายตลบนางก็พบว่ายามนี้ตนนอนอยู่บนเบาะหนังมนุษย์ริมฝีปากของนางอยู่ห่างจากริมฝีปากของเขาเพียงครึ่งชุ่น[2]
“หนัก” วาจาที่เล็ดลอดจากปากของคุณชายหานทำให้ดวงหน้าหวานแดงก่ำ
“ขออภัยเจ้าค่ะ” นางรีบผละออกห่างอย่างร้อนรน แต่ทว่าเพราะความรีบร้อนและไม่ทันระวังทำให้ยามที่กำลังใช้ข้อมือดันตัวเพื่อลุกออกห่างเกิดพลิกและบาดเจ็บ ส่งผลให้นางล้มตัวทับลงบนตัวเขาอีกครั้ง ริมฝีปากทาบทับลงบนปากของเขาพอดีอย่างไม่ได้ตั้งใจ
[1] พญายมหรือผู้เป็นใหญ่ในนรก
[2] หนึ่งชุ่น = 3.33 เซนติเมตร
13 บุรุษผู้ชอบโอ้อวดและรักที่ลึกซึ้ง ดูเหมือนคุณชายรองเซี่ยผู้นี้จะชอบโอ้อวดเสียจริง เพราะนอกจากจะส่งรถม้าที่มีตราสัญลักษณ์ของตำหนักเซี่ยชินอ๋องไปรับนางถึงหน้าประตูจวนแล้ว ยามนางลงจากรถม้าที่หน้าโรงเตี๊ยมจิ่วหมิง ยังเป็นเขาที่มาช่วยประคองนางลงจากรถม้าอีก ครานี้ไม่ต้องป่าวประกาศผู้คนก็สาม
หลังจากคุณชายรองเซี่ยกลับไป นายท่านจางก็สั่งให้พ่อบ้านไปเรียกคุณหนูมาร่วมรับสำรับพร้อมบิดา แน่นอนว่าทันทีที่ได้ยินจากท่านลุงพ่อบ้าน นางก็ทราบได้ทันทีว่าบิดาคงอยากสนทนากับนางเรื่องของเซี่ยหงหมิง “ท่านพ่อคงอยากทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับคุณชายรองเซี่ยใช่หรือไม่เจ้าคะ” วาจาของบุตรสาวทำให้มือที่กำลังจะใช้ตะเกียบคีบอาหารชะงักไปเล็กน้อย “อืม พ่อแค่อยากถามเจ้าว่ามั่นใจในการเลือกของตนแล้วใช่หรือไม่” “ข้ามั่นใจเจ้าค่ะ วันหน้าจะเป็นเช่นไรข้าจะไม่เสียใจเจ้าค่ะ” “แม้จะรู้สึกวูบโหวงในใจอยู่บ้างที่บุตรสาวตัวน้อยของพ่อจะออกเรือนแล้ว แต่ทว่าเมื่อคนที่เจ้าเลือกเขาเป็นคนดี สามารถทำให้เจ้ามีความสุขได้ พ่อก็ไม่คิดขัดขวาง” คุณชายรองเซี่ยผู้นั้นมาจากครอบครัวที่รักใคร่ปรองดอง คงสามารถมอบครอบครัวที่อบอุ่นให้กับบุตรสาวของตนได้ “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ” “จงจำเอาไว้ เจ้าไม่ใช่น้ำที่สาดออกไป แม้จะออกเรือนแล้วแต่จวนตระกูลจางแห่งนี้ยังคงต้อนรับเจ้าเสมอ วันใดที่เขาไม่รัก จงกลับมาที่จวนของเรา เพราะเจ้าคือไข่มุกล้ำค่าของ
“วันนี้ข้าขออยู่รับสำรับเย็น จิบชาสนทนากับเจ้าที่เรือนจนถึงยามไฮ่ (21.00-22.59) ได้หรือไม่ เราทั้งสองจะได้คลายความคิดถึงต่อกันบ้าง” “อยู่สนทนาที่เรือนของข้าจนดึกดื่นจะเหมาะสมหรือเจ้าคะ” “เพราะความคิดถึงที่มากล้น น่าจะพออนุโลมได้” ‘ถึงจวนแล้วขอรับ’ เสียงคนบังคับรถม้าส่งเสียงบอก “จะดีหรือเจ้าคะ” นางแสร้งทำท่าทางลังเล หมั่นไส้ยิ่งนักกับท่าทางอยากแนบชิดนาง “ย่อมดี” “เช่นนั้นก็ตามใจท่านเถิดเจ้าค่ะ”
“ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน พี่ใหญ่เราไปกันเถิด” “ไห่เฉิงอย่าเพิ่งไป ได้โปรดตามหมอมารักษาซินอี้ให้แม่หน่อยเถิด” “...” จางไห่เฉิงมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ตั้งแต่เล็กจนโตมิใช่นางมักจะมองเขาด้วยสายตารังเกียจยามที่เขาเรียกนางว่ามารดาหรือ “ท่านแม่มีอันใดหรือเจ้าคะ” กู้ซินอี้ที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นขึ้น “พี่ชายลูกมาเยี่ยม มิต้องห่วงนะ เขาจะพาหมอมารักษาเจ้า” สิ้นเสียงกล่าวของมารดา สตรีแซ่กู้มองออกไปนอกกรงขังก่อนจะพบเข้ากับใบหน้าที่ตนเกลียดชัง “กรี๊ด! ท่านแม่ข้าเกลียดนังซีถิง เป็นเพราะมัน เพราะมันทำให้ข้าต้องมีสภาพเช่นนี้ เพราะบิดามัน ข้าจึงไม่ได้เป็นบุตรสาวของขุนนางใหญ่โต”&
ด้านจางซีถิงที่ออกมารอพี่ชายอยู่ด้านนอกกลับพบว่าแท้จริงคนที่พาอนุภรรยาของกู้หลงเซิ่งมาคือคุณชายรองเซี่ยที่หายหน้าหายตาไปหลายวัน สภาพอิดโรย ใบหน้าและอาภรณ์เปรอะเปื้อนบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาน่าจะรีบเร่งเดินทางไม่ได้พัก “ซีถิง ข้าเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก” เซี่ยหงหมิงเอ่ยวาจาออดอ้อนนาง หลังจากสั่งให้ลูกน้องคนสนิทพาคนทั้งสามไปส่งที่ชายแดนตามที่ได้รับปากไว้ ซึ่งเขาทำเช่นนี้เพื่อช่วยพี่น้องตระกูลจางเอาคืนอดีตมารดาชั่วช้า “ขอบคุณนะเจ้าคะที่ท่านทำเพื่อข้า” แม้จะไม่รู้เรื่องราวแต่ทว่านางก็พอคาดเดาได้ว่าเขาทำเพื่อนาง “มอบรางวัลให้ข้าแทนคำขอบคุณได้หรือไม่” บุรุษรูปงามกล่าวก่อนจะยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ “อะแฮ่ม! ท่าทางคุณชายรองเซี่ยคงเหน็ดเหนื่อยจากการเ
12 ว่าด้วยเรื่องมารดา (2) “แต่ยามนี้นางก็ได้รับการลงโทษแล้ว ขอโอกาสให้ซินอี้ได้แก้ไขในสิ่งที่ตนทำผิดได้หรือไม่” หลวนม่านลี่กล่าว “...” จางซีถิงไม่ตอบ สตรีผู้นี้ไร้ยางอายยิ่งนัก คิดว่าแค่บอ







