LOGIN“อะแฮ่ม” เสียงกระแอมช่วงดึงสติอันน้อยนิดของหญิงสาวให้กลับมา เธอรีบขยับถอยออกมา แต่ตาเหลือบเห็นหยดน้ำตาที่เปื้อนเสื้อของอีกฝ่ายเป็นดวงๆ ก็นึกกระดาก
“ขอโทษค่ะ ฉันทำเสื้อคุณเปื้อน”
เขาก้มลงมองเสื้อสีขาวของตัวเอง จนเธอนึกกระดากใจ
“เดี๋ยวฉันเอาไปซักให้ก็ได้นะคะ”
“ไม่เป็นไร คุณเมาเหรอ”
“เปล่านะ ฉันไม่ได้เมา เอิ๊ก...” เธอสะอึกเบาๆ ยิ้มแหยๆ “ก็แค่มึนๆ นิดหน่อยเท่านั้น เรื่องเสื้อคุณ...”
“ไม่เป็นไรหรอก เปื้อนนิดหน่อยเอง ว่าแต่คุณจะไปชั้นไหน”
มิวราไม่ตอบ แต่ล้วงหยิบคีย์การ์ดขึ้นมาแตะ ทว่าปุ่มชั้นที่เธออยู่ถูกกดไว้แล้ว
“หืม” หญิงสาวขมวดคิ้วไม่ทันอ้าปากจะถาม เสียงลิฟท์ก็ดังขัดจังหวะเสียก่อนที่ชั้นสิบห้าพอดี
ติ๊ง!
พอประตูเปิดออก มิวราก็ก้าวเดินโซเซออกไป ทางเดินเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือสมองเธอนี่แหละ ที่มึนงงมองทางแยกฝั่งซ้ายและขวา แล้วห้องเธออยู่ทางไหนวะเนี่ย
จังหวะนั้นชายหนุ่มในลิฟท์ก็เดินแยกไปทางขวาเงียบๆ เธอเลยตัดสินใจเดินไปทางตรงกันข้ามทันที แล้วเดินไปจนสุดซอยตามความเคยชิน พยายามจะใช้กุญแจไข แต่ไขเท่าไหร่ก็ไม่ออก
“ทำไมมันเปิดไม่ได้หว่า” จังหวะนั้นคนในห้องก็เปิดประตูออกมา
“คุณเป็นใครเนี่ย เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” มิวราถามอย่างงุนงง
“ผิดห้องไหมคุณ นี่ห้องฉันต่างหาก 1506”
“หื้อ...ไม่นะ ห้องนี้แหละห้องฉัน 1516” ปากบอก แต่พอตาเลื่อนขึ้นไปมองที่เลขบนประตูก็พบว่าไม่ใช่เลขที่ห้องตัวเอง
“อ้าว ผิดห้องเหรอ ขอโทษนะคะ สงสัยฉันจะเดินผิดฝั่ง”
หญิงสาวเอ่ยด้วยสติอันน้อยนิด ตาก็ใกล้จะปิดเต็มที ทั้งง่วงทั้งเมา ก่อนเดินโซเซไปอีกทางจนถึงห้องริมสุดของอีกฝั่ง คราวนี้เธอแหย่กุญแจเข้าไปยังไม่ทันไข ห้องก็เปิดเข้าไปได้ง่ายดาย มิวราจึงไม่รอช้ารีบดันประตูเข้าไปทันที
ห้องมืดสลัวไม่ได้เปิดไฟ เธอสลัดรองเท้าออกที่หน้าประตู แล้วเดินเปะปะคลำทางไปทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังนุ่มนิ่มตามความคุ้นเคย พลางควานหาหมอนมากอดแน่น ความแค้นในใจยังคงคุกรุ่น
“คนหลายใจ...ไอ้คนเฮงซวย...” เธอพึมพำเสียงสะอื้น น้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า
ทันใดนั้น ประตูห้องน้ำก็เปิดออก พร้อมร่างสูงที่เดินออกมา แต่กลับพบว่าประตูหน้าห้องเปิดอ้า ไม่ได้คิดอะไรก็เดินไปปิดประตู เมื่อกี้เขาคงรีบจะเข้าห้องน้ำไปหน่อยเลยปิดประตูไม่สนิทสินะ ชายหนุ่มคิด ก่อนหันไปเปิดไฟในห้องสว่างโร่ขึ้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่นอนคุดคู้ที่โซฟากลางห้อง
“เฮ้ย!”
ชายหนุ่มอุทานลั่น สะดุ้งโหยง เมื่อหันไปเห็นผู้หญิงในลิฟท์เมื่อครู่ กำลังนอนคุดคู้อยู่บนโซฟาของเขาอย่างสบายใจเฉิบ
“คุณ...คุณเข้ามาได้ยังไงเนี่ย”
“อืม ไสหัวไป ฉันจะนอน”
นั่น...ไล่เจ้าของห้องเสียด้วย
“จะนอนก็ไปนอนห้องตัวเองสิ นี่มันห้องผม”
เจ้าของห้องตัวจริงกอดอกบอกเสียงเข้ม ตอนนี้เขาถอดหน้ากากอนามัยและหมวกออกเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาคมคาย
“หนวกหู ไปให้พ้นนะ” หญิงสาวแหวเสียงอู้อี้ แล้วหันหลังให้ กระโปรงทรงสอบเลื่อนขึ้นเผยให้เห็นขาอ่อนรำไร จนเขาต้องรีบเบือนสายตาหนีไปมองทางอื่นด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ นี่เขาควรทำยังไงกับเธอดีนะ
ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังหันรีหันขวางคิดว่าจะทำยังไงดีกับผู้หญิงตรงหน้าดี จู่ๆ เจ้าตัวก็ผุดลุกพรวดขึ้นนั่ง จนเขาสะดุ้งโหยง
“เฮ้ย!”
“คุณเป็นใคร เข้ามาทำอะไรห้องฉันเนี่ย” คนหน้ามึนชี้หน้าถามเจ้าของห้อง สีหน้าเอาเรื่อง
“นี่มันห้องผมต่างหาก คุณนั่นแหละบุกรุกห้องผม” คนพูดเกาศีรษะแกรกๆ รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรที่ไร้สาระที่สุด
“โน โน โน คุณอย่ามามั่ว ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ” เสียงอ้อแอ้ ดวงตาแดงก่ำและบวมฉึ่ง ทำให้ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นดูตลกเหมือนกบเคโระตาโปน
หมับ!
กำลังคิดเพลินๆ ร่างสูงก็ต้องผงะ เมื่อเจ้ากบตาปูดเด้งตัวผึ่งขึ้นมายืนตรงหน้าเขา ดวงตากลมๆ เงยขึ้นมองเขานิ่งๆ
“คนหลายใจ จะมาทวงเงินฉันอีกใช่ไหม นี่แน่ะ”
เพียะ!
มื้อค่ำวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ นนทพัทธ์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่ต้องแบกความรักข้างเดียวไว้อีกต่อไป เพราะมีรินลดาคอยเติมเต็มช่องว่างในใจด้วยความร่าเริงและเข้าใจในวิชาชีพเดียวกันก่อนกลับคีตกาอาสาเดินมาส่งว่าที่บ่าวสาวถึงรถ“เป้ย...พี่ขอบคุณเป้ยนะ ที่วันนั้นเป้ยเลือกที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง มันทำให้พี่กล้าที่จะเปิดใจรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน” พี่หมอเอ่ยด้วยความจริงใจ“เป้ยก็ขอบคุณพี่นนท์ค่ะ ที่เป็นพี่ชายที่แสนดีและไม่เคยทิ้งเป้ยไปไหน พี่นนท์เหมาะกับความสุขที่สุดแล้วค่ะ”ภวิศเดินเข้ามาจับมือหมอนนท์พลางพยักหน้าอย่างลูกผู้ชาย “ดูแลคุณรินให้ดีนะหมอ อย่าเอาอย่างผมล่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมาโบ้ที่หลังไม่รู้ด้วย”ทุกคนหัวเราะร่าท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ภวิศโอบไหล่คีตกาเดินกลับเข้าบ้านเรือนหอแสนอบอุ่นด้วยกัน“คิดแล้วก็เสียดายนะ”“เสียดายอะไรคะ” คีตกาเงยหน้ามองสามีอย่างแปลกใจ“เห็นหมอนนท์จะแต่งงาน พี่ก็เลยคิดถึงงานแต่งของเราสองคนขึ้นมาน่ะสิ คิดแล้วก็เสียดาย อยากแต่งงานกับเป้ยอีกรอบจัง”“ก็แต่งสิคะ”“ว่าไงนะ!”“เป้ยบอกว่าอยากแต่งก็แต่งได้ค่ะ แต่รอให้เป้ยคลอดเจ้าเบอร์สามก่อนแล้วกันนะคะ
สามปีต่อมา...“เจ้าโปรดอย่าพาน้องปริมวิ่งเร็วแบบนั้นสิลูก เดี๋ยวน้องล้ม!”เสียงห้าวของคุณพ่อลูกสองตะโกนลั่นสนามหญ้า คุณพ่อมาดเข้มที่ตอนนี้สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์วิ่งไล่ตามลูกชายและลูกสาววัยกำลังซน ภวิศอุ้มลูกสาววัยเตาะแตะขึ้นพาดบ่าพลางหัวเราะร่า ก่อนจะเดินตรงมาหาคีตกาที่ยืนยิ้มละมุนอยู่ริมระเบียง“โอย เหนื่อยจัง ลูกเรานี่ซนเหมือนใครเนี่ย” ภวิศแกล้งอ้อนเมียพลางเนียนเอาหน้าซุกไหล่บาง“ซนเหมือนพี่วิศตอนเด็กๆ ไงคะ คุณแม่บอกเป้ยหมดแล้วนะ ตอนเด็กๆ พี่ซนมากเหมือนน้องโปรดไม่มีผิดเลย” คีตกาหัวเราะเบาๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้สามี“ส่วนน้องปริมก็น่ารักเหมือนเป้ยไม่มีผิด พี่เห็นในอัลบั้มภาพ ตอนเด็กๆ เป้ยน่ารักมากๆ เลย หวังว่าเจ้าเบอร์สามในท้องจะน่ารักเหมือนแม่อีกคนนะ” ภวิศยื่นมือไปลูบที่หน้าท้องนูนของว่าที่คุณแม่ลูกสามคีตกาค้อนใส่คนขยันทำการบ้านจนเสกเด็กเข้าท้องเธอไม่หยุด แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ้อนและเอาใจเธอทุกคืนๆ จนเธอเสพติดความหื่นจากเขาด้วย หากวันไหนสามีไม่ทำการบ้านก็มีงอนกันบ้าง ขนาดลูกสามแล้วความหวานก็ยังไม่ลดลง แต่อย่าให้ถึงขั้นมีเบอร์สี่ห้าหกเลย ส่วนคุณปู่คุณย่านั้นไม่ต้องพูด
“คอยดูเถอะเป้ยจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่พี่”“ฟ้องไปก็เท่านั้น พ่อแม่พี่หลงหลานจะตาย มีลูกหลายคนบ้านจะได้ครึกครื้นไงครับ” เขาแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือป้วนเปี้ยนปัดผ่านทรวงอกที่อวบอิ่มเพราะต้องให้นมลูก“หิวนมจัง...” คุณแม่ลูกอ่อนทำตาโตตะปบมือซุกซนที่เลิกชายเสื้อเธอขึ้น“พี่วิศ อย่ามาหื่นนะคะ นี่นมของน้องโปรด”“แบ่งๆ กันน่า เข้าโครงการคนละครึ่ง เป้ยมีตั้งสองเต้า ก็แบ่งลูกเต้าหนึ่ง สามีเต้าหนึ่ง ดีจะตาย”“อย่ามาเนียนค่ะ เป้ยง่วงแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”“ไม่เป็นไรนะ เป้ยง่วงเป้ยก็หลับไป เดี๋ยวพี่ทำเอง”ทำเอง? เขาจะทำอะไรไม่ทันที่เธอจะได้ถาม คุณพ่อจอมป่วนก็จัดการทำในสิ่งที่เขาอยากทำมาหลายเดือนกับร่างกายอวบอิ่มของเธอ โดยเฉพาะส่วนที่เขาต้องมองลูกชายดูดมันทุกวันด้วยความอิจฉาสุดหัวใจ“พี่วิศ...อย่ากินนมลูกหมดนะ”พ่อตัวร้ายฟังเสียก็ดี เสียงดูดจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั่นทำให้เธอรู้สึกวาบหวิว ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาทันใด ใช่แต่เขาที่ต้องการ เธอเองก็ขาดเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว จากที่จะต่อต้าน คีตกาจึงยอมปล่อยให้สามีหน้ามึนจัดการดื่มกินร่างกายหอมหวานของเธอตามอำเภอใจ เรื่องนี้ไม่ต้อง
“แง้ๆ...”คีตกาสะดุ้งลืมตาทันทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้จ้า แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นไปดูก็มีเสียงงัวเงียดังข้างๆ หู“เป้ยนอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ดูลูกเอง” ภวิศในสภาพหัวฟู ตาโรยเพราะเพิ่งได้นอนไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาดูลูกที่ร้องกลางดึกอีก“ว่าไงครับคนเก่งของพ่อ”ชายหนุ่มอุ้มลูกโยกไปมาพลางร้องเพลงกล่อมเสียงเพี้ยนๆ จนคีตกาที่แอบมองอยู่ต้องหลุดขำตลอดหลายเดือนหลังจากคลอด ภวิศกลายเป็นคุณพ่อดีเด่น เขาคอยช่วยเธอดูแลลูกแทบทุกอย่าง แม้จะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย แต่พี่เลี้ยงเบอร์หนึ่งของบ้านก็ยังคงเป็นภวิศนั่นเอง ไม่ว่าจะคอยเก็บน้ำนมให้เธอเมื่อปั๊มเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก หรือกระทั่งเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือลุกมาป้อนนมกลางดึกเขาก็ทำได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง คำพูดติดปากของเขาคือ เป้ยพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเองคีตกามองแผ่นหลังกว้างของคนเป็นสามีที่พยายามเดินโยกตัวไปมาทั่วห้องนอนเพื่อปลอบน้องโปรดที่กำลังงอแงให้สงบลง ใบหน้าที่เคยถือดีและเรียบตึงยามอยู่นอกบ้าน บัดนี้กลับมีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน ทว่าแววตาที่มองเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาจากไหนไม่ได้อีก“พี่วิศคะ ส่งลูกให้เป้ยเถอะค่ะ พี่
“แต่พี่หวงนี่ ไม่อยากให้ใครมองเมียพี่” ภวิศเถียงสู้ตาย เขาหันไปหาพยาบาล “คุณพยาบาลครับ มีผ้าคลุมไหม เอามาปิดให้มิดที่สุดนะ ให้หมอเห็นแค่...แค่ส่วนที่จำเป็นจริงๆ ก็พอ อย่าให้เขาเห็นอย่างอื่นนะ!”นนทพัทธ์ถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า “คุณวิศครับ ถ้าคุณยังวุ่นวายไม่เลิก ผมจะสั่งให้พยาบาลลากคุณออกไปรอข้างนอกนะ เลือกเอาว่าจะอยู่เป็นกำลังใจให้เมียเงียบๆ หรือจะไปนั่งนับมดอยู่ที่ทางเดิน” คุณหมอหนุ่มเอ็ดอย่างเหลืออด ตั้งแต่ทำคลอดมา เขาก็เพิ่งเจอเคสนี้ที่สามีคนไข้หึงกระทั่งช่องคลอดเมียภวิศเม้มปากแน่นสนิททันที เขาทำหน้าบึ้งตึงพลางขยับไปยืนที่เหนือศีรษะของคีตกา“ห้ามมองเกินความจำเป็นนะหมอนนท์... ผมจ้องอยู่นะ!” ภวิศขู่ฟ่อข้างหูหมอ แต่มือกลับสั่นพั่บๆ เพราะเห็นคีตกาเริ่มเบ่งคลอด แล้วในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง“อุแว้! อุแว้!”เสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวเล็กดังขึ้น นนทพัทธ์ประคองทารกน้อยขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ “ยินดีด้วยครับเป้ย ยินดีด้วยคุณวิศ... ลูกชายของพวกคุณแข็งแรงมากเลยครับ ดูสิอ้วนจ่ำม่ำเลย”วินาทีที่ภวิศเห็นลูก และเห็นความปลอดภัยของเมีย ความหวงเมื่อครู่มลายหายไปกลายเป็นความตื้นตันใจจนน้ำตาค
“เป้ยเป็นอะไรไปน่ะ!”เสียงนั้นกระตุกความสนใจของคุณวิเศษและคุณภคมนให้หันไปมองที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ทันที“คุณวิศ...คุณวิศคะ! เป้ยปวดท้อง...” คีตกาบอกด้วยสีหน้าเหยเก รู้สึกปวดหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรง“อย่าบอกนะว่าจะคลอดแล้ว ไหนว่าหมอนัดคลอดอาทิตย์หน้านี่นา”“อย่าเพิ่งพูดได้ไหมคะ ตอนนี้เป้ยปวดมากๆ เลย โอ๊ย...”สิ้นเสียงร้องของคีตกา คฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบก็เกิดโกลาหลทันที“เป้ยทนหน่อยนะ แล้วพี่ต้องทำอะไรก่อนล่ะเนี่ย” ภวิศทำหน้าเลิ่กลั่ก “เดี๋ยวๆ พี่ไปเอากระเป๋า ไม่ใช่สิ พี่ต้องสตาร์ทรถ พี่ต้องโทรหาหมอ ทำอะไรก่อนดีวะเนี่ย!”“เจ้าวิศ! ตั้งสติหน่อยลูก” คุณวิเศษเรียกสติลูกชายที่ตอนนี้ลนลานยิ่งกว่าคนท้องเสียเอง“รถ! ต้องไปเตรียมรถก่อน อ้อยๆ ไปหยิบกระเป๋าคุณผู้หญิงมาที เอาของที่เตรียมไว้มาด้วยนะ ตอนนี้เลย” คนจะเป็นพ่อครั้งแรกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก รีบประคองเมียรักไปที่รถ ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของว่าที่คุณปู่คุณย่าที่หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายบรรยากาศหน้าห้องคลอดเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ภวิศในชุดสีเขียวสวมหมวกคลุมผมยืนกุมมือคีตกาแน่นจนเหงื่อชุ่มมือทั้งคู่ ใบหน้าที่เคยถือดีบัดนี้ซีดเผือด ยิ่งเห็น
ร้านคาราโอเกะแบบนี้ปกติเธอไม่เคยได้มาหรอก เพราะใครบางคนมักบ่นว่าสิ้นเปลือง เก็บเงินไว้ดาวน์คอนโดกับซื้อรถดีกว่า รถก็ชื่อเขา คอนโดก็คงชื่อเขา แต่เธอต้องช่วยผ่อน เพราะเขามาขายฝันให้ว่าอีกหน่อยเราจะสร้างครอบครัวมีอนาคตร่วมกัน ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าอนาคตที่ว่านั่นยังเป็นของเธอหรือของใครเวรเอ๊ย! เก็บ
“งั้นเอาขาปูอลาสก้า กุ้งแม่น้ำผัดผงกระหรี่ กับหอยนางรมนิวซีแลนด์สดๆ แล้วก็ปลาหมึกผัดไข่เค็มอีกที่ด้วยนะคะน้อง ได้ข่าวว่าพนักงานหน้าฟร้อนท์ทุกคนทำงานหนักกันมาทั้งเดือน คุณธรรศคงอยากตอบแทนให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญที่สุดจริงไหมคะ”พนักงานผู้ไม่รู้เบื้องหลังระหว่างทั้งสองคน ต่างส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ นานๆ
ธรรศได้ยินประโยคนั้นเต็มๆ ก็สำลักเบียร์ที่กำลังจิบพรวดจนกระเด็นโดนกระโปรงสีขาวของแม่สาวข้างกายจนเปื้อนเป็นวงๆ ทันที“ว้ายตายแล้ว! พี่ธรรศทำอะไรคะเนี่ย ดูซิ เปื้อนกระโปรงน้องหมดเลย” ใบชาทำหน้าอี๋อย่างลืมตัว แต่พอนึกขึ้นได้ก็รีบเก็บสีหน้าทำตัวใสซื่อ แต่มิวรามองปราดเดียวก็รู้ทันทียัยเด็กนี่มันแอ๊บใสน
“มิว...”เสียงใครคนหนึ่งเรียกมาจากที่ไกลๆ ทำให้มิวรากะพริบตาถี่ๆ“ยัยมิว! ไปทำไมยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ”เสียงของใครบางคนกระชากมิวราให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความสะใจกลับมาสู่โลกแห่งความจริงในฉับพลัน เธอกำลังยืนบังอยู่หน้าจอคาราโอเกะที่ยังเล่นไม่จบเพลง ไม่ได้ตบตีราวีใครทั้งนั้น และธรรศก็ยังคงนั่งตรงนั้นใกล้







